31 กรกฎาคม 2025
897

เรารู้ว่าทุกเมืองย่อมต้องการปริมาณพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสมกับผู้คนที่อาศัยอยู่ แต่ไม่ใช่ว่า ‘โจทย์’ ของทุกเมืองจะเหมือนกัน

บริบทต่าง ปัญหาต่าง ความต้องการต่าง หน้าตาและวิธีการให้ได้มาซึ่งพื้นที่สาธารณะย่อมแตกต่างกันไป

แล้วกรุงเทพฯ เมืองที่พื้นที่สาธารณะยังไม่เพียงพอ แต่เต็มไปด้วย ‘พื้นที่ว่างริมทางพิเศษ’ ล่ะ เราจะต่อยอดมันยังไงได้บ้าง

ขณะนี้กรุงเทพมหานครมีสวนใหม่ล่าสุด นามว่า ‘สวนเทิดพระเกียรติ 72 พรรษา บางจากฯ เติมสุข สู่สังคม’ ตั้งอยู่ที่พื้นที่ริมทางพิเศษเฉลิมมหานคร เลียบทางลงทางด่วน ถนนสุขุมวิท 50 ขนาดพื้นที่รวมแล้วกว่า 5 ไร่

บรรยากาศสดใสเสียจนเกือบลืมว่าบริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่ร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์

สวนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘เติมสุข สู่สังคม’ ซึ่งกลุ่มบริษัทบางจาก ริเริ่มขึ้นในวาระก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ของการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน โดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC ได้ร่วมกันสนับสนุนการออกแบบ ก่อสร้าง และพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งอนุญาตให้กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตคลองเตย เข้าดำเนินการปรับปรุงเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“บางจากฯ และ BSRC สนับสนุนการออกแบบ การก่อสร้าง และพัฒนาให้เป็น ‘สวนสาธารณะเพื่อทุกคน’ หรือ Park for All ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมือง ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการสร้างปฏิสัมพันธ์ในชุมชน” ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวคิดของสวน

“นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย ‘สวน 15 นาที’ ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ภายในระยะเดิน 15 นาทีจากที่พักอาศัยด้วย”

ในวันที่เปิดใช้งานวันแรก สวนแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน 

แล้วผู้มาเยือนอย่างเราก็เห็นถึงความร่วมมืออันดีที่ทำให้สวนนี้เกิดขึ้นจริงได้

เมื่อรู้ว่าจุดนักพบวันนี้คือ ‘สวนใกล้ทางด่วน’ ความกังวลแรกของคนไม่ขับรถอย่างเรา คือกลัวจะหาสวนที่ว่านั้นไม่เจอ

ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้ตำแหน่งในแผนที่ที่ให้มา เราก็เงยหน้ามาเจอสวนเทิดพระเกียรติ 72 พรรษาฯ ที่เต็มไปด้วยกลุ่มหนุ่ม ๆ ที่มาทดลองใช้สวนครั้งแรก

ขณะนี้คานใต้ทางด่วน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘เพดาน’ ให้กับสวน ถูกแต่งแต้มเป็นสีเหลืองสดใส ส่วนพื้นที่ก็จัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับเล่นกีฬาอย่างมีมาตรฐาน ทั้งพื้นผิว สีสัน สัดส่วน

ภายในสวนออกแบบให้รองรับการออกกำลังกาย กีฬา และกิจกรรมนันทนาการที่หลากหลาย มีสนามฟุตซอล สนามบาสเกตบอล ทางเดินและลู่วิ่ง สนามเด็กเล่น ลานอเนกประสงค์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ชื่นชอบ อย่างหน้าผาจำลองและลานสเกตบอร์ด ให้ทุกคนเข้ามาใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

อีกไฮไลต์ คือบริเวณสกายวอล์กที่บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ทั้งต้นใหญ่เดิมที่อนุรักษ์ไว้ และต้นที่ปลูกเพิ่ม ทำให้ที่นี่มีร่มเงา ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่น PM 2.5

นอกจากนี้ บางจากฯ และ BSRC ยังได้ร่วมสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำมาใช้ในบางส่วนของพื้นที่ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนตั้งใจอย่างยิ่งที่จะร่วมสนับสนุนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำและ Net Zero ในอนาคต

“ผมว่าสวนนี้ลงตัวนะ” ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช บอกกับเราขณะกำลังทดลองเดินบน สกายวอล์กสีส้ม หลังจากที่งานเปิดสวนเสร็จสิ้น

“ปกติสวนจะเดินเล่นได้แค่นิดหน่อย แต่สวนนี้มีที่ให้เล่นจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ขอ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้”

ชัยวัฒน์มองว่า ทุกวันนี้ผู้คนไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวกันมากนัก บางคนใช้เวลาในรถ บางคนใช้เวลาในออฟฟิศ ในห้องเรียน หรือแม้แต่อยู่หน้าจอ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะสนับสนุนให้ผู้คนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

“เราป้องกันดีกว่ามารักษา” เขาว่าอย่างนั้น

โครงการเช่นนี้เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยเริ่มจาก ‘ลานกีฬาพัฒน์’ บริเวณคลองจั่นใน พ.ศ. 2556 และขยายผลสู่พื้นที่ใต้ทางพิเศษศรีรัช บริเวณอุรุพงษ์ ใน พ.ศ. 2558 ก่อนที่กลุ่มบริษัทบางจากจะได้ร่วมปรับปรุงพื้นที่ริมทางพิเศษเฉลิมมหานครแห่งนี้

ด้าน อนุวัตร รุ่งเรืองรัตนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC กล่าวกับเราถึงความตั้งใจของบริษัท

“การส่งเสริมพื้นที่ดี ๆ กิจกรรมดี ๆ ให้กับชุมชน เป็นแนวทางของบริษัทอยู่แล้วครับ ต่อไปเยาวชนก็จะได้มีโอกาสเข้ามาใช้สถานที่ในการออกกำลังกาย จะได้ห่างไกลจากยาเสพติด พักจากอุปกรณ์ไอทีทั้งหลายบ้าง โดยการร่วมมือในครั้งนี้ยังนำมาซึ่งการช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้อากาศสะอาดขึ้น ปัญหาโลกร้อนทุเลาลงด้วย

“นี่เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราทำครับ” เขากล่าว “จริง ๆ แล้วบริษัทยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่าง เราพัฒนากระบวนการผลิตของบริษัทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานด้วยครับ”

ส่วน สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เล่าว่าปัจจุบันการทางพิเศษฯ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2 ล้านตารางวา แต่นำมาพัฒนาได้จริงราว 6 แสนตารางวา เหตุผลคือหลาย ๆ พื้นที่ไม่มีทางเข้าที่เหมาะสม บางที่ก็ปิดทั้ง 4 ด้าน

วิธีการของการทางพิเศษฯ คือเลือกพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้สูง นั่นคือมีทางเข้าออกและอยู่ใกล้กับชุมชน แล้วนำมาเป็น ‘พื้นที่นำร่อง’ ในการพัฒนา

โดยท่านผู้ว่าฯ ก็เล่าถึงความท้าทายในการทำงานให้ลุล่วง อย่างการร่วมมือกับเอกชนและกรุงเทพมหานคร สร้างมูลค่าให้คนอยากมาใช้พื้นที่

แม้ว่าในวันนี้เราทุกคนจะมารวมตัวกันในวาระพิธีเปิดของสวน แต่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่แค่ตรงนี้

“หัวใจสําคัญของสวนนี้ไม่ใช่พิธีเปิด แต่จะทํายังไงให้สวนนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน” ท่านผู้ว่าฯ กล่าว

“ทำยังไงให้มีกิจกรรมนี้ต่อเนื่อง มีกิจกรรมให้เด็กมา มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ มีคลาสแอโรบิก มีครูมาสอนแอโรบิก มีฝึกวิชาชีพ อาจจะมีชุมชนออกร้านค้า เพื่อให้ใช้สวนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด”

มองสนามกีฬาสีสันสวยงามหรือสกายวอล์กที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ในวันนี้ คงน่าเสียดายจริง ๆ หากมีประชาชนมาใช้น้อยกว่าที่ควรจนพื้นที่เริ่มซบเซา

นโยบาย ‘สวน 15 นาที’ ของกรุงเทพมหานคร จึงไม่อาจเป็นเรื่องของปริมาณเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคุณภาพพื้นที่ที่จะต้องรักษาไว้อย่างยั่งยืนด้วย

เมื่อพบกับ กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ผู้ดูแลการจัดทำโครงการนี้ เราก็ได้ถามถึงภาพฝัน เมื่อกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีสวนทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ เธอก็ตอบมาทันทีว่า วันนี้เหมือนจุดเริ่มต้นจุดหนึ่ง ถ้าถามถึงภาพฝัน เธอมองไปถึงภาพใหญ่ของประเทศมากกว่า

“จริง ๆ แล้วไม่อยากให้มีแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะทั่วประเทศก็ทำแบบนี้ได้ อยากให้มีพื้นที่ลักษณะนี้ในทุก ๆ จังหวัด ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง แต่ใช้จุดแข็งของแต่ละคนมาช่วยกัน ภาคเอกชนอาจจะมีทุนทรัพย์บ้าง มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น ภาคประชาสังคมมาช่วยกันลงแรงหรือดูแล ภาครัฐอาจจะช่วยสนับสนุนตามภารกิจของตน ประชาชน ถ้าปลูกต้นไม้กันได้สักคนละต้นก็ได้แล้ว 60 – 70 ล้านต้น

“เมืองที่ดีอาจจะไม่ต้องสวยหรู ไม่ต้องมีภูเขา มีทะเลสาบเหมือนภาพในปฏิทิน แต่เป็นเมืองที่เราออกไปข้างนอกแล้วสูดอากาศหายใจเข้าไปได้เต็มปอด และมีความรู้สึกว่าอยากออกไปใช้ชีวิต ไปสัมผัสธรรมชาติในวิถีที่มันเป็น”

ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านในวันนั้น เราฝากคำถามสุดท้ายไว้กับ CEO กลุ่มบริษัทบางจาก  ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ว่า ทำไมบางจากฯ ถึงเห็นว่าการพัฒนาชุมชนเมืองเป็นสิ่งสำคัญ

“เราอยู่ด้วยกัน” เขาตอบมาอย่างเรียบง่าย “สุดท้ายเขาก็คือผู้บริโภคของเรา ถ้าเราไม่ดูแลเขา เขาก็จะไม่มีกำลังมาดูแลเรา

“บางคนก็มาช่วยทำงาน เป็นพนักงานของเรา บางคนเป็นนักลงทุนหรือเป็นผู้ถือหุ้นด้วยซ้ำไป เราต้องอยู่ข้าง ๆ กัน พึ่งพากัน เติบโตไปด้วยกันครับ”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด