7 ตุลาคม 2024
1 K

อุ้มเป็นคนชอบอ่านบทกวี

แปลกใจสิ

ลองคิดว่าตัวหนังสือในบรรทัดนี้มีท่วงทำนอง

ไม่ใช่แค่เส้นโค้ง กลมกลม แหลมแหลม

ฟอนต์มีเสียงในตัวมันเองไหม

“ลองอ่านประโยคนี้ในใจ”

คุณได้ยินเสียงใครอ่าน

เสียงอุ้ม เสียงตัวเอง หรือเสียงคนอื่น

ถ้าได้ยิน แสดงว่าคุณมี Inner Speech…

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า 4 ใน 5 คนจะได้ยินเสียงในหัวยามอ่านในใจ

แปลกดีเนอะ

มิน่า… เวลาอ่านหนังสือถึงรู้สึกหายเหงา

อ่านกลอนเปล่าเลยเหมือนฮัมเพลงเบาเบาในหัว

เพิ่งอ่านจบไปบทหนึ่งนะรู้ยัง

ไม่ต้องงงนะคะว่าทำไมวันนี้อุ้มมาแปลก (หัวเราะ) เรื่องมันเกิดเพราะว่าเมื่อวันก่อนเปิดฟังวิทยุสถานี NPR (National Public Radio) แล้วเขาสัมภาษณ์นักเขียนหญิงคนหนึ่ง ชื่อ ลินด์ซี่ รัช (Lyndsay Rush) ที่เขียนกลอนโพสต์ใน Instagram จนดังมาก โดยเฉพาะหลังจาก มิเชล ไฟฟ์เฟอร์ (Michelle Pfeiffer) เอากลอนบทนี้ของเธอไปโพสต์ต่อใน Instagram

โพสต์ She’s a Bit Much ที่ Michelle Pfeiffer โพสต์ใน Instagram ส่วนตัว

ขออนุญาตสวมวิญญาณนักแปล และคนที่พอจะเข้าใจวัฒนธรรมอเมริกันอยู่บ้าง ถ่ายทอดกลอนบทนี้ออกมาเป็นภาษาไทยให้อ่านกันดังนี้ค่ะ

เธอแอบเยอะ

เหมือนเฟรนช์ฟรายส์ก้นถุงที่ไม่นึกว่าจะเจอ?

เหมือนละอองแชมเปญในงานฉลอง? เหมือนส่งเมสเซจ 3 หนติดกันเพื่อบอกข่าวดี?

เหมือนจ่ายค่ากาแฟให้คนข้างหลัง? หรือจะบอกว่า ‘เยอะ’ เหมือนอยู่ดี ๆ ก็ได้อัปเกรดเป็นชั้นธุรกิจ / หรือปาร์ตี้มีธีม / หรือวงที่ทำเป็นลงจากเวทีแล้วกลับขึ้นมาใหม่เพื่อเล่นเพลงสั่งลาสุดประทับใจ? ไม่แน่ คุณอาจจะหมายถึงตอนที่ยืนตะลึงมองตะวันลับขอบฟ้า / หรือตอนที่ลูกหมาล้มลุกคลุกคลานระหว่างหัดวิ่ง / หรือตอนเห็นใครบางคนจริงจังเกินกับคาราโอเกะ / คุณอาจจะแค่หมายถึงน้ำตาลสีที่โรยหน้าเค้ก / กระดาษสี / ปล่อยลูกโป่งเปิดงาน / สวนคำวิจารณ์ได้แสบ ๆ / ทิปอย่างเยอะ / ดอกไม้ไฟ / สไลเดอร์สวนสยาม / ฮอร์โมนอารมณ์ดี / ลูกเชอร์รีบนหน้าเค้ก / และความจริงที่ว่าพวกเราถูกส่งมาบนโลกนี้เพื่อจะมีความสุข / ถ้าหมายความแบบนี้ล่ะก็, ฉันเห็นด้วย – เธอแอบเยอะอย่างที่คุณว่า… แต่พวกเราโชคดีออกนะที่มีเธอ

ที่อุ้มประทับใจกลอนบทนี้มาก เพราะตอนให้สัมภาษณ์ ลินด์ซี่อ่านให้คนฟังด้วย อุ้มนี่ขนาดขับรถอยู่ยังโดนกระแทกใจมากจนน้ำตาซึมเลย คือต้องเล่าถึงแบ็กกราวนด์เรื่องผู้หญิงผู้ชายในสหรัฐอเมริกาสักนิดหนึ่งด้วยค่ะเพื่อความเข้าใจ 

ในสหรัฐฯ เนี่ย มีความแตกแยกเหลื่อมล้ำระหว่างเพศมายาวนาน (เหมือนกับชาติอื่น ๆ ในโลก) ผู้ชายได้อภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากกว่าผู้หญิงมาโดยตลอด แต่ผู้หญิงอเมริกันเป็นพวกไม่ยอมแพ้ และต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาตลอดเช่นเดียวกัน ตั้งแต่เรื่องสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้ง การเรียกร้องให้ได้รับค่าจ้างอย่างเท่าเทียม (ที่ดังสุดที่อุ้มนึกได้ คือทีมนักฟุตบอลหญิงทีมชาติของสหรัฐฯ ที่โคตรเก่งกว่าทีมผู้ชายซึ่งค่อนข้างห่วย ไม่เคยชนะได้เหรียญอะไรกับใคร ส่วนทีมหญิงคว้ามันทุกแชมป์ ตั้งแต่บอลโลก 4 หนรวดยันโอลิมปิก แต่กลับได้ค่าตัวและการดูแลน้อยกว่ามากถึงมากที่สุด เมแกน ราพิโน (Megan Rapinoe) ขวัญใจอุ้มเป็นหัวหอกเสียงดังสุดในการเรียกร้องเรื่องนี้ จนในที่สุด ทั้งทีมหญิงและทีมชายก็ได้สัญญาใหม่ที่รับรองว่าจะจ่ายค่าตัวให้นักกีฬาอย่างเท่าเทียมกัน)

Megan Rapinoe
ภาพ : edition.cnn.com
ทีมฟุตบอลหญิงของสหรัฐฯ
ภาพ : www.newyorker.com

แต่การต่อสู้เรียกร้องเหล่านี้กลับทำให้ผู้หญิงกลายเป็นพวก ‘เยอะ’ หรือ ‘แรง’ โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ชายที่ส่วนใหญ่กุมอำนาจและเงิน ทั้งที่การออกมาเรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ถ้าทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ผู้หญิงอเมริกันจำนวนมากจึงมีความรู้สึกเจ็บปวดและกดดันอยู่ลึก ๆ อุ้มเองยังรู้สึกเลยค่ะ

พอได้ฟังกลอนบทนี้ มันถึงกระทบความรู้สึกของผู้หญิงจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่เชื่อเรื่องความยุติธรรม แล้วความงามของกลอนบทนี้คือไม่ได้มีภาษาวิจิตรพิสดาร แต่กลับมีความน่าเอ็นดู ซื่อตรง ร่วมสมัย เหมาะสมกับพาหนะหรือสื่อที่ใช้อย่าง Instagram ด้วย

ลองนึกย้อนไปถึงสมัยก่อนที่คนลอกกลอนใส่กระดาษส่งต่อ ๆ กัน วันนี้โลกเดินทางมาถึงยุคที่บทกวีถูกโพสต์และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘Instapoem’ ซึ่งอุ้มก็เพิ่งมารู้นี่แหละค่ะว่ามีคำนี้ด้วย ทั้งที่มันฮิตมาพักใหญ่แล้ว

Instagram Handle ของลินด์ซี่ชื่อ @maryoliverdrunkcousin ทำให้อุ้มซึ่งไม่ค่อยรู้จักกวีอเมริกันเท่าไหร่ ต้องไปหาว่า Mary Oliver คือใคร แล้วก็พบว่าเธอคือกวีรุ่นใหญ่ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา! เขียนหนังสือรวมบทกลอนมาแล้วหลายสิบเล่ม ได้รางวัลพูลิตเซอร์จากเล่ม American Primitive และกลอนบทที่ดังที่สุดของเธอคือบทนี้ค่ะ

กลอน Wild Geese ของ Mary Oliver

มีคนอธิบายว่า ที่บทกวีของ Mary Oliver เป็นที่รักมากขนาดนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกสงบ อบอุ่น ปลอดภัย รู้สึกชีวิตมีความหมาย เพราะแมรี่มองเห็นธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และทำให้เรากลับมาชื่นชมกับสิ่งง่าย ๆ รอบตัว และรักในชีวิตของเราเองด้วย

ตัดภาพมาที่ Drunk Cousin หรือลูกพี่ลูกน้องสายมึนของแมรี่ (ลินด์ซี่บอกชื่อนี้เพื่อนตั้งให้ ฮาเนอะ) มีกลอนบทนี้ออกมาล้อได้อย่างน่าเอ็นดู และอยู่ในบริบทที่สาวออฟฟิศอ่านแล้วอย่างเก็ต

กลอน Wet n Wild Geese ของ Lyndsay Rush

มันใช่เลยเนอะ อ่านแล้วเห็นภาพตัวเองเดินไปเดินมาอยู่ใน Sephora ฝันว่าถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นตัวนี้แล้วฉันจะสวยดูดีขึ้นไหม ทั้งที่จริง ๆ แล้วถ้ารักในใบหน้าตัวเอง ก็คงไม่ต้องไปรู้สึกแย่กับความหน้า ‘ไม่ได้’ ของตัวเองอยู่ที่ร้านขายเครื่องประทินผิวหรอก อ้อ wet n wild เป็นชื่อยี่ห้อเครื่องสำอางราคาประหยัด น่าจะเอามาล้อชื่อกลอนของ Mary Oliver เฉย ๆ เพราะไม่มีขายที่ Sephora หรอกนะจะบอกก่อน

ใครที่คิดว่า โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ต้องมีฉันทลักษณ์ มีสัมผัสนอก สัมผัสใน ครุ ลหุ และอื่น ๆ เหมือนโคลงสี่สุภาพ กาพย์ยานี ๑๑ หรืออินทรวิเชียรฉันท์ ที่เราเคยเรียนกันสมัยมัธยม มาเจออะไรแบบนี้คงจะงงว่ากลอนฝรั่งทำไมมันดูตามใจ เขียนอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ

สารานุกรม Britannica ให้ความหมายของบทกวีไว้แบบนี้ค่ะ Poetry ; literature that evokes a concentrated imaginative awareness of experience or a specific emotional response through language chosen and arranged for its meaning, sound, and rhythm.

บทกวี คืองานเขียนที่กระตุ้นให้ผู้อ่านมีจินตนาการร่วมหรือมีการสนองตอบทางอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ผ่านภาษาที่เลือกใช้และการจัดเรียงคำเพื่อสร้างความหมาย เสียง และจังหวะ

บทกวีแบบที่เก่าแก่มีกฎเกณฑ์และรูปแบบการสัมผัสตายตัวมากที่สุด เรียกว่า Sonnet หรือ โคลง 14 บรรทัด ก็มีอยู่นะคะ และตัวอย่าง Sonnet ที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะไม่พ้น My mistress’ eyes are nothing like the sun ของ Shakespeare บทนี้ค่ะ

My mistress’ eyes are nothing like the sun;

Coral is far more red than her lips’ red;

If snow be white, why then her breasts are dun;

If hair be wires, black wires grow on her head.

I have seen roses damasked, red and white,

But no such roses see I in her cheeks;

And in some perfumes is there more delight

Than in the breath that from my mistress reeks.

I love to hear her speak, yet well I know

That music hath a far more pleasing sound;

I grant I never saw a goddess go;

My mistress, when she walks, treads on the ground.

And yet, by heaven, I think my love as rare

As any she belied with false compare.

โครงสร้างของ Sonnet ประกอบด้วย Quatrains หรือวรรคที่มี 4 บรรทัดทั้งหมด 3 ชุด (รวมเป็น 12 บรรทัดบน) แล้วจบด้วย Couplet 2 บรรทัดสุดท้ายที่คล้องจองกัน (Rare กับ Compare) สาเหตุที่ Sonnet บทนี้โด่งดังก็เพราะเชกสเปียร์เขียน ‘ชมนาง’ แบบประชดประชันบทชมนางที่ฮิต ๆ ในยุคนั้นที่มักจะเปรียบความงามของหญิงดั่งแสงอาทิตย์ ดอกกุหลาบ หรือหิมะขาว แต่เชกสเปียร์กลับร่ายยาวว่านางที่รักของเขานั้นช่างตรงกันข้ามกับความงามแงะเหล่านั้นเสียนี่กระไร … And yet … แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรักนางหมดใจหาใดเปรียบ

คือซ่อนความแสบไว้ในฉันทลักษณ์ที่ถูกต้องตามขนบทุกประการ

นั่นคือโคลงยุคโบราณ ผ่านมาหลายร้อยปี มีการสร้างสรรค์วิธีการเขียนกลอนและบทกวีรูปแบบใหม่ ๆ จนสุดท้าย เราได้มาถึงยุคที่บทกวีกลายเป็นงาน Pop Art ที่ถูกแชร์ต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ต สั่งพรินต์ออกมาติดฝาบ้านก็ยังได้

ถามว่าคุณค่าของบทกวีลดน้อยลงไหม อุ้มว่าไม่นะคะ เพราะมันคือเสียงของยุคสมัย จะให้อุ้มเอา สุภาษิตสอนหญิง ของ สุนทรภู่ หรือ ระเด่นลันได มาพิมพ์แปะไว้เป็นศิลปะประดับบ้าน ก็ดูจะผิดที่ผิดทางไปหน่อย (แต่ ระเด่นลันได กับ นางประแดะ นี่ยังอ่านสนุกอยู่นะคะ ไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านดู)

พูดถึงบทกวีไทย ก็อยากจะกล่าวบทไป ถึงกวี 2 วัยที่อุ้มรักเป็นนักหนา ท่านแรกคือ อุชเชนี ซึ่งเป็นนามปากกาของ คุณประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (เออเชนี – Eugénie) ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ผลงาน ขอบฟ้าขลิบทอง ของท่านเป็น 1 ใน 100 เล่มหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน อุ้มขอยกกลอนบทนี้มาให้อ่านกันค่ะ


มิ่งมิตร

เธอมีสิทธิ์ที่จะล่องแม่น้ำรื่น 

ที่จะบุกดงดำกลางค่ำคืน

ที่จะชื่นใจหลายกับสายลม

ที่จะร่ำเพลงเกี่ยวโลมเรียวข้าว

ที่จะยิ้มกับดาวพราวผสม

ที่จะเหม่อมองหญ้าน้ำตาพรม

ที่จะขมขื่นลึกโลกหมึกมน

ที่จะแล่นเริงเล่นเช่นหงส์ร่อน

ที่จะถอนใจทอดกับยอดสน

ที่จะหว่านสุขไว้กลางใจคน

ที่จะทนทุกข์เข้มเต็มหัวใจ

ที่จะเกลาทางกู้สู่คนยาก

ที่จะจากผมนิ่มปิ้มเส้นไหม

ที่จะหาญผสานท้านัยน์ตาใคร

ที่จะให้สิ่งสิ้นเธอจินต์จง

ในยุคที่เรายังต้องมาเถียงกันเรื่อง คะ ค่ะ หรือภาษาที่เน้นการพิมพ์ไวตอบไว เล่นคำใหม่ ๆ ให้สะดุดตาสะดุดหู อุ้มรู้สึกว่าการได้กลับมาอ่านงานร้อยกรองที่ ‘เล่นคำ’ ในอีกแบบหนึ่ง ก็ทำให้รู้สึกชื่นใจบอกไม่ถูก เพราะเราต้องตั้งใจอ่านถึงจะเข้าใจและเห็นถึงความประดิดประดอยในถ้อยคำ อีกเล่มที่อุ้มอยากแนะนำมาก ๆๆๆๆ คือ อษมา ค่ะ ท่านแปลกลอนจีนเป็นกลอนไทยไว้อย่างวิจิตรงดงามมาก

กวีโปรดของอุ้มท่านที่ 2 คือ พี่ไวท์-ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ สาขากวีนิพนธ์เช่นกัน งานที่ได้รางวัลซีไรต์และอุ้มหยิบมาเปิดอ่านบ่อย ๆ คือ มือนั้นสีขาว ซึ่งตอนได้รางวัลก็เป็นที่ถกเถียงกันน่าดู เพราะงานพี่ไวท์ไม่เข้าฉันทลักษณ์กาพย์กลอนแห่งชาติเหมือนใครเขา อุ้มรักรวมบทกวีเล่มนี้เพราะมันมีทั้งความใสซื่อ แพรวพราว กินใจ แต่ขณะเดียวกันก็วิพากษ์สังคมไว้อย่างเจ็บจนจุกด้วยอารมณ์ขันอย่างร้าย ตัวอย่างบทที่อุ้มอ่านแล้วทั้งสงสาร ทั้งเอ็นดู ทั้งซึ้ง ทั้งอิ่มใจ คือบทนี้ค่ะ


ข้าวเกรียบ

หนูจึงแหงนสูงเบิ่งตาใส

ยื่นมือไม้ไผ่ประกบจันทร์เจ้า

เอาปิ้งบนเตาอุ่น

กลมกลมเป็นแผ่นแผ่

หอมกรุ่นก็พลิกกลับ

เกรียมเกรียมแต่พอกรอบ

กรุบกรับหนูกัดกิน

บิ่นบิ่นจากขอบข้าง

ลามลามแต่จันทร์เต็ม

เล็มเล็มจนจันทร์แรม

ตะกละตะกลามจนเปรอะแก้ม

กัดกร้วมข้าวเกรียบดวงจันทร์เอย

ข้าวเกรียบหอมกรุ่นคุณยายนั่งปิ้ง

มือหนูชุ่มเหงื่อกำเงินแน่นนิ่ง

ไม่ใช่เงินจริงเป็นเงินใบไม้

ใช้ซื้อไม่ได้ดอกนะหนูเอย

สงสารเจ้าเอาเถิดยายให้

หนูเก็บเงินใบไม้

ไว้ซื้อขนมดินขนมทรายเถิดนะหนูเอย

แหงนสูงสู่ฟ้าไม่ใช่ฝัน

ยังมีข้าวเกรียบดวงจันทร์

ที่ไม่ต้องซื้อขายกันดอกนะเจ้าทรามเชย.

ส่วนนี่คืออีกบทที่วิพากษ์สังคมไว้แรงมาก และเตือนสติเราอยู่เสมอว่าอย่าด่วนตัดสินคนอื่น


ด่า

เหลืองเหลืองปลิวไป

ฉิวหวิวไหวไหว

สงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนสอง

ฉิวฉิวปลิวผ่านหน้า

ขรมเสียงด่าว่า

ไล่หลังสงฆ์สิงห์มอเตอร์ไซค์

เรือนน้อยกลางทุ่งเถื่อนไกล

โยมพ่อน้อมไหว้

โยมแม่จะขาดใจแล้วนะพระเอย

สงฆ์หนุ่มมิอาจข่มสะท้านใจ

กอดแม่ร่ำไห้

สงฆ์เกลือกหน้ากลิ้ง

เกลือกอกโยมหญิงแม่เอย

เพื่อนสงฆ์เอื้อนเอ่ยปลอบใจ…

ฉิวฉิวเมื่อกี้ผ่านหน้า

สงฆ์สมัยนี้ซ่า

อ้ายห่าควบมอเตอร์ไซค์

เฆี่ยนฉิวยังกะสายฟ้า

โคตรแม่มันตายห่ารึยังไง.

แล้วเชื่อไหมคะ บางทีภาพของ สงฆ์ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ หรือ หมานำเกวียน ยังลอยขึ้นมาในใจ และบางท่อนในหนังสือเล่มนี้ก็จะดังขึ้นมาในหัวอุ้ม อย่างเช่น หมั่นเด็ดใบร้าย ทิ้งใบดี รอยยิ้มเจ้าจึงงามฉะนี้ แม่สาวน้อย หรือ สันติเพียงภาพวาดเล่น ใครเห็นคงชมว่าสวย, โง่งมมิรู้แหงะ รองเท้าแตะห้ามเข้า รองเท้าแตะห้ามเข้า ทั้งที่อ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว แสดงว่าบทกลอนเหล่านี้มีพลังต่อความคิดและความทรงจำของอุ้มมากจริง ๆ

ก่อนจากกันวันนี้ ขอมอบกลอนที่อุ้มแต่งตอนอยู่นิเทดฯ เพื่อโครงการประกวดแคมเปญเรื่องบ้าน แล้วไปขอให้ พี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง แต่งทำนองและขัดเกลาเนื้อร้องให้ จนออกมาเป็นเพลง บ้าน ที่คนอาจจะไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณพี่จุ้ยอีกครั้งนะคะ

เด็กเอยเคยร้องหาดาว

แต่ดาวนั้นคงไม่อุ่น

หากสอยเอาดาวมาหนุน

ก็คงไม่อุ่นเหมือนตักของแม่

บ้านเอยเฝ้ารอความหวัง

ให้เจ้านั้นเป็นคนดี

ตอบแทนความรักที่มี

เพียงเท่านี้ที่บ้านต้องการ

จะกี่เดือนกี่ปีผ่านพ้น

จะกี่ฝนกี่ร้อนกี่หนาว

อย่าปล่อยให้มีรอยร้าว

อย่าปล่อยให้รักค้างคา

ช่วยทำให้บ้านอบอุ่น

ให้คุณนั้นมีเวลา

วันเดือนนั้นคงมีค่า

กลับมาเติมรักให้บ้านของคุณ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์