18 มีนาคม 2026
916

ผู้เขียนเดินผ่านสนามหญ้าเทียมขนาดเล็ก ๆ ราว 4 ตารางเมตร ก่อนก้าวเข้าไปในห้องแรกที่มีขนาดพอ ๆ กับสนามหญ้าเทียมข้างหน้า

“เด็ก ๆ นอนกลางวันกันอยู่”

พี่เลี้ยงคนหนึ่งกระซิบ หลังประตูกระจกนั้นเป็นห้องปรับอากาศขนาด 2 เท่าของสนามหญ้าเทียม ความมืดและความเงียบทำให้รู้ว่าเด็ก ๆ กำลังพักผ่อนอยู่จริง ๆ

ใหม่-ฐาณิชชา ลิ้มพานิช พาผู้เขียนไปนั่งบนเก้าอี้เล็ก ๆ ตัวหนึ่ง แล้วเธอก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกัน เธอเป็นนักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติการที่ทำงานกับเด็กและครอบครัวมากว่า 28 ปี และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘SOPA Social Parent Academy’ หรือ บริษัท ส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม จำกัด

การคลุกคลีกับงานส่งเสริมสุขภาวะครอบครัว ทำให้ใหม่เห็นข้อเท็จจริงและปัญหาบางอย่างในสังคม จึงผลักดันให้เกิด ‘บ้านย่ายาย’ สถานที่เลี้ยงดูเด็กระดับชุมชน รับเด็กแรกเกิดไปจนถึง 3 ขวบ และความน่าสนใจของบ้านหลังนี้ที่ทำให้ผู้เขียนขอคุยกับใหม่ ก็คือพี่เลี้ยงเด็กเป็นย่ายายในชุมชน

ปัจจุบันบ้านย่ายายอยู่ในช่วงเริ่มต้น และเป็นพื้นที่ทดลองต้นแบบ ตั้งอยู่ที่เคหะชุมชน ชุมชนฟื้นนครร่มเกล้าระยะ 2 โซน 9 เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

ก่อนเริ่มคุยกับใหม่ ผู้เขียนมองดูพื้นที่รอบ ๆ อีกครั้ง สถานที่แห่งนี้มีพื้นที่รวมน้อยกว่าห้องแถว 1 คูหา มีเด็ก 5 คน และมีย่ายายในชุมชนเป็นผู้ดูแล นี่ช่างแตกต่างกับเนิร์สเซอรีที่ผู้เขียนรู้จัก

แนวคิดแบบบ้านย่ายายมีดีอย่างไร ตอบโจทย์สภาพสังคมปัจจุบันอย่างไร ทำไมถึงต้องให้ย่ายายเป็นผู้ดูแลเด็ก ๆ หากคุณพ่อคุณแม่ได้อ่านบทความนี้ จะเข้าใจภาษิตโบราณที่กล่าวว่า ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ แท้จริงแล้วต้องใช้คนและทรัพยากรมากกว่าทั้งหมู่บ้านด้วยซ้ำ

ย่ายายรักหลาน ๆ 

“ย่ายายเลี้ยงหลานที่บ้านอยู่แล้ว เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน เราเลยคิดว่าจะดีกว่าไหมถ้าทำให้ย่ายายมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเด็ก เด็ก ๆ จะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการ และย่ายายก็จะได้มีเพื่อนด้วย”

ด้วยข้อเท็จจริงของสภาพสังคมปัจจุบัน ใหม่จึงเปิดบ้านย่ายายเป็นพื้นที่ทดลองแนวคิดที่ให้ ‘ย่ายาย’ มาเลี้ยงดูหลานร่วมกัน โดยมีทีมอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) แวะเวียนมาให้ความรู้และดูแลด้านพัฒนาการเด็ก นอกจากเวลาและความรักที่ย่ายายมีให้หลาน ๆ อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว พวกท่านจะได้เรียนรู้ด้วยว่าในแต่ละช่วงวัย เด็กควรมีพัฒนาการอย่างไร เช่น ต้องรับวัคซีนชนิดไหน ต้องส่งเสริมอย่างไรหากพัฒนาการของเด็กไม่เป็นไปตามเกณฑ์ อาหารเที่ยงและของว่างที่เหมาะสม ไปจนถึงของเล่นหรือหนังสือนิทานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก ที่บ้านหลังนี้ก็มีครบ

“ย่ายายจะเลี้ยงทั้งหลานตัวเองและหลานคนอื่น เพราะทุกคนเป็นสมาชิกชุมชนเดียวกัน รู้จักกัน สนิทคุ้นเคยกับพ่อแม่ของเด็ก ๆ อยู่แล้ว” ใหม่กล่าว

เกณฑ์ของเด็กที่เข้ามาในบ้านย่ายายจะเป็นเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน อายุระหว่างแรกเกิดถึง 3 ขวบ ต่างจากศูนย์ดูแลเด็กของภาครัฐที่กำหนดอายุขั้นต่ำที่ 2 ขวบ ส่วนพี่เลี้ยงในบ้านจะคัดกรองโดยคนในชุมชน ซึ่งรู้ข้อมูลของแต่ละบ้านผ่านความสัมพันธ์ในชุมชน ภายใต้เงื่อนไขความเหมาะสม เช่น ย่ายายต้องเป็นคนจากเคหะชุมชนฟื้นนครร่มเกล้าระยะ 2 โซน 9 ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินการต้นแบบ มีสุขภาพแข็งแรง มีหลานอยู่ในช่วงแรกเกิดถึง 3 ขวบ ยอมรับการฝึกอบรมวิธีดูแลเด็ก และทำตามเงื่อนไขของบ้านย่ายายได้ เป็นต้น

เมื่อย่ายายเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน เขาจะมีอิสระ อยากดูทีวีหรือเล่นมือถือเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอมาอยู่ในบ้านย่ายาย กฎคือต้องไม่เลี้ยงเด็กโดยใช้หน้าจอทุกชนิด รวมถึงโทรศัพท์มือถือ ต้องคอยดูแลความสะอาดสุขอนามัย ต้องอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ชวนทำกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการต่าง ๆ เหมือนเปลี่ยนจากให้ย่ายายเป็นศูนย์กลางที่บ้าน มาสู่การให้เด็กเป็นศูนย์กลางในบ้านย่ายาย 

การอบรมที่ย่ายายได้รับนี้ หากพวกเขาเลี้ยงหลานเองที่บ้านก็ติดตามผลได้ยาก แต่พอมาอยู่ที่บ้านย่ายาย ทีม อสส. จะรู้ว่าย่ายายเองมีพัฒนาการความรู้อย่างไร และประเมินผลได้

“ย่ายายที่มาเขารู้สึกว่าคุ้มค่า ไม่ได้เลี้ยงเด็กไปวัน ๆ เขาบอกว่าหลานดีขึ้น ตัวเขาเองก็ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือโดดเดี่ยว ถ้ามีใครสักต้องไปทำธุระ เช่น ซักผ้า ตากผ้า ไปโรงพยาบาล หรือไปรับหลานอีกคน ก็ฝากหลานไว้กับเพื่อนได้ มีเพื่อนที่วางใจกันช่วยดูแล”

จากประสบการณ์การทำงานพัฒนาเด็กของใหม่ และตัวอย่างบ้านเลี้ยงเด็กในต่างประเทศ สัดส่วนจำนวนเด็กเล็กต่อผู้ดูแลที่เหมาะสมอยู่ที่ 2 คนต่อผู้ดูแล 1 คน จึงจะดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงโดยคนเลี้ยงไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป และไม่มีเด็กคนไหนถูกละเลย แต่ทั้งนี้ จำนวนเด็กโดยรวมต้องไม่เยอะจนเกินไป อย่างที่นี่ตอนนี้มีย่ายายประจำการ 3 คน รับดูแลเด็กได้มากสุดที่ 6 คน

ที่สำคัญ ยังมีย่ายายเห็นประโยชน์ที่เกิดกับเด็ก ๆ มาลงชื่อสำรองขอเป็นพี่เลี้ยงเด็กต่อไป

“เมื่อเรารับดูแลเด็กเล็ก เราก็อยากให้บ้านนี้เป็นบ้านจริง ๆ ไม่ใช่เป็นศูนย์เด็กเล็กแบบที่เคยเข้าไป ให้มีครอบครัวดูแลเด็ก มีความรัก ความสุข ความไว้วางใจ ที่สำคัญ เราอยากให้บ้านหลังนี้ตอบโจทย์ชีวิตของคนในชุมชนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ มีพื้นที่ที่ดูแลลูก ๆ ของพวกเขาได้ อยู่ใกล้บ้าน เดินมาฝากได้ หรือขี่มอเตอร์ไซค์มาไม่เกิน 5 นาที”

เมื่อให้เลี้ยงหลานตัวเอง ความเชื่อใจต่อย่ายายย่อมมีอยู่สูงเป็นธรรมดา แต่เมื่อให้เลี้ยงลูกหลานคนอื่นด้วย ความเชื่อใจต้องมาจากมาตรฐานที่ได้รับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ใหม่จึงวางให้การอบรมวิธีดูแลเด็กของเหล่าย่ายายในวันข้างหน้าว่าต้องมีมาตรฐานมารองรับเช่นกัน

ชุมชนรักกัน

พื้นที่ทดลองศูนย์ดูแลเด็กเล็กบ้านย่ายาย ตั้งอยู่ที่เคหะชุมชน ชุมชนฟื้นนครร่มเกล้าระยะ 2 โซน 9 เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

“พื้นที่ตรงนี้มีอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ทำงานอยู่แล้ว และสำรวจเจอว่ามีย่ายายเลี้ยงหลานจำนวนมาก เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงานทุกวัน หรือบางบ้านเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่มีเวลาดูแลลูก เด็กส่วนใหญ่จึงมีพัฒนาการล่าช้า ไม่ตามวัย เพราะย่ายายไม่มีความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการ หรือคิดว่าเด็กยังเล็ก ไม่ต้องทำอะไรมาก ในชุมชนเองก็มีคณะกรรมการอยู่แล้ว คนในชุมชนรู้จักกัน พอพี่มาคุยกับชุมชนเขาก็สนใจ” ใหม่เล่าที่มา

แรกเริ่มเดิมทีใหม่อยากใช้พื้นที่ที่เป็นบ้านให้ย่ายายมาเลี้ยงหลานรวมกันได้ แต่บ้านในชุมชนนี้ ส่วนมากเป็นบ้านเช่า ปรับปรุงพื้นที่ไม่ได้ ใหม่จึงมองหาพื้นที่ส่วนกลาง จนมาเจอห้องเก็บของในอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเคหะฯ และทางการเคหะฯ ก็อนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อผลประโยชน์ของเด็ก ๆ ในชุมชน

“เดิมพื้นที่ตรงนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นห้องเก็บของธรรมดา ตอนแรกคิดว่าจะต้องจัดทอดผ้าป่าหาทุนมาทำพื้นที่แล้ว แต่โชคดีมากที่มีคนแนะนำให้ติดต่ออาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ท่านจึงช่วยอนุเคราะห์ออกแบบปรับสภาพพื้นที่และหาช่างมาทำให้ และได้บริษัทเงินติดล้อมาช่วยสนับสนุนแอร์ ตู้เย็น โต๊ะ เก้าอี้ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการดูแลเด็ก”

บ้านย่ายายแห่งแรกจึงเกิดขึ้นตรงนี้ เพราะปัจจัยทางกายภาพมีครบ เด็กพร้อม ย่ายายพร้อม ชุมชนพร้อม และสถานที่พร้อม 

“แต่ถ้าชุมชนไม่พร้อม กรรมการชุมชนไม่เอา ประธานชุมชนไม่เอา พี่ก็ไม่ทำ เพราะมันเป็นเรื่องของชุมชนโดยตรง พี่เป็นคนนอก ทู่ซี้ทำไปก็ไม่ได้ผล หากคนในพื้นที่ไม่เห็นประโยชน์ที่จะเกิดกับชุมชนของเขาเอง” ใหม่กล่าว

ย่ายายที่ผ่านการคัดเลือกมาทำงานที่บ้านย่ายาย นอกจากจะได้เพื่อนและช่วยหลานให้มีพัฒนาการสมวัยแล้ว ยังมีรายได้จากการมาเลี้ยงหลานตัวเองและช่วยเลี้ยงหลานคนอื่นอีกวันละ 300 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการตั้งต้นนี้อยู่ภายใต้งบสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) แต่การนำหลานมาฝากที่นี่ ถึงแม้ย่ายายจะเลี้ยงเอง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้บ้านย่ายายเช่นกัน

“จ่ายเงินวันละ 20 บาทต่อเด็ก 1 คน”

ผู้เขียนยอมรับว่าตกใจกับราคาที่ใหม่บอก เพราะคำนวณยังไงก็ไม่มีทางคุ้มกับต้นทุนค่าคน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ

“ก่อนเก็บเงิน เราปรึกษากับคณะกรรมการชุมชนว่าควรจะเริ่มที่กี่บาท เราเปิดบ้านเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 แต่เพิ่งมาเก็บเงินเดือนมกราคม เพราะก่อนเก็บต้องทำให้บ้านได้มาตรฐานพอที่คนจะไว้วางใจ เงินที่เก็บมาก็เก็บไว้เป็นกองกลางเมื่อถึงคราวจำเป็น”

ใหม่ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บนั้นไม่สะท้อนต้นทุนเลย แต่มันคือตัวเลขในช่วงเริ่มต้น หากต้องการอยู่ได้อย่างยั่งยืนในอนาคตก็ต้องมีการปรับราคา ควบคู่ไปกับการหาแรงสนับสนุนจากทั้งรัฐและเอกชนหลายภาคส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในวันนี้ เพื่อคุณภาพของสังคมที่ดีกว่าในวันหน้า

ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง

เพื่อควบคุมคุณภาพ บ้านย่ายายจึงรับเด็กสูงสุดเพียง 6 คน แต่ด้วยค่าใช้จ่ายเพียง 20 บาทต่อเด็ก 1 คน ทำให้มีความต้องการนำเด็กมาฝากสูงกว่านั้นมาก ซึ่งคณะกรรมการชุมชนจะเป็นผู้พิจารณาเลือกรับเด็ก แน่นอนว่าต้องเน้นเด็กจากเคหะชุมชนฟื้นนครฯ หากเด็กคนนั้นมีย่ายายที่ตรงตามเงื่อนไข ก็มีโอกาสสูงที่จะได้มาอยู่ที่นี่ 

อย่างไรก็ตาม เด็กที่จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษอีกกลุ่ม คือเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดความพร้อมหรือส่งผลต่อสวัสดิภาพ เช่น อยู่กับผู้ดูแลที่ไม่มีความสามารถในการดูแล ความเข้มแข็งของชุมชนนี่เองที่จะคอยเป็นหูเป็นตาว่าเด็กบ้านไหนมีความเสี่ยง และควรเข้ามารับการดูแลที่บ้านย่ายาย

ในแต่ละวันย่ายายจะอ่านนิทาน พาเด็กทำกิจกรรมเคลื่อนไหว ร้องเพลง เล่นของเล่น เด็ก ๆ จะได้ทานอาหารเที่ยงที่เหมาะสมกับหลักโภชนาการตามช่วงวัย ซึ่งทาง อสส. เตรียมมาให้ มีเวลานอนกลางวัน ตื่นมาก็ออกไปเล่นบนสนามหญ้าเทียมข้างหน้า แล้วก็ทานของว่าง เวลากลับบ้านของเด็ก ๆ ก็ยืดหยุ่นตามความสะดวกของย่ายายและผู้ปกครอง บางคนมีธุระ กว่าจะมารับกลับบ้าน 5 – 6 โมงเย็นเลยก็มี และจะเข้ามาใช้พื้นที่เช้าแค่ไหนก็ได้เช่นกัน แต่รับเลี้ยงในวันธรรมดาเท่านั้น

“สิ่งที่สำคัญคือผู้ดูแลต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก จะพูดคุย มองหน้า สบตา ร้องรำทำเพลง ชื่นชมเขา เหล่านี้เป็นกิจวัตรเชิงบวก โดยมีย่ายายเป็นตัวหลักในการดูแล แล้วก็มี อสส. เข้ามาเสริม 2 วันต่อสัปดาห์ และเข้ามาคัดกรองพัฒนาการเด็กเดือนละครั้ง” ใหม่เล่า

ผู้เขียนได้ฟัง ยายอ้อย หนึ่งในพี่เลี้ยงประจำบ้านย่ายาย กล่าวถึง น้องอัน (นามสมมติ) วัยใกล้ 2 ขวบที่มาอยู่บ้านย่ายายตั้งแต่เริ่มเปิดเมื่อ 4 เดือนก่อน ก่อนหน้านั้นน้องอันเติบโตมาเพียงลำพัง จึงค่อนข้างเอาแต่ใจ ไม่รู้จักแบ่งปัน พอเข้ามาอยู่บ้านย่ายายใหม่ ๆ น้องก็ยังแอบหยิกเพื่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไป การได้ใช้เวลาร่วมกับเด็กคนอื่นทำให้น้องอันเรียนรู้การเข้าสังคม รู้จักแบ่งปัน และเลิกแกล้งเพื่อนในที่สุด

เด็กวัยไล่เลี่ยกันอีกคนซึ่งเข้ามาอยู่ที่นี่โดยมีย่าทวดมาเป็นพี่เลี้ยงด้วย ก่อนหน้านั้นน้องได้รับการวินิจฉัยว่ามีความพิการทางการได้ยินและมีพัฒนาการล่าช้า แม้อายุขวบกว่าแล้วแต่น้องไม่พูดเลย กินอาหารเองไม่ได้ แต่เมื่อได้อยู่ที่บ้านย่ายาย 3 เดือน น้องเริ่มพูดได้เป็นคำ ๆ และกินอาหารเองได้ พออยู่ครบ 4 เดือน น้องบอกความต้องการได้ ทำอะไรด้วยตัวเองได้หลายอย่าง เมื่อมีคนมาพูดคุยใส่ใจ น้องก็สื่อสารกลับมาได้ และแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนพิการ

แม้จะเป็นเวลาเพียง 4 เดือน แต่บ้านย่ายายพิสูจน์แล้วว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็กได้จริง และเด็กยังได้อยู่ภายใต้การดูแลใส่ใจของคนดูแลที่สุขภาพจิตดี มีความสุขจากรายได้ จากการมีเพื่อนคุย มีเพื่อนช่วยแบ่งเบาภาระ และมีความรักเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้ในการดูแลเด็ก ๆ 

เด็กจะมีคุณภาพ หากเราช่วยกัน

“การดูแลเด็กเล็กไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุข แต่เป็นหน้าที่ของรัฐหรือท้องถิ่นที่ต้องเข้ามาช่วยด้วย ต้องไม่ลืมว่าเด็กคือทรัพยากรของประเทศ ถ้าเด็กมีคุณภาพ ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ” ใหม่แสดงทัศนะ

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เด็กเล็กวัยที่อยู่ในบ้านย่ายายนี้ยังเป็นช่องว่างของภาครัฐ เพราะมายาคติที่ว่า เด็กเล็กควรอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัว แต่พ่อแม่จำนวนมากต้องทำงาน จึงไม่มีเวลาดูแลลูก ทางเลือกในการดูแลเด็กเล็กจึงมีจำกัด หากไม่ฝากย่ายายดูแล ก็ต้องลงทุนกับพี่เลี้ยง หรือจ่ายค่าฝากเลี้ยงให้เนิร์สเซอรี ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับรายได้ของครอบครัว

อีกข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนได้รับรู้ คือปัจจุบันมีบ้านรับฝากเลี้ยงเด็กจำนวนมาก ตั้งอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ แต่มีข้อจำกัดในการเข้าไปตรวจสอบมาตรฐาน

“พี่พยายามมองว่าจะมีระบบที่ช่วยผู้ปกครองที่มีความต้องการเหล่านี้ได้บ้าง จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา รู้ว่ามีหลายหน่วยงานรวมถึงภาคเอกชนที่สนใจทำงานเรื่องเด็ก แต่เขาไม่รู้ว่ามีใครทำอะไรที่ไหนยังไงบ้าง เราก็พยายามมองว่าใครจะช่วยอะไรได้ เพราะภาครัฐก็มีระเบียบ มีข้อจำกัดเยอะ และคำถามสำคัญคือจะทำให้ยั่งยืนได้ยังไง”

ปัจจุบันโมเดลของบ้านย่ายายได้รับการขับเคลื่อนตั้งต้นด้วยทุนจาก สสส. และ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) ซึ่งใหม่มองว่าโมเดลที่ไม่ได้พึ่งพิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง จะยืดหยุ่นและยั่งยืนมากกว่า

“เราเชิญทาง กทม. มาเยี่ยมบ้านย่ายาย เพื่อเสนอบทเรียนการทำงาน รวมทั้งหารือการต่อยอดงานร่วมกัน ทาง กทม. ก็เห็นความสำคัญของบ้านย่ายายและตอบรับอย่างดี แต่ก็ยังติดปัญหาด้านระเบียบ จึงก้าวเข้ามาช่วยไม่ได้เต็มที่นัก เพราะมันเป็นพื้นที่ดำเนินงานของการเคหะฯ ไม่ใช่ของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งเรื่องระเบียบการสนับสนุนผู้ดูแลเด็ก แต่เราก็คุยกันแล้วว่าเขาจะพยายามปรับอะไรเพื่อให้สนับสนุนกันได้ในอนาคต”

บ้านย่ายายคือโมเดลทดลองต้นแบบของเนิร์สเซอรีสำหรับเด็กอ่อน ซึ่งเป็นที่รู้จักในชุมชนเคหะชุมชนร่มเกล้าระยะ 2 โซน 9 แต่พอชาวบ้านพูดกันปากต่อปาก ครอบครัวจากชุมชนอื่นก็สนใจให้ไปเปิดในชุมชนของตัวเองเช่นกัน หากชุมชนนั้นมีพื้นที่ มีความร่วมมือจากคนในชุมชน ที่สำคัญคือหาแหล่งทุนมาได้ ใหม่ก็พร้อมเข้าไปช่วยเริ่มต้นบุกเบิกบ้านย่ายายแห่งใหม่ อาจเป็นห้องในแฟลต บ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว วัด โบสถ์ มัสยิด อาคารพาณิชย์ หรือพื้นที่แบบใดก็ตามที่เหมาะกับบริบทของแต่ละชุมชน

“สิ่งที่เราทำไปช่วยอุดช่องว่างงานของภาครัฐ รัฐก็ดูภาพใหญ่ดูนโยบายไป ส่วนเรื่องการขับเคลื่อนบางอย่าง ก็จัดงบประมาณแล้วให้คนอื่นทำให้ก็ได้ แต่รัฐยังกำกับมาตรฐานที่เหมาะกับบริบทของแต่ละชุมชนเอาไว้ แล้วก็ทำงานไปด้วยกัน พี่คิดว่าการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนทำงานเป็นหัวใจสำคัญ หากเราทำงานได้คล่องตัวกว่าในสิ่งที่เราทำได้ เรายินดีช่วยอุดช่องว่างนี้ไปด้วยกัน”Facebook : SOPA ส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม

ผู้สนใจสนับสนุน เข้ามาศึกษาดูงาน หรือเปิดบ้านย่ายายในชุมชน ติดต่อได้ที่อาคารอเนกประสงค์โซน 9 ชุมชนเคหะชุมชนฟื้นนครร่มเกล้า ระยะ 2 โซน 9 29 แยก 4-5 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

หรือติดต่อคุณใหม่ที่เบอร์โทรศัพท์ 08 9481 0972, อีเมล : thanichar.lim@gmail.com

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ไมตรี ภัทรเกียรติทวี

ไมตรี ช่างภาพหนุ่มน้อยเวียงเจียงใหม่