25 พฤศจิกายน 2024
1 K

หากให้นึกถึงโครงการอะไรสักอย่างที่จะช่วยแก้ปัญหาทั้งความยากจน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาการว่างงาน และแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือวิธีลดโลกร้อนพร้อม ๆ กัน คุณจะนึกถึงอะไร

คงมีไม่กี่คนที่จะนึกถึงสาหร่ายว่าจะเป็นหนึ่งในวิธีลดโลกร้อน แก้ปัญหาความยากจน โดยเฉพาะสาหร่ายพื้นถิ่นที่ชื่อสาหร่ายขนนก (Caulerpa racemosa var. corynephora) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่าสาหร่ายลาโต๊ด ซึ่งมักพบในธรรมชาติแถบชายฝั่งอันดามัน เช่น สตูล กระบี่ ตรัง พังงา 

นี่คือโครงการที่ชื่อว่า ‘สาหร่ายไทยยั่งยืน’ ของมูลนิธิยูนุส (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ร่วมก่อตั้งโดย ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนแห่งบังกลาเทศ ผู้บุกเบิกด้านไมโครไฟแนนซ์และธุรกิจเพื่อสังคม

“มูลนิธิยูนุสในประเทศไทยทำงานเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายองค์กรยูนุสและธนาคารกรามีนทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุโลกแห่ง 3 Zeros คือ Zero Net-carbon Emissions (ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์), Zero Poverty (ไม่มีความยากจน) และ Zero Unemployment (ไม่มีคนว่างงาน) เราจึงพยายามหาโครงการที่ตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อนี้ ซึ่งสาหร่ายชนิดนี้ตอบโจทย์ได้หมดเลย” ดิววี่-แคซแซนดรา สาริกานนท์ ผู้นำโครงการธุรกิจเพื่อสังคมด้านสาหร่ายทะเล กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกสาหร่ายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา

“พื้นที่ดำเนินงานของเราคือชุมชนชายฝั่งทะเล อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งสาหร่ายนี้ตอบโจทย์เพราะเป็นชนิดที่มีในทะเลหน้าบ้านเขาอยู่แล้ว” ขนุน-นิตยาภรณ์ นิพัทธ์ศานต์ ผู้จัดการโครงการฯ ให้ข้อมูลเสริม

สาหร่ายทะเลที่หน้าตาดูธรรมดาจะกลายเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้อย่างไร และจะเปลี่ยนชีวิตคนในชุมชนอย่างไรบ้าง… ตามไปดูกันเลย

เมื่อโลกแปรปรวน

ความไม่เท่าเทียมอย่างหนึ่งของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือคนที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกลับเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด

“ชุมชนชายฝั่งได้รับผลกระทบชัดเจนมาก จากปกติฝนตกแค่ 4 เดือน มาตอนนี้ตก 6 – 8 เดือน พอคลื่นลมแรง เขาก็ออกเรือไม่ได้ รายได้หลักก็หายไป หรือบางครอบครัวที่ทำการเกษตร เจอน้ำท่วม พืชที่ปลูกก็เสียหาย” ดิววี่อธิบายถึงปัญหาที่ชุมชนชายฝั่งต้องเจอในสภาวะปัจจุบัน

นี่ยังไม่นับปัญหาอื่น ๆ อย่างเช่นปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง ทั้งจากสาเหตุการจับปลาเกินขนาดของประมงพาณิชย์ ตลอดจนอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนปะการังฟอกขาว ส่งผลให้สัตว์น้ำไม่มีที่อยู่อาศัยและลดจำนวนลงไปอีก

คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะสู้กับสิ่งนี้อย่างไร

ดิววี่อธิบายว่า หนทางรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรก คือ Climate Mitigation หรือการลดก๊าซเรือนกระจก อีกส่วน คือ Climate Adaptation หรือการปรับตัวเพื่อรับมือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งการเลี้ยงสาหร่ายตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อ

“สาหร่ายคือพืชที่โตเร็วและกักเก็บคาร์บอนได้ดีมาก ทุกวันนี้นักวิจัยทั่วโลกกำลังวิจัยการดูดซับคาร์บอนของสาหร่าย บางชนิดดูดซับได้มากกว่าต้นไม้เสียอีก แม้ว่าชนิดที่เรานำมาเพาะเลี้ยงจะยังไม่มีข้อมูลว่าดูดซับคาร์บอนได้เท่าไหร่ แต่มันก็มีศักยภาพมาก”

หากเทียบกับอาหารอื่น ๆ ที่เรากิน สาหร่ายชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นอาหารคาร์บอนต่ำลำดับต้น ๆ และใช้ทรัพยากรน้อยมาก ขณะที่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ นอกจากจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์แล้ว ยังต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการปลูกข้าวโพดที่เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งก็อย่างที่เรารู้ว่านำไปสู่การทำลายป่า เขาหัวโล้น และเป็นต้นเหตุของ PM 2.5 จากการเผาไร่ ส่วนผักหลายชนิดที่ปลูกแบบเชิงเดี่ยวก็เต็มไปด้วยการใช้สารเคมีการเกษตรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจก 

สาหร่ายจึงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกอาหารยั่งยืนแห่งอนาคต

“ส่วนด้านการปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกที่แปรปรวนขึ้น เราได้ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อพัฒนาวิธีการเลี้ยงสาหร่ายในถัง ทำให้เพาะเลี้ยงได้ตลอดปีและควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้ ต่างจากในทะเลที่มีให้เก็บแค่ 3 – 4 เดือน และปริมาณก็เริ่มน้อยลงจากภาวะโลกร้อน”

นอกจากนั้น ดิววี่ยังเล่าว่าการออกแบบบ่อเลี้ยงยังนึกถึงกรณีน้ำท่วม จึงออกแบบให้เป็นถังที่เคลื่อนย้ายได้ แทนที่จะเป็นบ่อถาวร ซึ่งก็เห็นผลจริงในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่พืชอื่น ๆ ถูกน้ำท่วมเสียหาย มีเพียงสาหร่ายเท่านั้นที่ยังเก็บกินและเก็บขายได้

“ข้อดีของการเพาะเลี้ยงสาหร่าย คือทำเป็นอาชีพเสริมได้ ไม่ต้องดูแลมาก ดูแลแค่ตอนเช้าก่อนออกไปทำงาน 10 – 15 นาที แล้วค่อยกลับมาดูตอนเย็นอีกที หรือถ้าช่วงไหนที่พายุเข้า ออกเรือไม่ได้เป็นเดือน ๆ เขาก็ยังมีสาหร่ายหน้าบ้านให้เก็บมากินและขาย เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่” ขนุนช่วยเสริม

เหนือกว่ารายได้ คือความภาคภูมิใจในตนเอง

นอกจากสาหร่ายจะเป็นเครื่องมือสำหรับต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือแก้ไขความยากจนด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของมูลนิธิฯ คือกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน ซึ่งอาศัยเงินจากสามีหรือรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามแพปลา

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่สร้างรายได้หรืออาชีพเท่านั้น แต่เราอยากจะ Empower ให้เขาเกิดความภาคภูมิใจในตนเองด้วย โดยส่งเสริมให้เขามีศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งช่วงแรกที่เราจัดอบรม บรรดาก๊ะ ๆ (แปลว่าพี่) บางคนจะชอบพูดว่า ก๊ะโง่มากเลย คงทำไม่ได้ เราก็บอกว่า ก๊ะอย่าพูดอย่างนั้น แล้วก็คอยให้กำลังใจ” ดิววี่เล่าถึงอีกเป้าหมายซึ่งไม่ง่ายและต้องใช้เวลา

“บางคนช่วงแรกก็ไม่มั่นใจ กลัวว่าทำมาแล้วจะขายไม่ได้ พี่ดิววี่ก็แนะนำว่าลองเอาไปให้เพื่อน ๆ ชิมก่อนสิ แล้วกลายเป็นว่าทุกวันนี้มีออร์เดอร์เข้ามาทุก ๆ 3 วัน เขาก็ภูมิใจมาก ส่งข้อมูลรายงานเราในไลน์ตลอด” ขนุนเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน

ส่วนอีกเคสที่เธอประทับใจ คือแม่บ้านคนหนึ่ง ซึ่งช่วงแรกทีมงานก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่เคยจดบันทึกข้อมูลตามที่แนะนำเลย แต่แล้วก็มารู้ภายหลังว่าเธออ่านหนังสือไม่ออก แต่ไม่กล้าบอกทีมงานเพราะอาย

“ปรากฏว่าเขาเลี้ยงสาหร่ายเก่งมาก ได้สาหร่ายสวยกว่าคนอื่น จนทุกวันนี้เราส่งไปให้ร้านไฟน์ไดนิ่งที่กรุงเทพฯ ทำให้เขาภูมิใจมาก เขาก็ขอบคุณเรา แล้วบอกว่าฝากไปขอบคุณหัวหน้าด้วยนะ”

ส่วนในเรื่องรายได้ สาหร่ายที่เพาะเลี้ยงในถังก็ขายได้ราคาดีกว่าที่เก็บในทะเล โดยขายได้กิโลกรัมละ 120 – 150 บาท หรืออาจถึง 200 บาทหากส่งออกไปนอกพื้นที่ หากเทียบกับที่เก็บจากธรรมชาติจะอยู่แค่ราคากิโลกรัมละ 40 – 50 บาท

“จุดแตกต่างที่เห็นชัด คือสาหร่ายที่เลี้ยงในถังไม่มีกลิ่นโคลน เพราะสาหร่ายนี้ในธรรมชาติจะขึ้นแถว ๆ ดินโคลนใกล้ป่าชายเลน ชาวบ้านมักเก็บมาขายทั้งที่เปื้อนโคลนแบบนั้น เพราะถ้าล้างแล้วจะช้ำ คนซื้อค่อยล้างน้ำ 1 รอบก่อนกิน ซึ่งบางทีก็ยังมีโคลนอยู่ เราเคยคุยกับคนหนึ่งที่ไม่กินสาหร่ายนี้เพราะเคยกินแล้วท้องเสีย ปรากฏว่าพอเราลองเอาสาหร่ายที่เลี้ยงไปให้ชิม ทุกวันนี้เขากลายเป็นลูกค้าประจำ” ขนุนผู้ซึ่งเคยดำน้ำไปเก็บสาหร่ายในทะเลด้วยตัวเองบอกถึงความแตกต่าง

ในเรื่องการขายผลผลิต ช่วงแรกจะเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเรียนรู้การขายเองให้ได้มากที่สุดก่อน โดยทีมงานอาจช่วยให้คำแนะนำเสริม เช่น ตรงนี้มีตลาดนัด ร้านอาหารนั้นน่าสนใจติดต่อ และเมื่อชุมชนขายเองได้แล้ว ขั้นต่อไปมูลนิธิฯ จึงรับซื้อผลผลิตส่วนหนึ่งเพื่อนำไปวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่ม

คุณค่าสู่ผู้บริโภค

นอกจากสาหร่ายชนิดนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ในมุมของผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์จากสาหร่ายชนิดนี้เช่นกัน เพราะจากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าสาหร่ายนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ทั้งวิตามินเอ แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านไวรัส

“ตอนนี้เราอยู่ระหว่างการวิจัยนำสาหร่ายมาสกัดเป็นผง ซึ่งเพิ่มมูลค่าได้ 2 – 3 เท่า และมีศักยภาพมากในการเป็นซูเปอร์ฟู้ด โดยอาจทำเป็นแคปซูลอาหารเสริม หรือจะนำไปเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิวหรือเครื่องสำอางก็ได้ และกำลังอยู่ระหว่างวิจัยพัฒนาเป็นน้ำสาหร่าย” ดิววี่กล่าวถึงความเป็นไปได้อีกมากมาย ซึ่งหากหน่วยงานใดสนใจสนับสนุนหรือนำผงสาหร่ายไปต่อยอดเพิ่มเติมก็ติดต่อทางมูลนิธิฯ ได้

ภาพ : มูลนิธิยูนุส (ประเทศไทย)

ขนุนช่วยเสริมในอีกแง่มุมหนึ่งว่า สาหร่ายนี้ยังเข้าไปเสริมเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้ เช่น ชุมชนบ้านบ่อเจ็ดลูกที่นำสาหร่ายนี้ไปเป็นเมนูอาหารพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง สร้างจุดเด่นให้พื้นที่

“ตอนนี้เรากำลังคุยกับโรงเรียนในพื้นที่เรื่องการจัดกิจกรรมให้ความรู้เด็ก ๆ เรื่องสาหร่าย ทั้งในเชิงดูดซับคาร์บอนและการเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รู้จักความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลบ้านเขาที่ไม่ใช่แค่กุ้งหอยปูปลา”

ดิววี่สรุปถึงภาพรวมโครงการว่า ความหวังสูงสุดจากการทำสิ่งนี้ คือการเสริมสร้างศักยภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้ชุมชน หรือพูดง่าย ๆ ว่าทำให้กลุ่มเปราะบางไม่ต้องเปราะบางอีกต่อไป แต่มีอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงทางอาหาร และยืนหยัดได้ด้วยตนเอง

“เมื่อพูดถึงโครงการสาหร่าย หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าเราทำอะไร บางคนอาจเข้าใจว่าก็แค่ขายทำเงิน แต่จริง ๆ เราอยากให้โครงการนี้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเพื่อไปสู่ 3 Zeros ที่เป็นเป้าหมายของเรา และโครงการจะไม่จบแค่พื้นที่ตรงนี้ ที่นี่เป็นเพียงโครงการนำร่อง ซึ่งอนาคตก็จะถอดบทเรียนและขยายผลไปที่จังหวัดอื่น ๆ หรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป”

Facebook : Yunus Thailand

โครงการสาหร่ายธุรกิจเพื่อสังคมเป็นการร่วมมือกันระหว่างคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, The Scottish Association for Marine Science (SAMS) และผู้สนับสนุนของเราอย่างสถานทูตแคนาดาผ่านทางกองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มในท้องถิ่น (CFLI), กระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร และ The Global Seaweed Coalition โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดสตูล ทางภาคใต้ที่อุดมสมบูรณ์ของไทย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกให้กับชุมชน

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

เชษฐ ชูช่วย

ช่างภาพสายทะเล ไม่กลัวแดด ใจดี เป็นแฟนลิเวอร์พูลครับ