14 มกราคม 2026
506

คุณเคยมีอาการปวดหัวแบบนี้ไหม

ปวดตื้อ ๆ ปวดตุ๊บ ๆ ปวดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ

ปวดหัวข้างเดียว ปวดหนักตรงเบ้าตา

ปวดทุกครั้งที่เจอแสงจ้า ปวดทุกครั้งที่มีเสียงดัง

ปวดจนคลื่นไส้ ปวดจนอาเจียน

ปวดจนทำกิจกรรมอะไรไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรก็ไม่หายปวดสักที

อาการปวดหัวเหล่านี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ และเป็นสัญญาณของการเกิดโรคได้หลายชนิด แต่หากมีหลายอาการข้างต้นพร้อมกัน ก็สันนิษฐานได้ว่าเป็น ‘ไมเกรน’ อาการปวดหัวยอดนิยมที่รุนแรง เรื้อรัง และส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ซึ่งคนที่ไม่เคยเจอกับตัวอาจไม่เข้าใจความรุนแรงของโรคนี้

“ลองจินตนาการถึงตอนที่แฮงก์เหล้า แล้วต้องรู้สึกอย่างนี้เกือบทุกวัน”

ประโยคที่ บาย-ณิชชนารถ ชุ่มมะโน อธิบายให้คนที่ไม่เคยเป็นไมเกรนเข้าใจถึงความทรมานนั้น เธอเป็นซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Smile Migraine’ สตาร์ทอัพสัญชาติไทยเพื่อดูแลผู้ป่วยไมเกรนทั้งร่างกายและจิตใจอย่างครบวงจร ร่วมกับ ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เฉพาะทางโรคปวดศีรษะไมเกรน หัวหน้าศูนย์นวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานชมรมศึกษาโรคปวดศีรษะ สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย และแอดมินของเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์

แล้วโรคไมเกรนนี้มันกินยาไม่หาย รักษาไม่ได้ หรือจำเป็นขนาดต้องมีสตาร์ทอัพที่พัฒนามาเพื่อผู้ป่วยโดยเฉพาะเลยหรือ แค่เริ่มคุย ผู้เขียนก็สงสัยแล้ว…

ไมเกรน โรคที่ขาดหมอ

10 ล้านคน คือจำนวนผู้ป่วยโรคไมเกรนในประเทศไทยทั้งหมดโดยประมาณ

6 ล้านคน คือจำนวนผู้ป่วยไมเกรนไม่รุนแรง กินยาแก้ปวดก็หาย

4 ล้านคน คือจำนวนผู้ป่วยไมเกรนอาการรุนแรง

400,000 คน คือจำนวนผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการรุนแรงมาก จนกระทบการใช้ชีวิต

และกลุ่มที่พบโรคไมเกรนได้มาก คือผู้หญิงและคนวัยทำงานช่วง 20 – 40 ปี ซึ่งมีรอบเดือนและความเครียดจากการทำงานเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ

“ไมเกรนจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนขาดงานมากที่สุดในโลก” หมอสุรัตน์กล่าว

ปัจจัยกระตุ้นโรคไมเกรนยังเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและปัจจัยภายนอกแปลก ๆ อย่างเสียงดังไป แสงจ้าไป อากาศร้อนเกินไป หนาวเกินไป กินอาหารที่มีผงชูรสมากไป หรือแม้กระทั่งไปกินกล้วยมา ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่บุคคล ปัจจัยเหล่านี้ไปกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของสารเคมีในสมองและการทำงานของระบบประสาท จนหลอดเลือดในสมองขยายตัวและอักเสบ ซึ่งเป็นลักษณะของโรคไมเกรน

จะเห็นว่าจำนวนผู้ป่วยมากขนาดนี้ แสดงอาการได้ง่ายขนาดนี้ คงมีแพทย์เฉพาะทางมารองรับเยอะมาก ๆ

“ผมว่าในปัจจุบันมีแพทย์เฉพาะทางที่สนใจและทำวิจัยเรื่องนี้มีประมาณ 10 ท่านในประเทศไทย” หมอสุรัตน์ให้คำตอบ

และแพทย์เฉพาะทางด้านไมเกรน 10 คนในปัจจุบันก็เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาเยอะแล้ว จากเมื่อ 8 ปีก่อน ตอนที่หมอสุรัตน์เริ่มมีไอเดียอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้ป่วย ซึ่งมีแพทย์เฉพาะทางเพียง 4 คน

คุณหมออธิบายต่อว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมองและระบบประสาทในประเทศไทยมีเยอะ บางคนเรียนต่อด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม แต่สำหรับโรคปวดหัวไมเกรน หมอสุรัตน์ตั้งสมมติฐานว่า มีแพทย์เฉพาะทางน้อยเพราะดูเป็นอาการที่หมอทั่วไปก็รักษาได้ ซึ่งก็ไม่เกินความจริง

“ผมเลยคิดว่าแทนที่จะไปเพิ่มจำนวนหมอ ทำไมไม่ทำให้หมอทุกคนเก่งขึ้นด้วยองค์ความรู้ ด้วยระบบซัพพอร์ต ทำให้หมอรักษาโรคโรคหนึ่งได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องไปเรียนเฉพาะทาง อาจจะไม่ได้เท่าแพทย์เฉพาะทางร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้มีความมั่นใจในการรักษาได้ใกล้เคียงแพทย์เฉพาะทางสัก 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนไข้ 10 ล้านคน ต่อให้สร้างแพทย์เฉพาะทางมาอีกสัก 1,000 คน ผมว่าก็ยังไม่พอ”

ไมเกรน 4.0

หมอสุรัตน์โตมาในครอบครัวร้านขายยาที่มีลูกค้าหลายคนมาหาซื้อยาแก้ปวดไปบรรเทาโรคไมเกรน พี่สาวของคุณหมอก็เป็นโรคไมเกรน ไปหาหมอทีไรก็มักโดนให้ฉีดยาสเตียรอยด์ 

“แล้วทำไมถึงไม่มีคนสนใจโรคนี้ ทั้งที่มีจำนวนคนไข้มากมาย”

พอเรียนจบแพทย์ด้านระบบประสาทและสมอง หมอสุรัตน์จึงไปศึกษาต่อเฉพาะทางด้านโรคปวดศีรษะโดยเฉพาะที่ University College London (UCL) จบกลับมาก็ไปเป็นอาจารย์ประจำหน่วยประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“พอกลับมาดูแลคนไข้ไมเกรน ผมพบว่าคนไข้ไมเกรนเยอะมาก แล้วก็รักษาไม่หายสักที บางคนเป็นเรื้อรังแล้วใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด วันหนึ่งมีคนไข้ผู้หญิงมาหา เขามีรอยแผลติดเชื้อเหมือนรอยเข็มเต็มตัว เขาบอกว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ปวดหัวไมเกรนมา 20 ปีแล้ว รักษาไม่หาย เลยต้องฉีดยาพวกมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือดแก้ปวดทุกวัน 

“ผมเลยมาฉุกคิดว่า ขนาดบุคลากรทางการแพทย์ยังรักษาตัวไม่หาย แล้วคนไข้อีกประมาณ 400,000 คนล่ะที่ปวดหัวก็ไปเข้าร้านขายยา จนในที่สุดก็มีภาวะติดยาแก้ปวด”

หมอสุรัตน์อธิบายว่า แพทย์ทั่วไป พอคนไข้ปวดหัวมา กินยาก็หาย แต่อาการปวดไมเกรนคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังเตือนว่า คนไข้ใช้ชีวิตไม่ดี นอนไม่ปกติ เครียดเกินไป อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ซึ่งแก้ได้โดยการปรับพฤติกรรม แต่หากเป็นมากจนการปรับพฤติกรรมเอาไม่อยู่ ถึงต้องกินยา แต่ก็ต้องรักษาให้ถูกทางควบคู่ไปด้วย เพราะการพึ่งพิงยามากไปมีผลให้ร่างกายติดยา หากติดยาแก้ปวดก็ตามมาด้วยโรคไต หรือหากติดมอร์ฟีน ก็ทำให้เป็นโรคจิตเวชหรือโรคหัวใจ

“โรคไมเกรนเหมือนเป็นโรคที่หมอทุกคนรักษาได้ แต่จะรักษาได้จริงหรือเปล่า แพทย์ก็น้อย ตอนนั้นผมก็เศร้า เห็นคนไข้แค่รับยาแก้ปวดกลับบ้าน ปรับพฤติกรรมก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าต้องดูแลตัวเองยังไง แล้วเราจะรักษาไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือ”

8 ปีที่แล้ว คุณหมอเจอคนไข้ที่รักษาไม่หายเยอะ และกำลังรู้สึกสิ้นหวังกับแนวทางการดูแลคนไข้ จึงเปลี่ยนบรรยากาศไปดูงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นประเทศไทยกำลังโปรโมต Thailand 4.0 ทำให้วันนั้นมีกิจกรรมเสนอไอเดียทำธุรกิจพอดี จึงเป็นครั้งแรกที่คุณหมอได้รู้จักสตาร์ทอัพ 

“ตอนเสนอไอเดียเขาบอกว่าให้เริ่มจาก Pain Point ปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ก็ใช้เทคโนโลยีมาแก้ แล้วทำให้ยั่งยืนโดยการตั้งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ทำให้เติบโตทั้งรายได้และอิมแพค ตอนนั้นเหมือนจุดประกายว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างที่แก้ไขปัญหาได้ในวงกว้างและกระจายให้คนรับรู้ได้เยอะ ๆ”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยไมเกรน ทั้งกลุ่มที่อาการไม่รุนแรงจะได้ดูแลตัวเองได้ถูกทาง กลุ่มที่อาการรุนแรงจะได้มีตัวช่วยให้แพทย์เจ้าของไข้ซึ่งไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางรักษาได้ถูกทาง ซึ่งตอนแรกอยู่ในรูปของ LINE OA แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง และไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการ จนกระทั่งบายเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ด้วยประสบการณ์การทำงานด้านบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ ไม่นานหลังจากทำงานร่วมกัน โมเดลธุรกิจเพื่อผู้ป่วยไมเกรนนี้ก็ได้รับทุนพัฒนาก้อนแรกจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) 

“อาจารย์มีองค์ความรู้ในการรักษา ของเราเป็นฝั่งดูแลธุรกิจที่จะต้องปั้นให้มันอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่พัฒนามาให้คนไข้ใช้ แต่ว่าไม่มีรายได้มาหล่อเลี้ยง มันก็ไม่ยั่งยืน” บายสรุป

จากนั้นจึงเกิด ‘Smart Headache’ แอปพลิเคชันบันทึกอาการปวดหัวและสิ่งกระตุ้น แล้วประมวลผลเป็นกราฟ คนไข้จะรู้ว่าเดือนหนึ่งปวดหัวกี่วัน มีปัจจัยอะไรที่กระตุ้นให้เกิดบ้าง และทำควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนบนเฟซบุ๊ก ซึ่งสาระบนโซเชียลนี้ก็พอจะสร้างความตระหนักรู้ให้สาธารณชน แต่ตัวแอปพลิเคชันที่คุณหมอคาดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยกลับไม่ได้รับการตอบรับเท่าไหร่นัก

“สตาร์ทอัพโค้ชเขาเลยถามว่า แอปพลิเคชันทำให้คนหายปวดหัวได้ไหม ซึ่งผมตอบไปว่ามันช่วย เอาข้อมูลไปให้หมอดู จะได้เตือนตัวเองว่าต้องทำตัวยังไง เขาก็บอกว่าไม่ได้ มันต้องตอบ Pain Point ตรง ๆ ต้องบอกให้ได้ว่าคนไข้ใช้แอปพลิเคชันนี้แล้วหายแน่ ๆ” หมอสุรัตน์กล่าวถึงจุดเปลี่ยนของสตาร์ทอัพ

เทคโนโลยีคืนรอยยิ้มให้ผู้ป่วยไมเกรน

คำแนะนำของโค้ชนำไปสู่การพัฒนาจาก Smart Headache เป็น ‘Smile Migraine’ ซึ่งมี Impact Score คำนวณความรุนแรงของอาการปวดและจำนวนวันปวดจากข้อมูลย้อนหลัง 30 วันแล้ว แล้วให้คะแนน 1 – 5 เพื่อให้รู้ว่าอาการสมองตอนนี้เป็นอย่างไร ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ติดตาม รักษา เฝ้าระวัง และดูแลตัวเอง

จากข้อมูลการบันทึกการดำเนินโรคในช่วง 1 เดือน ระบบจะสรุปให้คนไข้ทราบว่าตัวเองเป็นไมเกรนระดับไหน พร้อมให้คำแนะนำ เช่น ระดับ 1 ทานยาเท่าที่จำเป็น หรือระดับ 3 ควรพบแพทย์ และสรุปสิ่งกระตุ้นอาการ 3 อันดับแรก รวมถึงอาการร่วมที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทราบแนวทางในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม จากนั้นระบบจะแจ้งเตือนโอกาสเกิดโรคจากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ตามที่คนไข้บันทึกไว้ เช่น รอบเดือนกำลังจะมา สถานที่ที่อยู่ตอนนี้อุณหภูมิสูง อาการไมเกรนอาจกำเริบ ต้องป้องกันอย่างไร พอคนไข้ได้ประโยชน์จากการใช้งาน ก็มาลงทะเบียนเพิ่ม

และอีกฟังก์ชันที่คนไข้ต้องการ คือ Telemedicine พบแพทย์ออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้ในสถานที่ห่างไกล ซึ่งฟังก์ชันนี้จะต่างจาก Telemedicine ทั่วไปตรงที่มีการบันทึกข้อมูลที่แพทย์คุยกับคนไข้ และระบบจะดึงเอาข้อมูลสำคัญมาใส่ OPD Card (บัตรเวชระเบียนผู้ป่วยนอก) เพื่อวิเคราะห์ว่าอาการไมเกรนเป็นอย่างไร แพทย์จะได้รักษาได้อย่างถูกต้อง

“Telemedicine ออกแบบมาเพื่อช่วยหมอที่ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางรู้ว่าต้องรักษายังไง และช่วยเหลือคนไข้ที่อยู่ห่างไกลให้เข้าถึงการรักษาได้” หมอสุรัตน์อธิบาย

ไมเกรนเป็นโรคที่มีปัจจัยกระตุ้นหลากหลาย และอาการก็มีตั้งแต่เบาไปจนรุนแรงมากถึงขั้นใช้ชีวิตไม่ได้ แต่โรคไมเกรนก็มักถูกนำไปผูกกับอาการปวดหัวธรรมดา และคนรอบตัวผู้ป่วยก็เข้าใจเช่นนั้น บ่อยครั้งไมเกรนจึงถูกมองว่าเป็นเพียง ‘โรคสำออย’ หรือถูกด้อยค่าเพราะความไม่เข้าใจ เมื่อทาง Smile Migraine ลงคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ผู้ป่วยจึงมักเข้ามาระบายประสบการณ์คำพูดจากคนรอบตัว เช่น

แค่ปวดหัวธรรมดา ไม่เห็นเป็นอะไรเลย

ปวดหัวเหรอ ไปเดินห้างไหมจะได้หาย

ที่สำออย เพราะอยากหยุดงานอีกใช่ไหม

ทำให้คุณหมอเห็นว่าอีกฟังก์ชันที่ขาดไม่ได้เลย คือ Community Support พื้นที่ปลอดภัยให้คนไข้มาแบ่งปันประสบการณ์ สอบถามข้อมูล และให้กำลังใจกันและกัน เพื่อบรรเทาปัญหาทางด้านจิตใจ

หากคนไข้ยังไม่แน่ใจวิธีการดูแลตัวเอง ก็มาวางแผนร่วมกับ Chatbot ที่ใช้ AI มาเรียนรู้การดำเนินโรคของคนไข้ได้ แล้วค่อย ๆ ติดตามอาการไปด้วยกัน มอบคำชมเมื่ออาการดีขึ้น ให้คำแนะนำเมื่ออาการทรุดลง ประหนึ่งเพื่อนร่วมทางในการต่อสู้กับโรค

นอกจากนี้ บนแอปฯ ก็มี Market Place ให้คนไข้ไมเกรนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อการดูแลตัวเองที่ทางทีมคัดเลือกมาให้แล้ว และ Migraine Academy รวบรวมความรู้ บทวิจัย เอกสารวิชาการ สำหรับแพทย์ใช้อัปเดตความรู้ เพื่อให้แพทย์ทำงานง่ายขึ้น มอบการดูแลคนไข้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น แม้ไม่ได้จบเฉพาะทางด้านโรคปวดหัว

“สิ่งที่เราสร้างคือระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสิ่งที่สำคัญต่อการรักษาโรคไมเกรน เพราะว่าไมเกรนไม่เพียงเกี่ยวกับพฤติกรรม แต่ยังต้องติดต่อกับคนอื่น ติดต่อหมอ ต้องมีการให้กำลังใจกัน มันต้องใช้เครื่องมือร่วมกัน ไม่ใช่เจอหมอออนไลน์ ทานยา แล้วจบ แต่มันเป็นการวางโครงสร้างการเชื่อมโยงระบบสุขภาพเฉพาะโรคนั้น ๆ”

หมอสุรัตน์เล่าต่อว่า ระบบนิเวศนี้เกิดจากการพัฒนาลองผิดลองถูกมาร่วม 7 ปี อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศของโรคไมเกรนยังเกี่ยวข้องกับโรคอื่นที่พัฒนาสืบเนื่องจากโรคไมเกรนด้วย อาทิ ภาวะนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัลไซเมอร์ หมุดหมายต่อไปของ Smile Migraine จึงต้องการสร้างระบบนิเวศในการรักษาให้ครอบคลุมไปถึงโรคเหล่านี้ด้วย

เส้นทางของสตาร์ทอัพ

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราไปแข่งประกวดสตาร์ทอัพรายการหนึ่ง กำลังแข่งรอบสุดท้าย ถ้าชนะจะได้รางวัล 1 ล้านบาท รายการนั้นถ่ายทอดสดออกทีวีด้วย ปรากฏว่าตอนจะโชว์ฟีเจอร์ใหม่มันดันใช้ไม่ได้ โปรแกรมเมอร์ก็ดันไปเที่ยวดอยปุย เราหยิบขึ้นมาโชว์แล้วก็โชว์ไม่ได้ ทำให้ครั้งนั้นเราไม่ชนะ” 

คุณหมอเล่าถึงประสบการณ์บนเส้นทางสตาร์ทอัพที่ผ่านมาสารพัดเวที เคยได้ทั้งรางวัลที่ 1, 2, 3 ยันกลับบ้านมือเปล่า เงินรางวัลนี้คือหนึ่งในท่อน้ำเลี้ยงของธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสมัครขอทุนพัฒนาจากหน่วยงานรัฐ แต่ทั้งเงินรางวัลและเงินสนับสนุนไม่ใช่สิ่งการันตีความสำเร็จของธุรกิจในมุมมองของทีม

“ธุรกิจกับรางวัล ผมว่ามันทับซ้อนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน รางวัลส่วนใหญ่เขาให้เพราะมองปุ๊บแล้วเห็นว่าดูแปลก ดูพิเศษ แต่ธุรกิจคือทำยังไงก็ได้ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย”

หมอสุรัตน์ขยายความต่อว่า กุญแจแรกของธุรกิจสตาร์ทอัพ คือต้องเข้าใจว่าคุณค่าของธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเอง เพราะหากมองมุมคนทำ เราย่อมหลงรักสินค้าของตัวเอง และจุดนี้ทำให้สตาร์ทอัพล้มเหลวเยอะมาก แต่คุณค่าของธุรกิจต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าบอก สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ แล้วจะรู้ว่าเมื่อไรที่ตอบโจทย์แล้ว ก็ต่อเมื่อมีคนจ่ายเงิน Subscription สัก 100 ราย ถึงลงทุนขยายขนาดธุรกิจต่อได้

กุญแจที่ 2 คือต้องล้มเร็ว แต่ล้มไปข้างหน้า แล้ว Pivot เปลี่ยนทิศทางหรือโมเดลธุรกิจไปเรื่อย ๆ หากเจอปัญหา อยู่กับความล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีกได้โดยไม่ท้อถอย แต่พร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ

กุญแจที่ 3 คุณหมอบอกว่าเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีใครมองว่าเราจะประสบความสำเร็จ เพราะสตาร์ทอัพมีโอกาสล้มเหลว 90 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว คนอื่นก็มักมองเราอยู่ในกลุ่มนี้ไว้ก่อน ในกรณีของคุณหมอ ก็มักโดนมองว่าเป็นแกะดำ และโดนคำถามตลอดว่ามาทำทำไม ในเมื่อการเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนหนังสือดูมั่นคงกว่ามาก จึงต้องมี Growth Mindset ว่าถ้าล้มแล้วปรับตัวและอยู่รอดได้ ก็แสดงว่าเราเป็นของจริง

“ผมบอกทีมเสมอว่า จงแสวงหาความท้าทาย ถ้าทีมบอกว่าจะไปต่างประเทศ ผมก็บอกว่าลองไปเลย ถ้าไม่ได้ถึงกับต้องลงทุนขนาดหนัก ผมว่ามันทำให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จะเปลี่ยนฟีเจอร์อะไรก็ลุยไปเลย

“ผมมักพูดกับตัวเองเสมอว่า ถ้าไม่ได้ทำอะไร แล้วในอนาคตมามองย้อนหลังไป เราจะเสียใจหรือเปล่า ทุกครั้งที่ถามตัวเองแบบนี้ มันจะกลายว่าก็ทำไปเถอะ”

บนเส้นทางสตาร์ทอัพที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และมีเหตุการณ์ดราม่าเป็นสีสันอยู่เรื่อย ๆ หมอสุรัตน์และบายก็พา Smile Migraine ขึ้นมาเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่รอดและมีกำไรเพียงพอที่จะเลี้ยงธุรกิจต่อไปได้พร้อมกับพัฒนาบริการให้ครอบคลุมทุกระบบนิเวศของคนไข้ไมเกรน และตอนนี้ก็กำลังรับมือกับความท้าทายใหม่ คือการขยายตลาดออกสู่ประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งบริบทในประเทศไทยใช้กับประเทศเหล่านั้นไม่ได้ จึงเป็นโจทย์ใหม่ของทีมที่ต้องหาทางปรับเปลี่ยนพัฒนากันต่อไป

“ช่วงแรก ๆ เราเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ คิดว่าคนต้องใช้แน่ ๆ โดยไม่ได้อินกับการเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง หากเคยดูเรื่อง Mad Unicorn สงคราม ส่งด่วน คล้าย ๆ กันเลย เราก็เคยบริหารทีมแล้วมีปัญหาเรื่องคนที่บ้านไม่สบาย กระแสเงินสดไม่พอ จากทีมเล็ก ๆ พอขยายก็คนเยอะขึ้น ต้องมีระบบมากขึ้น เหมือนในซีรีส์ มีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เยอะมาก ๆ ให้ทันกับธุรกิจที่เติบโต” บายเสริม

ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะ Smile Migraine

งานดูแลคนไข้ไมเกรนและตำแหน่งอาจารย์แพทย์ของหมอสุรัตน์อาจเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้ผู้ใช้ได้ทดลอง Smile Migraine จากนั้นก็แนะนำปากต่อปาก แพทย์เจ้าของไข้ก็มาแนะนำให้ใช้ด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อแนวทางการดูแลคนไข้ 

“มีผู้ใช้บอกว่าแอปฯ เราช่วยเปลี่ยนชีวิตเขา”

บายเล่าถึงผลตอบรับจากผู้ใช้รายหนึ่งซึ่งเคยปวดไมเกรนจนต้องนอนทั้งวัน ออกไปใช้ชีวิตไม่ได้ เลี้ยงลูกก็ไม่ได้ แต่พอได้มาใช้เครื่องมือบน Smile Migraine อาการปวดของเธอก็ได้รับการติดตามและดูแลอย่างเหมาะสมจนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และใช้ชีวิตได้ ผู้ใช้บางคนก็หยุดพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการกินยาแก้ปวดเกินขนาดได้จากการติดตามผลอาการบนแอปฯ 

ที่สำคัญ Smile Migraine ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยเข้ามาให้กำลังใจกันและกัน ทำให้คนไข้รู้ว่าเขาไม่ได้กำลังต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยเพียงลำพัง

นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่ทีมงานมอบให้คนไข้ แต่ระหว่างทางนั้น พวกเขาเองก็ได้หลายสิ่งกลับมาจากการทุ่มเทนี้

“ทั้งชีวิตบาย ไม่ได้มีความฝันว่าต้องมาเป็นซีอีโอ ไม่มีความคิดว่าต้องมาทำธุรกิจ ที่ผ่านมารู้สึกว่าเอาตัวรอดมาได้ ดูแลน้องในทีม ทำทุกกระบวนการในออฟฟิศตั้งแต่เงินยังน้อย ต้องบริหารใช้จ่ายอย่างประหยัด ถึงเราจบสายธุรกิจมา แต่ก็ต้องขวนขวายหาความรู้ข้างนอกไปตลอดเพื่อมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ เมื่อก่อนเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง อธิบายอะไรไม่ค่อยได้ เดี๋ยวนี้ก็เริ่มพูดเป็นคนแก่แล้วเวลาให้โอวาทน้อง ๆ ตอนบริษัทเพิ่งเริ่มไปต่างประเทศครั้งแรก เราก็ไปคนเดียว ไม่มีใครมานั่งสอน ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง มันเลยเป็นอีกขั้นที่ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น”

สำหรับหมอสุรัตน์ ซึ่งหมวกอีกใบในงานสตาร์ทอัพนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของคนไข้หรือเปลี่ยนมุมมองในการดูแลคนไข้ของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังทำให้สายงานวิชาการได้เห็นว่านวัตกรรมทางการแพทย์ไม่ได้อยู่ในห้องแล็บเท่านั้น แต่โลกดิจิทัลลดช่องว่างในการเข้าถึงการรักษาและพลิกชีวิตคนไข้ได้เลย

“ในช่วง 7 ปีนี้ ผมทำอะไรเยอะมาก ได้ประสบการณ์ ได้ล้มลุก ได้มองปัญหาในมุมใหม่ ได้คิดสิ่งใหม่ ๆ ให้กับโลก ทำให้ผมมองทุกสิ่งด้วย Empathy ไปโดยอัตโนมัติ กระบวนการคิดแก้ปัญหาแบบนวัตกรรมจึงปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย”

การได้ล้มลุกคลุกคลานในวงการสตาร์ทอัพไทย ทำให้หมอสุรัตน์มองว่าสตาร์ทอัพไทยจำนวนมากยังอยู่ใน Comfort Zone ยังไม่ค่อยกล้าลุยหรือออกไปแสวงหาโอกาสด้วยตัวเองเท่าไรนัก ซึ่ง Smile Migraine เองก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อน

ในวันนี้ที่ Smile Migraine พาธุรกิจไปสู่ตลาดนานาชาติ ทีมงานถึงได้รู้ว่าสตาร์ทอัพจากต่างชาติเขาขยับตัวกันได้ไวแค่ไหน และต้องขยับตัวอย่างไรให้อยู่รอดได้ในเวทีโลก ซึ่งเส้นชัยที่ทีมงานตั้งเป้าว่าจะไปให้ถึงนี้คงไม่ใช่เพียงชัยชนะของสตาร์ทอัพไทย แต่ยังเป็นสารจากประเทศไทยที่บอกชาวโลกด้วยว่าวิทยาการทางการแพทย์จากไทยไม่เพียงไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ยังทำให้ระบบสาธารณสุขเข้าถึงคนไข้ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

สุดท้ายนี้ การทุ่มเทกับ Smile Migraine มา 8 ปี ของหมอสุรัตน์ที่ทั้งเครียด ทั้งนอนน้อย ทั้งเต็มไปด้วยเรื่องน่าปวดหัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลับไม่ทำให้คนไข้ไมเกรนอย่างตัวคุณหมอมีอาการกำเริบขึ้นมาเลย นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างที่การันตีว่า โรคไมเกรนก็ไม่ต่างจากโรคภูมิแพ้ ถึงไม่มีอาการก็ไม่ใช่ว่าหายป่วย แต่ควบคุมอาการได้หากรู้วิธี

“ผมเป็นไมเกรนไม่ค่อยบ่อย ปกติก็ทุก 6 เดือน แต่ไมเกรนเป็นไลฟ์สไตล์ ถ้าประพฤติตัวดี ในชีวิตนี้ก็อาจไม่ปวดอีกเลย อย่างผมนี่ก็ 7 – 8 ปีแล้วที่ไม่ปวดเลย”

ผู้ป่วยไมเกรนและคนใกล้ตัวผู้ป่วย ติดตาม Smile Migraine ได้ทาง

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ