31 ตุลาคม 2025
1 K

ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ ‘ตลาดบ้านป่า’ ในย่านเจริญนครจะเปิดประตูต้อนรับทุกคนให้เข้ามาชม ชิม และอุดหนุนผลิตผลทางการเกษตรจากทั่วประเทศไทย

สมัชชาคนจน’ คือกลุ่มคนผู้อยู่เบื้องหลังการทำตลาดบ้านป่าแห่งนี้ เพื่อขยายพื้นที่ส่งต่อผลผลิตของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก และใช้สื่อสารเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมัชชาคนจนเคลื่อนไหวมาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งกลุ่มเมื่อ พ.ศ. 2538

เรามีโอกาสได้ไปตลาดบ้านป่ารอบเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นรอบพิเศษเพราะครบรอบ 5 ปีที่ก่อตั้งตลาด ก่อนไปเราคาดการณ์ว่า บรรยากาศน่าจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เมื่อก้าวเข้าไป บรรยากาศตลาดบ้านป่าในเดือนนี้ก็สนุกสนานไม่ต่างจากเดือนอื่น มีแผงขายของอยู่ 15 – 20 แผง มีทั้งสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขายเป็นประจำ บ้างก็เป็นสินค้าหน้าตาไม่คุ้น บางอย่างที่เคยมีขาย วันนี้กลับไม่มีแล้ว 

ถึงไม่มีงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ แต่เรารับรู้ได้ว่าชาวตลาดบ้านป่าดีใจที่ตลาดของพวกเขาอยู่มาได้ถึง 5 ปี และกำลังก้าวเข้าปีที่ 6 อย่างช้า ๆ แต่แข็งแรง 

เราชวน ดรีม-อริสรา ขวัญเวียน อดีตผู้จัดการตลาดบ้านป่า เธอเป็นผู้ที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกของการสร้างตลาดแห่งนี้ มาพูดคุยถึงการเดินทางตลอด 5 ปีที่ทำให้วันนี้เธอพูดได้เต็มปากว่า ตลาดบ้านป่าไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นแนวคิดที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วประเทศไทย ในฐานะเครื่องมือยืนยันสิทธิในที่ดินทำกิน และการเข้าถึงอาหารปลอดภัยของทุกคน

ตลาดเพื่อคนไกลบ้าน

จุดเริ่มต้นของตลาดบ้านป่ามาจากการระบาดของโรคโควิด-19 หลายพื้นที่ในไทยปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ถึงแม้มาตรการนี้จะช่วยควบคุมโรค แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน

“คนโทรมาหาเราทุกวันว่ามีผักผลไม้เยอะมาก แต่ไม่มีที่ขาย แล้วเขาก็บ่นด้วยว่า ห่วงลูกหลานที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ห่วงว่าจะมีข้าวกินไหม”

ในเวลานั้นดรีมยังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำกลุ่มสมัชชาคนจน เธอได้รับโทรศัพท์จากชาวบ้านที่โทรมาปรึกษาว่าจะจัดการผลผลิตของตัวเองที่มีมากมายได้อย่างไร พร้อมกับระบายความกังวลเป็นห่วงลูกหลานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ 

ส่วนใหญ่ลูกหลานของชาวบ้านเข้ามาทำงานเป็นแรงงานรับจ้างรายวัน การล็อกดาวน์ทำให้พวกเขาออกไปทำงานไม่ได้ จึงขาดรายได้ที่ส่งผลต่อการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอย่างอาหาร

ดรีมและชาวบ้านช่วยกันหาทางออก จนเกิดเป็นไอเดียให้ชาวบ้านขนผักผลไม้ของตัวเองมาที่สำนักงานสมัชชาคนจน เพื่อแจกเป็นเสบียงให้ลูกหลานตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้ามีของเหลือก็ค่อยเปิดแผงขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ชาวบ้านที่ได้ฟังไอเดียนี้ก็ยิ้มรับทันที เพราะช่วยระบายผลผลิตที่มีอยู่จนล้น และทำให้พวกเขาได้เจอสมาชิกครอบครัวที่มาทำงานไกลบ้าน

และโชคดียิ่งกว่าที่ไอเดียนี้เกิดในช่วงที่รัฐบาลตัดสินใจประกาศคลายล็อกดาวน์ อนุญาตให้เดินทางและจัดกิจกรรมได้ ตลาดเพื่อคนไกลบ้านจึงได้ฤกษ์เปิดประตูต้อนรับทุกคนที่บริเวณใต้ถุนเรือนร้อยฉนำ อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสมัชชาคนจน 

ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตลาด พวกเขาก็ต้องเจอกับความท้าทาย คือนอกจากลูกหลานของคนที่มาขายของ ก็ไม่มีใครกล้ามาเดินตลาดแห่งนี้

“คนแถวนี้จำได้ว่าที่นี่เคยมีนักศึกษามาทำกิจกรรมและถูกตำรวจล้อมจับ เขามองว่าที่นี่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง จึงไม่กล้ามากัน โชคดีเราได้พี่ที่อาศัยอยู่แถวนี้ช่วยไปคุยให้ เอาของไปแจก จึงลดความกลัวและกล้ามาตลาดบ้านป่ามากขึ้น”

เมื่อผ่านความท้าทายแรกไปได้ และตลาดก็ดูส่งสัญญาณที่ดี มีลูกค้าเข้ามาจับจ่ายซื้อของจริง ๆ ดรีมและชาวบ้านจึงใจชื้น พร้อมเดินหน้าวางแผนทำให้ตลาดบ้านป่าเติบโตและแข็งแรงขึ้น แต่พวกเขายังต้องเจอกับอุปสรรคอื่น ๆ อย่างฝั่งชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีเวลามาออกร้าน เพราะงานหลักของพวกเขาคือการทำเกษตรกรรม ต้องอุทิศเวลาชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการดูแลไร่นา ส่วนฝั่งคนซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานรายได้ขั้นต่ำ ทำให้มาเดินซื้อของไม่ได้บ่อย ๆ

เพื่อเอาชนะอุปสรรคนี้ ชาวตลาดบ้านป่าจึงตกลงร่วมกันว่า จะเปิดตลาดทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน รูปแบบนี้จะช่วยให้ชาวบ้านจัดสรรเวลาและเตรียมผลผลิตมาขายได้ ส่วนคนซื้อก็จะได้มีเวลาเก็บเงินมาซื้อของด้วย

ฤดูกาลเป็นสิ่งการันตีความปลอดภัยของสินค้า

เมื่อตลาดบ้านป่าเปิดไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มมีคนนอกพื้นที่รู้จักและแนะนำกันปากต่อปาก จึงมีคนมาเดินตลาดมากขึ้น ไม่ได้มีแค่แรงงานไกลบ้าน แต่ครอบคลุมไปถึงคนเมือง จึงเริ่มมีความคิดเห็นจากลูกค้าที่ส่งผลต่อการทำตลาด

“ถ้าต้องขายของแพง พี่ไม่มา” 

กฎเหล็กของชาวบ้านที่ยืนยันกับดรีม หลังเธอเล่าว่ามีลูกค้าแนะนำให้เพิ่มราคาขายสินค้า เพราะรู้สึกว่าชาวบ้านตั้งราคาสินค้าไม่คุ้มกับค่าแรง แต่ชาวบ้านก็ยืนยันว่าพวกเขาจะขายของตามราคาที่ตัวเองต้องการ

“ชาวบ้านจะเดินทางมาประชุมกับหน่วยงานราชการ หรือจัดชุมนุมบ่อย ๆ สถานที่ราชการมักจะมีตลาดจัดใกล้ ๆ แต่ชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถซื้อของในตลาดได้ เพราะราคาแพงมาก เขาเลยตั้งใจว่าจะไม่ทำตลาดแบบนั้นเด็ดขาด เพราะเขารู้ดีว่าการซื้ออาหารไม่ได้มันรู้สึกยังไง

“ตั้งแต่ทำตลาดบ้านป่า ชาวบ้านสอนเราหลายอย่าง สอนให้เรารู้ว่าเมื่อไหร่ที่คนมองคนเป็นคน มองคนเท่ากัน มันจะรับรู้ได้อัตโนมัติว่า อาหารที่ดีควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เราไม่ควรเอาอาหารมาแบ่งชนชั้นอีก ไม่ใช่ถ้าอยากมีสุขภาพดีต้องซื้ออาหารออร์แกนิกราคาแพง”

ราคาสินค้าในตลาดบ้านป่าจึงเริ่มต้นหลักสิบ เช่น ลูกสมอที่บรรจุในถุงใส่แกงใบใหญ่ ถุงละ 10 บาท กล้วยทอดที่อัดแน่นเต็มถุงกระดาษ ถุงละ 20 บาท ข้าวยำปักษ์ใต้ กล่องละ 30 บาท

การตั้งราคาแบบนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า แต่เป็นการยืนยันจุดยืนของชาวตลาดบ้านป่าว่า อาหารต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ที่สำคัญ อาหารที่ดีและปลอดภัยไม่จำเป็นต้องราคาแพงหรือมีมาตรฐานจากต่างประเทศรองรับ

เพราะ ‘ฤดูกาล’ เป็นตัวการันตีความปลอดภัยและคุณภาพของของที่ขายในตลาดบ้านป่า ดรีมบอกว่ามีลูกค้าหลายคนถามหาตรารับรองมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าในตลาด ตราที่พวกเขาคุ้นชินมักเป็นตราที่รับรองโดยองค์กรต่างประเทศ แต่คนขายต่างส่ายหน้าแทนคำตอบ พร้อมกับบอกว่าของในตลาดบ้านป่ามีฤดูกาลเป็นตัวการันตีความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าจะยอมรับมาตรฐานนี้ได้หรือไม่

“มาตรฐานเป็นสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกำหนดขึ้นมา มาตรฐานของเราคือฤดูกาล ของที่ขายในตลาดบ้านป่าทุกอย่างเป็นของตามฤดูกาล ถ้ามาฤดูฝน คุณจะได้กินของแบบหนึ่ง แต่ถ้ามาฤดูร้อน คุณก็จะไม่ได้กินผักที่ขึ้นในฤดูฝน ต้องถามลูกค้าว่าเขาจะเชื่อถือในธรรมชาติแค่ไหน”

จุดขายของตลาดบ้านป่าที่ดรีมมักหยิบมาโฆษณาบ่อย ๆ จึงเป็นการแนะนำลูกค้าให้กินสิ่งที่เห็นทันที เพราะถ้าเก็บไว้ซื้อครั้งหน้า สิ่งที่อยากกินอาจไม่มีแล้ว

ตลาดที่สื่อสารประเด็นทางสังคม

“เคยเจอคนถามว่าไม่มีผักพวกบรอกโคลี แคร์รอต หรืออะโวคาโดเหรอ เราฟังแล้วก็เข้าใจนะ บางคนโตมากับการกินผักผลไม้จากต่างประเทศ เขาเคยชินกับผักแบบนั้น พอมาเดินตลาดบ้านป่าที่มีแต่ผักผลไม้พืชบ้านเขาจึงไม่คุ้นเคย แต่มันทำให้เราอยากชวนเขามาทำความรู้จักผักผลไม้ชนิดอื่น ๆ บ้าง”

ความหลากหลายของคนเดินตลาดก็ส่งผลต่อวิธีขายของ ถ้าเป็นคนที่คุ้นเคยกับผักผลไม้หรือวัตถุดิบที่วางขายในตลาดบ้านป่า พวกเขาจะเลือกซื้อและเอากลับไปทำอาหารที่บ้านเอง แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่ไม่รู้จัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเมือง พวกเขาอาจมีคำถาม หรือบางคนขอให้ชาวบ้านช่วยสอนวิธีกิน

ดรีมจึงจับเข่าคุยกับชาวบ้านว่า พวกเขาอาจจะต้องปรับรูปแบบการขายของ จากที่เน้นขายของสดให้คนไปประกอบอาหารเอง ก็มีการปรุงอาหารสำเร็จรูปขาย เพื่อเป็นตัวช่วยให้คนเห็นภาพว่าจะนำวัตถุดิบหน้าตาแปลก ๆ ไปทำอะไรได้บ้าง บางร้านถึงขั้นมีพื้นที่สอนคนปรุงอาหารจากวัตถุดิบของตัวเอง

“ความสัมพันธ์มนุษย์ที่เกิดขึ้นมันพาตลาดไปจุดอื่น ๆ เช่น ลูกค้าบางคนมีภูมิลำเนาเดียวกับคนขาย เวลาเขากลับบ้านก็จะไปเยี่ยมคนขายด้วย หรือบางคนช่วยหางานให้ลูกคนขายก็มี”

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ดรีมมองเห็นช่องทางการต่อยอดตลาดบ้านป่า คือเป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน เรื่องที่สมัชชาคนจนผลักดันมาเป็นระยะเวลายาวนาน เริ่มจากบทสนทนาเล็ก ๆ ระหว่างคนซื้อกับคนขายที่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน จนได้รู้ว่าปัญหาที่คนขายเผชิญคือการถูกรัฐบังคับให้ออกจากที่อยู่อาศัยของตัวเอง 

“หลายคนไม่รู้ว่าที่ดินมีกี่ประเภท ไม่รู้ว่ามีคนที่ถูกบังคับให้ออกจากที่ดินของตัวเอง เพราะรัฐจะนำพื้นที่ตรงนั้นไปทำโครงการต่าง ๆ ชาวบ้านอาจจะเล่าเรื่องไม่เก่ง แต่การได้รับข้อมูลอีกด้านนอกเหนือจากสิ่งที่รัฐบอก เราว่ามันทำให้คนเข้าใจปัญหามากขึ้นนะ”

ปัจจุบันสถานการณ์คนถูกบังคับให้ออกจากที่อยู่อาศัยของตัวเองยังคงเข้มข้น อย่างน้อยก็จากมุมที่ดรีมได้ประสบพบเจอ ยังมีชาวบ้านติดต่อกลุ่มสมัชชาคนจนเพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวไม่ขาดสาย

‘คาร์บอนเครดิต’ เป็นเหตุผลที่กำลังมาแรงที่รัฐใช้เพื่อเรียกที่ดินคืนจากประชาชน โดยอ้างว่าจะเอาที่ดินไปปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

“บางคนมองว่านโยบายนี้ดี แก้ปัญหาโลกร้อนได้ แต่การแก้ปัญหาไม่ใช่หน้าที่ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน จะมาบอกว่าให้พวกเขาเสียสละเอาบ้านไปปลูกป่า แล้วทำไมคนที่บอกไม่เสียสละเอง หรือช่วยแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นได้ไหม เช่น ลดการเดินทางของคุณ ลดการบริโภคที่ไม่จำเป็น”

แม้รัฐจะมีมาตรการรองรับ เช่น มีการจ่ายเงินซื้อที่ดิน หรือจัดหาที่อยู่ใหม่ให้ แต่ดรีมบอกว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาอย่างคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน แต่เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ชาวบ้านจึงยังคงเรียกร้องและต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินของตัวเอง

พวกเขาหวังว่าการเอาผลผลิตของตัวเองมาขายที่ตลาด ผลผลิตที่เกิดในพื้นที่ท่ี่คนปลูกกำลังถูกบังคับให้ออกจากที่ดิน จะทำให้คนอื่น ๆ เข้าใจว่าพวกเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อที่อยู่อาศัย แต่เพื่อรักษาแหล่งอาหารให้ยังคงมีอยู่ด้วย

“นโยบายระดับโลกส่งผลกับชีวิตคนจนโดยตรง ถ้าคุณอยากเพิ่มพื้นที่สีเขียว คุณไปขอที่ดินจากบรรดานายทุนได้ไหม ไม่มีทาง ต้องเป็นคนเหล่านี้ที่ถูกบอกว่าคุณอาศัยในเขตที่ไม่ถูกต้อง ต้องออกไป ทั้ง ที่เขาอยู่มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ตั้งแต่ก่อนจะมีทำแผนที่กำหนดเขตด้วยซ้ำ

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเมืองเป็นคนที่เสียงดังที่สุด สิ่งที่เราหวังจากเขาคงเป็นการสังเกตหรือตั้งคำถามกับท่าทีของรัฐบาล ตั้งคำถามว่านโยบายที่รัฐออกมาสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือแค่คุณไม่สนับสนุนวิธีคิดของรัฐที่ทวงคืนป่าแบบไม่ถูกต้อง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยชาวบ้านได้มากแล้ว

“การที่มีคนช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐ ยิ่งมาจากคนเมืองที่มีเสียงหนักแน่น อาจจะช่วยหยุดการกระทำบางอย่างของรัฐ หรืออย่างน้อยทำให้คนคนหนึ่งยังมีบ้านอยู่”

ตลาดบ้านป่าปีที่ 6

5 ปีเป็นระยะเวลาที่ดรีมกำหนดไว้ว่า ถ้าทำให้ตลาดตั้งตัวไม่ได้ภายใน 5 ปี หมายความว่าพวกเขาอาจไม่เหมาะกับการทำตลาด 

แต่หลังครบรอบการก่อตั้งตลาด 5 ปี ดรีมพูดกับเราได้อย่างเต็มปาก พร้อมรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตาว่า ตลาดบ้านป่าเดินทางมาไกลกว่าที่คาดหวัง ไม่เพียงแต่อยู่รอด แต่ยังเป็นพื้นที่สื่อสาร ทำให้สังคมรับรู้ปัญหาของคนที่ถูกเรียกว่าเป็นคนจน และคนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ

“พวกเราต่อสู้กับความจนมาตลอด ต่อสู้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะจนสิทธิ์ จนโอกาส จนอำนาจ และการถูกทำให้จน ไม่ใช่แค่ความจนทางเศรษฐกิจเท่านั้น”

การต่อสู้ของพวกเขาอาจยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงฝั่งฝัน แต่การเดินทางนี้ยังมีเรื่องให้พวกเขาชื่นใจ นั่นคือการได้ค้นพบเครื่องมือต่อสู้ใหม่อย่างการทำตลาด ดรีมเพิ่งคุยกับชาวบ้านว่า โมเดลตลาดบ้านป่าถูกนำไปใช้ในหลายพื้นที่

“ปีที่ 6 ของตลาดบ้านป่าอาจไม่ใช่การเติบโตในแง่ของขนาดตลาดหรือกำไร แต่เป็นการกระจายโมเดลทำตลาดเพื่อสื่อสารและผลักดันการแก้ไขปัญหา”

ดรีมปิดท้ายบทสนทนาด้วยการเปรียบเทียบตลาดบ้านป่าว่าเป็นเสมือน ‘ร้านขายของชำ’ ที่นับวันยิ่งหายาก แต่ยังจำเป็นต้องมีอยู่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าอาหารที่ดีและปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ติดตามรายละเอียดการจัดตลาดได้ที่

Facebook : ตลาดบ้านป่า peasant market

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ