ถึงเหล่าทาสหมาทาสแมว หรือทาสสัตว์อะไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเคยเลี้ยง กำลังเลี้ยง หรือกำลังคิดจะเลี้ยง… คุณรู้จักพวกเขามากแค่ไหน
‘Pet SOULciety’ จะพาคุณไปหาคำตอบของความสัมพันธ์คนกับสัตว์ และเชื่อมต่อหัวใจกับสัตว์เลี้ยงในระดับจิตวิญญาณ ให้คุณเห็นคุณค่าที่เขามีต่อคุณและคุณมีต่อเขา เพื่อการยอมรับและให้เกียรติสิ่งมีชีวิตอีกชนิดที่มอบความรักไร้ขีดจำกัดแก่คุณ
และนี่คือเรื่องราวของกระบวนการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยงที่มี กอเตย-ปิญชาดา ผ่องนพคุณ, จุ๊บ-ฐิตารัตน์ หาญฤทธิรงค์ และ ปลา-ธนันปภัสร์ ทิพย์รักษ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
เหตุผลที่คนรักสัตว์มาอยู่ร่วมกัน
“บางคนเคยสูญเสียสัตว์เลี้ยง แต่เขาก็ยังอยากเลี้ยงอีก แค่ไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมมั้ย”
“มีคุณแม่พาน้องอายุ 10 ขวบมาเรียน เพราะอยากให้ลูกรู้ว่าการดูแลหนึ่งชีวิตประกอบด้วยอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่เล่นกับเขา แต่ว่าคือเรื่องของเงิน จิตใจ การดูแล และความรับผิดชอบทั้งหมด”
ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตามแต่ที่พาเหล่าคนรักสัตว์มาร่วมวงแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์กันใน Pet SOULciety พื้นที่ปลอดภัยเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยงในมิติที่ลึกไปถึงระดับจิตใจ ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรกับการนั่งคุยเรื่องหมาแมวกับเพื่อน… แต่มันต่าง
“กระบวนการเรียนรู้แบบนี้พาคนไปลึกกว่า การคุยกับเพื่อนจะสนุก แต่การล้อมวงคุยกับคนแปลกหน้า เราไม่ได้พูดให้คนอื่นฟัง แต่พูดให้ตัวเองฟัง ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้บางอย่างกับคนคนนั้นมากขึ้น กระบวนการพาผู้คนไปใคร่ครวญตัวเองจึงแตกต่างจากการคุยกับเพื่อนประมาณหนึ่ง เขาได้พูดความรู้สึกลึก ๆ ที่ปกติอาจไม่มีพื้นที่ให้พูด
“แต่ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองมีพื้นที่ปลอดภัยในการคุยเรื่องการสูญเสียหมาแมวกับเพื่อนอยู่แล้ว มีเพื่อนที่ดูแลจิตใจ คนนั้นก็ถือว่าโชคดี แต่มีคนจำนวนมากที่ต้องการพื้นที่แบบนั้นแต่เขาไม่มี เราเลยเป็นพื้นที่นี้ให้เขา”
การเริ่มต้นกิจกรรมด้วยเนื้อหาวิชาการความเข้าใจในสัตว์เลี้ยงที่เชิญผู้เชี่ยวชาญมาอบรมดูจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พ่อ ๆ แม่ ๆ ของน้องสนใจมาเข้าร่วมตั้งแต่ครั้งแรก แต่เวิร์กช็อปสนทนาว่าด้วยความสัมพันธ์คนและสัตว์กลับเป็นเหตุผลที่คน ‘อิน’ และบอกต่อ จนกิจกรรมครั้งต่อไปเต็มเร็วแบบไม่ต้องลงทุนซื้อโฆษณา


ผู้ร่วมกิจกรรมเขาอินอะไรกัน
ในเวิร์กช็อปของ Pet SOULciety ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือกิจกรรมเชิงวิชาการในช่วงเช้า ซึ่งทีมจะช่วยกันคิดไอเดียมาก่อนว่าอยากให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เรื่องอะไร ซึ่งมาจากความสนใจของพวกเขา เช่นพฤติกรรมสัตว์ การดูแลสัตว์ป่วย ซึ่งทีมจะเลือกสรรผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นจริง ๆ เข้ามาเป็นวิทยากร บางท่านก็ใช้การบรรยาย บางท่านพาแมวสาธิตมาให้ผู้ร่วมกิจกรรมเห็นภาพว่าจะต้องดูแลน้องเจ็บป่วยยังไง ตอนจับต้องจับขาเข้าองศาแบบนี้ พันผ้าแบบนี้ถึงจะแน่น
กระบวนการช่วงบ่ายจะทำเรื่องจิตใจและความสัมพันธ์ มีกอเตยเป็นกระบวนกรหลัก ออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และไปเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับสัตว์เลี้ยง หลังจากนั้นจะมีกระบวนการศิลปะให้ทำ เช่น กิจกรรมจักรวาลความสัมพันธ์ ให้เขาได้เห็นตัวเขาและสัตว์เลี้ยงทั้งในอดีตและปัจจุบันอยู่ในจักรวาลเดียวกัน เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ในแบบที่เขาสร้างด้วยตัวเอง
และสุดท้ายจะให้ไปทำงานกับสัตว์เลี้ยงตัวที่เขาอยากทำงานด้วยในวันนี้ ชวนให้เขียนจดหมายบอกสิ่งที่อยากพูดกับสัตว์ตัวนั้น


“จากประสบการณ์ที่กอเตยเคยทำกระบวนการเรียนรู้กับคนมามาก แต่พอเป็นมุมที่เขาเรียนรู้ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนรับรู้ถึงความรักอันไร้เงื่อนไขมาก ๆ ที่มนุษย์มีต่อสัตว์ และสัตว์มีต่อมนุษย์ คนกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกออกมา มีทั้งน้ำตาแห่งความเสียใจและความปลื้มปีติเกิดขึ้น และระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ก็มีโอกาสให้วงได้โอบอุ้มกันและกัน
“เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม คือเขาเฝ้ารอพื้นที่แบบนี้มาตลอด ที่คนรักอะไรเหมือนกันมาแชร์เรื่องราวเดียวกัน และเกิดการรับฟังโดยไม่ตัดสิน มีความเห็นอกเห็นใจเข้าใจกัน อีกส่วนหนึ่งคือเขาเซอร์ไพรส์กับสิ่งที่เราพาไปเจอว่าจักรวาลระหว่างเขากับสัตว์เลี้ยง แม้ไม่ยิ่งใหญ่ แต่มีคุณค่าและมีความหมายมาก”
เวิร์กช็อปที่จัดไป ผู้ร่วมงานบางคนดั้นด้นเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง แต่สำหรับผู้ที่ไม่สะดวก ทางทีมงานก็มี ‘Pet Friendship สมุดฝากรักสัตว์เลี้ยง’ สมุดเล่มบางที่ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใคร่ครวญความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และอาจดับสูญไปในวันใดวันหนึ่ง เพื่อช่วยมนุษย์ได้ทบทวนตัวเองผ่านกระบวนการคิดนี้ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมให้น้องในวันที่คุณไม่อยู่ ว่าจะมีใครบ้างที่จะดูแลพวกเขาได้ตามคุณค่าและความหมายของชีวิตของเขาอย่างที่คุณมอบให้


การรวมตัวของคนมีปม
กอเตย คือ Death Planner หรือนักวางแผนชีวิตเพื่อการตายดี ผู้ก่อตั้งเพจ Baojai Family อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา ที่น้องหมาจากวัยเยาว์ของเธอวิ่งออกถนนจนโดนรถชน แต่ยังรวมพลังสุดท้ายเดินกลับมาตายในอ้อมกอดเธอ ตั้งแต่วันนั้น กอเตยไม่เคยเปิดใจให้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่อีกเลย
จุ๊บ คือศิลปินดอกไม้ทับและนักเรียนรู้นิเวศผ่านดอกไม้ จากเพจ Go with the Flow-er ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีน้องหมาเป็นขุมพลังและตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในบ้าน จนวันหนึ่งที่น้องจากไป ความสัมพันธ์ในบ้านก็สั่นคลอนตาม แม้จะเปิดรับน้องแมวตัวใหม่ แต่ยังไม่เคยมีอะไรมาเติมช่องว่างในใจที่เคยมีให้น้องหมาตัวนั้นได้
ปลา คือ Creative Director จาก Communication Hack และ Creative Spirit เจ้าของโปรเจกต์ สติ Space โครงการที่จัดร่วมกับสวนโมกข์กรุงเทพ ให้คนทำงานหันกลับมามีสติเท่าทันความรู้สึกและความทุกข์ แต่ตัวเธอเองก็ต้องเผชิญกับความทุกข์จากที่น้องแมวซึ่งเคยเลี้ยงไว้ด้วยระบบเปิดเลือกทางเดินของตัวเอง แล้วหายไปจากบ้านอย่างไม่รู้ชะตากรรม
ทั้ง 3 คนคือบุคคลที่วนเวียนอยู่กับกระบวนการทำงาน ‘ข้างในตัวเอง’ ที่พาพวกเขามารู้จักกัน และมีอีกจุดร่วมคือปมในใจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

“ความสัมพันธ์หนึ่งที่ถูกมองข้ามไปคือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ เราพบว่ามี Pain Point เรื่องของการสูญเสียสัตว์เลี้ยง หรือว่าเรื่องของจิตใจที่เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ เลยมารวมตัวกันทำโปรเจกต์นี้ ทำในมิติทั้งกายและใจของสัตว์เลี้ยง ตอนแรกเป็น 2 ด้าน ทำเรื่องความสัมพันธ์กับองค์ความรู้ แต่คุยไปคุยมาก็รู้สึกว่าแยกจากกันไม่ได้ คุยกันมากขึ้น แชร์กันมากขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เรา 3 คนจะทำงานด้วยกัน นำมาสู่การเริ่มคิดว่า ถ้าจะทำเรื่องนี้จะเป็นใครดี เกิดเป็น Pet SOULciety ในปัจจุบัน โดยใช้คำว่า Soul ที่แปลว่าจิตวิญญาณ”
และแม้ว่า Pet SOULciety จะเป็นเรื่องของสัตว์ แต่ที่จริงคือกระบวนการทำงานกับคนที่เลี้ยงสัตว์ ทำให้มนุษย์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสัตว์เลี้ยง แล้วก็ทำให้เขากับสัตว์เลี้ยงเชื่อมโยงในมิติที่ลึกซึ้งกว่าการเลือกหาอาหารให้กินหรือพาสัตว์เลี้ยงไปเที่ยว แต่พาเขาไปให้เห็นว่ามันถูกเชื่อมโยงด้วยจิตวิญญาณ สัตว์เลี้ยงได้ถือครองคุณค่าบางอย่างของเจ้าของไว้เสมอ โดยที่เจ้าของอาจจะไม่รู้ตัว
จากประสบการณ์ช่วยผู้คนวางแผนเพื่อความตายของกอเตย ได้เห็นหลายคนเป็นห่วงสัตว์เลี้ยง หลายคนที่ร้องไห้เพราะรับไม่ได้หากถึงวันที่ต้องทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้หลังความตายของตัวเอง หรือในทางกลับกัน หลายคนก็รับไม่ได้หากถึงวันที่สัตว์เลี้ยงต้องกลับดาวไป
“เราตั้งคำถามว่าอะไรทำให้คนรับรู้ได้ว่าวันหนึ่งต้องเกิดความสูญเสีย ทำให้เขาเตรียมตัวตายได้อย่างหมดจดและงดงามที่สุด ทำงานเรื่องความสัมพันธ์เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่าจะมีวันที่เราพรากจากกัน สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้ว่าถึงวันนี้เราอยู่ด้วยกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก แต่วันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยมือกันได้โดยไม่มีอะไรติดค้างในจิตใจ”

เพื่อน้องได้อยู่ดีและตายดี เพื่อพ่อแม่ได้รักษาหัวใจไว้รับรักครั้งใหม่
“คนเราเสียชีวิต ยังมีโอกาสที่จะทำงานศพ มีพิธีการให้ค่อย ๆ ได้ทำความรู้จักความรู้สึกตรงนั้น แต่พอเป็นสัตว์ กลับไม่ค่อยมีพื้นที่แบบนี้เท่าไร พอเขาจากไปเราก็อยู่กับคำถามว่าจะจัดการฝังยังไง วันต่อไปก็ต้องไปทำงาน ต้องรีบหายจากความรู้สึกนี้แม้ว่าจะยังคิดถึงและเสียใจก็ตาม
“ถ้าเราสูญเสีย แล้วยอมรับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่จะจากกันไป และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีสัตว์เลี้ยงอีกตัว แปลว่าหัวใจเราใหญ่พอที่จะยอมรับความรักและยอมมอบความรัก เพราะมีสัตว์อีกมากมายบนโลกใบนี้ที่ต้องการความรักจากเรา”
ผู้ร่วมกิจกรรมได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้หลังได้คลี่คลายความรู้สึกในใจที่เขามีต่อสัตว์เลี้ยงของเขา และเปิดใจอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงของเขาเป็นไปตามธรรมชาติ คือไม่ไปฝืนความเป็นสัตว์เลี้ยง ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น รักเขาในแบบที่เขาเป็น ไม่ว่าน้องหมาจะไม่ชอบเดินเล่น หรือน้องแมวจะนอนทั้งวัน แม้กระทั่งในยามที่เขาแก่หรือวาระสุดท้ายที่เขาจะจากไป ก็ให้ยอมรับสิ่งนั้นแล้วก็ให้เขาจากไปตามธรรมชาติ โดยไม่ยื้อชีวิตให้น้องเกิดความทุกข์ทรมาน
“เพราะว่าสัตว์เลี้ยงบอกไม่ได้ว่าเขาจะไปแล้ว ตอนนี้เขาทรมานมากนะ”
หากได้ดูภาพยนตร์ฮอลลีวูด มักเห็นภาพของขวัญชิ้นสุดท้ายที่มนุษย์มอบให้น้องหมาน้องแมวชรา เป็นการฉีดยาให้หลับแล้วจากไปอย่างสงบ แต่ในมุมมองของ Pet SOULciety เชื่อว่าการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงในวาระสุดท้ายให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ถึงแม้จะเป็นความรู้ ความเข้าใจใหม่ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยหากเจ้าของเข้าใจวาระสุดท้ายของน้อง และรักษาอย่างประคับประคองโดยไม่ยื้อ ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายและใจจนถึงที่สุด
และเมื่อเวลาเป็นใจ เขาจะจากไปเองอย่างสมศักดิ์ศรีของชีวิตหนึ่งโดยไม่เจ็บปวดทรมาน และเจ้าของไม่ต้องรู้สึกผิดติดค้างต่อการจากไปของเขา ในขณะเดียวกัน หากให้การดูแลประคับประคองกับสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่แล้ว แต่เขายังเจ็บปวดทรมาน การการุณยฆาตก็ทำได้ เพื่อให้น้องจากไปอย่างสงบเช่นเดียวกัน
แต่หลายคนก็ผ่านช่วงเวลาแห่งความสูญเสียไปโดยจัดการกับความสัมพันธ์ได้ไม่หมด ยังคงมีความรู้สึกผิดติดค้าง จึงเลือกมาร่วมกระบวนการเพื่อสะสางปมในใจ และพร้อมให้หัวใจได้เปิดกว้างยอมมอบความรักและรับความรักครั้งใหม่ให้สัตว์ตัวอื่นที่ยังคงต้องการคนมาดูแล
เช่นเดียวกับกอเตยที่แม้เป็นกระบวนกรเอง แต่ก็ยังไม่อาจสะสางความรู้สึกผิดต่อน้องหมาที่เคยตายในอ้อมกอด จนได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ร่วมกิจกรรม ลองเขียนจดหมายส่งถึงน้องบนฟ้า สัมผัสถึงความรักอันไร้เงื่อนไขจากเรื่องราวที่ผู้ร่วมกิจกรรมนำมาแบ่งปัน และนาทีนั้นเธอก็ได้เห็นความปีติจากความรักที่น้องหมาน้องแมวมอบให้ ไปพร้อมกับสัจธรรมและธรรมชาติในการจากไปของพวกเขา
“ตอนนี้คุยกับพี่จุ๊บตลอดว่าอยากเลี้ยงแมว แต่ว่าต้องเดินทางตลอด และสิ่งที่รับรู้จากการทำงานเรื่องนี้ คือถ้าเราเลี้ยงแล้วแต่ให้ความสำคัญกับน้องไม่ได้ ก็อย่าเลี้ยงเลย เราอาจจะอยากเลี้ยงเพราะอยากมีหมาแมวที่รักเราอยู่ใกล้ ๆ แต่มันไม่พอ เขาก็ต้องการความรักจากเรามาก ๆ เพราะฉะนั้น เราก็เลือกที่จะไปเล่นหมาแมวของเพื่อน และมอบความรักให้มันได้เหมือนกัน แต่ถ้าถึงวันที่พร้อม เราก็อาจจะมีน้องเข้ามา”

ในวันที่คุณเหงา เขาเป็นยิ่งกว่าเพื่อน
“คนที่สิ้นยินดีกับการมีชีวิต คนที่รู้สึกว่าจะอยู่ก็ได้จะตายก็ดี มีคนแบบนี้จำนวนมาก แต่เชื่อไหมว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง คือการมีสัตว์เลี้ยงสักตัวมาอยู่ข้าง ๆ ความภาคภูมิใจของบางคนที่เคยเจอ คือฉันภาคภูมิใจที่ได้ตื่นมามาเก็บอึแมว ในทุกเช้าต้องเปลี่ยนทรายให้แมว”
สังคมก้มหน้า พิษเศรษฐกิจ ความเครียดสะสม เพิ่มระยะห่างระหว่างคนกับคนออกไปเรื่อย ๆ เมื่อปัญหาชีวิตรุมเร้าจนกลืนกินแรงผลักดันให้มีวันพรุ่งนี้ ความโดดเดี่ยวยังกัดกินเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อคนสำคัญ แต่จากประสบการณ์การทำงานเรื่องความตายของกอเตย สัตว์เลี้ยงคือกุญแจที่เข้ามาคลายความโดดเดี่ยว คืนคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ให้คนบางคน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงนี้เองที่เข้ามาเยียวยามนุษย์ในสังคมที่เปราะบางมากขึ้นทุกวัน
การล้อมวงแบ่งปันประสบการณ์เพื่อคลี่คลายความรู้สึกในใจเรื่องสัตว์เลี้ยง ทำให้มองเห็นความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ และนำไปสู่เหตุผลใหม่ของการมีชีวิตอยู่ของใครบางคน ซึ่งเหตุผลนั้นอาจไม่จำเป็นต้องได้ครอบครองสัตว์เลี้ยง แต่ไม่ว่าจะเป็นน้องจร เพียงได้สร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา โลกใบนี้มันก็โดดเดี่ยวน้อยลงแล้ว
แมวจรทุกตัวในโลกคือแมวของฉัน


ผู้ร่วมกิจกรรมคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ ระหว่างกระบวนการ เธอผู้นี้ก็เลือกเขียนจดหมายหาแมวจรหนึ่งในนับร้อยตัวที่เคยให้อาหาร และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกมัน ลดความโดดเดี่ยวด้วยความรักที่ไม่ผูกขาด และเยียวยาทั้งตัวเองและน้องสัตว์จรด้วยความเมตตากรุณา
“Pet SOULciety มี Mission ใหญ่ว่า สิ่งที่เราทำจะทำให้หมาแมวจรหายไป แม้จะเป็นแค่ความหวังเล็ก ๆ แต่เราเชื่อมั่นว่าถ้าทุกคนสัมผัสได้ถึงคุณค่าของสัตว์ทุกตัว เราก็จะอยู่ร่วมกันและดูแลกันได้ อาจจะไม่ถึงกับพาพวกน้องจรไปอยู่ที่บ้านได้ แต่อย่างน้อยมีขนมแมวเลียไปให้แมวจร มีอาหารไปให้แมวจร คนและสัตว์ได้เยียวยากันและกัน ทำให้โลกใบนี้เปลี่ยนไปในทางที่เป็นมิตรกับเขามากขึ้น เขาอาจจะยังเป็นหมาแมวจรเหมือนเดิม แต่ว่า ‘บ้านของเขา’ มาอยู่ที่ตัวเราแล้ว”
สุดท้าย ทีมงานฝากถึงคนรักน้องหมาน้องแมวที่อยากเข้าใจความสัมพันธ์กับพวกเขามากขึ้น หรือกลับไปเข้าใจความติดค้างจากอดีต ได้ลองอนุญาตให้ตัวเองมาร่วมกิจกรรม แล้วค้นพบความพิเศษที่เกิดขึ้นในจิตใจไปด้วยกัน
“แรก ๆ เวลาพูดเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องของความรู้สึก คนจะรู้สึกกลัว แต่ถ้าเราเข้าใจได้ว่าความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งน่ารักมากที่จะไปสำรวจสิ่งนั้น ไปรู้จักกับความรู้สึกอีกด้านหนึ่งที่เรามีต่อสัตว์เลี้ยง เข้าถึงขุมพลังที่มันใกล้ตัวมาก ๆ ทำให้เขาสัมผัสถึงความรักที่ไร้เงื่อนไขที่จับต้องได้ทุกวันในรูปของเส้นขน ก้อนอึ อยากชวนคนอ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา มาเป็นเพื่อนกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยกัน แล้วใช้พลังของความรักตรงนี้ เอาออกมาใช้ชีวิต เอามาทำอะไรที่ตัวเองอยากทำมากขึ้น”
เพราะที่จริงแล้ว ไม่ว่าในวันที่คุณเหงาหรือมีความสุข พวกเขาจะเป็นขุมพลังให้คุณได้เสมอ


หน่วยงานที่สนใจกระบวนการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยง ติดต่อ Pet SOULciety ได้ทาง
ภาพ : Pet SOULciety
ขอบคุณสถานที่ : Catster by Kingdomoftigers
