3 ตุลาคม 2025
693

ยำดอกมะละกอตัวผู้ ใส่หนังหมูป่าโรยงาดำ ได้รสขมอมหวาน สัมผัสกรุบกรอบ แกงอ่อมบอนที่ตัดความฝาดด้วยมะกอก มะนาว หรือมะขามเปียกตามฤดูกาล

แค่ฟังเราก็น้ำลายสอจนอยากตามไปชิมถึงต้นกำเนิด ณ บ้านห้วยหูด อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมี ‘เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูด’ กิจกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจรักษาวิถีการกินดั้งเดิมที่ดูแลธรรมชาติไม่ให้จางหายไปตามกาลเวลา 

“ถ้าคนในชุมชนยังกินตามปฏิทินอาหาร แหล่งอาหารจะได้รับการดูแล ถ้าคนนิยมกินบอน ป่าบอนจะได้รับการดูแล ถ้าคนยังกินเห็ด คนจะอยากดูแลป่าเห็ด ไม่ตัดต้นไม้ตระกูลยาง เพื่อให้ใบไม้ร่วงทับถม เชื้อราจะได้โตดี 

“ทั้งหมดนี้ เพราะสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตเชื่อมโยงกัน”

แซ็ค-สุกฤต ปิ่นเพชร และ เยล-สุพิชา คงธนวัฒน์ แห่งธรรมมือสตูดิโอ ผู้ริเริ่มเทศกาลชุบชูอาหารพื้นถิ่นเล่าถึงความเชื่อมโยงอันน่าอัศจรรย์ของเมนูอาหารแสนธรรมดากับป่าใหญ่ให้ฟัง 

แม้จะเริ่มต้นจากอาหาร แต่ปัจจุบันเทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดกลายเป็นพื้นที่ปล่อยของสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ ปราชญ์ชาวบ้าน ไปจนถึงศิลปินท้องถิ่น ทั้งยังเป็นงานสังสรรค์ไร้แอลกอฮอล์ที่คนในหมู่บ้านห้วยหูดและคนอุตรดิตถ์ตั้งตารอทุกปี  

“เราเจอคุณยายพาหลานมา เขาพูดว่าชุมชนเราเริ่มไม่ค่อยได้ออกมาเจอกันแล้ว งานทำบุญก็มีแต่ผู้สูงอายุคนเดิม ๆ ส่วนใหญ่มาเจอกันในงานศพมากกว่า เขาบอกว่าดีมากเลยที่ได้มาเจอกัน นั่งคุยกันโดยไม่เมา แล้วก็ไม่ใช่แค่งานศพ พอมีแม่ ๆ มาพูด เพื่อนมาเล่าให้ฟัง เราก็รู้สึกดีที่งานเราเป็นส่วนหนึ่งของลิสต์ประจำปีที่เขาอยากมาเข้าร่วม”  

เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดจัดต่อเนื่องจนย่างเข้าสู่ปีที่ 5 จากเดิมที่เริ่มด้วยทีมหลัก 2 คน ตอนนี้พวกเขามีทีมหลักทั้งสมาชิกในชุมชนไปจนถึงเพื่อน ๆ จากหลายจังหวัดที่มาร่วมด้วยช่วยกันจนงานเริ่มคึกคักขึ้นทุกปี

ป่ากับอาหาร

เรารู้จักแซ็คและเยลครั้งแรกในโครงการ Roots Incubation Program ทันทีที่ได้ฟังเรื่องความรุ่มรวยของพื้นที่และการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งจากเทศกาลอาหารก็รู้สึกตื่นเต้น (และหิวตามเล็กน้อย) จนต้องติดต่อขอไปคุยยาว ๆ อีกสักครั้ง

แซ็คเป็นคนบ้านห้วยหูดแต่กำเนิด ส่วนเยลมาจากชลบุรี ทั้งคู่พบกันในมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ด้วยความสนใจด้านการเรียนรู้ ศิลปะ ธรรมชาติ และการพึ่งพาตนเองเหมือนกัน ทั้งสองจึงตัดสินใจสร้าง ‘ธรรมมือสตูดิโอ’ ที่ทำทั้งกิจกรรมด้านการเรียนรู้ตนเองและธรรมชาติ สร้างสรรค์งานวาด งานแกะสลัก ทำเครื่องปั้นดินเผา ปลูกผัก ทำสวน ไปจนถึงจัดทริปสนุกให้เพื่อน ๆ ทั่วสารทิศได้มาเยือนหมู่บ้าน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่โลกอาหารพื้นถิ่นทีละน้อย

“พอเราทำงานกับชุมชน สัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน จึงได้ข้อมูลเรื่องตารางปฏิทินอาหารของชุมชนตลอดปี จักรวาลอาหารบ้านเรามีเยอะมากและเชื่อมโยงกับป่าเป็นหลัก มันเริ่มเป็นเชื้อเล็ก ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว จนเจอเพื่อนที่เป็นเชฟมาช่วยยืนยันเรื่องคุณค่าในป่าของเรา ความรุ่มรวยของอาหารเฉพาะถิ่น ปกติเราไม่ค่อยได้สนใจเพราะกินมาตลอดจนชิน เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดในปีแรกจึงเกิดจากความอยากรู้ว่า อาหารของแม่ ๆ แต่ละบ้าน เขาทำอะไรอร่อยกันบ้าง”

คุณค่าที่มากกว่าเรื่องรสชาติ

หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2564 พวกเขาเริ่มเขียนโครงการขอทุนจัดงาน จนเกิดเป็นอีเวนต์เล็ก ๆ ที่ลานข้างบ้าน ชวนเหล่าแม่ ๆ มาประชันฝีมือทำอาหารกัน ด้วยความตั้งใจอยากเห็นเมนูเด็ดของแต่ละบ้าน

ทว่าการแข่งขันอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะนัก เพราะความอร่อยเป็นเรื่องปัจเจก แถมการตัดสินทำให้หลายคนไม่กล้าแสดงฝีมือ รูปแบบงานในปีถัด ๆ มาจึงเป็นซุ้มสำหรับชิมอาหาร โดยแต่ละซุ้มมีเมนูแตกต่างกันออกไปแทน

แม้ปีแรกจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่แซ็คและเยลค้นพบคุณค่าของงานนี้ว่ามีมากกว่าเรื่องอาหาร แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนทุกวัยได้ปล่อยของ ทำกิจกรรมมากมายร่วมกัน อย่างคุณลุงที่ประดิษฐ์ซอขึ้นมาเองจากกล่องคุกกี้และฝึกเล่นเองจนชำนาญ แต่ไม่เคยขึ้นเวทีแสดงความสามารถ รวมทั้งเด็ก ๆ ที่ได้แสดงออกอย่างที่อยากเป็นมากขึ้น  

“เราพบว่าเด็ก ๆ ไม่ค่อยมีพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ ด้วยวัฒนธรรมเดิมที่กดทับประมาณหนึ่ง อย่างเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ยังไม่ได้เปิดรับมากนัก หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ทำให้เด็กเป็นตัวเองได้ไม่มากพอ ถ้าเราไม่เคยไปมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติแล้วกะเทาะเรื่องนี้ออกมา จะไม่เห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหา เราคงยังเป็นเด็กที่หวาดกลัวความเป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้ามีความคิดสร้างสรรค์ พอได้เริ่มทำงานนี้ในปีแรกจึงเห็นเลยว่าพื้นที่นี้มีคุณค่า”

เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดค่อย ๆ พัฒนาและขยับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนปีที่ 3 ย้ายมาจัดที่ลานวัดซึ่งกว้างขวาง แถมเดินทางสะดวกขึ้น และเป็นครั้งแรกที่มีเวิร์กช็อปในหมู่บ้าน เช่น เวิร์กช็อปสอนทำข้าวหลาม เพราะพวกเขาไม่อยากให้เป็นงานที่ทุกคนมาตักอาหารแล้วแยกย้าย แต่อยากให้มีทุกคนส่วนร่วม 

“เป็นปีที่เราเหมือนสร้างวัฒนธรรมใหม่ในชุมชนได้ว่า งานที่มารวมตัวกันไม่ต้องกินเหล้าหรือสูบบุหรี่ก็ได้ ส่วนหนึ่งเพราะแหล่งทุนด้วย ซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือกันอย่างดี”

ทว่าในปีที่ทุกอย่างเริ่มลงตัวเช่นนี้ กลับกลายเป็นปีที่พวกเขาเกือบจะตัดสินใจเลิกทำไปแล้ว

ปีที่แสนลงตัว แต่ (เกือบ) ล้มเลิก

แม้มีผลตอบรับที่ดี มีคนมาเข้าร่วมและสนับสนุนงานเพิ่มขึ้น แต่ทีมงานหลักในตอนนั้นยังคงมีเพียงแซ็คและเยลเช่นเดิม ขณะที่สเกลงานใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้เข้าร่วม 100 คน ขยับมาเป็น 300 คน จนเกินเรี่ยวแรงที่ทั้งคู่จะรับไหว แม้ใจจะอยากทำแค่ไหนก็ตาม

ทว่าในวันที่กล้าบอกออกไปว่างานหนักเกินกำลัง กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สมาชิกในหมู่บ้านหลายคนยกมืออาสามาเป็นทีมหลัก เพื่อให้งานนี้ยังคงมีอยู่ต่อไป 

แถมมิตรสหายนอกหมู่บ้านที่เคยแวะเวียนมาก็ชวนเพื่อนคนอื่น ๆ มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เกิดเป็นงานที่คนในและนอกหมู่บ้านร่วมใจมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และผูกพันจนบางทีชาวบ้านก็ถามหาว่า ปีนี้เพื่อนคนนู้นมาไหม คนนี้เป็นอย่างไรบ้าง  

เหตุการณ์วันนั้นกลายเป็นพลังให้แซ็คและเยลมีแรงฮึดสู้กันอีกครั้ง จนในที่สุดก็ได้เห็นความมหัศจรรย์ของเทศกาลในปีที่ 4 

“เราดึงแม่ ๆ และเด็ก ๆ ในชุมชนมาเป็นทีมกลาง แบ่งหน้าที่แต่ละฝ่าย และเป็นปีแรกที่ผมมีเวลานั่งชิลล์ โดยที่ทีมในชุมชน เด็ก ๆ ดำเนินงานกันเอง”

กิจกรรมปีนั้นมีทั้งซุ้มอาหาร ลานเล่น เวิร์กช็อปทำอาหาร การละเล่นพื้นบ้าน ไปจนถึง ‘วงคาราแมว’ วงเป่าแคนของเด็ก ๆ ที่ตั้งชื่อล้อกับวงคาราบาว รวมทั้งมีคูปองอาหารขายในราคาย่อมเยาชามละ 20 บาท เพื่อนำเงินเข้ากองกลางไว้ใช้จัดงานในปีถัดไป เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดในปีที่ 4 จึงคึกคักเป็นพิเศษ 

นอกจากความหลากหลายของกิจกรรมแล้ว พวกเขายังเห็นความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล อย่างชาวบ้านบางคนที่เคยมีกำแพงกับพวกเขา นานวันเข้าก็เริ่มเห็นความตั้งใจ จนผันตัวสู่ทีมงานสุดน่ารักไปโดยปริยาย

“เราทำหน้าที่ในแบบของเรา ไม่พยายามแบ่งแยกว่าคนนี้อยู่ฝ่ายไหน บางอย่างเราก็ต้องเรียนรู้กับเขาด้วย เราอาจจะไม่ได้ถูกทั้งหมด แต่เราทำงานแล้วโตไปด้วยกันได้”

ส่วนเด็ก ๆ หลายคนก็ได้เติบโตขึ้นทั้งทักษะภายนอกและตัวตนภายใน

“เพื่อนบางคนเป็นตัวเองมาก เขาทำผม แต่งตัวสีชมพูทั้งตัว แล้วมั่นใจในตัวเอง พอเด็ก ๆ ได้เห็น เขาก็ซึมซับว่า ฉันกล้าที่จะเป็นตัวเองได้ ในปีที่ 4 มีเด็กผู้ชายใส่วิกเป่าแคนด้วย พื้นที่มันเปิดได้ถึงขนาดนั้น เพราะเด็ก ๆ รู้สึกวางใจ เพื่อนกลุ่มนี้ทำให้เราหายเหนื่อยไปเยอะ พื้นที่นี้ทำให้เราเรียนรู้สนุกกับมันมาก” แซ็คเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส  

แรงผลักดันจากเด็กน้อยภายในใจ 

แม้จะเป็นงานชุมชน แต่พวกเขาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ลึก ๆ แรงผลักดันก็มาจากความต้องการเติมเต็มคุณค่าบางอย่างภายในตัวเอง ในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

“ถ้าตอบแบบสุขนิยมหน่อย ๆ คือเราชอบเสพความมหัศจรรย์ ทุกครั้งที่ทำงานชุมชน เราว่าเด็ก ๆ และผู้คนเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองและเติบโตขึ้น เราเสพติดความรู้สึกมหัศจรรย์นี้

“ถ้าลึกลงไปในความโรแมนติก อาจจะแค่อยากได้รับการยอมรับในชุมชน เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ จึงทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน”

ส่วนเยลก็ได้เรียนรู้และก้าวข้ามความรู้สึกบางอย่างของตนเองเช่นกัน

“พอเป็นงานประจำปีของชุมชนที่คนได้มาเจอกัน มีส่วนร่วมกันอย่างไม่บังคับ มันเติมเต็มความรู้สึกเรา เราเป็นคนนอก ไม่ได้เกิดที่นี่ แต่สิ่งนี้ทำให้เรามีความสุข” เยลเว้นไปพักหนึ่ง เพราะน้ำตาคลอเบา ๆ 

“เรามีความสุขที่เห็นการเปลี่ยนผ่าน เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ เขามีพื้นที่ได้มาเจอกัน ได้แสดงศักยภาพเรามองเห็นและชื่นชมเขา ข้างในเราก็เติบโตไปด้วย คิดว่าลึก ๆ ข้างในของเราคงยังเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง พอทำสิ่งนี้ได้ ข้างในใจเราเหมือนยอมรับว่าตัวเองเติบโตขึ้นแล้วนะ”

ความสำเร็จ = ไร้ตัวตน

“เราพบว่าหน้าที่ของธรรมมือสตูดิโอคือการก่อกวนชุมชน (หัวเราะ)” แซ็คเอ่ยถึงสิ่งที่ตกตะกอนได้ในวันที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 

“อย่างการตกแต่งเวทีรูปปู กลุ่มผู้ปกครองเด็ก ๆ เขาอาสามาทำงานอาร์ตและตัดไม้ไผ่ให้เรา ที่จริงผมร่างภาพไว้แล้วว่าจะเป็นยังไง แต่พี่คนหนึ่งบอกว่า พี่อยากทำก้ามปูแบบนี้ เราฉุกคิดขึ้นมาว่า เราก็แค่ปล่อยให้เขาทำ ซึ่งออกมาน่ารักมาก ผมชอบมาก 

“ยิ่งรู้สึกเป็นเจ้าของงานนี้น้อยเท่าไหร่ คนในชุมชนจะรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของงานนี้มากขึ้นเท่านั้น เขามีสิทธิเลือกและตัดสินใจบางอย่าง แม้ไม่ใช่ภาพที่เราคิดไว้ แต่พอชุมชนทำด้วยตัวเอง เทศกาลจะออกมาบริสุทธิ์มาก ผมชอบเวทีรูปปูนี้ นั่งมองแล้วมีความสุข”

“เราคิดว่าปีที่ 4 เป็นปีที่เราทำสำเร็จแล้ว” แซ็คเอ่ยพร้อมอธิบายว่าความสำเร็จในนิยามของเขาไม่ได้วัดด้วยตัวเลข  

“เราเชื่อเรื่อง ‘เต้าเต๋อจิง’ (TAO TE CHING) หรือการสอนแบบไม่สอน การกระทำแบบไม่กระทำ ถ้าคนในพื้นที่บอกว่าเขาทำสิ่งนี้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ได้เกิดจากผมพาเขาทำหรือบอกให้เขาทำ แต่เกิดจากเขาเห็นคุณค่าและอยากลงมือทำด้วยตัวเอง นั่นแสดงว่าหน้าที่ของผมสำเร็จแล้ว ผมไม่มีตัวตนในงานนี้ และรู้สึกเบาสบาย”

เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดในปีนี้ ทั้งคู่จึงตั้งเป้าว่าจะมีตัวตนให้น้อย ก่อกวนชุมชนให้มากขึ้น รวมทั้งชวนเด็ก ๆ สลับไปทำหน้าที่ที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ และเริ่มมองหาโมเดลรายได้ที่ยั่งยืนนอกเหนือไปจากการขอทุนสนับสนุน  

“เราอยากเป็นงานเทศกาลที่แม่ ๆ หารายได้ได้ และดึงโอกาสต่าง ๆ สู่ชุมชนทั้งในแง่งบประมาณ หรือองค์ความรู้ต่าง ๆ มาช่วยจัดการชุมชน หรือนำของดีเราไปไกลมากขึ้น ไปจนถึงเรื่องการท่องเที่ยวในอนาคต” 

หากอ่านจบแล้วอยากมาร่วมม่วนจอย ท่องเที่ยวชุมชน พร้อมลิ้มรสอร่อยฉบับท้องถิ่นแท้ ๆ หรืออยากมาร่วมจัดงานนี้ด้วยกัน ธันวาคมปีนี้เตรียมตัวแพ็กกระเป๋ามาเยี่ยมพวกเขาที่บ้านห้วยหูด จังหวัดอุตรดิตถ์กันได้เลย! 

ภาพ : Kaew Ji และ ธรรมมือสตูดิโอ

Facebook : ธรรมมือสตูดิโอ

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์อยู่ไม่ติดบ้าน มีงานอดิเรกคือการเดิน