ถ้าอยากให้เมืองมีต้นไม้เยอะ ๆ ต้องทำยังไงคะ
คิดง่าย ๆ ก็ต้องส่งเสริมให้คนปลูกเพิ่มกับรักษาต้นไม้ที่มีอยู่ ถูกไหมคะ
เมืองพอร์ตแลนด์แสนเขียวทำแบบนั้นเลยค่ะ


ทุกปีราว ๆ ฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เทศบาลเมืองพอร์ตแลนด์มีโครงการ ‘Yard Tree Giveaway’ ประกาศให้คนลงทะเบียนเพื่อรับต้นไม้ฟรีไปปลูกรอบบริเวณบ้าน จำกัดให้ 2 ต้นต่อ 1 ที่อยู่ และแจกทั้งหมด 3,000 ต้นด้วยกัน


ความน่ารักของโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ลิสต์รายชื่อและรายละเอียดของต้นไม้ที่แจกในแต่ละปี มีรูป มีสีบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนเป็นสีอะไร (หรือไม่เปลี่ยนสี) โตเต็มที่ขนาดแค่ไหน ดอกสีอะไร ต้นไม้ที่เลือกมาแจกเหล่านี้เป็นทั้ง Climate Forward Tree หรือต้นไม้ที่ทนอากาศร้อนและแล้งได้ดี และมีความสำคัญต่อเมืองมากขึ้นเมื่อภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง เป็นดาวเด่น ปลูกง่าย โตไว เป็นไม้ท้องถิ่น ช่วยสร้างระบบนิเวศและเป็นที่อยู่ของนกและแมลงดีด้วย

อีกเรื่องที่น่ารักคือระบบจองต้นไม้ใช้งานง่ายมาก เข้าไปจองแล้วก็เลือกวันไปรับที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ บ้าน ต้นไม้ที่แจกขนาดไม่ใหญ่ ใส่รถได้ (บางคนยกขึ้นรถเมล์ยังมีเลยค่ะ) บางบ้านพ่อแม่เอารถเข็นเดินมากับลูกเล็ก ๆ รับกลับบ้านไปเหมือนมารับลูกหมาน้อย เป็นกิจกรรมครอบครัวที่คึกคักน่าเอ็นดูมากเลย


คำถามว่าทำไมต้องปลูกต้นไม้รอบบ้าน คำตอบก็คือต้นไม้จะช่วยให้บ้านเย็นในฤดูร้อน และช่วยดูดซับน้ำฝนที่ตกเยอะ ๆ ในหน้าฝน ต้นไม้ยังช่วยฟอกอากาศ กันเสียง ช่วยให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้นด้วย เพราะมองออกไปเมื่อไหร่ก็เห็นความเขียวสวยสบายตา

สิ่งที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดหรือยังไม่รู้ คือต้นไม้ในเมืองมีส่วนช่วยลดอาชญากรรมอย่างมีนัยสำคัญด้วยค่ะ! หลายคนอาจรู้สึกว่ามันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่ ๆ อาจจะเป็นที่แฝงตัวของมิจฉาชีพ คอยดักทำร้ายคนอะไรแบบนี้ใช่ไหมคะ แต่มีงานวิจัยและการศึกษาของหลาย ๆ รัฐ (แน่นอนว่ารวมทั้งเมืองพอร์ตแลนด์ด้วย) ว่ามันตรงกันข้าม ลองดูคำอธิบายจากนักพยากรณ์อากาศและครูสอนวิทยาศาสตร์จากรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ชื่อ Ryan Miller ในวิดีโอนี้ดูก็ได้ค่ะ
ไรอันใช้ Geographic Information Systems (GIS) ซึ่งเป็นการนำเอาข้อมูลทางภูมิศาสตร์หลาย ๆ อย่างมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ในกรณีนี้เขาชี้ให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างอุณหภูมิสูงกับปริมาณต้นไม้และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในดีซี
คือบริเวณไหนของเมืองที่ร้อนมาก ๆ มีแต่ตึกและคอนกรีต ไม่มีต้นไม้ จะมีอาชญากรรมเกิดขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับบริเวณอื่น ๆ ของเมืองที่มีต้นไม้หนาแน่น
ย้อนกลับไปดูการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ครั้งแรกในปี 2001 ที่ University of Illinois ที่เอาภาพถ่ายทางอากาศของย่านต่าง ๆ ในเมืองชิคาโกมาเทียบกัน แล้วพบว่าบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ มีอัตราการก่ออาชญากรรมต่ำกว่าบริเวณที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ถึง 51% แหนะค่ะ แล้วอาชญากรรมที่เกิดขึ้นก็มีความรุนแรงน้อยกว่าที่อื่นถึง 56%
เขาสรุปว่าการที่มีต้นไม้นั้นทำให้คนรู้สึกเครียดน้อยลง (จึงก่ออาชญากรรมน้อยลง) เกิดความรู้สึกว่าผู้อยู่อาศัยมีการดูแลเอาใจใส่กันและกัน ผู้คนอยากออกมาทำกิจกรรมหน้าบ้าน ทำให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา คนก็ไม่กล้าทำมิดีมิร้าย แต่ข้อสำคัญคือต้นไม้ที่ปลูกก็ต้องได้รับการตัดแต่งดูแลให้สวยงาม กิ่งที่อยู่ต่ำก็ต้องตัดออกเพื่อไม่ให้บังสายตาด้วยจึงจะได้ผลดี
ใครเป็นเนิร์ด (เหมือนอุ้ม) อยากอ่านเรื่องนี้อย่างละเอียด มีผลการวิจัยของ Geoffrey Donovan แห่งพอร์ตแลนด์ ให้เข้าไปอ่านได้ที่นี่ค่ะ
กลับมาที่เรื่องแจกต้นไม้กันอีกหน่อยค่ะ วันที่อุ้มไปรับ มีอาสาสมัครมาช่วยกันจัดระเบียบแล้วก็คอยช่วยเหลือคนที่มารับต้นไม้ ตั้งแต่ให้ความรู้ แนะนำวิธีการปลูก มีใบปลิวให้เอากลับมาที่บ้าน แถมด้วยปุ๋ยถังใหญ่ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ในเว็บไซต์ก็มีวิดีโอสอนปลูกต้นไม้อย่างละเอียดด้วย คือเอาให้แน่ใจว่าต้นไม้จะรอดและโตอย่างมีคุณภาพว่าอย่างนั้นเถอะ
สมคิดปลูกต้น Linden กับ Redwood ที่อุ้มไปรับมาเรียบร้อย ด้วยความหวังว่ามันจะกลายเป็นร่มเงาให้คนรุ่นต่อไป ฟังดูเหมือนเป็น Mission ที่ยิ่งใหญ่ใช่ไหมคะ แต่ความจริงคือกว่าต้นไม้ 2 ต้นนี้จะโตให้ร่มเงาก็คงอีก 40 – 50 ปี ป่านนั้น 2 ลุงป้าก็จากโลกนี้ไปแล้วแหละ ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่หน้าบ้านเราก็อายุร่วมร้อย เพื่อนบ้านที่อยู่มานานอายุเกือบ 70 แล้ว บอกว่าพ่อเขาเป็นคนปลูกเอาไว้เมื่อตอนเขายังเด็ก ๆ คิดดูสิคะว่ามันใช้เวลา 1 ชั่วอายุคน กว่าต้นไม้เล็ก ๆ จะหยั่งราก แผ่กิ่งก้านให้เป็นประโยชน์จริง ๆ กับชุมชน เหมือนคนเฒ่าคนแก่ที่รวมปัญญาและความรู้ เป็นที่พึ่งของลูกหลาน แบบนั้นเลยค่ะ

นั่นเลยมาถึงอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าไว้ในตอนนี้ คือ Heritage Trees หรือต้นไม้มรดกของเมืองพอร์ตแลนด์ค่ะ นี่เป็นความร่วมมือกันระหว่างอาสาสมัครกับรัฐบาลเมืองพอร์ตแลนด์ในการรักษาและดูแลต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ให้มีสุขภาพแข็งแรงและไม่โดนตัดทิ้ง
โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน หลังจากที่มีการตัดต้นไม้ในเขตเมืองลงเยอะมาก เพื่อก่อสร้างตึกหรือที่อยู่อาศัย เพราะที่นี่ก็เป็นป่าไม้มาก่อน มนุษย์นี่ล่ะที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแล้วหักร้างถางพงจนเหี้ยน
ในปี 1993 ชาวเมืองพอร์ตแลนด์ที่มีความห่วงใยเรื่องนี้จึงรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ Portland City Council หรือสภาเมือง ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงต่อการปกครองเมืองพอร์ตแลนด์ผ่าน Heritage Tree Code หรือกฎของเมืองว่าด้วยการปกป้องต้นไม้เก่าแก่ที่มีความสำคัญในแง่ของอายุ ขนาด ชนิด ความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือพฤกษศาสตร์ แล้วมอบหมายให้ Urban Forestry Commission หรือกรมป่าไม้ในเมือง ให้เป็นผู้ดูแลและนำเสนอต้นไม้เก่าแก่ใหม่ ๆ (เข้าใจเนอะ) ให้ City Council บรรจุเป็น Heritage Tree ทุกปี

จนถึงตอนนี้ มี Heritage Trees ในพอร์ตแลนด์ทั้งหมด 300 กว่าต้น มีแผนที่และรายละเอียดความสำคัญประกาศไว้ในเว็บไซต์ให้คนเข้าไปอ่านหรือเดินดูได้ เพราะต้นไม้เหล่านี้มีป้ายเล็ก ๆ ติดไว้ ใครจะโค่นล้มมิได้ หากตัดแต่งก็ต้องได้รับอนุญาตจากเมือง ถนนบ้านอุ้มมีอยู่ต้นหนึ่งค่ะ เป็นต้นแปะก๊วย

เมื่อวันเสาร์ที่แล้วอุ้มไปร่วมกิจกรรมเดินดู Heritage Trees ในชุมชนที่ชื่อ Montavilla ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านอุ้มนัก กิจกรรมแบบนี้ดีมากเลยค่ะ เพราะนอกจากทำให้เราได้เดินออกกำลังกายแล้ว ยังได้ความรู้ใหม่ ๆ เยอะมาก นอกเหนือจากที่อ่านเองในเว็บไซต์ (ซึ่งเอาจริง ๆ นะ ใครจะอยู่ดี ๆ เข้าไปอ่านเรื่อง Heritage Tree เล่นจริงไหม) เพราะมีอาสาสมัครที่เป็นผู้รู้เรื่องต้นไม้ใหญ่มาเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้เราฟังด้วย


เรื่องที่ติดใจอุ้มมากเลย คือเวลาที่เราพูดว่าต้นไม้ช่วยฟอกอากาศ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วคายออกซิเจนออกมาให้เราหายใจเนี่ย ส่วนใหญ่เราไม่ได้พูดต่อว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้รับไปจากบรรยากาศจะถูกเอาไปกักเก็บไว้ในเปลือกไม้รอบ ๆ ลำต้นและกิ่งก้าน
ต้นไม้ใหม่ ๆ มีอัตราการเติบโตสูงมาก (เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่โตเร็วที่กินเยอะ หิวตลอดเวลาเหมือนลูกข้าพเจ้า) ดังนั้นก็เหมือนจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เยอะด้วย แต่ต้นไม้ใหญ่เก่าแก่นั้น ด้วยความที่มีลำต้นใหญ่ กิ่งก้านเยอะกว่า เพราะฉะนั้นพื้นที่ทั้งหมดเมื่อคำนวณออกมา ย่อมมีปริมาณสูง เมื่อเทียบกับต้นไม้ที่ยังเล็กอยู่ วันที่อุ้มไปทัวร์ ตอนยืนอยู่หน้าต้น Redwood อายุร่วมร้อยปี สูงประมาณ 200 – 300 ฟุตนั้น คนบรรยายบอกว่าต้นนี้ต้นเดียวกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้เยอะกว่าต้นไม้ปลูกใหม่รวมกัน 600 ต้นแหนะ!

อีกเรื่องที่ได้รู้ คือไม้เนื้ออ่อน อย่าง Douglas Fir นั้นเป็นพืชโตเร็ว ดังนั้นมันต้องรีบดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเอามาสร้างลำต้นและกิ่งก้านให้ไวที่สุด แต่สิ่งที่ตามมาก็คือมันตายเร็วด้วย (อายุเฉลี่ยประมาณ 400 – 500 ปี) ในขณะที่ต้นไม้โตช้าอย่าง Beech, Oak ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยต่อปีต่ำกว่า แต่ด้วยความที่มันอายุยืนกว่ามาก (คืออยู่ได้เป็นพันปี!) ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยต่อต้นจึงสูงกว่า
สรุปก็คือ วิธีที่ดีที่สุดในการบริหารป่าไม้ในเมืองให้มีการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด คือปลูกต้นไม้ใหม่ที่โตเร็วโตช้าปนกันและดูแลรักษาต้นไม้เก่าให้แข็งแรงและอยู่ได้อีกนาน ๆ ทั้งหมดนี้ต้องทำร่วมกันทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนบุคคล โดยใช้โครงการหลาย ๆ โครงการร่วมกัน

วิธีนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเมืองอย่างพอร์ตแลนด์ แต่กรุงเทพมหานครของเราก็ทำได้เช่นกัน และอุ้มว่าเราก็ทำได้ดีมากด้วย อุ้มไม่แน่ใจว่าเรามี Heritage Tree Code อย่างที่พอร์ตแลนด์หรือยัง ถ้ายังก็เป็นสิ่งที่น่าเรียกร้องให้เกิดขึ้นนะคะ (ใครไปกระซิบบอก สสส. ให้หน่อย)
มีหนังสือคู่มือ 2 เล่มที่รัฐบาลเมืองทำขึ้นมา ชื่อว่า Heritage Tree Guidebook และ From Stumptown to Treetown เล่าถึงที่มา และมีแผนที่ให้เดินดูต้นไม้มรดกถึง 10 เส้นทาง แต่ละเส้นทางไม่ยาวมาก ประมาณ 1 – 2 ไมล์ นี่อุ้มยังว่าจะพาสาว ๆ ไปเดินเรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วยกันเลยค่ะ ใครจะเอาไปเป็นตัวอย่างในการทำโครงการแบบนี้ก็ได้เลยนะคะ
อ้อ.. ฌ เฌอ มาจากภาษาเขมร ที่แปลว่าต้นไม้ ไม่ใช่ กระเชอ ที่แปลว่าภาชนะใส่น้ำ สะกดด้วย ช ช้าง นะคะ ฌ เฌอ คู่กัน ในชื่อเรื่อง อุ้มหมายถึงการปลูกต้นไม้ใหม่กับดูแลต้นไม้เก่าแก่คู่กันไปไงคะ
ข้อมูลอ้างอิง
- www.portland.gov/trees/tree-planting/free-trees#toc-available-trees-and-species-lists
- www.portland.gov/trees/heritage
