21 มีนาคม 2025
1 K

เราเคยเป็น Caregiver มาก่อน จึงพบว่าเป็นเรื่องท้าทายมาก แม้เราจะมีองค์ความรู้ แต่พอถึงจุดที่ต้องเป็นผู้ดูแลจริง ๆ เรากลับดึงตำราออกมาใช้ไม่เป็น ช่วงแรก ๆ ยอมรับว่าจิตตก ทำไมฉันหงุดหงิดขนาดนี้ เราเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ เราไม่เคยเจอตัวเองในมุมนี้มาก่อน

การขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะถ้าผู้ดูแลหมดไฟ ทุกอย่างก็พัง พอดูแลได้ไม่ดี ก็จะสร้างความรู้สึกผิดให้เขาด้วย

การที่มีใครรับฟังเราช่วยได้เยอะ การได้คุยกับใครบางคนทำให้มุมมองเราเปิดกว้างขึ้น เราจึงใช้วิธีนี้มาดูแลคนอื่น เป็นพื้นที่รับฟังให้กับเขา ช่วยให้เขาเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น แล้วเขาก็อาจมองเห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้น

ครูอ๊อด-วรรณวิภา มาลัยนวล อดีตโปรแกรมเมอร์ที่ลาออกมาเป็นครูสอนโยคะและขับเคลื่อนเรื่องการตายดีตายสงบกับกลุ่ม Peaceful Death จนกระทั่งวันหนึ่งชีวิตพลิกผันให้เธอต้องเป็นผู้ดูแลแม่สามีที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เธอจึงประจักษ์ถึงความท้าทายและปัญหาที่เหล่า ‘ผู้ดูแล’ หรือ Caregiver ต้องเผชิญ

เมื่อถึงวันที่ภาระการดูแลผู้ป่วยใกล้ตัวสิ้นสุดลง เธอจึงตั้งใจนำองค์ความรู้ที่สั่งสมมาเพื่อทำงานช่วยเหลือเหล่าผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวิร์กช็อป Care Club ร่วมกับกลุ่ม Peaceful Death ที่เป็นกระบวนการดูแลจิตใจให้ผู้ดูแลในสถานสงเคราะห์หรือกลุ่มคนที่สนใจ หรือการใช้เครื่องมือ ‘ไพ่ฤดูฝน’ ในการพูดคุยรายบุคคลเพื่อพาผู้ดูแลได้เข้าไปสำรวจภายในจิตใจตนเอง รวมทั้งให้บริการพูดคุยปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์สำหรับคนที่ไม่สะดวกมาเจอกัน ไปจนถึงมีบริการพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลสำหรับลูกหลานที่ไม่ว่าง

เพจบริการช่วยเหลือผู้ดูแล คือช่องทางหลักที่เธอเปิดให้ผู้ดูแลที่ต้องการความช่วยเหลือติดต่อเธอได้ นอกจากนั้น ครูอ๊อดจะนำกระบวนการ ‘ดูแลผู้ดูแล’ มาเปิดเป็นเวิร์กช็อปภายในงาน Death Fest 2025 : Better Living, Better Leaving. งานแฟร์ที่รวบรวมบริการและองค์ความรู้เพื่อการอยู่ดี-ตายดี ไว้อย่างครบวงจร ในวันที่ 21 – 23 มีนาคม พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Hall 6

Who Cares for Caregivers

หากใครเคยต้องดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ ย่อมรู้ซึ้งดีถึงความยากลำบากและความหนักหนา นับตั้งแต่พื้นที่ส่วนตัวที่หายไป ภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงการรับมือกับภาวะทางอารมณ์ของผู้ป่วยที่อาจหงุดหงิด เหวี่ยงวีน เอาแต่ใจ และดื้อรั้น 

“ถ้าผู้ดูแลรับมือไม่ได้ ถึงจุดหนึ่งก็อาจหมดไฟ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย เพราะผู้ดูแลคือคนที่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่สุด ลองนึกดูสิว่าเวลาเราอยู่ใกล้ใคร อารมณ์ของคนนั้นก็ส่งผลต่อเรา” ครูอ๊อดกล่าวถึงความสำคัญของสภาวะจิตใจผู้ดูแล ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม

“เราทำเรื่องตายดีตายสงบกับกลุ่ม Peaceful Death มาก่อน ซึ่งช่วงแรกเราพุ่งเป้าไปที่การเตรียมตัวผู้ป่วย แต่ต่อมาก็พบว่าผู้ดูแลใกล้ชิดมีส่วนสำคัญมาก เลยรู้สึกว่าอยากทำงานเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลเข้มแข็ง เพื่อที่จะกลับไปดูแลผู้ป่วยและใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงสุดท้ายให้ดีที่สุด” 

จากประสบการณ์ตรงของครูอ๊อดในการเป็นผู้ดูแลมาก่อน ทำให้เธอได้ตกผลึกหัวใจสำคัญ 4 ข้อที่จะทำให้ผู้ดูแลมีสุขภาพใจที่แข็งแรงและไม่หมดไฟ ได้แก่

1. การทำความเข้าใจตัวโรค

“ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ดูแลคือไม่เข้าใจตัวโรค ช่วงแรก ๆ ที่ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบนี้ ทำไมไม่มีเหตุผล ทำไมพูดแล้วไม่ฟัง แต่พอเราเริ่มหาข้อมูลก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ตอนที่ไปร่วมงานอบรมการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แค่ได้นั่งฟัง ปัญหาก็หายไปครึ่งหนึ่งเลย อ๋อ นี่คืออาการของโรคเหรอ ที่เขาเล่ามาตรงทุกอย่าง ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ใช่คนเดียวที่เจอแบบนี้”

2. การมีคนคอยรับฟัง

“บางครั้งเราเจอปัญหาแล้วตัน ไม่รู้จะแก้ยังไง คิดวนไปวนมา แต่โชคดีที่เรามีเพื่อนและสามีที่คุยกันได้ พอเราได้คุยกับใครสักคน เราก็จะได้มุมมองที่กว้างขึ้น หรือบางครั้งแค่ได้ระบายความรู้สึกออกมาก็ดีขึ้นแล้ว อย่างตอนที่เราไปจัด Care Club ให้ผู้ดูแลที่บ้านบางแค พวกเขาต้องดูแลคุณตาคุณยายเป็นร้อย ๆ คน เขาเครียดนะ แต่เมื่อเขาได้พักและระบายความรู้สึกแค่ 1 – 2 ชั่วโมง เขาก็มีแรงไปทำงานต่อแล้ว”

นอกจากนั้น การพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ดูแลด้วยกันจะเป็นการเยียวยาซึ่งกันและกัน ทำให้พวกเขารับรู้ว่าไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง และบางครั้งอาจได้มุมมองใหม่ ๆ จากคนที่เจอปัญหาเดียวกัน

“สำหรับบุคลากรสุขภาพที่ต้องดูแลคนอื่น หน่วยงานควรจะมีห้อง Clearing ให้มีช่วงเวลาเปิดใจพูดคุยเยียวยากัน ซึ่งบางโรงพยาบาลก็ทำแล้ว หัวหน้างานควรเข้าใจคอนเซปต์นี้แล้วช่วยเปิดพื้นที่ให้”

3. การเข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

เรื่องนี้ฟังดูง่าย แต่ที่จริงแล้วอาจยากกว่าที่คิด ซึ่งครูอ๊อดใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า ‘ไพ่ฤดูฝน’ สำหรับพาคนเข้าไปสำรวจภายในจิตใจตัวเองว่า ภายใต้ปัญหาหนึ่งมีความรู้สึกหรือความต้องการอะไรซ่อนอยู่

“ลองนึกถึงปัญหาสักอย่างที่กำลังรบกวนจิตใจเราตอนนี้ดู ไม่ต้องเล่าปัญหาให้เราฟังก็ได้ แค่ลองพูดความรู้สึกออกมาว่าปัญหานั้นทำให้ตัวเองรู้สึกยังไงบ้าง” ครูอ๊อดยกตัวอย่างกระบวนการที่แม้ว่าจะไม่มีไพ่ก็ใช้หลักการเดียวกันเพื่อพูดคุยได้

สมมติว่าคำตอบคือ… เหนื่อย ลังเล เบื่อ

“ทีนี้เราก็จะถามต่อเจาะลึกลงไปว่า ที่บอกว่าเหนื่อย เหนื่อยกายหรือเหนื่อยใจ ถ้าเหนื่อยกาย มีวิธีแก้ยังไง ถ้าเหนื่อยใจ ก็จะถามต่อว่าเหนื่อยยังไง เหนื่อยตอนไหน ตอนที่ได้ยินประโยคอะไรหรือเปล่า หรือตอนเห็นภาพอะไร หรือตอนคิดอะไร เหนื่อยตอนพูดคุยหรือตอนอยู่คนเดียว ให้ค่อย ๆ คลี่ออกมา เพราะพอพูดว่าเหนื่อย มันเป็นก้อน เราจะค่อย ๆ แกะมาให้เห็นชัด หรือถ้าลังเล ก็จะถามว่าลังเลระหว่างอะไรกับอะไร”

หลังจากเราปอกเปลือกความรู้สึกออกมาให้เห็นตรงหน้าแล้ว ครูอ๊อดก็ถามต่อว่า ภายใต้ความรู้สึกเหล่านั้นมีความต้องการอะไรซ่อนอยู่… เราพบว่าคำถามนี้ตอบยากกว่าที่คิด

“ไพ่ฤดูฝนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหาสิ่งนี้เจอว่า จริง ๆ แล้ว ลึก ๆ เราต้องการอะไร ต้องการความรัก หรือต้องการการชื่นชม หรือต้องการความภาคภูมิใจที่ทำได้ พอได้คำตอบก็จะเอามาวางเพื่อดูว่ามีองค์ประกอบอะไรที่เกี่ยวกับความสำเร็จเรื่องนี้บ้าง เช่น ถ้าเรื่องนี้จะสำเร็จต้องขอความช่วยเหลือจากนาย A แล้วก็ถามต่อว่า เราไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็จะเห็นข้อจำกัดและหาว่ามีทางเลือกอื่นไหม ค่อย ๆ แกะกันไป ไพ่ฤดูฝนคือเครื่องมือที่พาคนเข้าไปเรียนรู้ภายในตัวเอง”

ตัวช่วยของผู้ดูแล

สุดท้าย สิ่งที่ผู้ดูแลควรมี คือความกล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ

“สำหรับผู้ดูแลที่ต้องเจอผู้ป่วยขี้หงุดหงิดและต้องอยู่กับเขา 24 ชั่วโมง เราแนะนำให้หาตัวช่วย เพราะไม่อย่างนั้นอาจหมดไฟก่อน มีเคสหนึ่งที่เขาโทรมาปรึกษาเรา เป็นลูกสาวที่ดูแลแม่ที่เป็นอัลไซเมอร์ เราคุยก็รู้แล้วว่าเขาใกล้หมดไฟ จึงแนะนำให้ลองขอความช่วยเหลือ เริ่มจากคนรอบตัวว่ามีใครบ้างที่พอช่วยได้ มีพี่ชายที่แต่ก่อนแวะมาเยี่ยมบ้าง เราก็แนะนำว่าลองขอให้พี่ชายช่วยมาอยู่กับแม่โดยที่ไม่มีเราอยู่ด้วยดูสิ อาจเริ่มจากช่วงสั้น ๆ สัก 2 – 3 ชั่วโมงก่อน”

ผลปรากฏว่า นอกจากระยะเวลาสั้น ๆ นั้นจะทำให้เธอมีเวลาพักหายใจแล้ว ยังทำให้พี่ชายได้เข้าใจปัญหาของแม่มากขึ้น นำมาสู่ข้อตกลงร่วมกันที่ว่า ใน 1 สัปดาห์ พี่ชายจะหาเวลามาอยู่กับแม่แทนเธอ 1 วัน

“พอเขากล้าที่จะขอความช่วยเหลือและได้รับความช่วยเหลือ สภาพจิตใจก็เริ่มดีขึ้น แค่ 1 วันต่อสัปดาห์ที่พี่ชายมาช่วยอยู่กับแม่ ทำให้อีก 6 วันที่เหลือเขาดูแลแม่ได้โดยไม่ปรี๊ด”

อีกหนึ่งตัวช่วยที่ครูอ๊อดริเริ่มขึ้นมา คือบริการรับส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลสำหรับลูกหลานที่ไม่มีเวลาหรืออยู่ห่างไกล ซึ่งทุกเคสครูอ๊อดเป็นคนรับส่งด้วยตัวเองทั้งหมด

“เรายังไม่กล้าทำเป็นบริษัท เพราะยังไม่มั่นใจในการคัดกรองคน การทำงานกับผู้สูงอายุมีข้อละเอียดอ่อนเยอะ เราไปรับแม่เขามาจากลูกเขา เรายังไม่รู้จักคนคนหนึ่งดีพอที่จะกล้าให้เขาไปอยู่กับผู้สูงอายุ ยิ่งผู้สูงอายุที่หลง ๆ ลืม ๆ ทำสตางค์หล่นบ้าง หรือคุณยายบางคนก็อยู่บ้านคนเดียว เราไม่รู้ว่าถ้าจ้างคนอื่นไปทำจะปลอดภัยต่อคุณยายในวันอื่น ๆ ไหม แต่ถ้าเราทำเอง เราเชื่อมั่นในตัวเราว่าอย่างน้อยจะดูแลแม่เขาให้ปลอดภัย อะไรที่เขาหลงลืมก็จะเก็บให้ ไม่งุบงิบ”

ครูอ๊อดเล่าถึงเคสหนึ่งที่ประทับใจว่า เป็นเคสคุณป้าที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและลูกอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งวันนั้นอาการของคุณป้าหนักมากถึงขั้นอาเจียนออกมาเป็นสีดำ และเมื่อพาเข้าห้องน้ำ อุจจาระของแกส่งกลิ่นแรงมาก

“แต่แกก็ยังมีแก่ใจมาห่วงเรา บอกว่าป้าขอโทษนะ มันเหม็นมากเลย เราก็บอกว่าไม่เป็นไรเลย อึใครก็เหม็น ปรากฏวันนั้นหมอให้ป้าแอดมิต เราก็ต้องมาวิ่งเรื่องเตียง เรื่องห้อง หลังจากนั้นอีกวัน 2 วันก็เห็นลูกสาวเขาโพสต์ว่าคุณแม่เสียแล้ว ทำให้เรารู้สึกว่าวันเดียวที่เราเจอเขา มันคือครั้งสุดท้ายของการเจอกัน แต่เราก็ใช้เวลากับเขาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว 

“วันนั้นเป็นวันที่มีคุณค่ามาก ๆ ในชีวิต ทำให้เราได้ย้อนคิดว่า ในทุกการเจอกันมันอาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเขาก็ได้ เราจึงต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่เสียใจกับเวลาที่ผ่านไป เคสนั้นทำให้รู้สึกว่าการทำงานนี้มันดีมาก ๆ สำหรับใจเรา ทำให้เราทำต่อมาเรื่อย ๆ”

และเหตุการณ์นั้นยังทำให้ครูอ๊อดกลับมาทบทวนถึงการใช้ชีวิตกับคนรอบตัว

“เคสนี้กลับมาสอนการใช้ชีวิตกับคนที่บ้านด้วย ทำให้รู้สึกว่าต่อให้วันนี้มีเรื่องน่าหงุดหงิดแค่ไหน แต่ถ้าวินาทีถัดไปจะจากกัน เราจะทำแบบนี้ไหม มันก็ทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต และเห็นคุณค่าของการใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ทำให้เราตั้งใจใช้ช่วงเวลาที่อยู่กับเขาให้ดีที่สุด”

วงล้อมแห่งการดูแล

ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องใกล้ตัว ความแก่ก็เป็นเรื่องใกล้ตัว ผู้รับบทผู้ดูแลก็อาจกำลังอยู่ใกล้ตัวเราเช่นกัน

ไม่แน่ว่าในวินาทีนี้ เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท เพื่อนบ้าน หรือคนรู้จักของเรา อาจกำลังมีจิตใจหนักอึ้งกับภาระอันหนักหน่วงที่ต้องแบกรับโดยที่ไม่กล้าบอกใคร ซึ่งบางทีคำพูดหรือการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราอาจมีคุณค่าต่อเขามากกว่าที่เราคิด

“เราทุกคนช่วยเหลือดูแลผู้ดูแลได้ อย่างแรกคือการฟังให้เป็น แล้วใช้พื้นฐานนี้อยู่กับเขา มีคลิปมากมายที่สอนทักษะการฟัง เราอาจไม่ต้องแนะนำอะไรเขาก็ได้ แค่นั่งข้าง ๆ รับฟังในสิ่งที่เขาอยากเล่า แล้วเมื่อเขาพูด เขาก็จะได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น และอาจมองเห็นทางออกชัดขึ้น หรือถ้าใครพอมีประสบการณ์ อาจช่วยตั้งคำถามคล้าย ๆ กับที่ถามไป เช่น เรื่องนี้เธอรู้สึกยังไงเหรอ ลึก ๆ แล้วเธอต้องการอะไร”

นอกจากนั้น อีกสิ่งง่าย ๆ ที่เรามอบให้ผู้ดูแลได้ก็คือ ‘คำชื่นชม’ แต่ต้องเป็นคำชมที่ออกมาจากความจริงใจ เช่น คุณแม่ดูสดชื่นจังเลย แปลว่า เธอดูแลคุณแม่ดีมาก

“คำชมเป็นกำลังใจสำคัญมาก เพราะทำให้เขารู้ว่าความเหนื่อยของเขามีคนเห็น บ่อยครั้งที่คนดูแลมือวางอันดับ 1 ไม่ได้รับคำชม เจอแต่คำติว่าทำไมเธอไม่ทำอันนั้นให้แม่ ไม่ทำอันนี้ให้แม่ คนดูแลเหนื่อยแทบตาย เจอแต่คำว่าทำไม ๆๆ เขาก็จะรู้สึกว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ดีพอ โดยเฉพาะคนในครอบครัวที่ไม่ค่อยชมกัน เราพลาดตรงนี้ไป”

สุดท้ายคือการให้เวลา เช่น ไปอยู่เป็นเพื่อน ซื้อของกินเข้าไปฝาก หรือช่วยอยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วยในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ผู้ดูแลหลักมีเวลาพักผ่อนส่วนตัวบ้าง“สิ่งนี้เรียกว่า ‘วงล้อมแห่งการดูแล’ หรือ Circle of Care ที่มีผู้ป่วยอยู่ตรงกลาง วงถัดมาคือผู้ดูแลมือวางอันดับ 1 ส่วนวงถัดมาช่วยสนับสนุนผู้ดูแลอีกทีได้ เราที่อยู่วงนอกอาจทำแผลไม่เป็น ดูแลผู้ป่วยไม่เป็น แต่เราดูทีวีเป็น ก็อาจบอกเพื่อนว่าวันนี้ฉันว่าง เดี๋ยวไปนั่งดูทีวีเป็นเพื่อนแม่ได้นะ เธอจะได้มีเวลาไปสระผม หรือแม้กระทั่งคนในชุมชนหรือเพื่อนบ้าน ถ้าเรารู้ว่าคนบ้านข้าง ๆ ต้องดูแลแม่ติดเตียง เวลาจะไปตลาดก็อาจชะโงกหน้าไปถามว่า อยากได้อะไรไหม ฝากซื้อได้นะ นี่คือการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะนำไปสู่สังคมที่มีความกรุณาต่อกัน หรือที่เราใช้คำว่าชุมชนกรุณา

ติดต่อครูอ๊อดได้ที่ Facebook : บริการช่วยเหลือผู้ดูแล 

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน