28 มีนาคม 2025
2 K

อุ่นน้ำมันพืชให้ร้อน เติมน้ำด่าง ผสมกันแล้วตีให้ได้เนื้อเหมือนคัสตาร์ดครีม แล้วอุ่นร้อนต่ออีกครั้ง พอจบขั้นตอนนี้ มาเรียก็เช็กความเป็นกรด-ด่างด้วยการตักส่วนผสมในหม้อมาแตะปลายลิ้น

“เพราะมันทานได้”

เธอเทผงมะรุมลงในชาม ใส่น้ำมันแล้วคน เติมอโรมาให้ส่วนผสมมีกลิ่นหอม แล้วตักส่วนประกอบของน้ำมันและน้ำด่างในหม้อลงมาผสม เทส่วนผสมสีเขียวขี้ม้าลงในแม่พิมพ์ ประดับด้วยดอกไม้แห้ง

“ที่จริงใช้อะไรก็ได้ที่มีในครัวมาใส่ อบเชยทำให้ได้สีอมม่วง ถ่านชาร์โคลให้สีดำ มะละกอให้สีส้ม และสีโปรดของฉันคือสีเขียวสดใสจากผักโขม”

รอให้ส่วนผสมแข็งตัวแล้วแกะออกจากพิมพ์ เพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็ได้สบู่แฮนด์เมดจากธรรมชาติที่วัตถุดิบทุกอย่างนั้นทานได้ 

นี่คือเวิร์กช็อปการทำสบู่ที่ มาเรีย คาลิต้า (Maria Kalita) หญิงชาวยูเครนผู้ก่อตั้ง ‘Soap Opera Bangkok’ สาธิตให้ดู ตลอดเวลานั้น เธอบรรยายด้วยความหลงใหลอย่างแรงกล้าที่บ่งบอกว่า การทำสบู่ไม่ใช่แค่การทำสบู่ แต่คือการส่งต่อความปรารถนาดีให้ผู้คนได้ใช้ ‘สบู่จากของที่ทานได้’ ซึ่งเป็นมิตรต่อทั้งผิวกายและสภาพแวดล้อม

แต่หากเปลี่ยนสารตั้งต้นเป็นน้ำมันใช้แล้วที่เตรียมเททิ้ง สบู่ก้อนนั้นจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและสังคม และมาเรียก็ตอบแทนประเทศไทยที่เธอรักด้วยการลงมือทำตามแนวคิดนี้

Crazy Soap Maker

ชาวตะวันตกอย่างมาเรียได้รู้จักศาสตร์แห่งโลกตะวันออกครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี จากคุณหมอในเมืองคาร์คีฟ บ้านเกิดที่ยูเครน ซึ่งต่อมากลายเป็นครูคนแรกที่ถ่ายทอดศาสตร์การแพทย์ทางเลือกแผนทิเบตให้แก่เธอ

“อาจารย์เปลี่ยนความเข้าใจด้าน Healthy Lifestyle ให้ฉัน เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้ว่าอะไรดีต่อร่างกายมนุษย์ การแพทย์แผนทิเบตไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย มันเกี่ยวข้องกับพลังงานและการเชื่อมโยงเข้าหาธรรมชาติ”

อายุเพียง 17 ปี มาเรียก็ได้รับการฝึกฝนประหนึ่งนักบำบัดและเป็นผู้ช่วยให้อาจารย์ของเธอ เธอคลุกคลีอยู่กับการแพทย์แผนทิเบตราว 2 ปี ควบคู่ไปกับการเรียนสายสามัญ แม้การแพทย์ทางเลือกคือสิ่งที่เธอสนใจ แต่เมื่อถึงเวลาต้องเลือกเรียน เธอก็เลือกในสิ่งที่ฝันไว้แต่เด็ก นั่นคือการได้ทำงานกับสัตว์ในฐานะสัตวแพทย์ 

อย่างไรก็ตาม มาเรียก็ต้องผิดหวังกับความจริงที่ว่า โรงพยาบาลสัตว์ในยูเครนเมื่อ 15 ปีก่อนเน้นรักษาด้วยการผ่าตัด เธอมองว่าการผ่าตัดเป็นวิธีที่ดี แต่เธอก็อยากเห็นผลลัพธ์จากการช่วยเหลือสัตว์ด้วยทางเลือกอื่นเช่นกัน อย่างการบำบัดรักษาที่เธอพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าได้ผลในมนุษย์

ความผิดหวังนั้นทำให้เธอเริ่มนับหนึ่งใหม่กับปริญญาอีกใบ เธอย้ายไปเรียนที่โปแลนด์ ซึ่งมีหลักสูตร 3 ปีด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ไม่ใช่การเรียนแพทย์ ไม่เน้นการใช้ยา ไม่มีการทำหัตถการ เรียนรู้โดยมุ่งเน้นศาสตร์ของสุขภาวะทางกาย การบำบัดด้วยอาหารชีวจิต และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอต้องการ เธอตั้งใจจะเปิดศูนย์บำบัดในอนาคต

“ในปีที่ 2 ครูสอนเคมีชวนฉันไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เธอโชว์วิธีทําสบู่ให้ดู เมื่อกลับถึงบ้านวันนั้นฉันก็เริ่มลองทําสบู่ของตัวเองเป็นครั้งแรกในห้องครัวรวมของอะพาร์ตเมนต์ ฉันต้องรอให้เพื่อน ๆ ออกไปปาร์ตี้กันให้หมดก่อนถึงจะเริ่มทำได้ แล้วฉันก็ทำสบู่อยู่ 6 ชั่วโมงรวด ตอนนั้นฉันไม่มีวัตถุดิบอะไรมาก มีเพียงผงขมิ้นอยู่ในครัว ฉันใช้กล่องนมเป็นแม่พิมพ์ วันต่อมาพอมันเซตตัวฉันก็ตัดออกมาใช้เลย สบู่ที่ฉันทำสวยมาก และยังทำให้รู้ว่าฉันใช้อะไรก็ตามที่กินได้มาทำเป็นสบู่ได้”

ธรรมชาติของคนยูเครนทั้งชายและหญิงมักมีงานอดิเรก บางคนถักไหมพรม บางคนทำอาหาร และถึงแม้จะเป็นเพียงงานอดิเรก แต่ก็เป็นธรรมดาของคนยูเครนอีกเช่นกันที่จะฝึกฝนมันจนช่ำชอง

การทำสบู่กลายเป็นงานอดิเรกใหม่ของมาเรีย เธอทดลองทำทุกวัน สบู่ที่เธอและคนรอบตัวใช้ก็คือผลการทดลองที่เธอใส่วัตถุดิบนู่นนี่ลงไป มาเรียไม่ได้มีแนวคิดรักษ์โลกตั้งแต่แรก เพียงแต่ต้องการทำของที่ดีให้กับตัวเอง และความรู้ด้านเคมีควบคู่กับการแพทย์แบบองค์รวมที่เน้นดูแลทั้งร่างกายและจิตใจโดยผสานวิธีจากตะวันออกและตะวันตกทำให้เธอรู้ว่าอะไรดีกับผู้ใช้ อะไรมีคุณสมบัติด้านใดบ้าง สบู่ที่เธอทำใช้เองจึงให้มากกว่าความสะอาดหรือการบำรุงผิว แต่มอบประสบการณ์ทางอารมณ์ด้วย

เธอสนุกกับการทดลองจนเรียกตัวเองว่า ‘Crazy Soap Maker’

ความฝันที่จะได้เปิดศูนย์บำบัดด้วยศาสตร์ทิเบตของมาเรียต้องพักไว้ก่อน เมื่อเธอต้องติดตามสามีที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ชีวิตแม่บ้านในต่างแดนซึ่งเธอไม่ได้วางแผนว่าจะอยู่นาน เธอจึงไม่ได้จริงจังกับการหางานทำ แต่อยากหาประสบการณ์ชีวิตที่ไปต่อยอดกับอนาคตที่ตั้งใจไว้ที่โปแลนด์มากกว่า เธอลงเรียนคอร์สระยะสั้นเกี่ยวกับการนวดแผนไทย การแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย เข้าไปช่วยงานอาสาสมัครอนุรักษ์วาฬ ซึ่งแต่ละอย่างที่ทำดูจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสบู่เลย

วันหนึ่งมาเรียไปเดินตลาดนัด เธอเห็นสบู่ที่ระลึกในตลาด ด้วยประสบการณ์การทำสบู่ใช้เอง เธอรู้ได้ทันทีว่าสินค้าเหล่านั้นทำจากวัตถุดิบสังเคราะห์

“ฉันเลยคิดว่าผู้บริโภคน่าจะอยากใช้สบู่ของฉัน ฉันตัดสินใจลองทำสบู่ขายโดยเริ่มทำในห้องครัวที่คอนโด ฉันตัดมันด้วยมือ ก้อนสบู่จึงมีขนาดแตกต่างกันหมด ฉันไม่รู้จะขายยังไง สามีเลยเสนอให้ขายตามน้ำหนัก 

“ตอนแรกฉันขายทางออนไลน์ก่อน แล้วก็ขายไม่ได้เลย พอมีงาน Bangkok Farmer’s Market ที่เกตเวย์ เอกมัย ฉันจึงลองนำสินค้าไปวางขาย”

ในการออกร้านครั้งแรกของมาเรียเมื่อปี 2015 เธอต้องแนะนำสินค้าอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะขายสบู่ชิ้นแรกได้ในราคา 31 บาท จากสบู่ 31 กรัม ที่แทบจะมีขนาดเท่าสบู่สำหรับทดลองใช้ แต่ในอีก 2 สัปดาห์ ลูกค้ารายนั้นก็กลับมาซื้ออีกครั้ง

มาเรียพยายามสังเกตความต้องการของลูกค้าทุกครั้งที่ได้พูดคุยด้วย แล้วเธอก็ค่อย ๆ จับทางด้วยการเพิ่มทางเลือกของผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นสินค้าของเธอไม่มีชื่อแบรนด์ เธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านธุรกิจ ไม่รู้จักหลักการตลาด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำอยู่คือการศึกษาตลาด เธอแค่ทำไปตามสัญชาตญาณและความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าได้ของที่ปลอดภัยกลับไปใช้ ผลที่ได้กลับมาคือกลุ่มคนที่ชื่นชอบในสิ่งที่เธอทำ

“ลูกค้าอยากให้จัดเวิร์กช็อป แต่ครัวของฉันเล็กมาก จุใครไม่ได้เลย ฉันรู้แค่ว่าต้องหาสถานที่ แต่ก็ไม่มีทุน เลยไปโพสต์ลงกลุ่มเฟซบุ๊ก เสนอให้เข้าร่วมเวิร์กช็อปฟรีหากใครยอมให้ใช้ห้องครัว แล้วก็มีคนติดต่อมา”

 เวิร์กช็อปทำสบู่ได้รับความนิยมจนเธอต้องจัดทุกสัปดาห์ จำนวนผู้เข้าร่วมที่มากขึ้นทำให้ไม่มีครัวไหนรองรับได้ มาเรียเลยเปลี่ยนมาเช่าพื้นที่จัดกิจกรรม และตั้งชื่อเรียกให้แบรนด์สินค้าว่า ‘Soap Opera Bangkok’

ในบรรดาลูกค้าที่สนใจ มาเรียก็ได้พบกับหุ้นส่วนชาวไทย และเปลี่ยนงานอดิเรกเป็นโมเดลธุรกิจอย่างเป็นทางการ

เปลี่ยนโลกด้วยสบู่

ตลอดเวลาหลายเดือนตั้งแต่มาเรียเริ่มทดลองขายสินค้าชุดแรกใน Bangkok Farmer’s Market แนวคิดของเธออาจไปสะกิดความต้องการของผู้บริโภคในยุคก่อนที่ความยั่งยืนจะกลายเป็นกระแส และก่อนสินค้ารักษ์โลกจะมีตัวเลือกมากมายในท้องตลาด ทำให้ธุรกิจของเธอเติบโตขึ้นไวมาก

“ฉันเห็นลูกค้าเดินทางมาหาฉันเพื่อซื้อสบู่ แล้วก็คิดว่าชุมชนคนไทยมอบการสนับสนุนแก่ฉันที่เป็นชาวต่างชาติ ทำให้ฉันมีความกล้า ทำให้ฉันได้ทำในสิ่งที่รัก และฉันจะต้องตอบแทนสังคมอย่างแน่นอน”

สัญชาตญาณการเป็นนักทดลองของมาเรียทำงานทันทีที่ได้แนวคิดนี้ เธอรักสบู่ ยังคงอยากทำอะไรเกี่ยวกับสบู่ และต้องการริเริ่มโครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม

“แล้วฉันก็ไปเห็นคนขายอาหารข้างทางทิ้งน้ำมันใช้แล้วลงในท่อระบายน้ำ”

ภาพผลกระทบที่ตามมาปรากฏในหัวของมาเรีย น้ำมันใช้แล้วส่งกลิ่นเหม็น สกปรก และยังกลายเป็นไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในฤดูฝน 

“น้ำมันเหล่านี้เป็นขยะสําหรับร้านค้า แต่ไม่ใช่ขยะสําหรับฉัน ฉันทําสบู่จากน้ำมันใช้แล้วได้”

มาเรียนำแนวคิดนี้ไปเสนอธุรกิจอาหารตั้งแต่ร้านอาหารขนาดใหญ่ยันรถเข็นขายอาหาร เธอจัดเวิร์กช็อปโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อสอนทั้งพนักงานและเจ้าของธุรกิจให้รีไซเคิลน้ำมันใช้แล้ว เธอยังถ่ายทำคลิปวิดีโอเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้แก่ผู้สนใจ แต่น่าเสียดายที่โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพนักงานส่วนมากมองว่าเป็นการเพิ่มภาระงานให้พวกเขา

อย่างไรก็ตาม โครงการเล็ก ๆ นี้ไปสะดุดตา theCOMMONS Thonglor และเชิญเธอไปเปิดเวิร์กช็อปสอนการทำสบู่จากน้ำมันใช้แล้วให้ผู้สนใจทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 2 ครั้ง และยิ่งกว่านั้น ทางโครงการยังว่าจ้างเธอให้นำน้ำมันใช้แล้วจากร้าน Roast ในโครงการ มาผลิตสบู่เหลวเพื่อวนกลับมาใช้ในห้องน้ำของโครงการอีกครั้ง

“ตอนนั้นฉันต้องผสมสบู่เหลว 300 ลิตรต่อเดือนด้วยสองมือ ซึ่งมันเยอะมาก”

แต่นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Soap Opera Bangkok หลังจบโปรเจกต์สบู่เหลวกับ theCOMMONS Thonglor มาเรียเริ่มโพสต์ลงเฟซบุ๊กประกาศหาผู้บริจาคน้ำมันใช้แล้ว ทั้งครัวเรือนและร้านอาหารที่รู้สึกดีกับการช่วยโลกลดปริมาณขยะก็ขนน้ำมันมาให้เธอ จนแกลลอนน้ำมันเต็มพื้นที่หลังร้าน Soap Opera Bangkok ที่เธอเพิ่งเปิดร้านเล็ก ๆ แห่งแรกในย่านพระโขนง เพื่อทั้งขาย ทั้งจัดเวิร์กช็อป ทั้งผลิตสินค้า เมื่อใดที่ไม่มีลูกค้า เธอก็ไปทำสบู่อยู่หลังร้าน

มาเรียใช้เพียงวัตถุดิบที่จำเป็นเพื่อทำสบู่จากน้ำมันใช้แล้ว ไม่มีการแต่งสีเติมกลิ่นใด ๆ แต่ยังคงคุณสมบัติเด่นของสบู่คุณภาพ เธอเปลี่ยนน้ำมันใช้แล้ว 20 ลิตรต่อเดือนเป็นสบู่ 20 กิโลกรัมได้ และเธอก็บริจาคสบู่เหล่านี้ให้แก่มูลนิธิที่ต้องการ

ตั้งแต่แรก มีมูลนิธิมากมายที่ติดต่อขอรับสบู่ไปแจกจ่ายให้สมาชิกในเครือข่าย อาทิ มูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้คนในถิ่นห่างไกลอย่าง Jungle Aid Foundation หรือ HDF Mercy Centre สถานสงเคราะห์ผู้หญิงและเด็กที่ขาดโอกาสในชุมชนคลองเตยที่ต่างเห็นพ้องว่าการเข้าถึงสบู่หมายถึงสุขอนามัยที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเรียยังทำสบู่ไปแจกจ่ายให้กับผู้คนตามท้องถนนในกรุงเทพฯ มากกว่า 1,000 ก้อน

อย่างไรก็ตาม สบู่ที่แปรรูปจากน้ำมันใช้แล้วนี้จะไม่นำมาขายให้ลูกค้า แม้ว่าน้ำมันใช้แล้วเหล่านี้จะผ่านการกรองและต้มด้วยสมุนไพรเพื่อกำจัดเศษอาหารและกลิ่นอาหารออกไปแล้ว และด้วยคุณสมบัติพื้นฐานในการทำความสะอาดจะมีมากเท่ากับสบู่จากน้ำมันมือหนึ่ง แต่ด้วยการรับรู้ของผู้บริโภคที่อาจยังมีอคติจึงเป็นการดีมากกว่าหากเธอไม่นำสินค้านั้นมาจำหน่ายในร้าน

ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังผลิตที่มีเธอทำเพียงลำพังทั้งสินค้าสำหรับขายและสำหรับบริจาค หากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น Soap Opera Bangkok ก็ถึงเวลาต้องขยายขนาด มาเรียเช่าพื้นที่เพิ่มหลังร้านเพื่อเพิ่มพื้นที่ผลิตสินค้า และจ้างลูกจ้างคนแรก ไม่เพียงแค่นั้น เธอมองเห็นโอกาสสร้างอาชีพให้แก่ผู้หญิงที่ได้รับความช่วยเหลือจาก HDF Mercy Centre 

“ฉันประชุมกับมูลนิธิและแจ้งความประสงค์ว่า ต้องการให้ผู้หญิงที่ทํางานที่นั่นมีรายได้เสริม แต่พวกเขาต้องรับการฝึกอบรมวิธีทําสบู่ 4 สัปดาห์ มีผู้หญิง 5 คนเข้าร่วมในตอนแรก แต่มีแค่ 2 คนที่อยู่จนจบ”

มาเรียจ่ายเงินเดือนว่าจ้างผู้หญิงจากมูลนิธิ 2 คนนี้เพื่อรีไซเคิลสบู่ให้เธออย่างน้อย 100 กิโลกรัมต่อเดือน แม้ต้นทุนน้ำมันจะมาจากของเหลือที่ผู้อื่นนำมาให้ แต่ต้นทุนวัตถุดิบอื่น รวมถึงค่าจ้างและค่าดำเนินงาน คือสิ่งที่ Soap Opera Bangkok แบกรับไว้เองจนถึงวันนี้ โดยไม่มีรายได้เป็นเม็ดเงินกลับมา 

“แต่ฉันกลับมองว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนได้ประโยชน์ ผู้หญิงเหล่านั้นมีรายได้ น้ำมันใช้แล้วก็ถูกรีไซเคิล กลุ่มคนที่ต้องการสบู่ก็มีสบู่ใช้ ฉันเชื่อว่านี่คือหนทางที่จะไปต่อได้ในระยะยาว”

มาเรียอยากเปลี่ยนโลกด้วยสบู่ให้ได้มากขึ้น รีไซเคิลน้ำมันใช้แล้วให้ได้มากขึ้น ส่งต่อสุขอนามัยที่ดีสู่ผู้ที่ต้องการได้มากขึ้น แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนก็เป็นอุปสรรคให้เธอขยายการจ้างแรงงานมารีไซเคิลสบู่มากกว่านี้ไม่ได้ บางครั้งเธอก็โชคดีมีธุรกิจที่สนใจจ้าง Soap Opera Bangkok ให้รีไซเคิลน้ำมันเป็นสบู่ แต่ก็ไม่ใช่รายได้ที่เข้ามาต่อเนื่อง

“สิ่งที่ฉันต้องการทำต่อคือพยายามหาพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลสบู่ให้ผู้หญิงเหล่านี้เป็นรายเดือนและเอาสบู่ไปใช้ในนามของเขาเอง”

สบู่จากทุกสิ่งที่กินได้

“Soap Opera Bangkok เลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ทานได้ เมื่อเราใช้ของที่ทานได้ทาบนผิวหนัง ก็มั่นใจได้ว่าปลอดภัยมากต่อทั้งร่างกายของคนใช้ และเมื่อชำระล้างก็ยังปลอดภัยต่อแม่น้ำ ลำคลอง และท้องทะเล เมื่อคุณใช้สินค้าจากธรรมชาติ แสดงว่าคุณใจดีกับตัวเองและกับสิ่งแวดล้อมด้วย”

กระบวนการผลิตสบู่แฮนด์เมดเกิดจากการผสมไขมันเข้ากับน้ำด่างและแต่งสีเติมกลิ่น ใส่วัตถุดิบอื่นเพื่อเพิ่มคุณสมบัติของสบู่ เช่น ลดความมัน ล้างพิษ เพิ่มความสดชื่น ซึ่งทุกส่วนประกอบที่มาเรียเลือกใช้ล้วนเป็นวัตถุดิบจากก้นครัวที่ทานได้ และมาจากธรรมชาติ 100% 

“ในช่วงแรกของ Soap Opera Bangkok ฉันสนุกกับการคิดค้นสูตรสบู่มาก บางสูตรฉันใช้เวลาคิดแค่วันเดียว บางสูตรก็หลายปีกว่าจะไปถึงจุดที่พอใจ จนเมื่อ 4 ปีก่อน ทีมงานที่โรงงานขอร้องให้ฉันหยุดคิดสูตรใหม่ เพราะเรามีถึง 25 สูตรแล้ว ตอนนี้ฉันเลยคิดสูตรใหม่แค่ปีละครั้งในวันคริสต์มาส”

มาเรียต้องการนำเสนอความเป็นไทย วัตถุดิบที่เธอใช้ 90% จึงเป็นสมุนไพรและผลไม้จากท้องถิ่น มีเพียงบางอย่างที่ต้องนำเข้า เช่น เชียบัตเตอร์ กำยาน น้ำมันมะกอก น้ำมันละหุ่ง และสินค้าเกือบทุกรายการไม่มีส่วนประกอบจากสัตว์ ยกเว้นสบู่บางตัวที่ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำนมแพะ เพราะมีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าเหล่านี้

“ไฮไลต์สําคัญของ Soap Opera Bangkok คือนําเสนอความหลากหลาย พื้นฐานด้านเคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้ฉันเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนแตกต่างกัน และเมื่อพูดถึงการดูแลผิว ฉันไม่เชื่อว่าคนผิวมันจะต้องดูแลแบบนี้เท่านั้น คนผิวแห้งต้องแบบนี้เท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่เราให้ทางเลือกกับลูกค้าด้วยสบู่ถึง 25 สูตร”

สบู่ก้อนบนชั้นในร้าน Soap Opera Bangkok วางไว้อย่างเปลือยเปล่าโดยไม่มีบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคมาจับ ดม สัมผัส รู้สึกเชื่อมโยงไปกับสบู่แต่ละก้อน และเลือกสบู่ที่เหมาะกับตัวเองได้ เมื่อชำระค่าสินค้าแล้ว ทางร้านจะมีเพียงกระดาษคราฟต์ห่อสบู่และระบุชื่อสินค้าที่เลือก ในสินค้าประเภทอื่น แม้ว่าจะจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ แต่เธอก็มอบส่วนลดพิเศษให้ หากลูกค้านำบรรจุภัณฑ์กลับมารีฟิลในครั้งต่อไป

กลิ่นหอมฟุ้งของก้อนสบู่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของผลิตภัณฑ์จาก Soap Opera Bangkok ที่มาจากน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% จึงให้กลิ่นหอมนาน น้ำมันหอมแต่ละชนิดนั้นมีต้นทุนในการสกัดต่างกัน อย่างน้ำมันกุหลาบมีราคาสูงกว่าน้ำมันจากมินต์ 10 เท่า แต่มาเรียก็ยังตั้งราคาสินค้าประเภทเดียวกันในราคาเท่ากันทั้งหมด

ยิ่งกว่านั้น เธอมองว่าทุกคนควรเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีจากธรรมชาติได้ หากลองดูรายการสินค้าบนเว็บไซต์หรือที่หน้าร้าน จะเห็นว่าสินค้า Soap Opera Bangkok ทั้งหมดมีราคาที่จับต้องได้

“ฉันไม่ต้องการทําให้สินค้ามีราคาจับต้องไม่ได้ ฉันต้องการให้ลูกค้าได้ใช้สบู่ นั่นเป็นเหตุผลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาสบู่มาตลอด 10 ปี ผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางอื่นอาจมีราคาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเพราะต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ แต่สําหรับสบู่ก้อน คุณจ่ายเงินเพื่อสบู่จริง ๆ ไม่ได้จ่ายค่าบรรจุภัณฑ์”

สบู่จากไทยสู่สากล

“ถึงฉันจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ฉันเชื่อว่าไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน คุณต้องทำตัวให้มีประโยชน์ต่อชุมชน การทำสบู่เป็นวิธีแรกของฉันในการตอบแทนชุมชน ถ้าฉันทําสบู่ธรรมชาติที่บ้านได้ มอบสิ่งดี ๆ ให้ครอบครัวของฉันได้ ทุกคนก็ทําได้เช่นเดียวกัน”

จุดเริ่มต้นของการตอบแทนชุมชนของมาเรีย คือการสอนผู้คนทำสบู่แบบที่เธอถนัด ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปเชิงพาณิชย์ที่ลูกค้าจ่ายเงินมาเข้าร่วม หรือเวิร์กช็อปการกุศลเพื่อเรียนรู้การรีไซเคิลน้ำมันใช้แล้วที่เธอจัด 2 ครั้งต่อเดือนมาตลอด 6 ปี จนต้องยุติไปในช่วงโควิด

“แต่นี่คือกรุงเทพมหานคร ใคร ๆ ก็มากรุงเทพฯ ในวันหนึ่ง และไปจากกรุงเทพฯ ในวันหนึ่งด้วย แต่ทุกคนได้รู้จัก Soap Opera Bangkok เพราะเขามากรุงเทพฯ”

ลูกค้าของมาเรียส่วนหนึ่งคือคนที่เคยอยู่หรือเคยมาเที่ยวกรุงเทพฯ แล้วมาร่วมเวิร์กช็อปกับเธอ และนำแนวคิดการทำสบู่รีไซเคิลกลับไปประเทศตัวเอง บางคนก็ซื้อสินค้ากลับไปฝากคนทางบ้าน เมื่อมาเรียกลับไปเยี่ยมบ้าน เธอก็ถือโอกาสนั้นจัดเวิร์กช็อปเผยแพร่ความหลงใหลของเธอให้ชุมชนในยุโรป ทำให้คนในอีกซีกโลกได้รู้จักสบู่ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย 

“ลูกค้าประจำรายหนึ่งของฉันย้ายจากกรุงเทพฯ ไปทำงานที่เกาะห่างไกลในสหราชอาณาจักร เธอพยายามหาสบู่จากธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องยากมากบนเกาะนั้น เธอวานให้เจ้าของอะพาร์ตเมนต์ช่วยหา เมื่อเธอพูดถึงสบู่จากธรรมชาติที่ซื้อได้ในกรุงเทพฯ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของอะพาร์ตเมนต์บนเกาะเล็ก ๆ จะรู้ทันทีว่าต้องเป็น Soap Opera Bangkok เพราะสามีของเธอเคยร่วมเวิร์กช็อปของฉันที่เนเธอร์แลนด์ ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นวิธีที่คนทั่วโลกรู้จักเรา”

มาเรียเป็นคนชอบเล่าเรื่อง เธอมักถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ Soap Opera Bangkok ลงบนโซเชียลมีเดีย ทั้ง YouTube, Instagram, Facebook และบนเว็บไซต์ของร้าน เพื่อให้คนรู้จักความตั้งใจที่เธอใส่ลงในสินค้า ส่งต่อแรงบันดาลใจ และเป็นสื่อการสอนเกี่ยวกับการทำสบู่และเครื่องสำอางจากธรรมชาติ ผู้ที่ได้ยินเรื่องราวของ Soap Opera Bangkok และมีความเชื่อแบบเดียวกันก็มาติดตาม บางครั้งก็มีคำเชิญให้มาเรียเดินทางไปจัดเวิร์กช็อปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

จากสบู่ที่ทำในครัว มีมาเรียเป็นพนักงานเพียงคนเดียวทำทุกหน้าที่ มาถึงวันนี้ Soap Opera Bangkok มีโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน FDA มีการกระจายรายได้ไปสู่แรงงานมีฝีมือชาวไทยตั้งแต่ไลน์ผลิตจนถึงหน้าร้าน มีหน้าร้านที่ทองหล่อ, Terminal 21, centralwOrld และ Terminal 21 Pattaya ความฝันต่อไปของมาเรียคือการได้นำสินค้าไปวางขายที่สนามบิน ที่ซึ่งเป็นเหมือนประตูสู่โลกกว้างให้คนทั่วโลกเห็นสบู่จากวัตถุดิบก้นครัวไทยและรู้จักความตั้งใจดี ๆ ของเธอ

และมาเรียก็ตั้งใจจะนำเวิร์กช็อปแปรรูปสบู่จากน้ำมันใช้แล้วกลับมาจัดให้ผู้สนใจอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

สนใจบริจาคน้ำมันใช้แล้วเพื่อแปรรูปเป็นสบู่ สั่งผลิต หรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ติดต่อได้ที่

Facebook : Bangkok Soap Opera 

Instagram : soap.opera.bangkok

Website : www.soapoperabkk.com

Email : info@BangkokSoapOpera.com 

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง