ตอนเด็ก ๆ เราถูกสอนว่า ‘ขยันวันนี้ สบายวันหน้า’ และเราก็เชื่อสิ่งนี้มาตลอดเพราะเห็นผลจริง
เช่น ถ้าขยันทำการบ้านปิดเทอมตั้งแต่เนิ่น ๆ เราก็จะมีเวลาพักผ่อนเหลือมากพอ
แต่เมื่อโตขึ้น ประกอบกับได้เห็นโลกมากขึ้น เราได้พบความจริงว่า ไม่ใช่ทุกความขยันจะได้รับผลตอบแทนอย่างที่ต้องการ บางคนขยันจนวันสุดท้ายของชีวิตก็ยังไม่ได้สิ่งฝันไว้ เพราะมีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งดี
‘นิทรรศการเท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง’ รวบรวมเรื่องราวของคนที่ถูกตีตราว่ายังขยันไม่มากพอ ถึงได้เป็น ‘คนจน’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ตาไหม ชายวัยเกษียณที่ยังทำงานแบกถ่านส่งให้ร้านอาหารและร้านทองในเยาวราช ชีวิตของ ปูแป้น เด็กสาววัย 19 ปีที่มีความฝันมากมาย แต่ความเป็นจริงของครอบครัวทำให้ปูแป้นต้องลาออกแล้วกลายเป็นเดอะแบกดูแลครอบครัว หรือ อาชุม ชาวอาข่าที่ถูกผลักออกจากป่า จนต้องมาทำงานเร่ขายของเพื่อเลี้ยงลูกอีก 7 คน

“เรื่องเล่าจากชีวิตจริงเหล่านี้ เป็นกรณีศึกษาที่หักล้างมายาคติที่สังคมไทยและชนชั้นกลางเคยมีต่อคนจน” มุมมองของ ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำงานของ ‘The Active’ อีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญของไทยพีบีเอส ทำหน้าที่สื่อสารประเด็นและวาระทางสังคมด้วยความเชื่อว่า การให้ข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ และส่งตรงไปถึงประชาชน จะช่วยสร้าง Active Citizen มามีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย
นิทรรศการนี้ก็เป็นฝีมือของ The Active ที่ชวนเพื่อน ๆ หลายองค์กร หลายกลุ่ม มาร่วมกันจัดงานนี้ ซึ่งทำงานสื่อสารเรื่องความยากจนและความเหลื่อมล้ำมาเป็นเวลา 5 ปีออกมาในรูปแบบสารคดีที่แต่ละตอนถ่ายทอดเรื่องราวของคนที่ถูกเรียกว่า ‘คนจนเมือง’ ทำให้คนดูเห็นความเป็นจริงของชีวิตพวกเขา ปัจจุบันสารคดีชุดนี้มีทั้งหมด 5 ซีซัน 27 ตอน และมีมากกว่า 50 ครอบครัวที่มาปรากฏในสารคดี
ในระหว่างการทำสารคดี ณาตยาและทีม The Active รวบรวมข้อมูล ถอดบทเรียนชีวิต พร้อมกับระดมความคิดจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อหากลไกในการช่วยเหลือ จนมีข้อมูลเป็นจักรวาลความจนจำนวนมาก และในโอกาสครบรอบ 5 ปี หรือครึ่งทศวรรษที่ The Active ทำงานมา การจัดนิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกและเป็นรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่เชื่อมโยงคนกลุ่มใหม่ ๆ ได้เข้าถึงและเกิดความรู้สึกร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาได้
The Cloud ในฐานะที่คลุกคลีกับการทำงานสื่อสารประเด็นทางสังคมเช่นกัน จึงมองว่า นี่คงเป็นโอกาสดีที่จะได้เดินดูงานที่ตั้งใจสื่อสารประเด็นยาก ๆ ด้วยวิธีที่น่าสนใจ และได้ฟังเรื่องราวการทำงานของทีม The Active ผ่านคำบอกเล่าของ ผอ. ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส

รู้สึก
โจทย์ที่ชาว The Active ใช้ตั้งต้นในการทำงานสื่อสารเรื่องคนจนเมืองหรือประเด็นอื่น ๆ มาจากงานวิจัยที่มีชื่อว่า คนจนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมี ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ เป็นหัวหน้าทีมวิจัย
อาจารย์กล่าวไว้ว่า “คนส่วนใหญ่รู้แต่ไม่รู้สึก” หมายความว่าคนรับรู้ว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีปัญหาความยากจนเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่แค่การรู้ก็ยังไม่มากพอให้พวกเขารู้สึกเห็นอกเห็นใจ The Active จึงอยากนำเสนอเรื่องราวของคนจนเมืองที่จะทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกจนไปถึงขั้นอยากมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา เพราะพวกเขาเชื่อในพลังของคนว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพียงแค่ต้องการข้อมูลที่มากพอ
การทำงานจึงเริ่มตั้งแต่ไปศึกษาชีวิตของคนจนเมือง โดยพกภาพมายาคติ หรือสิ่งที่เขา (หรือพวกเราอีกหลายคน) ได้ยินมาตลอด อย่างเช่น จนเพราะเป็นคนขี้เกียจ จนเพราะพยายามไม่มากพอ หรือจนเพราะเอาเงินไปกินเหล้า เป็นต้น

ชีวิตของตาไหม ปูแป้น หรืออีกหลายชีวิตในสารคดี คนจนเมือง ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราได้ยินกันมาเป็นมายาคติที่ตีตราคนกลุ่มหนึ่งไว้ จนมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง
“รัฐนิยามคนจนด้วยการตีเส้นความยากจน คุณต้องมีรายได้เท่าไรถึงเข้าเกณฑ์ความยากจน แต่เราก็พบว่ามีหลายคนที่รายได้เกินเกณฑ์ความยากจน ทำให้พวกเขาไม่ถูกนับและเข้าไม่ถึงสิทธิที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”
หน้าที่อีกอย่างของสารคดีจึงกลายเป็นหลักฐานความยากจนเชิงประจักษ์ ความยากจนไม่ได้มีปัจจัยแค่รายได้ต้องต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ปัจจัยหลาย ๆ อย่างในชีวิตที่ทำให้คนคนหนึ่งลืมตาอ้าปากไม่ได้ ที่สำคัญการเกิดโรคระบาดและสภาพเศรษฐกิจก็บอกพวกเราว่าทุกคนมีโอกาสเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนเปราะบาง และการมีรัฐสวัสดิการจะเป็นหลักประกันว่าเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะยังเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยแรงจากประชาชนร่วมผลักดันให้เกิดขึ้น


รู้เรื่องราว
แต่การจะนำข้อเท็จจริงที่ไม่ค่อยน่าพิสมัยนี้ไปเล่าแบบโต้ง ๆ อาจจะทำให้หลายคนเลื่อนช่องหนีหรือไม่กดเข้ามาดูเลย จึงต้องอาศัยศิลปะการเล่าเรื่องที่ณาตยาบอกว่า ต้องใช้นักเขียนบทละครมือรางวัลมาช่วยปรุงรสข้อเท็จจริงให้ถูกปากคนดู
“เคยดูละคร ดอกหญ้าป่าคอนกรีต ไหม” ณาตยาถามเรา เราส่ายหน้าแทนคำตอบ เธอจึงอธิบายที่มาของเรื่องนี้ให้เราฟัง” บุตรรัตน์ บุตรพรม เป็นคนเขียนบทเรื่องนี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตคนในซอยกีบหมู”
สวรรค์กรรมกร เป็นตอนหนึ่งในสารคดี คนจนเมือง ฉายภาพแรงงานในซอยกีบหมูที่มีราว ๆ 5,000 – 8,000 คน พวกเขาจะเริ่มต้นวันด้วยการยืนรองานตรงปากซอยตั้งแต่ตี 5 จนถึง 10 โมงเช้า จะมีคนขับรถมาเรียกคนไปทำงาน ทำให้มีทั้งคนที่สมหวังและต้องกลับบ้านมือเปล่า เนื้อหาสารคดีตอนนี้ได้ถูกนำไปพัฒนาเป็นบทละครที่มีคนชมจำนวนมาก
“เสียงตอบรับที่เราได้จากผู้ชมค่อนข้างน่าสนใจ มีทั้งให้กำลังใจ มีทั้งเข้าใจว่าความยากจนไม่ใช่สถานะที่จะหลุดพ้นได้ง่าย ๆ เพราะชีวิตของคนในสารคดีบอกได้ดี หลายคนพยายามมาทั้งชีวิตแต่ยังทำไม่ได้ หรือไปถึงขั้นต้องการช่วยเหลือเคสของเรา

“แต่ฟีดแบ็กที่ติติงก็มีเหมือนกัน พอเราทำสรุปข้อมูลเหล่านี้จะเห็นชัดเลยว่า ถ้าตอนไหนพูดเรื่องแรงงานข้ามชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์ เสียงจากคนดูจะค่อนข้างเป็นแง่ลบและแฝงด้วยอคติ เช่น มีลูกเยอะขนาดนี้ทำไมไม่ทำหมัน”
ณาตยามองว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่คนดูจะมีหลากหลายความคิดเห็น แต่เธอเชื่ออย่างหนึ่งว่าสารคดีทำงานได้อย่างที่เธอและทีมงานตั้งใจไว้ มันเป็นประตูบานแรกที่จะเปิดต้อนรับผู้คนให้เข้ามาโลกนี้ เกิด Empathy ที่นำไปสู่การทำบางอย่างที่ทำให้ชีวิตของคนที่พวกเขารู้สึกเห็นอกเห็นใจดีขึ้น
การจัดฟอรัมจึงเป็นการต่อยอดจากสารคดี หลังจากพาคนกลุ่มนี้ไปรับรู้ความจริงและเกิดความรู้สึกที่พร้อมแก้ปัญหา ก็ต่อด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนมาแลกเปลี่ยนและเกิดการลงมือทำอะไรบางอย่าง
“พอสารคดีฉายจบ เราจะจัดฟอรัมชวนคนที่อยู่ในกลไกมาแลกเปลี่ยนว่า กรณีแบบนี้เราทำอะไรได้บ้าง นำไปสู่การนำเสนอทางออกวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ”
เธอยกตัวอย่างสารคดีตอนของปูแป้น หลังฉายจบก็มีการจัดฟอรัมที่ชวนคนในระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ และภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน มาร่วมพูดคุยและให้ความคิดเห็นว่ากรณีของปูแป้นควรมีการแก้ปัญหาอย่างไร และวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้มีเด็กที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษาเพราะปัญหาครอบครัว
แนวทางการทำงานของ The Active ในความรู้สึกของณาตยาจึงแบ่งเป็น 3 ส่วน คือรู้สึก รู้เรื่องราว และทำอะไรได้บ้าง เพราะเธอไม่ได้อยากให้ The Active ทำหน้าที่แค่นำเสนอข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ต้องการสร้างพื้นที่ให้คนที่สนใจได้มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง การทำงานนี้จึงเปรียบเป็นการสร้างทางเดินให้ผู้คน โดยมีปลายทางเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

เพิ่มวิธีเล่าเรื่อง
เมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่ง ทีมงาน The Active ไม่เพียงต้องการบอกให้สังคมรับรู้ แต่ต้องการให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมาก ภารกิจขยายฐานผู้ชมจึงเกิดขึ้นและมีนิทรรศการเป็นคำตอบ พวกเขามองหากลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความตื่นตัวและสนใจประเด็นทางสังคมเป็นทุนเดิม แต่ขาดช่องทางที่จะทำให้เขาได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือลงมือทำอะไรบางอย่าง
และนิทรรศการก็เป็นคำตอบในสมการนี้ เพราะณาตยามองว่ากลุ่มผู้ชมที่เธออยากขยายงานไปหา คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความตื่นตัวและสนใจประเด็นทางสังคมเป็นทุนเดิม แต่ขาดช่องทางที่จะทำให้เขาได้มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น หรือใช้ศักยภาพที่มี
“เราคิดว่านิทรรศการเป็นประตูเปิดรับคนใหม่ ๆ เข้ามาได้ และคนเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกนโยบายสาธารณะ เพราะส่วนใหญ่การออกนโยบายจะอยู่ในมือของรัฐบาล แต่เราจะทำอย่างไรให้คนเดินดูงานศิลปะหรือคนรอรถไฟฟ้ามีส่วนร่วมออกนโยบายได้ ซึ่งเราเชื่อว่าพวกเขาเป็น Active Citizen เช่นกัน แต่ยังไม่เจอทางเข้า ถ้าเรามาทำจุดเข้าให้ใกล้เขามากขึ้น และข้อมูลที่เราทำจะเกิดอิมแพกต์ดึงเขาเข้ามาในระบบนิเวศของนโยบายสาธารณะ หรือ Public Policy Ecosystem”
เมื่อตั้งใจที่จะเล่าเรื่องผ่านนิทรรศการ ‘ศิลปะ’ จึงเข้ามามีบทบาทย่อยข้อมูลตัวเลขมหาศาลหรือสิ่งที่ยากเกินเข้าใจด้วยการอ่าน ก็ใช้ภาพแสดงแทน ที่สำคัญต้องทำให้คนเกิดความรู้สึกแม้จะมีประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกัน

“ในนิทรรศการเราอยากพูดเรื่องเกิด เรียน ทำงาน เจ็บ แก่ และตาย เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนมีประสบการณ์ร่วม และมันก็สัมพันธ์กับแนวคิด จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ของ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ยังทรงพลังจนถึงทุกวันนี้ สุดท้ายการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องอาศัยรัฐสวัสดิการ ตั้งแต่เด็กเกิดควรได้รับอะไร ไปจนถึงตอนตาย”
แต่ละจุดในนิทรรศการพยายามให้คนดูได้รับประสบการณ์ร่วม เริ่มตั้งแต่ Exhibition ‘เส้นทางความเหลื่อมล้ำ’ ที่ให้เราลองใช้ทางเดินเข้าบ้านของ ‘ข้าว’ ที่เป็นแผ่นไม้ความกว้าง 30 เซนติเมตร ไม่มีราวกั้นใด ๆ ทำให้ถ้าเดินพลาดอาจตกลงไปได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางเดินนี้จะพาเราเข้ามาภายในบ้านของข้าวที่เป็นห้องขนาดไม่ใหญ่มาก มีเฟอร์นิเจอร์เป็นเปลพับ เสื่อ ราวตากผ้า กระจก หิ้งพระ ห้องนี้เป็นบ้านของสมาชิกครอบครัวที่มีกัน 8 คน จึงคับแคบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ต่อจากบ้านข้าว เป็นห้องเรียนแห่งหนึ่ง เพราะความเชื่อที่ว่าระบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงชีวิตและทำให้คนมีโอกาสเลื่อนสถานะ แต่ความเป็นจริงยังมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสเข้าถึงระบบการศึกษา บนโต๊ะนักเรียนจึงไม่ได้มีอุปกรณ์การเรียน แต่เป็นข้อมูลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวน

จากวัยเรียนสู่วัยผู้ใหญ่ที่มีเรื่องการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้อง โซนถัดไปจึงเล่าถึงอาชีพของพวกเขาผ่านอุปกรณ์ที่ใช้ทำมาหากิน เช่น กระเป๋าท้ายรถมอเตอไซค์ของไรเดอร์ รถเข็นสำหรับขายอาหาร แผงลอตเตอรี่ หรือตะกร้าของชนเผ่าอาข่าที่เอาไว้ใส่ของที่ระลึกไปขายในเมืองใหญ่ ก่อนจะไปต่อที่โซนการเจ็บป่วย เมื่อเงินสำหรับยังชีพในชีวิตประจำวันยังไม่เพียงพอ ไม่ต้องพูดถึงเงินสำหรับการรักษาสุขภาพ ตัวอักษรบนผนังก็ทำหน้าที่เล่าสถานการณ์ของคนที่เข้าไม่ถึงระบบการรักษา บางคนต้องจากไปโดยที่ยังไม่ได้รับการรักษา และปิดท้ายด้วยพื้นที่ที่ว่าด้วยความตายและการส่งต่อความจนข้ามรุ่น
ตอนจบของนิทรรศการ คือ Photo Gallery ‘หน้าตาความจน’ นำเสนอภาพถ่ายบุคคลต้นเรื่องในบริบทสะท้อนชีวิตที่ยากลำบาก เพราะความจนและและความเหลื่อมล้ำในสารคดีคนจนเมือง เป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจค่อนข้างมาก
“ความจนเป็นเรื่องสากล เชื่อมโยงคนทุกชนชาติและคนในประเทศ บางคนที่เรามองว่าเขาอยู่ในระดับชนชั้นนำ แต่พอมางานนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าชีวิตเขาก็เคยมีช่วงที่ต้องเข้าโรงรับจำนำเพื่อส่งพี่ชายเรียนหนังสือ” เสียงตอบรับจากคนดูนิทรรศการทำให้ชาว The Active พบข้อเท็จจริงหลายอย่าง และน่าสนใจไม่น้อยกว่าที่พวกเขาลงพื้นที่ศึกษาชีวิตคนจนเมือง
“เรามีการจัดวงเสวนาภายในนิทรรศการ ก็มีเสียงตอบรับมากมาย เช่น เราควรมุ่งการทำงานไปที่การแก้เชิงโครงสร้างสังคมมากกว่าเล่าชีวิตคน หรือมีความคิดเห็นหนึ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ คือการตั้งคำถามว่าพวกเราใช้อะไรตัดสินว่าการแก้ปัญหาความจนต้องไปแก้เชิงโครงสร้างเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วคนจนอาจจะรู้สึกพึงพอใจกับสภาพความเป็นอยู่ของเขาก็ได้” ณาตยาแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงกับเรา

“ความคิดเห็นนี้ไม่ได้หมายความว่า คนจนควรพอใจชีวิตตัวเอง ไม่ควรเรียกร้องอะไร แต่เขามองว่าจะทำให้คนเหล่านี้มีความสุขและใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติได้อย่างไร ขณะเดียวกันเขาต้องเข้าถึงสิทธิสวัสดิการที่ควรจะได้รับด้วย ถ้าวันนั้นมีจริงความจนอาจไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นสถานะทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เพราะที่สุดแล้วทุกคนจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตมีคุณภาพ” ณาตยานำเสนอชุดความคิดที่มองว่าจะเป็นไอเดียในการทำงานของทีม The Active ต่อไป
นอกจากนี้ เธอยังมองเห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพราะงานนิทรรศการนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากภาคีที่มีความตั้งใจเดียวกัน และอาจนำไปสู่รูปแบบการทำงานรูปแบบใหม่
“มีหลายองค์กรที่สนใจประเด็นคนจนเมืองและอยากทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้มุมมองและวิธีทำงานมากมาย ฉะนั้น งานนิทรรศการนอกจากเปิดรับคนรับสารกลุ่มใหม่ เราก็ได้เพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน มันอาจต้องมีการร่วมตัวในบางจังหวะเพื่อเพิ่มแรงกระเพื่อมของการสื่อสาร”

ทำอะไรต่อได้
The Active เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่อยากนำเสนอข้อเท็จจริงที่จะเปลี่ยนมุมมองคนส่วนใหญ่ต่อคนจนเมืองให้เกิดความเข้าใจและไม่ตีตราด้วยมายาคติแบบเดิม ความตั้งใจนี้ก็ค่อย ๆ ออกผลออกดอกให้ทีมงานเห็นผ่านฟีดแบ็กที่ได้รับเมื่อเผยแพร่สารคดีแต่ละตอนหรือฟีดแบ็กจากคนที่มาชมนิทรรศการ
“มีวงเสวนาที่เราได้คนจากภาคธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยน เขาต่างมาแบ่งปันนโยบายบริษัทตัวเอง เช่น มีบริษัทแห่งหนึ่งที่อยากสนับสนุนให้พนักงานซื้อกองทุน จึงทำรูปแบบคล้ายกับการซื้อลอตเตอรี่ ให้พนักงานซื้อกองทุนแล้วมาลุ้นรางวัล หรือมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนปรับเปลี่ยนวิธีดูแลคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา เช่น แบ่งปันสิ่งของหรือคิดสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตพวกเขา”

แม้การดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนจะเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ชีวิตของคนหมุนไปตามเข็มนาฬิกา รอคอยให้รัฐเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวไม่ได้ การสนับสนุนจากภาคประชาชนสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และความเชื่อของทีม The Active คือทุกคนมีศักยภาพที่จะทำให้ชีวิตเพื่อนร่วมสังคมดีขึ้นได้ หากมีพื้นที่ที่จะทำให้พวกเขาเริ่มต้นลงมือได้
“The Active เป็นส่วนหนึ่งของไทยพีบีเอส ถ้ามองภาพใหญ่ ไทยพีบีเอสทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะ นำเสนอสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือเรียกว่าเป็นผลตอบแทนทางสังคมก็ได้ ฉะนั้น เมื่อไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทนเป็นตัวเงิน เราจึงมีอิสระที่จะทำงานสื่อสารให้เกิดประโยชน์ทางสังคมได้จริง ๆ ซึ่งเราเชื่อในพลังของคนว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพียงมีเป้าหมายเดียวกันและได้รับข้อมูลที่เพียงพอ”
ในฐานะคนทำงานสื่อสารเช่นเดียวกัน เราคิดแบบเดียวกัน ยุคหนึ่งสื่ออาจทำหน้าที่เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ยุคนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างท่ี่ช่วยให้สื่อเป็นกระบอกเสียงหรือสร้างพื้นที่ให้คนมาสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้

Website : theactive.thaipbs.or.th
