5 กรกฎาคม 2024
5 K

รถ EV ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นบนท้องถนนในประเทศบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของภาครัฐและการตอบรับของภาคประชาชนเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด

“แต่ว่ายานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันเนี่ยก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเกือบ 100% คนไทยยังเป็นแค่ผู้ประกอบรถ ไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ ไม่ได้เป็นวิศวกร ไม่ได้เป็นนักพัฒนาเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่จะใส่ในรถในอนาคต”

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แสดงทัศนะที่มีต่อกระแสของรถพลังงานสะอาดในประเทศไทยให้ผู้เขียนฟัง นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อโลกนี้อาจไม่ได้เป็นมิตรต่อประเทศอย่างแท้จริง ตราบใดที่บทบาทของไทยยังเป็นเพียงประเทศผู้บริโภคและฐานการประกอบ เมื่อใดก็ตามที่ประเทศเจ้าของเทคโนโลยีค้นพบฐานการผลิตใหม่ที่มอบผลประโยชน์ให้มากกว่า ก็พร้อมย้ายฐานออกจากประเทศไทยในทันทีดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายอุตสาหกรรม… ยกเว้นว่าประเทศของเรามีเทคโนโลยีที่โรงงานต่างชาติต้องพึ่งพา

“ถ้าเรารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาผลิตหรือว่าเป็นผู้ใช้อย่างเดียวเนี่ย การพัฒนายิ่งขึ้นไปมันจะไม่เกิด ดังนั้น เราต้องสร้างนวัตกรรมของเรา สร้างคนของเรา สร้างเทคโนโลยีของเรา”

และนี่คืออีกหนึ่งบทบาทของ อ.นงลักษณ์ ผู้เป็นทั้งคนเบื้องหน้า เบื้องหลัง ผู้เริ่มต้น ผู้ปลุกปั้น ผู้ผลักดัน จนเกิด ‘โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่’ ทำให้วันนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่คุณภาพดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ในนาม ‘UVOLT

วัตถุดิบบ้าน ๆ ที่ขยับฟันเฟืองเศรษฐกิจหมุนเวียน

เมื่อกล่าวถึงแบตเตอรี่ ทุกคนคงคุ้นเคยกับ ‘ลิเทียมไอออน’ เป็นอย่างดี เพราะมันอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้ตัวแทบทุกชนิด อาทิ โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป พาวเวอร์แบงก์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างอุปกรณ์การเกษตรหรือยานยนต์ไฟฟ้า

ที่ได้ชื่อว่าลิเทียมไอออน เพราะส่วนประกอบหลักคือแร่ลิเทียมที่ใช้เป็นขั้วบวก คิดเป็นมูลค่า 50% ของแบตเตอรี่ทั้งก้อน และอีก 10% คือมูลค่าของสารที่นำมาทำขั้วลบ ในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนทั่วไปที่ใช้กับอุปกรณ์ขนาดเล็กมักใช้แร่แกรไฟต์เป็นขั้วลบ แต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ก็พัฒนาไปสู่การใช้วัสดุอื่นเพื่อประสิทธิภาพแบตเตอรี่ที่สูงกว่า เก็บประจุได้มากกว่า ชาร์จไฟได้เร็วกว่า อย่าง ‘นาโนซิลิคอน’ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนที่สูงกว่า จึงเหมาะสมกับการนำมาใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่มูลค่าสูง

“บ้านเราไม่มีการผลิตลิเทียม ต้องนำเข้าอย่างเดียว แต่ตัวซิลิคอนนี้ เราหาในประเทศได้จากแกลบ หรือจากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ”

อ.นงลักษณ์ เล่าถึงแนวคิดในการวิจัยหาวัสดุในประเทศเพื่อทดแทนสารตั้งต้นที่ต้องนำเข้า เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ให้ประเทศชาติได้ผลประโยชน์สูงสุด วัตถุดิบเหลือทิ้งจากการเกษตรอย่างแกลบที่มีมากในประเทศ มีสารซิลิกาเป็นส่วนประกอบสูงถึง 20% หรือขยะแผงโซลาร์เซลล์ที่กำลังจะมีมากขึ้นตามปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ จึงเป็น 2 วัสดุที่เหมาะสม

“ที่จริงพวกโรงไฟฟ้าชีวมวลก็ซื้อแกลบไปเผาให้พลังงานความร้อนปั่นไฟ แต่ปัญหาคือราคาไม่สูง และคนที่ได้เงินส่วนใหญ่เป็นโรงสี ไม่ใช่ชาวนา ก็เลยมองภาพว่า ถ้าทำให้แกลบมาอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงอย่างแบตเตอรี่ ก็น่าจะมีโอกาสให้เราซื้อแกลบจากชาวนาได้โดยตรงและในราคาที่สูงขึ้น เรามองว่าชาวนาจะขายแกลบในราคาเท่ากับข้าวได้เลย ทำให้เกิดการผลิตที่หมุนเวียนจริง ๆ และเกิดประโยชน์สูงสุดด้วย กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมถูกควบคุม ไม่ส่งมลพิษออกสู่ภายนอกอยู่แล้ว ชาวนาก็มีรายได้มากขึ้น ขยะก็น้อยลง

“แผงโซลาร์เซลล์มีอายุ 20 – 25 ปี พอหมดอายุ นอกจากแยกส่วนโลหะ สายไฟไปขาย ส่วนที่เป็นโซลาร์เซลล์กลับถูกจัดการโดยการฝังกลบ แทบไม่มีโอกาสย่อยสลาย ขยะอุตสาหกรรมพวกนี้เคยอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด แต่พอหมดอายุขัยแล้วกลายเป็นสิ่งที่สกปรกที่สุดฝังอยู่ในดิน เพราะฉะนั้น ถ้าเอามาหมุนเวียนกลับมาอยู่ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ก็ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นวิจัย ยังไม่ได้ผลิตเชิงพาณิชย์เหมือนแบตเตอรี่จากแกลบ”

นอกจากการวิจัยวัสดุทดแทนสารตั้งต้นขั้วลบแล้ว ทางโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ยังพยายามวิจัยหาวัตถุดิบในประเทศมาเป็นขั้วบวกทดแทนลิเทียม โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคือ ‘แบตเตอรี่โซเดียมไอออน’ ซึ่งโซเดียมก็คือเกลือ และประเทศไทยก็เป็นแหล่งผลิตเกลืออันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งในแง่ของกำลังการผลิตและคุณภาพ หากแบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีการพัฒนาถึงขั้นผลิตขายในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมาก ผู้ใช้งานจะได้ใช้แบตเตอรี่ที่ราคาถูกลงแต่ปลอดภัยมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติของโซเดียมที่หากมีการระเบิด จะปลดปล่อยความร้อนที่อุณหภูมิเพียงราว ๆ 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น พลาสติกบางชนิดอาจไม่ถึงกับละลายด้วยซ้ำ ไม่เหมือนแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ระเบิดเป็นประกายไฟรุนแรง ปลดปล่อยความร้อนสูงถึงราว 700 – 800 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่ว่าพลาสติกหรือโลหะต่างก็หลอมละลายจากการระเบิด

UVOLT ในท้องตลาด

ในบรรดางานวิจัยแบตเตอรี่จากวัตถุดิบทั้ง 3 อย่าง คือแกลบ แผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ และเกลือ แบตเตอรี่ลิเทียมไออนที่ใช้แกลบมาเป็นประจุลบคือโครงการที่มีการผลิตเชิงพาณิชย์และมีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดแล้วจริง ตั้งแต่สินค้าขนาดเล็กอย่างพาวเวอร์แบงก์ ไปจนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ใช้ในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

“ของที่มีคนใช้เยอะสุดน่าจะเป็นพาวเวอร์แบงก์ เพราะเป็นของที่ใช้ได้ทั่วไป ผลตอบรับดี มีคนอยากได้ เพราะมันเล็ก พกพาง่าย ขนาดกะทัดรัด เราชูจุดขายว่าของที่คุณใช้เนี่ยเป็นแบตเตอรี่เกรดเดียวกับที่อยู่ในยานยนต์เลย”

อ.นงลักษณ์ เล่าพร้อมโชว์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีส่วนประกอบจากแกลบซึ่งมีทรงกระบอกคล้ายถ่านไฟฉายแต่ใหญ่กว่าให้ดู ในพาวเวอร์แบงก์ 1 อันจะบรรจุเซลล์แบตเตอรี่ 1 ก้อน ความจุ 2,600 mAh ในประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตผลิตพาวเวอร์แบงก์เพียง 2 ราย และหนึ่งในนั้นคือโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

“เราพยายามทำให้คนรู้จัก UVOLT มากขึ้น พาวเวอร์แบงก์เป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ให้เขารู้ว่ามีของแบบนี้อยู่ด้วยนะ แล้วค่อยไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ขึ้น อย่างที่ตอนนี้เรามองกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน แต่ตอนนี้คนยังไม่เชื่อ เพราะติดเรื่องแบรนด์ต่างประเทศ”

โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนจาก UVOLT ที่ผลิตจากการนำเซลล์แบตเตอรี่ขนาดเล็กมาต่อกันจนได้ขนาดที่เหมาะสม โดยวิ่งได้ราว 60 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เป็นโครงการนำร่องภายในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

เมื่อเห็นขนาดเซลล์แบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าถ่านไฟฉาย ผู้เขียนก็เกิดคำถามว่าจะปรับขนาดมันให้เท่าถ่านไฟฉายเพื่อให้ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปที่มีช่องรองรับถ่านไฟฉายขนาดตายตัวได้หรือไม่ อ.นงลักษณ์ จึงหยิบอุปกรณ์อีกชิ้นขึ้นมาให้ดู มันคือ Unit Converter ที่ติดประกอบเข้ากับรีโมตเครื่องปรับอากาศ รีโมตโทรทัศน์ เพื่อให้แบตเตอรี่ UVOLT ใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้

“ถ่าน AA ความต่างศักย์ 1.5 โวลต์ ต้องใช้ 2 ก้อนมาต่อกัน ในขณะที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของเราก้อนหนึ่งคือ 3 โวลต์กว่า ๆ แล้ว ซอยให้ 3 กลายเป็น 1.5 โวลต์ไม่ได้ จึงต้องมี Unit Converter มาต่อกับรีโมตในโรงงานทุกตัว เพราะเราจะไม่ใช้ถ่านอัลคาไลน์ เราไม่ต้องการทิ้งถ่านอัลคาไลน์ลงในถังขยะ เปลี่ยนมาใช้ตัวนี้ 5 ปีไม่ต้องชาร์จเลย

“จริง ๆ ก็ทำ Unit Converter ขายด้วย แต่คนทั่วไปอาจจะไม่เห็นอิมแพกต์ เพราะปีหนึ่งเขาก็ใช้ถ่านแค่ 3 – 4 ก้อน แต่หน่วยงานใหญ่ ๆ อย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีคน 50,000 คน ปีละ 3 – 4 ก้อนต่อคน ก็เท่ากับขยะถ่านอัลคาไลน์ปีละ 3 ตันแล้ว มันเยอะมาก”

Unit Converter นี้จึงนำไปติดตั้งบนเครื่องใช้ไฟฟ้าของหน่วยงานสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่นตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ด้วยต้นทุนรวมแบตเตอรี่ 250 บาทต่อชุด หากเป็นของใช้พวกรีโมตจะอยู่ได้นาน 5 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ เทียบกับต้นทุนถ่านอัลคาไลน์ที่เปลี่ยนทุก 6 เดือน จึงลดขยะและประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 50% ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมบางรายที่ทราบข่าวและเห็นประโยชน์ก็สั่งไปใช้กับธุรกิจของตนแล้ว เพราะนอกจากต้นทุนที่ลดลง ยังตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาครัฐให้การส่งเสริม

นอกจากนี้แล้ว ทางโรงงานยังรับพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดตามความต้องการของลูกค้า อย่างที่ผ่านมาก็มีการพัฒนาแบตเตอรี่ต้นแบบเพื่อใช้ในรถถัง รถกอล์ฟ ระบบกักเก็บพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงานในอาคาร และหากทางลูกค้ามีวัตถุดิบที่ต้องการให้วิจัยผลิตแบตเตอรี่จากสารตั้งต้นใหม่ ๆ ทางทีมงานของ อ.นงลักษณ์ ก็พร้อมวิจัยหาแนวทางการใช้วัสดุทดแทนที่หาได้ภายในประเทศชนิดอื่นไปด้วยกัน

แบตเตอรี่ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

“นึกภาพว่ามีแบตเตอรี่ 2 ก้อน ก้อนหนึ่งผลิตจากเทคโนโลยีของไทย อีกก้อนเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น คนไทยก็อาจจะยังมีความติดแบรนด์อยู่ระดับหนึ่ง เราไม่เหมือนเกาหลีที่หากในประเทศผลิตได้ เขาก็จะสนับสนุน แต่บ้านเรามีอุปสรรคตรงนั้นที่ข้ามยาก ของเราจริง ๆ ราคาก็ไม่ได้ต่างจากของต่างประเทศที่ระดับคุณภาพและฟังก์ชันเท่ากัน แต่คนไม่เชื่อว่าทำอะไรได้ ในขณะที่หากเป็นแบรนด์ต่างประเทศมา ราคาใกล้ ๆ กัน เขากลับมั่นใจกว่า”

ทางผู้เขียนเข้าใจว่าอุปสรรคใหญ่น่าจะเป็นการวิจัยที่ยาวนานกว่า 10 ปี กว่าจะมี UVOLT ในวันนี้ แต่ระยะเวลานั้นกลับเป็นเรื่องธรรมดาของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ในมุมมองของ อ.นงลักษณ์ ในขณะที่อุปสรรคใหญ่สำหรับ UVOLTกลับเป็นมายาคติที่คนไทยไม่กล้าเปิดใจให้นวัตกรรมไทยด้วยกันเอง

“ไม่ใช่แค่ UVOLT แต่ขอให้เทคโนโลยีอะไรก็ตามของคนไทยควรจะถูกให้คุณค่าตามพัฒนาการของเทคโนโลยีจริง ๆ ไม่ใช่แค่เห็นของต่างประเทศก็ว้าว เพราะถ้าคนไทยไม่เชื่อมั่น เทคโนโลยีก็ไม่ไปไหน”

การขอให้คนไทยเปิดใจให้เทคโนโลยีในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ผู้เขียนถามต่อถึงเหตุผลที่ผู้บริโภคควรมาสนับสนุนสินค้าในแง่ของคุณสมบัติและฟังก์ชันการใช้งาน และคำอธิบายจากอาจารย์ก็ทำให้รู้ว่าแบตเตอรี่สัญชาติไทยนี้ก็มีคุณสมบัติไม่ได้ด้อยไปกว่าของแบรนด์ต่างประเทศจริง ๆ และที่สำคัญยังพัฒนามาให้ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยมากกว่า

“มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในไทยนี่ แบตเตอรี่ต้องใช้งานหนักมาก เพราะคนขี่มอเตอร์ไซค์บ้านเราติดความแรง ไม่เหมือนในประเทศจีนที่ผู้ขับขี่เขาจะค่อย ๆ วิ่ง แบตเตอรี่ที่พัฒนาในจีนมันจึงเหมาะกับพฤติกรรมของเขาไม่ใช่ของเรา แบตเตอรี่ UVOLT จึงแข็งแรงกว่า ความทนทานก็ดีกว่า แต่จะเสียเปรียบในเรื่องของพลังงานที่น้อยกว่า ระยะขับจึงสั้นกว่าแต่ซิ่งกว่า ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งได้ 60 กิโลเมตร รถส่วนใหญ่ใส่ประมาณ 2 ลูก ก็วิ่งได้ประมาณ 120 กิโลเมตร

“สินค้าเราการันตีได้ว่าวัดประสิทธิภาพทุกก้อน ไม่ได้สุ่มตรวจ แต่ QC ทุกชิ้น จึงมั่นใจได้เรื่องคุณภาพ สินค้าอื่นที่ราคาเริ่มต้นอาจถูกมาก แต่อายุการใช้งานก็สั้นมาก ถ้ามองที่ความคุ้มค่า ของเราคุ้มกว่าด้วยซ้ำ ยังไม่รวมกับขยะจากการใช้ของราคาถูกที่ใช้ได้ไม่นาน เราใส่ใจทุกกระบวนการ ไม่ใช่ผลิตแค่ให้ได้ราคาถูกอย่างเดียว แล้วปล่อยให้ขยะมันท่วมโลก”

สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจที่สุดคือการนำเอาเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) มาใส่ในแบตเตอรี่ เพื่อจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต IoT นี้คือการติดตาม (Monitoring) ดูการใช้งานแบตเตอรี่ของ UVOLT ทุกแพ็ก ข้อมูลการใช้งานจะถูกเก็บบน Cloud และระบบติดตามคาดการณ์ปัญหาที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเข้าแก้ไขปัญหาได้ทัน เพราะแบตเตอรี่เมื่อมีปัญหาแล้วจะแก้ไขได้ยากมาก จึงทำให้ผู้ใช้ปัจจุบันใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างสบายใจ และผู้ใช้งานก็เข้าถึงข้อมูลการใช้งานแบตเตอรี่ได้ด้วยตัวเองด้วย

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ที่ใช้งานกับสินค้าบางประเภทมักถูกปลดระวางด้วยประสิทธิภาพที่ลดลงทั้งที่ยังใช้งานได้อยู่ เช่น แบตเตอรี่ในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าปกติใช้วิ่งได้ 60 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่เมื่อประสิทธิภาพลดลง เหลือวิ่งได้ระยะทางเพียง 45 กิโลเมตร ผู้ใช้งานก็ไม่อยากใช้ต่อแล้ว จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแบตเตอรี่ที่รองรับการทำ Second Life หรือนำแบตเตอรี่มือสองมาใช้งานต่อในอุปกรณ์ที่เหมาะสม อย่างระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้สำหรับภาคการเกษตร ติดตั้งอยู่กับที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เช่น ปั๊มน้ำ ไฟแสงสว่าง เป็นต้น

“เราให้ความสำคัญมากว่าแบตเตอรี่ First Life จะต้องรองรับให้ทำ Second Life ได้ง่ายด้วย ทำให้ต้นทุนการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ถูกลง แต่จะทำแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ประวัติของ First Life เพราะอย่าลืมว่าแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นของที่ปลอดภัย มันระเบิดได้ ถ้าเกิดว่ามันเคยมีอุบัติเหตุมาก่อนก็เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบและรับประกันความปลอดภัย ผู้ใช้ต้องปลอดภัยด้วย ไม่ใช่ราคาถูกลงอย่างเดียว”

IoT คือระบบที่นำมาใช้จัดการ Second Life ของแบตเตอรี่เช่นกัน เพราะทางทีมงานสืบรู้ประวัติของแบตเตอรี่ได้ และรู้ว่าก้อนไหนควรนำมาใช้ต่อหรือทำลายทิ้งไป ผู้ใช้งานแบตเตอรี่ Second Life ก็จะใช้งานแบตเตอรี่ราคาย่อมเยาที่ยังมีประสิทธิภาพได้อย่างสบายใจด้วยเช่นกัน

ในส่วนของวัสดุทดแทนอย่างแกลบนั้น นอกจากผลประโยชน์ด้านต้นทุน การสนับสนุนผลผลิตของชาวนา และการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนแล้ว คุณสมบัติของแบตเตอรี่ที่ใช้ขั้วลบเป็นวัสดุจำพวกนาโนซิลิคอนทั่วไปคือการรองรับ Fast Charge แต่ซิลิคอนจากแกลบมีความพิเศษเพิ่มขึ้นตรงที่มีความแข็งแรงสูงกว่า รองรับรอบการใช้งานได้เยอะกว่า เก็บประจุได้มากกว่า และรองรับ Fast Charge ได้ดีกว่า

อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของแบตเตอรี่ไทย

อ.นงลักษณ์ ได้รับทุนรัฐบาลไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT ช่วงทำวิจัยราว พ.ศ. 2544 เรื่องแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมากที่นั่น มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังจนมีบริษัทที่เริ่มมาจากงานวิจัยใน MIT ได้เติบโตจนเข้าตลาดหลักทรัพย์

“เราก็มองว่ามันเป็นงานที่เมืองไทยยังไม่มีคนทำ แล้วมันต้องมีประโยชน์แน่ ๆ ในอนาคตมันจะเป็นที่ต้องการของประเทศ เลยเลือกมาทำเรื่องนี้ เราเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล รู้สึกว่าต้องกลับมาตอบแทนคุณประเทศ

“ตอนที่อยู่ต่างประเทศ เรามองหาว่าอุตสาหกรรมนี้มีโอกาสตรงไหนได้บ้าง การสร้างคนก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วก็สร้าง Value Chain ให้เมืองไทยได้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย เรากลับมาไทย พ.ศ. 2552 แล้วก็เริ่มมองหาตัววัสดุในประเทศตั้งแต่ตอนนั้น ทำงานวิจัยอยู่ในห้องแล็บเหมือนนักวิจัยทั่วไป ใช้เวลา 3 – 4 ปี ถึงมั่นใจว่ามีตัวที่มีโอกาสขยายสเกลใหญ่ขึ้น กว่าจะตั้งโรงงานต้นแบบเพื่อผลิตวัสดุก็ พ.ศ. 2557 แล้วใช้เวลาทำสูตรอีก 3 – 4 ปี ซึ่งเป็นสเตปปกติของคนพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็ได้งบประมาณใหม่ก้อนหนึ่งมาตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เริ่มผลิต พ.ศ. 2562 ใช้เวลาอีก 2 ปี กว่าผลิตภัณฑ์จะได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก็รวมกว่า 10 ปี จากในห้องแล็บมาเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริง” 

แต่นวัตกรรมแบตเตอรี่ไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้อยู่เบื้องหลังอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เปิดกว้างกับงานวิจัย หาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และบริษัทเอกชนที่เห็นคุณค่า คือ บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เพทโทร-อินสตรูเมนท์ จำกัด (PICO) ที่มอบทุนสนับสนุนและร่วมแรงวิจัยไปด้วยกัน รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและอาจารย์ที่ปรึกษาจากสถาบัน MIT

“อาจารย์อาจจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากภาคเอกชนในหน่วยหลายสิบล้านเพื่อทำวิจัยจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว แต่ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติ พอมีเอกชนเข้ามาสนับสนุนให้งบทำวิจัย คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น มหาวิทยาลัยก็สนับสนุนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และภาครัฐก็เริ่มเห็นภาพ เริ่มมีการผลักดันในระดับที่มันใหญ่ขึ้นจนกระทั่งมี Facility ทุกวันนี้”

ควบคู่ไปกับพันธกิจด้านการพัฒนาแบตเตอรี่สัญชาติไทย อ.นงลักษณ์ ยังเป็นประธานหลักสูตรคนแรกของสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา อาจารย์เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างคนมาเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในไทย จึงเปิดหลักสูตรวิทยาศาสตร์แบตเตอรี่และพลังงานใหม่หลักสูตรแรกของประเทศขึ้น

“มีคนเคยถามว่าอยู่เมืองไทยมา 10 กว่าปี คิดว่าตัวเองผลิตบุคลากรเพียงพอกับการใช้งานของประเทศหรือยัง คำถามนี้ถ้าถามเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็อาจรู้สึกว่าผลิตลูกศิษย์มา ถ้าไม่ส่งกลับไปสหรัฐฯ แล้วเขาจะไปทำงานอะไร แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามันจะต้องมีการผลิตแบตเตอรี่ของไทยในประเทศ เพราะแม้กระทั่งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่มาตั้งในเมืองไทยเขายังเอาคนต่างชาติเข้ามาเป็น Operator เลย

“หลักสูตรแบตเตอรี่และพลังงานใหม่มันปรับมาจากเรื่องนาโนเทคโนโลยีและวัสดุศาสตร์ มันมีคนอยู่แล้ว แต่อาจไม่ตรงความต้องการ ถ้าจะเอาคนมาใช้งาน ก็ต้องเอามา Reskill ให้เหมาะกับสิ่งที่ใช้งานได้ ซึ่งใช้งานได้ในที่นี้หมายถึงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เป็นแค่แรงงานอย่างเดียว”

จนถึงวันนี้ การเดินทางของแบตเตอรี่ไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมานับสิบปี จนได้มีพื้นที่เล็ก ๆ ในตลาดแบตเตอรี่ในประเทศ แต่พื้นที่เล็ก ๆ นั้นยังคงขยายใหญ่ได้มากขึ้นหากคนไทยด้วยกันช่วยกันสนับสนุนนวัตกรรมไทยจนถึงจุดที่ได้เข้าไปแข่งขันในตลาดโลก และขับเคลื่อนฟันเฟืองของเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผลประโยชน์สูงสุดทั้งด้านปากท้อง สังคม สิ่งแวดล้อมของประเทศชาติ และที่สำคัญคือเปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่เป็นเพียงฐานการผลิต สู่เจ้าของเทคโนโลยีที่ต่างชาติต้องพึ่งพา

“รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติที่เราได้รับเมื่อ พ.ศ. 2566 ก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น แล้วก็เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้มันเป็นจริง แต่จะทำยังไงให้มันขยายขนาดได้อย่างยั่งยืนก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่

“ผู้มีอำนาจในด้านนี้ ขอโอกาสให้เราได้เล่าให้ฟังก็ได้ว่ามันเป็นยังไง ต้องการการสนับสนุนยังไง มันน่าจะมี Direction ที่ชัดเจนมากขึ้น บริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศน่าจะต้องช่วยกันสนับสนุนด้วย เราเห็นบริษัทใหญ่ ๆ ในเมืองไทยไปลงทุนในสตาร์ทอัพต่างประเทศเยอะมาก แล้วถามว่าของต่างประเทศมีอะไรที่แตกต่างจากเรา หลาย ๆ บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังเป็นคนไทยด้วยซ้ำแต่ไม่มีคนรู้ ยังมีหลายเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยซึ่งควรจะเข้ามาสนับสนุนจริงจัง ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงทุนหรือเข้าถึงบริษัทใหญ่ได้ เราต้องการคนเดินไปด้วยกัน จูงมือกันไป ร่วมพัฒนาไปด้วยกัน เพราะบ้านเราไม่ได้มีเส้นทางการเปลี่ยนผ่านชัดเจนเหมือนต่างประเทศ”

ผู้สนใจสินค้า บริการ หรือความร่วมมือวิจัยพัฒนา ติดต่อได้ทาง

สถานที่ : โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เบอร์โทร : 04 300 9700 ext. 50660

อีเมล : uvolt@kku.ac.th 

Facebook : UVOLT at KKU 

Website : uvolt.kku.ac.th

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล