“หลังเหมืองปิดไป เราคิดว่าต่อจากนี้ชีวิตคงดีขึ้น ไม่ต้องได้ยินเสียงระเบิด ได้ชุมชนสงบกลับคืนมา แต่อีกด้านมันเกิดภัยเงียบ ภัยที่กำลังทำลายชีวิตเราไปเรื่อย ๆ” รจ-รจนา กองแสน ถ่ายทอดความรู้สึกให้เราฟัง ความรู้สึกที่เธอและอีกหลายร้อยชีวิตในพื้นที่ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
เมื่อปี 2019 The Cloud มีโอกาสพูดคุยกับ ‘กลุ่มตำหูกสู้เหมือง’ การรวมตัวของผู้หญิงบ้านนาหนองบง 1 ใน 6 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเหมืองทองคำ พวกเธอใช้อาวุธที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษอย่างการทอผ้ามาต่อสู้คัดค้านการทำเหมือง ทอผ้าเล่าเรื่องให้คนภายนอกรับรู้ และสร้างรายได้หล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านระหว่างที่ต้องต่อสู้กับนายทุน
จากการต่อสู้ของแม่ ๆ และรวมไปถึงคนจากหมู่บ้านอื่นที่รวมตัวในนาม ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน’ เหมืองทองคำปิดตัวลงใน พ.ศ. 2559 ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 9 ปีแล้ว ข่าวคราวของพวกเขาเลือนหายไปจากความสนใจของสังคม อาจเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าชาวบ้านได้รับชัยชนะไปแล้ว
แต่จากคำบอกเล่าของรจ การปิดเหมืองเป็นเพียงตอนจบบทหนึ่ง พวกเขายังต้องต่อสู้เพื่อให้ชีวิตกลับมาเป็นเหมือนเดิม เหมือนก่อนที่จะมีเหมือง
ถ้าตั้งชื่อบทนี้ได้ มันคงมีชื่อว่า ‘บทแห่งการฟื้นฟู’

‘โรงเรียนทอผ้าฟื้นฟูธรรมชาติและชุมชน’ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นหนึ่งในแผนงานฟื้นฟูที่ทำโดยคนในพื้นที่ พวกเขายังคงใช้ภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษทิ้งไว้อย่างการทอผ้ามาเป็นเครื่องมือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และสร้างรายได้คนในชุมชน เป็นเครื่องการันตีว่า ชีวิตคนที่นี่ยังมีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการเปิดเหมืองที่คนนอกบอกว่ามันจะยกระดับชีวิตพวกเขาได้
โรงเรียนทอผ้าฟื้นฟูธรรมชาติและชุมชนเปิดสอนมา 2 ปี กำลังก้าวย่างเข้าปีที่ 3 มีนักเรียนเรียนจบไปแล้ว 2 รุ่น และกำลังเปิดรับรุ่นที่ 3 เร็ว ๆ นี้ เราจึงไม่พลาดที่จะขอชวนรจและ มล คุณนา มาเป็นตัวแทนเล่าถึงการเดินทางบทใหม่ของพวกเขา

เริ่มต้นใหม่
“ชุมชนเราไม่เคยห่างหายจากการทอผ้า เราทำสิ่งนี้กันมาตลอด และใช้การทอผ้าต่อสู้กับเหมืองทองคำ เราเลยมาคุยกันว่า ถ้าอยากฟื้นฟูชุมชนไปพร้อม ๆ กับยกระดับมรดกของบรรพบุรุษ ควรจะทำอะไรดี จึงสรุปได้เป็นการเปิดโรงเรียน”
รจไล่เรียงถึงที่มาที่ไปของโรงเรียนทอผ้าฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และส่งต่อองค์ความรู้การทอผ้าให้เด็กรุ่นใหม่ในบ้านนาหนองบง
“คนส่วนมากคิดว่าการทอผ้าเป็นเรื่องของคนแก่ แถมเป็นงานลำบาก ต้องนั่งทอหลังขดหลังแข็ง
เด็กรุ่นใหม่เลยไม่ค่อยสนใจจะเรียนรู้

“แต่เราอยากสอนให้พวกเขารู้ว่า เมื่อก่อนวิถีชีวิตคนบ้านนาหนองบงเป็นอย่างไร ถ้าอยากมีเสื้อผ้าใหม่ ๆ หรือชุดป้องกันความหนาว ไม่ใช่ว่าจะเดินไปซื้อที่ตลาดอย่างทุกวันนี้ แต่ต้องทอขึ้นมาเอง เราอยากให้เขารู้ด้วยว่า กว่าจะเป็นผ้า 1 ผืน ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่เอาด้ายมาทอแล้วจบ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บเมล็ดพันธุ์ ปลูกฝ้าย ได้ฝ้ายแล้วเอาไปทำอะไรต่อ”

กระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียนทอผ้าฯ แบ่งเป็น 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรปลูกฝ้ายอินทรีย์ หลักสูตรการแปรรูปฝ้าย (เข็นฝ้าย) หลักสูตรย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ และหลักสูตรทอผ้าจากฝ้ายท้องถิ่น ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กรรมวิธีคัดเมล็ดพันธุ์ฝ้าย วิธีปลูก ไปจนถึงลงมือทอผ้าจนสำเร็จเป็นของตัวเอง
แค่ฟังเนื้อหาคร่าว ๆ เราก็รู้สึกตื่นเต้น น่าเสียดายว่าคงหาโอกาสไปเรียนยาก รจฟังแล้วยิ้ม ๆ ก่อนอธิบายว่า แม้หลักสูตรจะน่าสนใจและครอบคลุมขนาดนี้ แต่เด็ก ๆ ในชุมชนที่พวกเขาหมายมั่นปั้นมือให้มาเรียนกลับไม่สนใจเท่าที่ควร นักเรียนรุ่นแรกส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ซึ่งมลก็เป็นหนึ่งในนั้น
“จริง ๆ มีหลายคนที่สนใจอยากมาเรียนกับเรา ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ มีชาวต่างชาติด้วย แต่เป้าหมายหลักของเรา คืออยากให้คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองเรียนก่อน เราอยากพัฒนาพวกเขา อยากถ่ายทอดประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่ ให้พวกเขารู้ว่ากว่าจะมีบ้านอย่างทุกวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ท้ายที่สุดพวกเขาจะเกิดความรัก ความหวงแหน และรักษาภูมิปัญญานี้ต่อไป” รจขยายความ

ฤดูกาลจะสอนเรา
หนึ่งในความเก๋ของหลักสูตรโรงเรียนทอผ้าฯ คือจะอิงตามฤดูกาล โดยเริ่มจากหลักสูตรปลูกฝ้ายที่เริ่มช่วงต้นพฤษภาคมถึงกรกฎาคม เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน เหมาะแก่การปลูกฝ้าย รอจนถึงหน้าหนาวค่อยมาเรียนรู้วิธีเก็บฝ้าย นำผลฝ้ายที่ได้มาเข็นเป็นเส้นด้าย ก่อนออกเดินไปสำรวจป่าแถวหมู่บ้านเพื่อหาพืชพรรณมาเตรียมพร้อมสำหรับการย้อมผ้า และเริ่มลงมือทอผ้าในหน้าร้อน
การเรียนการสอนอาจยาวถึง 1 ปี แต่รจบอกว่า ตอนเรียนจริง ๆ แต่ละหลักสูตรใช้เวลาเรียนราว 3 – 4 ครั้ง ที่ฟังดูนานเพราะต้องอิงกับเวลาออกผลของต้นฝ้ายและฤดูกาลที่เหมาะกับการทำแต่ละกิจกรรม
โปรเจกต์จบของนักเรียนโรงเรียนทอผ้าฯ คือการออกแบบผ้าทอของตัวเอง บางคนก็เน้นลวดลาย บางคนก็เน้นออกแบบชุดที่จะนำผ้าทอไปตัด


“ส่วนใหญ่ผลงานของนักเรียนรุ่นแรกเน้นไปที่การพูดเรื่องการต่อสู้” รจพูดก่อนจะให้มลเล่าถึงผลงานของตัวเอง
‘ความสุขที่หายไป’ ผลงานผ้าทอโปรเจกต์จบของมล ได้แรงบันดาลใจมาจากภูซำป่าบอน ภูทับฟ้า และภูเหล็ก ภูเขา 3 ลูกที่ตั้งเรียงเป็นสง่า เป็นศูนย์รวมใจและซูเปอร์มาเก็ตของคนตำบลเขาหลวง หลายคนต้องมีโอกาสแวะเวียนไปเก็บผลผลิตจากภูเขา ตั้งแต่หมวดของกิน ของใช้ ไปจนถึงยารักษาโรค
แต่การมาของเหมืองทองคำได้ทำลายภูเขา โดยเฉพาะภูซำป่าบอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองทองคำ ภูเขาอีก 2 ลูกก็มีหลุมมีบ่อที่เกิดจากการขุด เปรียบเสมือนการสร้างบาดแผลให้ภูเขาและจิตใจของคนในพื้นที่ จนมีความสุขแบบเดิมไม่ได้ เพราะซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์รวมใจของพวกเขาถูกทำลาย
ผ้าทอผืนนี้ของมลจึงทอเป็นลายภูเขา 3 ลูก ใช้สีเขียวแทนภูเขา สีแดงแทนจุดที่ภูเขาถูกทำลาย พร้อมกับแซมสีทองเพื่อสื่อสารถึงสารพิษจากเหมืองทองคำที่ยังคงตกค้างมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องเหมืองทองคำเกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สำหรับเราแม้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่นานมาก แต่ก็นานพอให้เด็กรุ่นใหม่ไม่รับรู้เรื่องการต่อสู้ของผู้ใหญ่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทุกหลักสูตรในโรงเรียนทอผ้าฯ จึงพยายามสอดแทรกการต่อสู้ให้เด็ก ๆ รับรู้ ไม่ใช่เพื่อสร้างความโกรธแค้น แต่ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของผืนดินที่พวกเขาอาศัยอยู่ว่าต่อสู้มาอย่างไร เป็นแรงให้พวกเขาช่วยกันรักษาต่อไป
แผนฟื้นฟูที่เขียนโดยชาวบ้าน
ภาพการเรียนการสอน รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของนักเรียนรุ่นแรก ช่วยดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ จาก 6 หมู่บ้าน จนมีคนมาสมัครเรียนจำนวนหนึ่งเมื่อโรงเรียนทอผ้าฯ เปิดรับรุ่นที่ 2 ช่วยสร้างกำลังใจและความหวังให้ทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนมลเองหลังเรียนจบแล้วก็ผันตัวเป็นครูสอนนักเรียนรุ่นถัดไป อย่างที่รจและคนอื่น ๆ คิดไว้ว่า ถ้าพวกเขาถ่ายทอดความรู้ให้คนในพื้นที่ สุดท้ายคนเหล่านั้นจะกลายเป็นครูถ่ายทอดต่อไปเรื่อย ๆ ความรู้การทอผ้าก็จะไม่หายไปตามกาลเวลา
‘การย้อมผ้า’ เป็นบทเรียนที่ดึงดูดเด็ก ๆ ได้ดีที่สุด การได้ออกเดินไปในป่า ตามหาพืชที่ให้สีได้ ค้นพบว่าพืชแต่ละชนิดให้สีอะไรบ้าง คงเหมือนกับการผจญภัยเล็ก ๆ ที่ทำให้คนอายุน้อยกว่ารู้สึกสนุกมากกว่าเหนื่อย พืชพรรณเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านพยายามนำมาปลูกให้เยอะที่สุดพอ ๆ กับต้นฝ้าย เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ
แต่ยังต้องปลูกในพื้นที่ที่ดินไม่ปนเปื้อนสารเคมีเพื่อความปลอดภัย แต่ชาวบ้านก็ไม่ลืมที่จะใช้การปลูกต้นไม้เป็นเครื่องมือสื่อสารไปยังรัฐและคนภายในให้เห็นความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่เหมืองทองคำปิดไปแล้ว
“พอเราอยู่ในช่วงฟื้นฟู เหมือนคนให้ความสนใจน้อยลง ซึ่งการจะทำให้สภาพแวดล้อมกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” รจไล่เรียงความยากเพิ่มเติมให้ฟังว่า เมื่อรัฐให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูธรรมชาติ คุณภาพชีวิตคนในพื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา ยังไม่นับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาอย่างจิตใจของคนในพื้นที่ บางคนยังคงนอนไม่หลับ หูแว่วได้ยินเสียงระเบิดจากเหมือง บางคนไม่กล้ากินข้าวเพราะกลัวจะมีสารปนเปื้อน
“มันเป็นภัยร้ายนะ จะรอให้รัฐทำอย่างเดียวก็กลัวช้าไม่ทันการ พวกเราเลยพยายามทำแผนฟื้นฟูของตัวเองควบคู่ไปด้วย
“อุปสรรคคือพอเราพูดเรื่องแผนฟื้นฟู ชาวบ้านบางคนบอกว่าเป็นหน้าที่รัฐ แต่เราก็อยากให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นคนในพื้นที่ มีสิทธิ์ทำแผนฟื้นฟูเหมือนกัน เพราะสุดท้ายเราเป็นคนอยู่อาศัย เราจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบ ฉะนั้น ทุกคนถึงต้องมีบทบาทและมีส่วนร่วมในแผนฟื้นฟูนี้”

แผนฟื้นฟูที่ชาวบ้านทำมี 4 เรื่องด้วยกัน คือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โรงเรียนทอผ้าฯ เป็นหนึ่งในแผนงานฟื้นฟูที่เชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจและวัฒนธรรม พวกเขาใช้มันเป็นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้บรรพบุรุษและสร้างอาชีพให้คนในชุมชน
ตอนนี้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ พยายามนำแผนฟื้นฟูของตัวเองไปผนวกกับแผนฟื้นฟูโดยรัฐ เพื่อให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพและทำสำเร็จ แต่ทั้งรจและมลคิดตรงกันว่า งานนี้คงต้องใช้เวลา เริ่มตั้งแต่ให้มีตัวแทนกลุ่มเข้าไปในคณะทำงานของรัฐ
ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง
ตอนที่บทความนี้เผยแพร่คงใกล้ช่วงที่โรงเรียนทอผ้าฯ เปิดรับสมัครนักเรียนรุ่นที่ 3 รอบนี้พวกเขาพร้อมเปิดรับคนนอกพื้นที่ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้กระบวนการทอผ้า รจแนะนำว่าให้ติดต่อได้ที่ Facebook : กลุ่มตำหูกบ้านนาหนองบง – สู้เหมือง
เธอย้ำกับเราว่า ต้องแจ้งให้คนรีบมาสมัครก่อนที่นั่งจะเต็ม เพราะคงเปิดรับนักเรียนไม่มากนัก
“โรงเรียนทอผ้าฯ เป็นความหวังของเรา ถ้าเราทำมันสำเร็จ จะมีความหวังอื่น ๆ เกิดขึ้นมาอีก”
ความหวังของรจ มล และอีกหลายร้อยชีวิตที่ค่อย ๆ จุดประกายขึ้นมา อาจเป็นการเดินทางไกล แต่พวกเขายังคงมีความฝัน มีความหวัง รวมไปถึงความตั้งใจที่อยากจะรักษาบ้านเกิดให้กลับมาสวยงามดังเดิม

