หลายเรื่องเล่าใน The Cloud มีจุดเริ่มต้นที่ความอยากกลับบ้าน บางคนอยากเพราะการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่สูบพลังพวกเขาไปจนเหือดแห้ง การกลับบ้านเลยเป็นหนทางให้ได้มีเวลาพักและเติมพลังกลับคืน
บางคนมีความฝัน และบ้านเกิดเป็นที่ที่จะทำให้ฝันเป็นจริง หรือชีวิตในบ้านเกิดทำให้ได้สัมผัสกับความเหลื่อมล้ำ อย่างการเข้าไม่ถึงระบบสาธารณูปโภคและโอกาส กลายเป็นเป้าหมายชีวิตว่าต้องพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น
“หากคุณอยากกลับบ้าน พวกเราคือเพื่อนกัน”
สโลแกนของ ‘โครงการอาสาสมัครคืนถิ่น (Return Homeland)’ ที่ นาย-นราธิป ใจเด็จ เล่าให้เราฟัง
อาสาคืนถิ่น เป็นหนึ่งในโครงการที่จัดทำโดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
มอส. เป็นมูลนิธิที่มีพันธกิจสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเป็นอาสาสมัคร อาสาคืนถิ่นเป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนคนที่มุ่งมั่นกลับไปทำงานที่บ้านและมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ตัวเองและชุมชนอยู่รอดไปด้วยกัน

โครงการเพิ่งปิดรับสมัครรุ่นที่ 7 ไป มีจำนวนคนสมัครเพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ปีแรกของการทำโครงการ ทำให้คนเบื้องหลังชื่นใจและมีกำลังใจในการทำงาน
เรามีโอกาสมาเยือนออฟฟิศของทีมงานอาสาคืนถิ่น มีนายและเพื่อนร่วมทีมกำลังรอเรา พร้อมเตรียมตัวเล่าเรื่องราวของพวกเขาให้เราได้รู้จัก ภารกิจเพื่อนช่วยเพื่อนกลับบ้าน

ความเหลื่อมล้ำ
ความเหลื่อมล้ำเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นทำให้คนตัดสินใจจากบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาสให้ชีวิต โดยมีจุดหมายเป็นจังหวัดยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล
บางคนพบสิ่งที่ตามหา ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ บางคนยังหาไม่เจอและต้องออกเดินทางหาต่อไป
ระหว่างที่คนต่างกระโจนไปอยู่จังหวัดเหล่านั้น ยังมีบางพื้นที่บางจังหวัดที่ถูกทิ้งไว้ โอกาสได้คนใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนแทบไม่มี สุดท้ายพื้นที่เหล่านั้นเหลือเพียงเด็กและผู้สูงวัย ขาดคนรุ่นใหม่ที่มีแรงมีพลัง มาขับเคลื่อนให้พื้นที่มีชีวิตชีวา
มอส. เห็นช่องว่างและหนทางที่จะเติมเต็ม ภารกิจช่วยคนที่อยากกลับบ้านจึงเกิดขึ้น ช่วงเริ่มต้นทำโครงการใน พ.ศ. 2557 งานที่คนส่วนใหญ่ทำเมื่อกลับมาอยู่บ้าน คืองานภาคเกษตรกรรม
มอส. จับมือกับวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) สร้างหลักสูตรเพื่อคนอยากกลับบ้านที่มีถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือ เกิดอาสาคืนถิ่นรุ่นแรกที่ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาอยู่บ้าน พัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในพื้นที่
หลักสูตรกินระยะเวลา 1 – 2 ปี เน้นให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ พร้อมมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและความช่วยเหลือ
เมื่ออาสาคืนถิ่นดำเนินมาถึงรุ่นที่ 3 คนทำงานรู้สึกว่ายังมีงานหรือเหตุผลอื่นที่ทำให้คนตัดสินใจกลับบ้าน อาสาคืนถิ่นรุ่นที่ 4 จึงจับมือกับสถาบันการจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนภาคอีสาน ขยายพื้นที่ทำงานไปภาคอีสาน พร้อมประเด็นอาชีพที่ไม่ใช่แค่งานในกลุ่มเกษตรกรรม
ปัจจุบันอาสาคืนถิ่นดำเนินมาถึงรุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมโครงการ 123 คน ใน 23 จังหวัดทั่วประเทศไทย และประเด็นการทำงานที่กว้างขึ้น เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม นวัตกรรมชุมชน การพัฒนางานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ธุรกิจชุมชน ฯลฯ


คนที่อยากกลับบ้านนั้นมีมาก แต่คนที่ตัดสินใจมาเข้าร่วมโครงการอาสาคืนถิ่นมี 3 ประเภทด้วยกัน ประเภทแรกเป็นคนที่อยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง ส่วนใหญ่เพิ่งเรียนจบและยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ประเภทที่ 2 คือคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่อยากพัฒนาบ้านตัวเอง และประเภทสุดท้ายเป็นคนที่อิ่มตัวกับการใช้ชีวิตแบบเดิม อยากเริ่มต้นชีวิตบทใหม่
ไม่ว่าพวกเขาจะกลับบ้านด้วยเหตุผลไหน หากอยากมาร่วมเดินทางไปกับอาสาคืนถิ่น เหตุผลของการกลับบ้านต้องมีชุมชนเป็นส่วนหนึ่ง
“บางคนจะกลับไปเพื่อทําธุรกิจอย่างเดียวเลย ไม่แตะเรื่องชุมชน เราคิดว่าคงไปด้วยกันไม่ได้ เพราะความสนใจหลักเขาอยู่ที่การหาเงิน จนไม่ได้มองชุมชน แต่ถ้าเป็นคนที่อยากทำธุรกิจและอยากพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน คนคนนั้นถึงจะไปกับเราได้ เพราะเขาจะไม่ได้มองเห็นแค่ตัวเอง แต่มองเห็นชุมชนด้วย
“ด้วยพันธกิจของ มอส. คือเราพยายามสร้างคนที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน” นาย กล่าว
ทั้งนี้ บ้านในนิยามของอาสาคืนถิ่นไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่เกิดและเติบโต อาจเป็นพื้นที่ใดก็ได้ที่เจ้าตัวเรียกว่าบ้าน เช่น พื้นเพเป็นคนพะเยา แต่อยากไปตั้งรกรากที่สงขลา ถ้ามีเป้าหมายและความตั้งใจเพียงพอ อาสาคืนถิ่นพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางสร้างความฝันนี้ไปด้วยกัน

เรื่องยากของคนอยากกลับบ้าน
ณ วันนี้ความคิดของคนที่มีต่อการกลับบ้านเกิดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่ได้มองว่าเป็นคนล้มเหลวหรือไม่ทะเยอทะยานเท่าที่ควร แต่ความคิดนี้ยังคงมีอยู่ในบางคน และส่งผลให้การกลับบ้านยังคงเป็นเรื่องยากไม่ว่ายุคไหน
แชมป์-ปทิตตา บูรณกิจ ผู้ประสานงานโครงการอาสาคืนถิ่น เล่าว่า การตั้งคำถามจากครอบครัวหรือคนแถวบ้าน เป็นตัวที่จะสั่นคลอนความตั้งใจของคนกลับบ้าน
“เขาจะถามว่า กลับมาทำไม กลับมาแล้วจะทำอะไร เรียนจบตั้งสูงทำไมเลือกกลับบ้าน คำถามพวกนี้ทำให้เขาเริ่มไม่มั่นคง เพราะในเมื่อฉันเลือกแล้วแต่ยังเกิดคำถามแบบนี้ แม้แต่กับครอบครัวฉันเอง เราพยายามทำงานปรับทัศนคติเรื่องนี้ว่า เหตุผลที่คนคนหนึ่งกลับบ้านมีมากมาย ไม่ได้แปลว่าชีวิตล้มเหลว พิสูจน์ให้เห็นผ่านการกระทำ”
วิธีแก้อย่างหนึ่ง คือจัดทริปท่องเที่ยวชุมชน ให้เสียงจากคนภายนอกเป็นตัวสะท้อนสิ่งที่คนกลับบ้านทำ
“พอเราเป็นระดับลูกหลานในชุมชน ทำให้เสียงอาจจะไม่ดังเท่าที่ควร การพาเพื่อนคนอื่นไปเที่ยวแล้วเขาบอกว่า เฮ้ย ตื่นเต้นจัง หรือสิ่งที่เขาทำมันดีมาก ชุมชนถึงจะเริ่มเห็น ให้เสียงเขาเป็นตัวสะท้อนกลับไปที่ชุมชน” นายเล่า
ปัจจัยเรื่องทุนก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าในรูปแบบตัวเงิน หรือต้นทุนทางสังคม หากใครมีต้นทุน การตัดสินใจกลับบ้านจะไม่ใช่เรื่องยาก และมีเบาะรองรับเมื่อความเป็นจริงไม่เป็นไปตามที่ฝัน ตัวทุนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนคนหนึ่งเลือกจะกลับบ้านหรือไม่ หากไม่มีทุนเพียงพอ เขาก็อาจล้มเลิกความตั้งใจตั้งแต่ต้น
การสนับสนุนจากโครงการมีในรูปแบบทุนยังชีพรายเดือน ทุนสำหรับทำโปรเจกต์ในชุมชน (Life Project) และจัดกระบวนการเรียนรู้เติมทักษะที่จำเป็นในการทำงาน


คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย ประโยคที่ยังคงใช้ได้เสมอ จากที่ทำมา 6 รุ่น ทีมอาสาคืนถิ่นพบว่า การกลับบ้านตัวคนเดียวมีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จสูง เนื่องจากต้องเผชิญสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวคนเดียว ทำให้การรับสมัครรุ่น 7 พวกเขาตัดสินใจเปิดรับในรูปแบบคู่และกลุ่ม เป็นการเสริมทัพคนกลับบ้าน
“การตัดสินใจจะง่ายขึ้น ถ้ากลับคนเดียวอาจจะลังเล แต่มีเพื่อนไปด้วยอะไรก็ง่ายขึ้น คนที่สมัครเข้าร่วมรุ่นที่ 7 ส่วนใหญ่เป็นคนที่เห็นทางเลือกของการกลับบ้านมากขึ้น ไม่ใช่กลับไปทำไร่ทำนาแบบแต่ก่อน แต่กลับไปทำคาเฟ่ ไปสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ก็ได้”
มาย-ชิษณุชา ตะละภัฎ ผู้ประสานงานโครงการคนรุ่นใหม่กับการสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะด้วยความมั่นคงทางอาหาร (Young Food) เคยไปร่วมทริปท่องเที่ยวชุมชนที่จัดโดยคนในอาสาคืนถิ่น เกิดความรู้สึกติดใจและเป็นเหตุผลของการทำงานที่นี่ มายด์บอกว่าพื้นที่สร้างสรรค์เป็นเหตุผลยอดนิยมของคนกลับบ้านในปัจจุบัน เพราะพวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ และอยากทำให้บ้านเขามีโอกาสเท่าพื้นที่อื่น ๆ นอกจากนี้มีกลับไปทำ Chef’s Table นักพัฒนาชุมชน หรือแม้กระทั่งนักการเมืองท้องถิ่น
นายยกตัวอย่างอาสาคืนถิ่นคนหนึ่ง เขาเป็นคนปกาเกอะญอที่เติบโตมากับความเหลื่อมล้ำ เป็นความตั้งใจที่เขาต้องพัฒนาบ้านเกิดให้ได้ ผ่านการเข้าไปเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ให้เสียงพวกเขาดังขึ้นและพื้นที่ถูกมองเห็น ปัญหาได้รับการแก้ไขในท้ายที่สุด การมาเข้าร่วมอาสาคืนถิ่นเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานกับชุมชนที่เขานำไปต่อยอดได้
“เราไม่ชอบใช้คำว่าปัญหา เราชอบเรียกว่าเป็นความคลาสสิก เพราะเรียกว่าปัญหาแล้วฟังดูเป็นเรื่องยาก แก้ยาก แต่ถ้าพูดว่าเป็นความคลาสสิกมันจะมีกำลังใจ เกิดความรู้สึกตื่นเต้นที่จะไปแก้ ความคลาสสิกมันเป็นสิ่งที่ต้องค่อย ๆ แก้ด้วย” นายว่า

อาสาคืนถิ่น
ตอนนี้รุ่นที่ 1 เป็นอย่างไรกันบ้าง – เราถามนาย เพราะพวกเขาน่าจะเป็นหลักฐานชั้นดีของโครงการอาสาคืนถิ่น นายตอบว่าทุกคนสบายดี หลาย ๆ คนเริ่มสร้างครอบครัวของตัวเอง และเกือบทั้งหมดยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านเกิด ทำสิ่งที่พวกเขาเชื่อต่อไปเรื่อย ๆ
“ด้วยความที่รุ่นที่ 1 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เขาผูกพันกับบ้านตัวเอง และเขามีทรัพยากรที่เอื้อต่อการอยู่บ้าน แต่ละคนทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ มีทำธุรกิจกาแฟ ท่องเที่ยว ศิลปิน ยังอยู่บ้านประมาณ 70%”
นายบอกว่าผลลัพธ์ที่จะวัดว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ คงไม่ใช่การทำอะไรใหญ่โต แต่อยู่ที่ความรู้สึกของผู้ร่วมโครงการ หากเขาได้รู้จักตัวเองและชุมชน ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่บ้าน นั่นนับว่าเป็นการประสบความสำเร็จแล้ว
“เราอยากให้เขาเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ดูแลตัวเอง หากเขาอยากทำเพื่อชุมชนไปด้วยก็ต้องดูว่า ทำแล้วเขาจะไม่บาดเจ็บจนเกินไป เพราะการพัฒนาชุมชนเป็นงานที่หนักนะ ต้องดูว่าเราไหวแค่ไหน ไม่งั้นจะส่งผลเสียได้”
หากคุณอ่านถึงตรงนี้และเกิดความรู้สึกอยากกลับบ้าน ติดตามการเปิดรับสมัครอาสาคืนถิ่นรุ่นที่ 8 ได้ที่เพจของอาสาคืนถิ่น หรือจะลองลงมือทำเลยก็ได้ ทางอาสาคืนถิ่นพร้อมเป็นเพื่อนให้คำแนะนำเสมอ

ติดตามงานของอาสาคืนถิ่นได้ที่ Facebook : อาสาคืนถิ่น – Return Homeland
