‘เครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย’ (Network of Domestic Workers in Thailand) คือการรวมตัวของคนทำงานบ้าน หรือที่หลายคนเรียกว่าคนรับใช้ แม่บ้าน เพื่อแก้ปัญหาที่คนทำอาชีพนี้ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงานที่ไม่แน่นอน ไม่มีสวัสดิการ หรือไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย พวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อต่อสู้และผลักดันให้คุณภาพชีวิตของคนทำงานบ้านดีขึ้น
“ส่วนใหญ่พวกเราจะเป็นสาวโสด เพราะไม่กล้าออกไปใช้ชีวิต ไม่กล้ามีครอบครัว เราถูกกดดันทางอาชีพ ถูกสร้างเงื่อนไขไม่ให้ออกไปใช้ชีวิต ถ้าคุณคิดจะมีครอบครัว จะมีลูก คุณต้องคำนึงว่าคุ้มไหมที่จะลาออกจากงาน”
มาลี สอบเหล็ก รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย ยกตัวอย่างหนึ่งในปัญหาที่คนทำงานบ้านต้องเจอ คือไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง อันเนื่องมาจากความกลัวหลายอย่าง ทั้งเพราะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย บ้างก็เริ่มทำงานตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี ใช้ชีวิตอยู่กับนายจ้างจนกลายเป็นความผูกพันจนไม่กล้าจากไปไหน หรือบางคนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีการศึกษามากพอ ไม่มีต้นทุนจะไปประกอบอาชีพอื่น ๆ นอกจากทำงานบ้าน พวกเขาจึงต้องรักษาอาชีพไว้อย่างสุดความสามารถ รวมไปถึงนายจ้างหลายคนมีค่านิยมว่า ลูกจ้างที่ดีต้องอุทิศเวลาให้การทำงาน ควรดูแลนายจ้าง 24 ชั่วโมง
มาลีเริ่มต้นอาชีพแม่บ้านด้วยการเป็นผู้ช่วยพี่สาวที่ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ครอบครัวชาวต่างชาติในไทย ตอนนั้นมาลีอายุ 18 ปี มีวุฒิประถมศึกษาติดตัว เธอบอกว่าใจจริงอยากเรียนต่อระดับมัธยม แต่มาลีอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังไม่มีโรงเรียนมัธยม ส่วนพี่ ๆ อีก 8 คนก็ไม่มีใครเรียนสูงกว่าชั้นประถมศึกษา มาลีจึงไม่มีต้นแบบ ไม่รู้ว่าจะเรียนต่ออย่างไร สุดท้ายจึงออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพ
จำปา หรือ Kyan Par เป็นรองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทยเช่นเดียวกับมาลี จำปาเป็นชาวเมียนมาเชื้อสายเนปาลที่ย้ายมาอยู่ไทยตั้งแต่อายุ 17 ปี ด้วยเหตุผลว่าอยากหาเงินช่วยแม่ที่เป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว และเหตุผลสำคัญอีกประการคือจำปาอยากโก้เหมือนคนอื่น ๆ ที่เขามาทำงานที่ไทย
“ตอนนั้นจำปายังเด็ก ๆ เราสังเกตได้ว่า พี่ผู้หญิงที่เขาโตหน่อย อายุประมาณ 16 – 17 ปี เขาจะหายไปจากบ้าน ประมาณ 4 – 5 ปีถึงจะกลับมา ซึ่งกลับมาแล้วพี่ ๆ เขาสวยมาก ผิวขาว แต่งตัวดี แถมสร้างบ้านดี ๆ ให้พ่อแม่ได้ด้วย จำปาเลยอยากไปทำงานที่บางกอกบ้าง”
อาชีพทำงานบ้านสร้างรายได้ให้มาลีและจำปามาตลอด 30 กว่าปี งานนี้ทำให้พวกเธอมีเงินดูแลตัวเอง ได้ทำตามความต้องการหลายอย่าง และดูแลคนที่อยู่ข้างหลังได้ มาลีและจำปารวมไปถึงเพื่อน ๆ คนอื่นในเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทยจึงมองว่านี่ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่ง
แต่คนในสังคมบางคนกลับไม่คิดเช่นนั้น บางคนดูถูก ละเลย ไปจนถึงหลายครั้งคนทำงานบ้านมักไม่ได้รับความคุ้มครองเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา จึงเป็นเหตุผลให้พวกเขารวมตัวกันเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้ลูกจ้างที่ทำงานบ้านขอความช่วยเหลือได้ มีสิทธิ์พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และเปลี่ยนแปลงภาพจำของอาชีพนี้ที่สังคมตีตราไว้
คำเรียกจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทยอยากให้เปลี่ยนแปลง จากคำเรียกที่คนคุ้นชินอย่างคนรับใช้ แม่บ้าน หรือขี้ข้า ซึ่งอาจสร้างทัศนคติในแง่ลบ จึงควรเปลี่ยนมาใช้คำว่า ลูกจ้างทำงานบ้าน คนทำงานบ้าน หรือแรงงานทำงานบ้าน
“อย่างเราทำงานเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง ถ้าไม่มีทักษะหรือไม่มีความสามารถ พ่อแม่ที่ไหนจะปล่อยให้ลูกเขาอยู่กับเรา” เหตุผลของจำปาที่ว่าทำไมถึงควรเปลี่ยนคำเรียกอาชีพของพวกเขา
เนื่องในวาระวันแรงงานแห่งชาติ เราอยากชวนทั้งคู่มาพูดคุยในฐานะตัวแทนเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย ถึงการทำงานผลักดันเรื่องนี้มาตลอด 16 ปี ว่าผลลัพธ์ในวันนี้เป็นอย่างไร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลายคนจะเข้าใจและให้คุณค่ากับคนทำงานนี้มากขึ้น

ว่ากันว่าชีวิตลูกจ้างทำงานบ้านมักขึ้นอยู่กับนายจ้าง ถ้าเจอนายจ้างดีชีวิตก็สบาย
มาลี : ใช่ อาชีพของเราค่อนข้างขึ้นอยู่กับนายจ้าง ถ้าเจอนายจ้างที่มีทัศนคติดี เห็นความเป็นมนุษย์เท่ากัน เขาก็จะดูแลอย่างยุติธรรม ให้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ แต่บางคนที่รู้ว่ากฎหมายมีช่องโหว่ เพราะกฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างทำงานบ้านเป็นแรงงานอิสระ ต้องทำข้อตกลงจ้างงานกับนายจ้างเอง เลยมักออกมาในรูปแบบว่า ถ้าเธอตกลงกับข้อเสนอของฉันก็ทำงานด้วยกันได้ ถ้าไม่ตกลงก็แยกย้าย แตกต่างกับคนที่ทำงานภายใต้บริษัทให้บริการคนทำความสะอาดบ้านหรือพี่เลี้ยงเด็ก พวกเขาเป็นแรงงานในระบบ ได้รับความคุ้มครองตามที่ควรจะเป็น
นี่เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการรวมตัวสร้างเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย
มาลี : เป็นเหตุผลหนึ่ง เท่าที่เราทราบมีลูกจ้างทำงานบ้านหลายคนเจอปัญหาแต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง ยิ่งถึงขั้นรวมตัวยิ่งไม่กล้า เพราะกลัวว่าถ้าเจ้านายรู้จะไล่ออก ซึ่งโชคดีที่เราได้รู้จักกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ เขาแนะนำว่าพวกเรารวมตัวกันได้ เอาปัญหาที่หลาย ๆ คนเจอมาคุยกันและแก้ไข เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย
จำปา : สมัยทำงานที่แรก จำปาเคยถูกนายจ้างผู้ชายลูบหัวและล้วงไปจับสายเสื้อใน ตอนนั้นกลัวมาก ได้แต่วิ่งไปหลบในห้องน้ำ รอสักพักค่อยหนีออกมา ซึ่งตอนนั้นเราไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยเพราะเพิ่งมาทำงาน เรายังไม่รู้จักใคร
ถ้าการรวมตัวต้องเผชิญกับความกลัวหลายอย่าง โดยเฉพาะอาจจะโดนไล่ออก อะไรทำให้พวกคุณรู้สึกว่าถึงเวลาต้องรวมตัวกัน หรือถึงเวลาที่ต้องทำให้คุณภาพชีวิตคนทำอาชีพนี้ดีขึ้น
มาลี : ชั่วโมงการทำงาน เพราะงานประเภทนี้ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอน อย่างที่หลายคนรู้ว่าคนที่เป็นลูกจ้างทำงานบ้านต้องตื่นเป็นคนแรก เข้านอนเป็นคนสุดท้าย บางคนตื่นตั้งแต่ตี 3 กว่าจะได้นอนเที่ยงคืนกว่า ต้องรอเจ้านาย ต้องปิดไฟ ต้องปิดบ้าน ถ้าเปรียบเทียบชั่วโมงการทำงานกับอาชีพอื่นอย่างพนักงานในโรงงาน เขามีเวลาทำงานที่แน่นอน มีเวลาพัก และมีค่าตอบแทนที่ชัดเจน แต่คนทำงานบ้านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย นี่แหละที่ทำให้เราเห็นว่า ถ้าไม่รวมตัวกัน ถ้าไม่ช่วยกันเปลี่ยนแปลง ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข และจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อ 16 ปีก่อน พวกเราจึงร่วมกันก่อตั้งเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย (Network of Domestic Workers in Thailand) ถามว่าจนถึงตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไหม มีนะ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังคงขึ้นอยู่กับเจ้านายอยู่ดี


การรวมตัวยากขนาดไหน
มาลี : อย่างที่เล่าไปว่า บางคนกลัวว่ามารวมตัวแล้วเจ้านายจะไล่ออก และพวกเราส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้หญิง 100% เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย อยู่กับเจ้านายตั้งแต่เด็ก เลยยิ่งไม่กล้าทำอะไรให้เจ้านายไม่พอใจ
เพื่อน ๆ ในเครือข่ายส่วนใหญ่เป็นสาวโสด เพราะไม่กล้าออกไปใช้ชีวิต ไม่กล้ามีครอบครัว พวกเขาถูกกดดันทางอาชีพ ถูกสร้างเงื่อนไขไม่ให้ออกไปใช้ชีวิต ถ้าคุณคิดจะมีครอบครัว คิดจะมีลูก ต้องคิดแล้วว่าต้องใช้เวลาเท่าไรถึงจะกลับมาทำงานได้ หรือจะคุ้มไหมที่ต้องออกจากงาน
เท่าที่เคยเห็น ถ้าใครตัดสินใจจะสร้างครอบครัวก็มักเลือกที่จะลาออก
มาลี : ใช่ ส่วนใหญ่ตัดสินใจแบบนั้น เพราะการมีลูกต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 1 – 2 ปี ไหนจะตั้งท้อง ไหนจะคลอด ช่วงแรก ๆ ต้องให้นมลูกอีก ซึ่งเราเข้าใจฝั่งนายจ้างนะว่าเขาเองก็รอเราไม่ได้หรอก แต่ถ้ามีกฎหมายคุ้มครอง เช่น ประกันสังคมที่ใช้สิทธิ์ความเป็นมารดาได้ หรือถ้าจะลาออกอย่างน้อยก็ยังได้รับเงินช่วยเหลือ 6 เดือนในระหว่างที่หางานใหม่
ถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมารวมตัวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานในการทำงานให้มีกฎหมายคุ้มครองเหมือนแรงงานอาชีพอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้เป็นตามบุญตามกรรม ถ้าบุญเยอะก็ได้เจอเจ้านายดี
เครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทยผลักดันเรื่องไหนบ้าง
มาลี : หลัก ๆ มี 4 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องทางกฎหมายที่ใช้เวลาผลักดันมากกว่า 10 ปี ปัจจุบันผลักดันให้เกิดกฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2567) เพิ่มความคุ้มครองให้ลูกจ้างทำงานบ้านที่ทำงานอิสระ ไม่ได้ขึ้นตรงกับบริษัทไหน เช่น ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ลากิจได้ปีละ 3 วัน เป็นต้น แต่คนที่รู้กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ เราต้องทำงานสื่อสารให้คนรู้มากขึ้น โดยเฉพาะนายจ้าง เพื่อให้เกิดการใช้จริง ๆ
เรื่องที่ 2 คือเราอยากให้ลูกจ้างทำงานบ้านได้เข้าไปอยู่ในประกันสังคมมาตรา 33 เพราะอยากได้การคุ้มครองในยามเจ็บป่วย หรือถ้าเราถึงวัยเกษียณ ทำงานไม่ได้แล้ว เราจะได้รับเบี้ยยังชีพ และที่สำคัญคือสิทธิ์ความเป็นมารดา
ส่วนเรื่องที่ 3 คืออยากให้คนเลิกเรียกเราว่า ‘คนใช้’ ได้ยินคำนี้ทีไรรู้สึกว่าเราต้องคลานไปหานายจ้างทุกที (หัวเราะ) คำนี้ทำให้คนมองอาชีพเราในแง่ลบ ไม่ได้ให้ค่าเท่าที่ควร คนทำความสะอาดทำงานเหมือนเราเลยนะ แต่คนให้ค่าเขามากกว่าเราอีก เพราะเขามองว่าคนทำงานบ้านไม่ต้องใช้ทักษะความรู้อะไร แต่จริง ๆ เราใช้เยอะนะ บางคนต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับเจ้านายด้วย
และเรื่องสุดท้าย คือการสร้างสหภาพแรงงาน เป็นเรื่องที่เราไม่รีบร้อน ค่อย ๆ ทำ โดยพยายามดึงลูกจ้างทำงานบ้านทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติในไทยมารวมกลุ่มให้ได้มากที่สุด
จำปา : ลูกจ้างทำงานบ้านมักถูกมองว่าอาชีพนี้ไม่ได้ส่งผลยิ่งใหญ่กับเศรษฐกิจของประเทศ เราอาจไม่มีบทบาทตรงนั้นโดยตรง แต่เรามีบทบาทในแง่ว่าเราช่วยดูแลบ้านให้คนคนหนึ่งได้ออกไปใช้ชีวิต ไปทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม จำปาเคยทำงานบ้านที่สามีเป็นหมอ ภรรยาเป็นทนายความ เรามีหน้าที่ดูแลบ้านให้เขาออกไปนอกบ้าน ออกไปทำงาน คุณทำงานได้สบาย ๆ 9 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบ้านเพราะเราดูแลให้แล้ว

ความยากของอาชีพนี้ดูเหมือนจะอยู่ตรงที่การทำงานกับการใช้ชีวิตรวมกันจนแทบแยกไม่ออก
มาลี : สิ่งหนึ่งที่เครือข่ายเราทำงานด้วยหนักมาก คือทัศนคติของสังคม บางคนยังติดอยู่กับประโยคที่ว่า ‘ข้าเก่าเต่าเลี้ยง’ หรือสื่อเองก็นำเสนออาชีพนี้ในรูปแบบว่าลูกจ้างทำงานบ้านปากแจ๋ว วัน ๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่นินทาเจ้านาย แต่ชีวิตจริงไม่มีใครว่างทำแบบนั้นหรอก ละครทำให้คนรู้สึกว่าลูกจ้างทำงานบ้านโดยไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถ
จำปา : เรารู้ว่าละครเกิดขึ้นเพื่อความบันเทิง แต่น้อยครั้งที่เขาจะแสดงให้เห็นว่าลูกจ้างทำงานบ้านมีประโยชน์ต่อครอบครัวนั้นอย่างไร จำปาเคยเจอเจ้านายคนหนึ่งที่บ้านมี 5 ชั้น มีห้องว่างเยอะมาก แต่ให้เรานอนใต้โต๊ะกินข้าว ซึ่งไม่มีอะไรรองรับเราเลย ไม่มีกฎหมายบอกว่านายจ้างต้องดูแลลูกจ้างอย่างไร
มาลี : เราเคยทำงานในบ้านนายจ้างฝรั่ง เขาแยกหน้าที่นะ ถ้าเลี้ยงเด็กก็เลี้ยงเด็กอย่างเดียว ถ้าทำงานบ้านก็ทำงานบ้าน แต่เจอเพื่อนหลายคนที่ทำงานกับนายจ้างคนไทยซึ่งรวมทุกอย่างไว้ที่คนเดียว พูดตรง ๆ คือทำยังไงให้จ้างได้ถูกที่สุด แต่ทำงานให้ได้มากที่สุด ฉะนั้น เราคิดว่าถ้าสังคมเปลี่ยนความคิดได้ ทุกอย่างก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แค่มองเราเป็นแรงงานคนหนึ่ง งานของเราก็มีคุณค่าไม่ต่างจากงานอื่น
คำเรียกค่อนข้างมีผล บางคนเคยชินกับการใช้คำว่า ‘คนใช้’ จึงมีทัศนคติแบบนั้น
มาลี : ใช่ เราไม่อยากให้ใช้คำพวกนั้นอีกแล้ว เราอยากเปลี่ยนแปลงคำหรือภาพจำที่มีมานาน พอได้ยินคำว่าคนใช้ก็มองเราในแง่ลบทันที แต่นั่นไม่ใช่เพราะคุณรู้จักเราจริง ๆ
เราเคยคุยกับนายจ้างคนหนึ่งที่มาช่วยเรียกร้อง เขาให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาเหมือนเขาขโมยชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ลูกจ้างทำงานกับเขาตั้งแต่อายุ 15 – 40 ปี ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองเลย เขาถึงอยากมาช่วยผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เราว่าถ้ามีนายจ้างคิดแบบคนนี้ได้เยอะ ๆ ก็คงดี นายจ้างที่เห็นว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เวลาทำงานก็เต็มที่ และมีเวลาออกไปใช้ชีวิตของตัวเองด้วย
หลายคนคิดว่าอาชีพนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ทำความสะอาดบ้าน ดูแลเด็ก
จำปา : จำปาเคยดูแลเด็กคนหนึ่งตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ถามว่าถ้าจำปาไม่มีความรู้ความสามารถ พ่อแม่ที่ไหนจะปล่อยลูกไว้กับเรา ไม่มีหรอก ฉะนั้น ลองมาดูงานที่เราทำ การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้ทักษะหลายอย่าง เราต้องเรียนรู้ในทุก ๆ วัน เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ขณะที่เราออกไปทำงานกับสังคม ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงข้างนอก ข้างในตัวเราต้องทำงานด้วยไหม
มาลี : เหมือนกัน คนทำงานบ้านก็ต้องพัฒนาตัวเอง ถ้าไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเป็นแค่ลูกจ้างทำงานบ้าน ไม่มีการศึกษา เราก็ต้องลบคำสบประมาทให้ได้ ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็น จะได้เป็นช่องทางให้คนรู้จักพวกเราเยอะ ๆ
ฝั่งนายจ้างเองก็ต้องเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ด้วยว่า การที่คุณส่งลูกจ้างไปพัฒนาฝีมือ คุณก็จะได้ประโยชน์เหมือนกัน เช่น วันนี้เขาอาจจะทำได้แค่ข้าวผัดกะเพรา แต่ถ้าส่งเขาไปเรียนเพิ่มเติม เขาอาจจะจัดจานหรือพัฒนาการทำกะเพราได้
อาจมีคนอ่านบางคนอ่านถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกว่า พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายของพวกคุณได้อย่างไร
มาลี : จริง ๆ เราอยากรู้ว่าหลังอ่านบทความนี้จบแล้วคนคิดยังไง เพราะเครือข่ายเราเคยทำแบบสอบถามประชาชนทั่วไปมาพอสมควร เคยถามคนประมาณ 5000 คนว่า ลูกจ้างทำงานบ้านควรเข้าไปอยู่ในประกันสังคมไหม ซึ่ง 99% ตอบเห็นด้วย แต่มี 1% ที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งนั่นมาจากนายจ้าง สุดท้ายคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ก็สนใจ 1% มากกว่า 99% (ถอนหายใจ)
เราไม่รู้ว่าจะทำงานผลักดันเรื่องนี้ไปได้นานแค่ไหน กว่าจะได้อย่างทุกวันนี้เราใช้เวลานับสิบปี คนทำงานมันก็ล้า เพราะอยากให้สังคมเปลี่ยนแปลง แต่มันไม่เปลี่ยนสักที
จำปา : ถ้าฝากอะไรได้ คงอยากฝากว่าพวกเราไม่ได้อยากได้อะไรที่หรูหราหรือพิเศษกว่าอาชีพอื่น ๆ เราเป็นมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน
มาลี : เราอยากให้เขาเห็นความเชื่อมโยงในแง่ที่ว่า วันหนึ่งเด็กที่เราช่วยเลี้ยงอาจโตไปเป็นนายกรัฐมนตรีหรือคนที่ทำอะไรยิ่งใหญ่ก็ได้ ฉะนั้น การจะทำแบบนั้นได้ เราก็ควรได้รับการสนับสนุนเช่นกัน ที่สำคัญอาชีพเราไม่มีทางหายไปจากสังคม ยังต้องมีคนทำงานบ้าน ยังมีคนที่พึ่งพาลูกจ้างทำงานบ้าน และกลายเป็นคำถามว่า แล้วคุณจะดูแลคนทำอาชีพนี้ยังไงให้เขาช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต่อไปได้ เป็นคำถามที่เราอยากทิ้งท้ายไว้

ติดต่อหรือร่วมเดินทางไปกับพวกเขาได้ที่ Facebook : Network of domestic workers in thailand
