คำถามคลาสสิกตลอดกาลอย่าง “ชีวิตคืออะไร” “คนเรามีชีวิตอยู่ไปทำไม” “ความหมายของชีวิตเป็นแบบไหน” ไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ง่าย แต่เมื่อใครสักคนเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ใคร่ครวญเพื่อเข้าใกล้คำตอบเหล่านี้ ทุกขณะของลมหายใจดูคล้ายจะพบหนทางที่ใช่มากขึ้น หากการเลือกเดินสวนกระแสของคนหมู่มากเป็นเรื่องที่ท้าทายราวเดินหน้าฝ่าพายุ ท้ายสุดท้ายแล้วเรานั่นแหละที่ต้องนิ่ง เงียบเสียงภายนอกลง แล้วเงี่ยหูฟัง ‘สิ่งจริงแท้’ ที่กำลังเผยปรากฏขึ้นมาภายในใจ บิ๊ก-ก่อเกียรติ ตรีพัฒนาสุวรรณ อดีตผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณา และ มายด์-สาธิตา ธาราทิศ ช่างภาพสารคดีสิ่งแวดล้อม เป็นคนวัย 30 ต้นที่กำลังค้นหาสมดุลใหม่ของชีวิตว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และโลกใบนี้ควรไปต่ออย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ความเปล่ากลวงในจิตใจ ชีวิตที่มองไม่เห็นความหมายของการดำรงอยู่ รวมถึงวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่ถาโถมทวีความรุนแรงขึ้นทุกที ผ่านการทดลองชีวิตแบบ Off-grid ในเชียงใหม่เป็นเวลา 1 ปีภายใต้ชื่อโครงการว่า ‘Sapiens 3000’


ไหลตามสายพานและคำถามถึงความหมายชีวิต
“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เติบโตในกรุงเทพฯ และเป็นคนที่ไม่เคยมีความฝันเลย ใช้ชีวิตแบบไหลตามสายพานมาตลอด ขนาดจะเลือกมหาวิทยาลัยก็ดูแค่ว่าพอทำคะแนนได้ อยู่ใกล้บ้าน หลังเรียนจบสาขาการท่องเที่ยว ผมทำงานที่บริษัททัวร์แบบพรีเมียม ทริปไปญี่ปุ่นเป็นแสน ไปเกาหลีด้วยเฮลิคอปเตอร์ ทำไปได้สักพักก็มีคำถามกับตัวเองตลอดเวลาว่า นี่เราทำอะไรอยู่ เราใช้ชีวิตแบบนี้ไปเพื่ออะไร ถ้ามองแค่งาน นี่เป็นงานที่ดี ได้เดินทาง ได้ค่าตอบแทนสูง แต่งานของเซลล์เราต้องพูดไม่หมดเพื่อปิดการขายได้ ต้องมีเรื่องเทา ๆ ในการทำงานด้วย ยิ่งทำให้เราตั้งคำถามกับชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ
“ถึงจุดหนึ่ง ข้างในมันไม่ไหวแล้ว ผมขอลาออก 3 รอบ เขาไม่ให้ออก รอบที่ 3 นี่ร้องไห้อย่างเดียวเลย ลึก ๆ ในใจผมเชื่อมาตลอดว่าคนเรามีประกายอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน แต่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนั้นทำให้เราหดหู่ เหี่ยวแห้งเหมือนต้นไม้ที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ เหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางและสับสนจริง ๆ ว่าแล้วฉันจะไปยังไงต่อ” บิ๊กเล่าจุดเริ่มต้นที่พาเขาเดินทางออกมาหาคำตอบชีวิต

“มายด์เป็นคนอ่างทองค่ะ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กทุนนิยมเต็มตัว วัน ๆ เอาแต่ไถทวิตเตอร์ ติดตามไอดอลเกาหลีที่ชอบจนไม่คิดว่าจะมีชีวิตที่ขาดจากโทรศัพท์ได้เลย ประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตคือตอนที่มหาวิทยาลัยพาไปค่ายอาสาพัฒนาที่เชียงใหม่ ยังคิดว่าถ้าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยเราจะอยู่ได้ไหม แต่พอถึงหมู่บ้านปกาเกอะญอที่อำเภอแม่วาง ได้เห็นทะเลหมอกครั้งแรกในชีวิต อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ไม่มีไฟฟ้า อยู่กับวิถีเรียบง่ายของชาวบ้าน เรากลับรู้สึกดีมาก


“ช่วงฝึกงานเราได้ลองทำงานรีวิวอาหาร บางทีอาหารไม่อร่อย แต่เรามีหน้าที่พูดให้โอเวอร์มาก ๆ โฆษณามันหลอกลวงผู้บริโภคมากเลยนะ รู้เลยว่าไม่รอด ถ้าฝืนทำต่อไปข้างในคงพังแน่”
ต้นทุนความสงบในประสบการณ์ในธรรมชาติอีกหลายครั้งทำให้มายด์คลี่คลายตัวเองและขยับเข้าสู่เส้นทางช่างภาพสารคดี และเธอเริ่มเห็นถึง ‘สายใยความสัมพันธ์กับธรรมชาติ’ บางอย่างที่มนุษย์อาจหลงลืมไป


ทดลองเพื่อเข้าใกล้คำตอบ
บิ๊กโชคดีที่เจอบทความ อาจารย์โกเอ็นก้า ในหนังสือที่ห้องบันทึกเสียงตอนทำงานบริษัทโฆษณา เพราะในระหว่างที่เขาเคว้งคว้าง การมีโอกาสได้หยุดทบทวนชีวิตสักครั้งย่อมเป็นสิ่งจำเป็น
“ก่อนลาออก ผมฟังบทสัมภาษณ์ของ พี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย มาตลอด การถามคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ ทำให้ไม่ไหลไปตามกระแส แต่คอร์ส 10 วันของโกเอ็นก้าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เปลี่ยนเลนส์มองโลกเลย ที่ผ่านมาเรามีชีวิตอยู่โดยไม่รู้จักอารมณ์ ไม่รู้จักสติเลยตลอดชีวิต การมองตามความเป็นจริงทำให้เราเข้าใจชีวิตแบบที่เป็นจริง ๆ ไม่ใช่อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการและคาดหวังของเรา”
แต่ชีวิตที่แท้คือบททดสอบ แม้เราจะมีเข็มทิศการเดินทางแล้วก็ตาม บิ๊กมีความฝันคือการได้ทำงานกับไอดอลที่ชื่นชมอย่าง ธนญชัย ศรศรีวิชัย เขาเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาพยนตร์โฆษณาโดยเริ่มต้นจากศูนย์ จนฝันนั้นเกิดขึ้นจริง
“ผมได้เข้าทำงานที่ Phenomena Bangkok โดยเริ่มต้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของกองถ่ายกองหนึ่งและได้ไปทำงานกับพี่ต่อสมใจ แต่งานโฆษณาโหดหินกว่าที่คิด ผมรู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานแบบนั้น จึงต้องขอย้ายทีมและลาออกในที่สุด”
ชีวิตโรลเลอร์โคสเตอร์ของบิ๊กยังดำเนินต่อเนื่องไปแบบสุดเหวี่ยงอีกหลายครั้ง ทั้งการไปบวชตามแนว หลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง การเรียนรู้เรื่องการพึ่งตนเองแบบ โจน จันใด และการเรียนรู้หลักสูตร 1 ปี ‘ผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่’ ที่ต้องการบ่มเพาะมนุษย์ที่เข้าใจองค์ความรู้เรื่องตัวเรา โลก สังคม และจิตวิญญาณให้สอดคล้องไปด้วยกัน การเรียนรู้การทำงานศิลปะเพื่อสังคมกับ อาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ เวลาหลายปีของการเดินทาง บิ๊กสั่งสมบ่มเพาะความรู้ร่วมกับการฝึกฝนลงมือทำจนน่าจะถึงเวลาหยั่งรากเสียที
“ที่พันพรรณ เราได้ทดลองเพื่อรู้ว่าชีวิตไม่มีผิด ไม่มีถูก ได้ลองพึ่งตัวเอง พึ่งชุมชน อยู่แบบเคารพกันและสนับสนุนคนอื่น เรียนรู้การทำงานภาคประชาสังคม หลักสูตรผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่จาก อาจารย์ประชา หุตานุวัตร ให้ความรู้ทฤษฎีให้เราอธิบายสิ่งที่ทำได้ชัดเจนขึ้น การได้เรียนรู้กับอาจารย์คามินเปิดโลกศิลปะที่หลากหลาย ผมเลยขออนุญาตอาจารย์ใช้พื้นที่ของมูลนิธิที่นามาใช้เป็นพื้นที่ทดลองชีวิต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ Sapiens 3000”


Sapiens 3000
เราจะอยู่อย่างไรในภาวะโลกป่วน
มูลนิธิที่นา (The Land Foundation) ก่อตั้งมาเมื่อเกือบ 26 ปีก่อนโดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ และ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช สองศิลปินร่วมสมัย ตั้งอยู่ในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่นาเงียบสงบ อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเกินไป ในตอนเริ่มต้นผู้ก่อตั้งใช้เป็นพื้นที่เติมพลังและทดลองแนวทางศิลปะที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และเปิดโอกาสให้ศิลปินนานาชาติเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อตีความและสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะในแบบของตัวเอง (เป็นโครงการ Artist in Residence ที่มาก่อนกาล) ทำให้ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างคงเหลืออยู่บางส่วน ซึ่งเป็นผลงานที่ศิลปินในพำนักรุ่นก่อน ๆ สร้างสรรค์ไว้
“ผมเดินทางเรียนรู้และอยากทดลองใช้ชีวิต 1 ปีในสถานที่ที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่ออยากรู้ว่าเราจะหาสมดุลชีวิตได้ยังไงผ่านวิธีคิดแบบหิน 4 ก้อน คือใจ (Heart) คือความจริงที่เราเรียนรู้จากโกเอ็นก้าและการบวชที่วัดหนองป่าพง, กาย (Hand) คือการเรียนรู้วิถีชีวิตพึ่งตนเองจากพันพรรณ, หัว (Head) หรือตรรกะความรู้จากทักษะผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่ และสุดท้าย คือสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการที่มนุษย์เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ใช้ชีวิตไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ในระดับบุคคล คนเจ็บป่วยทั้งกายและใจ ในระดับสังคม คนเกิดการแข่งขันและความเหลื่อมล้ำ ในระดับโลก สิ่งแวดล้อมพังทลายจนเราอาจต้องเผชิญหน้ากับการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 เพราะมนุษย์หลงลืมว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ


“สมมติฐานของผม คือถ้ามนุษย์ยังใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ โลกจะไม่ใช่สถานที่ที่อยู่อาศัยได้สำหรับเซเปียนส์อีกต่อไป การจะอยู่ต่ออย่างยั่งยืนได้ มนุษย์ต้องปฏิวัติความคิดทั้งภายในและวิถีชีวิตภายนอก ซึ่งที่เหลือต่อจากนี้คือการทดลอง”
ในตอนที่บิ๊กและมายด์เข้ามาอยู่ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ (เพื่อนเพิ่งให้ยืมแผงโซลาร์เซลล์ในวันที่เราเข้ามาสัมภาษณ์) แม้จะพกเช็กลิสต์กิจกรรมมาเต็มเปี่ยม แต่เมื่ออยู่บนสถานที่จริงแล้ว เป้าหมายของการทดลองจึงปรับแต่งไปตามบริบทและสถานการณ์ตรงหน้า แค่ต้องจัดการพื้นที่รกร้างให้กลับมาอยู่อาศัยได้ ออกแบบพื้นที่เพื่อใช้ชีวิตพื้นฐาน เช่น เตรียมพื้นที่ทำอาหาร การปลูกพืชอาหาร เตรียมแปลงนาปลูกข้าว ฯลฯ ซึ่งใช้เวลาไปหลายเดือนไม่น้อย
วันที่เราได้พบกัน โครงการ Sapiens 3000 ทดลองมาได้ครบ 3 เดือนพอดี ซึ่งระบบหลายอย่างลงตัวขึ้น โดยเฉพาะพืชอาหารที่ปลูกกระจายอยู่หลากหลายทั่วพื้นที่ เช่น ผักบุ้งนา ผักหวาน มะเขือ ถั่ว กระเจี๊ยบเขียว มันเทศ
“พวกเรากินอาหารวันละ 2 มื้อ ตอนมาอยู่ใหม่เราซื้ออาหารกินอย่างเดียว ตอนนี้ตั้งใจจะทำอาหารเองให้มากขึ้น อย่างน้อย 7 มื้อต่อสัปดาห์ เพราะเริ่มมีผลผลิตในพื้นที่เยอะแล้ว มายด์เคยแพ้อาหารอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่พอได้กินอาหารที่ปลูกเองเยอะขึ้น สุขภาพดีขึ้นมาก นอกจากความสดและสะอาดแล้ว เราสัมผัสได้เลยว่าอาหารที่ดีมีพลังต่อชีวิตมากจริง ๆ”
เรื่องนี้สอดคล้องกับบันทึกการเรียนรู้ประจำวันที่ 81 ที่มายด์บันทึกไว้ว่า “ขอแชร์แบบจริงใจเลย ตอนที่ทำงานประจำแทบไม่มีเวลาทำอาหารกินเอง แต่พอเริ่มเป็นลมพิษบ่อยจนต้องมาดูแลการกินมากขึ้น เริ่มแบ่งเวลาทำอาหารเอง ซอสบางชนิดกินไม่ได้เพราะแพ้สาร ยิ่งทำให้เริ่มกลับไปรื้อฟื้นความทรงจำวัยเด็กตอนที่ยายทำให้กิน ยิ่งทำให้เห็นว่าเราตัดขาดจากธรรมชาติไปนานเหมือนกัน
“พอมาทดลองวิถีพึ่งพาธรรมชาติ เลยเห็นว่าโรคในปัจจุบันอาหารมีผลมาก และส่งผลกับโลกด้วย สัตว์ต่าง ๆ ผึ้งช่วยผสมเกสรทำให้เกิดพืชพรรณ ทุกอย่างส่งผลกันหมด แต่กว่าจะเชื่อมโยงได้ด้วยความเข้าใจต้องใช้เวลา การกินจึงเป็นอีกวิธีที่ดูแลโลกของเราได้ ดูแลคนรอบตัวได้ ดูแลตัวเราได้”


ถ้าชีวิตคือความเป็นไปได้ที่หลากหลายไม่สิ้นสุด
นอกจากการบันทึกการเรียนรู้ประจำวันลงในเพจเฟซบุ๊ก Sapiens 3000 และบทสะท้อนความคิดผ่านวิดีโอ (เพื่อใช้สร้างสรรค์งานอีกครั้งเมื่อจบโครงการ 1 ปี) แล้ว กิจกรรมประจำเดือนที่บิ๊กและมายด์ทำคือการจัดวงเสวนาเพื่อชวนผู้คนมาแลกเปลี่ยนความรู้ในสิ่งที่พวกเขาทดลองด้วยความร่วมมือกับโครงการผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่ ภายใต้กิจกรรม ‘กระบวนทัศน์เสวนา’ ซึ่งได้จัดงานสนทนามาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่
ถ้าเซเปียนส์อยู่ถึงปี 3000 เราจะมีวิถีชีวิตอย่างไร บ้านในอนาคตจะเป็นแบบไหน และครั้งล่าสุด คืออาหาร รสชาติ สุขภาพ และโลกรวน แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ ซึ่งมีวิทยาการหลากหลายท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย การกลับไปเข้าใจอาหารในมิติที่เปิดกว้างลึกซึ้งทำให้นิยามของ ‘อาหาร’ อันหมายถึง ‘สิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้’ ยิ่งมีความหมายกว่าเดิม เช่นเดียวกับที่สายใยของมนุษย์ 2 คนนี้เริ่มผูกโยงแนบแน่นกับธรรมชาติ และซาบซึ้งกับการมีชีวิตที่เกื้อกูลจากสรรพสิ่งรอบตัว
บันทึกการเรียนรู้วันที่ 67 บิ๊กเขียนว่า สีข้าวครั้งแรก ทีแรกไม่ตื่นเต้น แต่พอได้เห็นเมล็ดข้าวเริ่มเปลี่ยนแปลงก็ตาลุกวาว ลองกินเมล็ดข้าวสด ๆ จากการสี อร่อยเหมือนขนมและหอมมาก ๆ ข้าวที่เราได้มาเป็นข้าวที่อาจารย์ปลูกไว้แล้วแบ่งให้ จึงเป็นที่มาของการฝึกสีข้าว กว่าจะได้แต่ละเมล็ดนั้นมีหลายขั้นตอนมาก ถ้าได้ทำครบลูปจริง ๆ น้ำตาคงไหล เข้าใจแล้วว่ากว่าจะเป็นข้าวให้เรากินรู้สึกอย่างไร (นึกถึงบทท่องขอบคุณข้าวเลย) และตอนนี้ ‘ข้าว’ ก็ได้เชื่อมใจของพวกเราในทุกมื้อหลังจากนี้

ถ้าพูดกันแบบไม่ Romanticize การอยู่ในที่ไม่สะดวกสบายย่อมท้าทายชีวิตอยู่แล้ว เพียงแค่เรื่องข้าวทำให้พวกเขาได้เห็นความรู้สึกทั้ง 2 ด้าน เมื่อต้องลงมือทำเองตั้งแต่ขุดดิน ถอนหญ้า จนเพิ่งได้หว่านข้าวเมื่อปลายฝนนี่เอง
“ตอนขุดดินทำแปลงนา มายด์ร้องไห้เลย ไม่ไหวแล้ว หญ้าดุมาก ถอนเท่าไรก็ไม่หมด แต่พอผ่านมาได้ ทุกครั้งที่กินข้าว เรารู้สึกขอบคุณชาวนาจริง ๆ ตอนพลิกดินเตรียมทำนา เราได้เห็นชีวิตเล็ก ๆ มากมายใต้ดิน ทำให้เห็นว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์ สัตว์พวกนี้ช่วยพรวนดิน บางวันเห็นกิ้งก่าหยุดพักเหนื่อยบนต้นกะเพรา งูเขียวหันมามองสบตา ชีวิตเหล่านี้ก็ช่วยดูแลระบบนิเวศอยู่ด้วย
“การได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติทำให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยความขอบคุณ อยู่ที่นี่เป็นชีวิตที่เหนื่อยกายแต่สบายใจ อยู่กรุงเทพฯ เราเหนื่อยหาเงิน แล้วใช้เงินมาเติมเต็มข้างในแต่ก็ยังว่างเปล่า แต่การอยู่ที่นี่เรารู้ว่าทำอะไรอยู่ ได้ฝึกอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก” Reconnect with Nature เป็นประเด็นที่มายด์ให้ความสำคัญ และค้นพบว่าการฟื้นคืนสายสัมพันธ์กับธรรมชาติอาจเป็นสิ่งสำคัญที่โลกต้องการจากมนุษย์อย่างเร่งด่วนที่สุดในช่วงเวลาต่อจากนี้
“ผ่านมา 3 เดือน ผมเรียนรู้ว่า ‘ชีวิตเป็นสิ่งที่ออกแบบได้’ เงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรื่องอื่นก็สำคัญด้วย มนุษย์ใจดีมีเมตตามากกว่าที่คิด ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่บนความเกื้อกูลของคนอื่นทั้งนั้น ตอนมาอยู่ครั้งแรกผมขุดหลุมก่อไฟใช้เวลา 5 ชั่วโมง คุณลุงแถวนี้เลยมาช่วยหุงข้าว ให้ยืมมีด เราได้ความรู้มากมายที่ชุมชนแบ่งปันให้ แผงโซลาร์เซลล์ที่เพื่อนให้ยืม ระบบน้ำที่เพื่อนต่อให้ เราไม่มีไฟฟ้าใช้ คนรู้จักแถวนี้วางกุญแจบ้านให้ไปชาร์จไฟได้ มีเรื่องราวสวยงามของความเป็นมนุษย์แบบนี้อยู่ตลอดทางเลย คนเป็นพี่น้องลูกหลานกันแบ่งปันกันทั้งให้และรับ

“ผมอยากเป็นต้นไม้ที่หยั่งราก และอยากให้คนอื่นได้มองเห็นว่าชีวิตมีความเป็นไปได้หลายทางมากกว่าที่คิด ขอให้เรากลับมาหาสมดุลให้เจอ และสนุกกับการปรับแต่งชีวิตไปในทุก ๆ วัน”
มาร์กาเร็ต มีด นักมานุษยวิทยาชื่อดังเคยกล่าวว่า สิ่งที่สะท้อนอารยะในระบบสังคมมนุษย์ คือการค้นพบกระดูกมนุษย์ที่แตกร้าวและได้รับการเยียวยา ในโลกของสัตว์ การบาดเจ็บอาจหมายถึงความตายเนื่องจากไม่อาจมีชีวิตรอด แต่การที่มนุษย์คนหนึ่งบาดเจ็บแล้วรอด นั่นเพราะมีสังคมที่เกื้อกูลอยู่เบื้องหลัง
โครงการทดลองชีวิต Sapiens 3000 จึงคล้ายเป็นคำเชื้อเชิญให้เราตั้งคำถามและมองอย่างลึกซึ้งเพื่อตระหนักถึงสายใยเกื้อกูลชีวิต ว่าเราได้รับการโอบอุ้มจากสิ่งใดอยู่บ้าง แล้วทบทวนท่าทีที่มีต่อโลกใบนี้ในฐานะ ‘บ้านหลังเดียวของเรา’ อีกครั้ง
หากนี่คือเกมกีฬา โลกกำลังยื่นโอกาสสุดท้ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้กับเซเปียนส์แล้ว โปรดใช้มันอย่างดีที่สุด


ภาพ : สาธิตา ธาราทิศ
ติดตามการเรียนรู้ประจำวันหรือติดต่อเข้าร่วมกิจกรรมทดลองใช้ชีวิตในพื้นที่เพื่อเข้าไปร่วมพำนักระยะสั้นได้ที่ Facebook : Sapiens 3000
