31 มกราคม 2025
4 K

ระหว่างรอคู่สนทนาเข้าห้องคุยออนไลน์ เรามองออกไปนอกหน้าต่างบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฝุ่น PM 2.5 ยังคงลอยตัวอย่างแน่นหนาในอากาศ เป็นเหมือนฟิลเตอร์สีเทาปกคลุมทั้งพื้นที่ไว้ ทำให้รู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก ไม่ต่างกับจังหวัดที่ นที กำแพงแก้ว คู่สนทนาของเราอยู่ หรือเรียกได้ว่า ทุกตารางนิ้วในประเทศไทยต่างประสบปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 กันทั่วหน้า 

ทำให้ทุกคนต่างพยายามตามหาวิธีแก้ PM 2.5

นทีเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท พอใจดี จำกัด ธุรกิจเพื่อสังคมที่ก่อตั้งมาด้วยเป้าหมายเดียว คือแก้ปัญหามลพิษทางอากาศในจังหวัดเชียงใหม่

บ่อยครั้งที่เชียงใหม่ติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก และจำนวนคนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่มีไม่กี่ทางเลือก คือโยกย้ายไปอยู่พื้นที่อื่นชั่วคราวในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 รุนแรง หรือพยายามหาวิธีป้องกันตัวเองให้ได้มากที่สุด

“ผมจำได้ว่าหลังมื้ออาหารมื้อหนึ่ง ผมคุยกับครอบครัวของเพื่อนสนิทว่า จังหวัดเรามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะลูกสาวเพื่อนผมอยากทำงานช่วยสังคม เรามานั่งหากันว่าเชียงใหม่มีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาไหนที่เราพอจะแก้ไขได้ ซึ่งเดือนนั้นตรงกับเดือนมกราคมพอดี ฝุ่น PM 2.5 กำลังรุนแรง เราเลยคุยกันว่าอะไรที่เราทำได้ และทำได้ทันที จนตกผลึกออกมาเป็นการรับซื้อใบไม้จากพื้นที่รอบ ๆ บ้านเรา”

จากเริ่มต้นรับซื้อใบไม้เพื่อป้องกันการเผาที่จะเกิดควันส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ วิธีแก้ PM 2.5 ขยายเป็นการทำปุ๋ยหมักและฟาร์มผักอินทรีย์ พร้อมกับมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ทยอยต่อคิวรอเริ่มต้นที่นทีเตรียมขนมาเล่าให้เราฟัง เริ่มตั้งแต่จุดสตาร์ตของพอใจดี

พาอากาศบริสุทธิ์กลับคืนเชียงใหม่

พื้นเพนทีเป็นคนเชียงใหม่ เขาเกิดและอาศัยอยู่ที่อำเภอแม่ริมมาโดยตลอด สภาพแวดล้อมที่นี่ทำให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอนที

“ผมอยู่ในสังคมธรรมชาติมาตลอด มีป่ามีเขา ทุกบ้านต้องปลูกต้นไม้ มีต้นลำไย ต้นมะม่วง ต้นโน่นต้นนี่เป็นเรื่องปกติ”

อากาศที่เชียงใหม่ไม่เคยเป็นพิษสำหรับคนเชียงใหม่ เด็กชายนทีสูดหายใจได้สบาย จนมาช่วง 10 ปีให้หลังที่อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เกิดมลพิษมากมายและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนเชียงใหม่ต่างกังวลว่าชีวิตพวกเขาที่อาศัยในจังหวัดนี้จะเป็นอย่างไร ยิ่งบางครอบครัวมีสมาชิกที่เพิ่งลืมตาดูโลกไม่เท่าไรก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายแล้ว

“ขนาด 10 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ยังรุนแรงขนาดนี้ 10 ปีต่อไปจะเป็นยังไง รุ่นลูกรุ่นหลานเราจะใช้ชีวิตได้อย่างไรถ้าเราไม่แก้ปัญหานี้

“บางคนยังพอมีกำลังซื้อเครื่องฟอกอากาศ พาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่คนที่ไม่มีกำลังล่ะ คนในพื้นที่ต้องทนกับสถานการณ์แบบนี้ต่อไปเหรอ เรารู้สึกว่ามันถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่าง”

แลกใบไม้เป็นเงิน วิธีแก้แรกที่นทีกับ ปพนธีร์ ชมภูแก้ว และ กฤษฎา ศรีสุโข เพื่อน ๆ บนโต๊ะอาหารเห็นตรงกัน เพราะมันเป็นภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาว่าแถวบ้านพวกเขาคนมักกวาดใบไม้ที่หล่นลงมากองรวมกันและใช้วิธีเผาเพื่อกำจัด แต่มาตรการแก้ไข PM 2.5 ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ประกาศห้ามเผา เพื่อป้องกันการเกิดควันที่ส่งผลให้เกิด PM 2.5 แต่คนก็ไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหนแทน ทำให้มีบางคนที่แอบเผา

เมื่อทุกคนเห็นวิธีแก้ไขปัญหาตรงกัน นทีและเพื่อน ๆ ตัดสินใจไปคุยกับ รัฐธีร์ ศิริกุลวิธิษณ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองปลามัน ว่าพวกเขาอยากแก้ปัญหาเผาใบไม้ในพื้นที่บ้านหนองปลามัน โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านเห็นด้วยและคนในชุมชนโดยรอบต่างสนใจพร้อมให้ความร่วมมือ

นทีตั้งจุดรับซื้อใบไม้ในพื้นที่สวน 9 ไร่ของปพนธีร์ เพราะมีขนาดกว้างขวาง เก็บใบไม้ที่ซื้อมาได้ ซึ่งพวกเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะมีคนมาขายเท่าไร

“วันนั้นผมจำได้ว่าเราใช้เงินไปประมาณ 3,600 บาท ผมรับซื้อกิโลกรัมละ 1 บาท ก็จะได้มาทั้งหมด 3,600 กิโลกรัม หรือ 3 ตันกว่า ๆ” นทีเล่าพร้อมรอยยิ้ม เขายังจำได้ดีว่าทุกคนในวันนั้นมีความสุขมากแค่ไหน

“มีคนมาขายประมาณ 10 – 20 คน เข็นจากบ้านมาให้เรา มันเป็นภาพที่น่ารักมาก ๆ บางคนบอกว่าเย็นนี้มีเงินไปซื้อไข่ซื้อกับข้าวละ ภาพนั้นทำให้พวกเรารู้สึกว่าเดินมาถูกทางแล้ว แล้วมันก็ตอบโจทย์เราที่ว่าไม่อยากให้คนแถวบ้านเผา ไม่อยากให้มีควันลอยอยู่ในอากาศ แล้วมันยังได้ผลพลอยได้ คือคนมีรายได้เพิ่มเติม คนเฒ่าคนแก่ก็มีกิจกรรมทำ”

จากที่คิดจะเปิดจุดรับเพียงครั้งเดียว ก็ขยายเป็นเปิดรับซื้อทุกสัปดาห์ พร้อมก่อตั้ง บริษัท พอใจดี จำกัด เพื่อดำเนินกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ

บางคนอาจมองว่าสิ่งนี้แปลกหรือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทาง แต่ในฐานะประชาชนและคนที่ได้รับผลกระทบ นทีมองว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่เขาทำได้ทันทีและเห็นผลลัพธ์ทันตา คือพื้นที่ที่เขาอยู่ไม่มีใครเผาใบไม้ ทุกคนยังพอมีพื้นที่ที่จะเจออากาศบริสุทธิ์ได้

แปลงกองใบไม้ให้เป็นปุ๋ยหมักและสวนผักอินทรีย์

ถึงกิจกรรมแลกใบไม้เป็นเงินจะสร้างความสุขให้ทั้งคนจัดและคนมาร่วม แต่กองใบไม้ขนาด 3 ตันที่ทีมพอใจดีได้รับก็ทำให้ทีมต้องกลับมาคิดว่าจะจัดการอย่างไร ไม่งั้นจะกลายเป็นแค่ย้ายกองใบไม้จากที่หนึ่งมาอยู่อีกที่

“โชคดีที่เราได้รู้จักวิธีทำปุ๋ยหมักของมหาวิทยาลัยแม่โจ้” ตัวนทีมีความเชื่ออย่างหนึ่ง คือถ้าเราตั้งใจทำอะไรดี ๆ มักจะมีสิ่งดี ๆ ตามมา เหมือนที่เขาได้วิธีจัดการกองใบไม้ที่สร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นและช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้บริษัทพอใจดี

ปุ๋ยหมักสูตรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่นทีได้มีโอกาสเรียนรู้ไม่ยากมาก มีวัตถุดิบเพียงใบไม้ มูลสัตว์ และน้ำ พร้อมกับพื้นที่สำหรับหมักปุ๋ย รวมไปถึงระยะเวลาประมาณ 2 – 3 เดือนที่ปุ๋ยจะใช้ได้ นทีเลยชวนเพื่อนบ้านที่เอาใบไม้มาขายมาเรียนรู้วิธีทำไปด้วยกัน เพื่อเป็นการบอกพวกเขาว่า ไม่จำเป็นต้องเอาใบไม้มาขายที่นี่เท่านั้น ด้วยตัวเอง 

นทีเคยทำงานคลุกคลีในภาคธุรกิจเกษตรกรรม เขารู้ว่าต้นทุนที่แพงที่สุดจนแทบจะกินกำไรครึ่ง ๆ คือค่าปุ๋ย การทำปุ๋ยเองนอกจากนำไปขายเพื่อสร้างรายได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่สนใจอยากทำสวนปลูกผัก

ได้แปลงใบไม้เป็นปุ๋ยอาจยังไม่เพียงพอ เพราะนทีและเพื่อนคิดว่ามันต่อยอดได้อีก พวกเขาตัดสินใจทำฟาร์มผักโดยใช้ปุ๋ยหมัก ฟาร์มนี้ยังคงใช้พื้นที่ในสวน 9 ไร่ พวกเขาหวังว่านี่จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่น ๆ เห็นว่าพวกเขาต่อยอดกองใบไม้เป็นอะไรได้บ้าง

“ผมเคยทำงานที่บริษัทนำเข้าเมล็ดพันธุ์ดอกไม้จากต่างประเทศ ผมเลยซึมซับวิธีทำผลิตภัณฑ์ การปลูกผักปลูกดอกไม้ แล้วก็ซึมซับวิธีคิดของผู้บริหาร คือเขามีวิธีสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเขาแล้วปลูกได้จริง เขาลงมือปลูกให้ดูเลย ผมว่าเป็นแนวคิดที่ดีนะ เราจะบอกให้คนเชื่ออะไรสักอย่าง เราต้องทำให้เห็นก่อน ผมใช้แนวคิดนี้ทำทุกอย่างในพอใจดี ผมทำให้เขาเห็นว่าใบไม้ที่คุณกวาด ๆ กองไว้ เอามาสร้างรายได้ได้นะ ทำได้จริงด้วย ใครอยากได้องค์ความรู้นี้เข้ามาดูได้เลย ผมไม่คิดเงิน หรือจะเอาไปทำเองก็ได้

“เป้าหมายหนึ่งในการทำพอใจดี คือสร้างทัศนคติที่ดีกับคนในพื้นที่ เพราะการรับซื้อใบไม้ของเรามันไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้แก้ปัญหา PM 2.5 ได้ในวงกว้าง แต่มันช่วยกระตุ้นจิตสำนึกคนว่าเขาไม่ต้องเผาใบไม้ เขาสร้างรายได้จากมันด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก พอเขาเห็นแล้วอาจจะเริ่มจากจัดการใบไม้แถวบ้าน หรือบางทีลามไปจัดการใบไม้ในป่า ช่วยลดต้นเชื้อเพลิงการเกิดไฟป่าได้ ถ้าทุกคนมีมายเซตแบบนี้ จากค่าฝุ่นที่อยู่ 500 อาจลดลงมา 300 ก็ได้นะ”

ปัจจุบันปุ๋ยหมัก แปลงผัก และผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากผักอยู่ในช่วงทดลอง นทีวางแผนในใจว่า ถ้าการทดลองนี้เป็นไปด้วยดี พวกเขาตั้งใจทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อนำรายได้มาหมุนเวียนในพอใจดี ให้ทำหน้าที่แก้ปัญหาต่อไปได้

“เรายังไม่มีที่ขายเป็นหลักแหล่ง แต่เวลาที่เราไปออกบูทรับซื้อใบไม้ เราจะเอาผลิตภัณฑ์พวกนี้ไปจำหน่ายด้วย ให้คนเห็นเลยว่าผลผลิตของการแก้ไขปัญหาของเราเป็นแบบนี้นะ โรงแรม ร้านอาหารในเชียงใหม่ที่รู้จักเราก็สนับสนุนอุดหนุนผักของเรา ผมว่าในอนาคตผมอาจจะสร้างจุดขายด้วยการบอกว่า ผัก 1 ต้นที่เขาอุดหนุนช่วยลด PM 2.5 ได้เท่าไร ให้เห็นว่านี่เป็นหนึ่งในวิธีแก้ PM 2.5”

โมเดลจัดการเศษเหลือใช้ในภาคเกษตรกรรม

การจัดการเศษเหลือใช้จากภาคเกษตรกรรมถือเป็นหนึ่งปัจจัยก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน หากใช้วิธีการที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างการเผา 

การได้วิธีจัดการใบไม้เลยเป็นเหมือนไอเดียให้ทีมพอใจดีมองหาปัญหาอื่น ๆ ที่พวกเขาแก้ได้ ปัญหาที่เขาพบและเริ่มลงมือจัดการไปแล้วคือการจัดการตอซังและฟางข้าว 

“ผมเคยคุยกับชาวนาว่าทำไมถึงต้องเผา เขาบอกว่าหลังเกี่ยวข้าวจะเหลือตอซังที่มันแข็งมาก ๆ จนใช้รถไถกลบแทบไม่ได้ ทำนาต่อไม่ได้ เขาเลยใช้วิธีเผาแทน ผมก็เลยไปคุยกับกรมการข้าวว่ามีวิธีแก้ไหม เขาบอกว่ามีจุลินทรีย์ที่ชื่อว่าจามิน่า ช่วยทำให้ตอซังนุ่มลงจนใช้รถไถไถกลบได้ เพียงแค่เอาเมล็ดไปโปรยในนาและรอประมาณ 7 วัน

“แปลกนะ ชาวบ้านเป็นฝ่ายที่เจอปัญหาเยอะมาก ภาครัฐเป็นฝ่ายที่มีวิธีแก้ แต่ 2 ฝ่ายนี้ดันไม่ค่อยคุยกัน ผมเลยทำหน้าที่คล้าย ๆ เป็นตัวกลางเชื่อมโยงพวกเขา ถ้าชาวบ้านไม่อยากติดต่อราชการเพราะต้องทำเอกสารมากมาย ไม่เป็นไร แค่คุณมาหาเรา หลังจากนั้นเราดำเนินการทุกอย่างให้ได้เลย คุณเพียงรอเอาจุลินทรีย์ไปใช้เท่านั้น”

นทียังคงใช้วิธีเดิมเหมือนที่เขาจัดการปัญหาเผาใบไม้ คือแสดงให้ชาวนาเห็นว่า เขามีวิธีจัดการตอซังและฟางข้าวได้โดยไม่ต้องเผา แถมยังนำสูตรปุ๋ยหมักส่งต่อให้พวกเขาผลิตปุ๋ยได้เอง ช่วยลดต้นทุนการทำนา

บริเวณสวน 9 ไร่มีนาขนาด 4 ไร่ นทีใช้นาผืนนี้เป็นตัวอย่างโชว์ชาวนาคนอื่น ๆ ปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยหมักที่ทำเอง ไปจนถึงวิธีจัดการตอซังและฟางข้าวด้วยจุลินทรีย์ ทุกกระบวนการนทีบันทึกวิดีโอเพื่อให้ชาวนาคนอื่น ๆ ได้เห็นว่าเขาทำจริงและผลลัพธ์ที่เกิดเป็นอย่างไร

ถึงพอใจดีเพิ่งก่อตั้งเมื่อปีแล้ว แต่ในปีที่ 2 มีหลาย ๆ พื้นที่ในเชียงใหม่ที่เห็นการทำงานพวกเขา ติดต่อเข้ามาเพื่อแสดงความประสงค์ว่าอยากนำโมเดลของพอใจดีไปใช้ในพื้นที่ตัวเอง 

นทีบอกว่าเร็ว ๆ นี้พวกเขาเตรียมไปทำงานกับศูนย์การเรียนรู้ตำบลแช่ช้าง โดยพอใจดีจะอำนวยความสะดวกจัดหาวิทยากรสอนความรู้ที่จำเป็นและสนับสนุนเงินทุนบางส่วนให้เริ่มต้นทำกิจกรรมแลกใบไม้ฯ และปุ๋ยหมัก

“ทั้งชุมชนและราชการสนับสนุนงานเรา พอเขาเห็นว่าเรามีตัวตนจริง เรามีเป้าหมายอะไร ลงมือทำจริง ๆ เขาก็สนับสนุน อย่างผู้ว่าฯ ยังคุยกับผมว่าจะช่วยขายผักอีกแรง

“เพื่อนผมชอบพูดประจำว่า คิดดีทำดีเดี๋ยวสิ่งดี ๆ จะเข้ามาเอง ทำดีไปเถอะ มันก็เห็นผลจริง ๆ ตลอดเวลา 1 ปีที่ผมเห็น สิ่งดี ๆ ทั้งนั้นที่เข้ามาหาเรา เราไม่คิดว่าบริษัทเราจะขยายใหญ่เท่านี้ จากเคยมี 2 คนก็กลายเป็น 20 คน ภายใน 1 ปี ผมเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่ตอบแทนจากที่เราทำดี”

ส่งต่อแนวทางแก้ปัญหาระดับประเทศ

1 ปีที่ไม่มีการเผาใบไม้ในพื้นที่ที่เราอยู่เป็นไงบ้าง – เราถามนที 

ไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน นทีตอบเราได้ทันที “พูดตรง ๆ ว่าวิธีของเราอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระดับภาพใหญ่ของเชียงใหม่ แต่ถ้าเป็นมุมที่ผมสัมผัสได้ คือผมนั่งในบ้านแล้วเปิดหน้าต่างได้โดยไม่มีควันลอยเข้ามา ตอนนี้เรายังไม่ได้หวังผลไกลตัวมาก เราหวังใกล้ ๆ เอาแค่ชุมชนที่เราอยู่ไม่มีใครเผาใบไม้ เผานา”

ครอบครัวเป็นเหตุผลและแรงผลักดันสำคัญของทีมพอใจดี คนที่พวกเขารักพอมีพื้นที่ที่ยังมีอากาศบริสุทธิ์หายใจเข้าไปได้ อยู่ท่ามกลางชุมชนที่มีบรรยากาศดี ๆ แถมมีผักปลอดสารพิษไว้บริโภคอีกด้วย

พอใจดีในปีที่ 2 นทีและเพื่อน ๆ มีแผนทดไว้ในใจหลายแผนที่พวกเขาโฟกัสและเรียกว่าเป็นแผนใหญ่ที่สุด คือผลักดันกิจกรรมแลกใบไม้เป็นเงินในระดับประเทศ 

“กำลังอยู่ในช่วงคุยและวางแผน เราตั้งใจทำเป็นโมเดลร่วมกับภาครัฐในการจัดการเศษเหลือใช้จากภาคเกษตรกรรม ด้วยการขายใบไม้เอามาทำปุ๋ยหมัก ถ้าสำเร็จโมเดลนี้อาจถูกส่งต่อให้จังหวัดอื่น ๆ ใช้แก้ปัญหาได้เหมือนกัน” นทีทิ้งท้าย หากใครสนใจอยากขายใบไม้หรืออยากศึกษาโมเดลของพอใจดี ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook : พอใจดี นทีย้ำว่าเขาเต็มใจและพร้อมต้อนรับทุกคน

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย