27 พฤศจิกายน 2025
826

เราถาม อาจารย์เอเชีย-ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ว่าถ้าอยากคุยกับยอดนักฟัง ควรคุยกับใคร เขาตอบว่ามา “ต้องคุยกับอาจารย์เล้ง”

อาจารย์เล้ง-โชติศักย์ กิจพรยงพันธ์ เป็นหนึ่งในหัวเรือสำคัญของ ‘ธนาคารจิตอาสา’ องค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อจัดระบบงานอาสาสมัครของไทยให้มีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนภาพจำที่ว่างานอาสาเป็นงานใช้แรง แต่การทำงานอาสาช่วยให้คนเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้

เพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดขึ้นจริง พวกเขาสนับสนุนกิจกรรมติดตั้งทักษะให้คนที่อยากเป็นอาสาสมัคร หนึ่งในนั้นคือ ‘ทักษะการฟัง’ และนี่ก็เป็นบทบาทของอาจารย์เล้งในธนาคารจิตอาสาที่พยายามให้คนตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการฟัง เพื่อปลายทางคือการสร้างวัฒนธรรมการฟังให้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ในไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 

‘อ่านมนุษย์’ คืองานที่สร้างชื่อให้อาจารย์เล้ง เป็นกิจกรรมที่ใช้การฟังทะลายอคติ เพราะคนเรามักติดภาพจำเช่นว่า คนใส่แว่นต้องเป็นเด็กเรียน คนมีรอยสักเป็นคนไม่ดี อาจารย์เล้งชวนคนที่ถูกสังคมตีตราจากภาพลักษณ์มาเป็น ‘หนังสือ’ ให้คนอื่น ๆ มีโอกาสอ่านและทะลายอคติที่เคยมี

ปัจจุบันการสร้างวัฒนธรรมการฟังของอาจารย์เล้งยังคงดำเนินต่อไป ขยับจากการจัดเวิร์กช็อปตามพื้นที่ต่าง ๆ มาเป็นการทำสร้างแคมเปญให้คนทั้งประเทศเห็นความสำคัญของการฟัง โดยกำหนดให้เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนการฟังแห่งชาติ แคมเปญที่ธนาคารจิตอาสาทำร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ

เดือนการฟังแห่งชาติดำเนินเข้าสู่ปีที่ 2 เราอยากให้ทุกคนรู้จักแคมเปญนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จะให้เล่าเฉย ๆ คงไม่สนุก เราจึงชวนอาจารย์เล้งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังและได้รับการการันตีจากอาจารย์เอเชียว่าเขาคือยอดนักฟังตัวจริงมาถ่ายทอดเคล็ดลับการเป็นผู้ฟังที่ดี 

เป็นผู้ฟังที่ดี แม้จะเคยไม่ได้ยินเสียงตัวเอง

“ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์เอเชียสมัยแกสอนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แกทำงานเรื่องการเรียนรู้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เครื่องมือเรียนรู้อย่างหนึ่งของอาจารย์เอเชีย คือการฟัง”

อาจารย์เล้งบอกว่าในอดีตเขาไม่เคยได้ยินเสียงตัวเอง ไม่เคยรู้เลยว่าเสียงมีความสำคัญอย่างไร จนได้เรียนกับอาจารย์เอเชียที่สอนเรื่องการฟังอย่างจริงจัง อาจารย์เล้งจึงค้นพบความหมายของการฟัง ว่ามันคือการเข้าใจตัวเอง

“เราไม่ค่อยทุกข์เรื่องเรียน แต่ทุกข์เรื่องความสัมพันธ์ ทะเลาะกับแฟนบ้าง ครอบครัวไม่มีพื้นที่ให้พูดบ้าง เมื่อไหร่ที่เจอความทุกข์ เราพบว่าการมีคนนั่งฟัง แม้จะนั่งฟังเฉย ๆ มันก็ช่วยได้ ทำให้เราได้พูด มีพื้นที่ว่างในตัวมากขึ้นเพื่อคิดหาทางไปต่อ”

ทำให้อาจารย์เล้งได้ยินเสียงของตัวเอง และเขาก็อยากให้ทุกคนพบกับพื้นที่ว่างนั้นเช่นกัน 

โซเชียลมีเดียทำให้เราฟังกันน้อยลง

เราได้ยินเรื่องราวการทำงานเพื่อผลักดันให้คนหันมาฟังกันมานาน จนบางครั้งรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ใหม่แล้ว หรือไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้เพราะทุกคนคงรู้กันหมดแล้ว แต่ในมุมคนที่คลุกคลีและผลักดันเรื่องนี้มาหลายสิบปี เขากลับบอกว่าตอนนี้คนเริ่มฟังกันน้อยลง แม้โซเชียลมีเดียจะทำให้เราใกล้กันมากขึ้น แต่กลับทำให้ทักษะการเข้าสังคมและรับฟังกันน้อยลง 

“ถ้าเทียบแบบสุดโต่ง โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่จริง ๆ มันมีพวกสแกมเมอร์ มีคนที่เราไม่เห็นตัวตน ไม่รู้ว่าที่พิมพ์ข้อความมาเขาตั้งใจบอกอะไร ไม่เหมือนการคุยกับคนที่อยู่ตรงหน้า โซเชียลมีเดียบีบบังคับให้คนต้องเท่ พิมพ์อะไรเท่ ๆ ยิ่งเกิดการประดิษฐ์ การกรอง จนไม่มีพื้นที่ให้ความเป็นมนุษย์ซึ่งไม่สมบูรณ์แบบ”

นี่เป็นเหตุผลให้อาจารย์เล้งปรับวิธีทำงานมาผลักดันในภาพใหญ่อย่างการทำแคมเปญเดือนการฟังแห่งชาติ ในตอนต้น อาจารย์เล้งตั้งธงว่าไม่อยากให้เป็นกิจกรรมที่มีอายุเพียงแค่เดือนเดียวแล้วจบไป แต่อยากให้ทุกพื้นที่มีพื้นที่แห่งการฟัง และทุกคนมีทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดีติดตัว 

“คนเข้าใจว่าต้องฟังเฉพาะเมื่อมีปัญหา แต่จริง ๆ เราฟังได้ตลอดเวลา แต่สุดท้ายเรามีปัญหาก็เพราะเราไม่ฟังกันตั้งแต่แรก”

วิธีการเป็นผู้ฟังที่ดีที่อาจารย์เล้งแนะนำมีอยู่ 3 ข้อ 

1. อยู่กับคนตรงหน้า

เริ่มที่ข้อแรก อาจารย์เล้งเน้นว่าเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ ‘การอยู่กับคนตรงหน้า’ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่บ่งบอกได้ว่าการฟังครั้งนี้จะได้ผลอย่างไร อาจารย์อธิบายว่า สภาพแวดล้อมมีผลต่อความสนใจของเรา ถ้าเราอยู่ในที่ที่มีสิ่งเร้ามาก ๆ อาจรบกวนความสนใจที่เรามีต่อคู่สนทนาจนไม่ได้โฟกัสสิ่งที่เขาพูด 

“ถ้าผมอยู่กับแม่ ผมจะตั้งกติกากับตัวเองว่า ต้องวางโทรศัพท์ เราไม่รู้หรอกว่าแม่จะพูดตอนไหน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่แม่พูด ผมจะลดการมองจอหรือลืมไปเลยว่ามีโทรศัพท์”

การตรวจสอบสุขภาพร่างกายตัวเองก็ช่วยให้เรามุ่งความสนใจไปที่คนตรงหน้าได้ดี เพราะเมื่อไหร่ที่ป่วยหรือรู้สึกไม่สบาย ความสามารถในการรับรู้จะลดลง อาจารย์จึงแนะนำให้สำรวจสุขภาพตัวเองก่อนว่าพร้อมรับฟังผู้อื่นหรือไม่ 

2. รู้เท่าทันความคิดและเสียงในหัว

“คิดว่าความรู้สึกกับความคิดต่างกันอย่างไร” อาจารย์เล้งถามเรา เราส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะอยากรอฟังคำตอบจากอาจารย์มากกว่า

“บางคนบอกว่า ความรู้สึกเป็นสิ่งที่มาจากใจ เป็นคำสั้น ๆ ส่วนความคิดเป็นสิ่งที่ยาว ๆ หน่อย แต่คนไทยติดพูดคำว่า ‘รู้สึกว่า’ เช่นรู้สึกว่าอากาศนี้ดีจัง เราไม่รู้หรอกว่าคนพูดคิดยังไง เพราะอากาศดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อากาศดีของบางคนคือเย็น แต่อากาศดีของอีกคนอาจจะอุ่นก็ได้”

การแยกความรู้สึกกับความคิดออกจากกันเป็นประตูด่านแรกที่ทำให้เราเท่าทันความคิดของตัวเอง และมีผลต่อการทำหน้าที่เป็นผู้รับฟัง

“เมื่อเราจับความคิดตัวเองได้ ก็ต้องเท่าทันความคิดด้วย คือเท่าทันทั้งความคิดหนุนและความคิดขัด”

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่หากรู้สึกขัดแย้งกับสิ่งที่คนอื่นพูด เราจะรับรู้ได้เร็วกว่าความคิดที่คล้อยตาม การเท่าทันความคิดจะทำให้เราเข้าใจตัวเองและคนตรงหน้ามากขึ้น และมีผลต่อการแสดงออก 

“เราชอบใช้คำว่า ‘ไม่ด่วนตัดสิน’ เพราะปลายทางของการฟังต้องตัดสินใจทำหรือไม่ทำบางสิ่ง ไม่ว่าจะตัดสินใจให้คำแนะนำ หรือสนับสนุนให้เขาเลิกทำอะไรสักอย่าง แต่เรอย่ารีบด่วนตัดสิน ควรฟังให้จบก่อน ให้เขานำความคิดออกมากางให้หมด แล้วเราค่อยหยิบดู”

3. รับรู้และใส่ใจความรู้สึก

ตำราการเป็นผู้ฟังที่ดีหลายเล่มมักบรรจุคำแนะนำว่า เราต้องใส่ใจความรู้สึกของคนตรงหน้า ซึ่งตำราของอาจารย์เล้งก็พูดเรื่องนี้ แต่ขยายขอบเขตให้เราใส่ใจความรู้สึกของตัวเองด้วย เพราะบางเรื่องราวที่เราฟังอาจสะกิดใจหรือดึงเศษเสี้ยวบาดแผลในตัวเราขึ้นมา ทำให้เราได้รับผลกระทบจากการฟังครั้งนั้น การตรวจสอบความรู้สึกของตัวเองจึงสำคัญไม่แพ้การสังเกตความรู้สึกผู้พูด 

“ถ้าเราเท่าทันอารมณ์ตัวเอง ความรู้สึกจะเล็กลง เช่น เราโกรธ ถ้ารู้ตัวว่าโกรธก็จะช่วยให้จัดการอารมณ์ได้ ไม่ระเบิดออกมา”

หลายครั้งที่เราเคยกังวลว่า เป็นคนที่ฟังไม่ได้เรื่องหากไม่รู้ว่าคนตรงหน้ารู้สึกอย่างไร บางครั้งก็เผลอใช้การคาดเดาแทน อาจารย์เล้งบอกว่านี่อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะธรรมชาติของมนุษย์คือเข้าใจใคร 100% ไม่ได้ การเป็นผู้ฟังที่ดีจึงต้องเผื่อพื้นที่เคารพความเป็นตัวเขา และเคารพความเป็นเราที่ไม่อาจเข้าใจทุกคน

“บางครั้งเราเผลอยัดเยียดว่า ผู้พูดต้องรู้สึกยังไง เช่น แหม เขินล่ะสิ จริง ๆ เขาอาจจะไม่เขินเลยก็ได้ เราทึกทักเองว่าเข้าใจความรู้สึกคนตรงหน้า ทั้งที่มันเป็นเรื่องข้างในเขา คนที่รู้ดีที่สุดก็คือเจ้าตัว เราอาจจะคาดเดาได้ แต่เผื่อพื้นที่ว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ใช่ ทางที่ดีควรถามความรู้สึกจากเขา

“การถามความรู้สึกแสดงออกได้ว่าเราอยากรู้จริง ๆ หรือแค่อยากพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราคิดถูกไหม เช่น อยากรู้ว่าเขาสงสัยเรื่องที่เราพูดไหม ระหว่างถามว่าคุยมาตั้งหลายเรื่อง มีเรื่องที่สงสัยไหม กับถามไปเลยว่าสงสัยล่ะสิ นี่คือความแตกต่าง”

การที่คนคนหนึ่งทำงานขับเคลื่อนหรือผลักดันเรื่องใดเรื่องหนึ่งมานานนับสิบปีถือเป็นเรื่องอัศจรรย์สำหรับเรา เราจึงอยากรู้เหตุผลที่อาจารย์เล้งขับเคลื่อนและสร้างพื้นที่แห่งการฟังมาตลอด 13 ปี 

“สำหรับเรา การฟังทำให้คนมีทางเลือก เมื่อเรารับฟังกัน เราจะตัดสินใจได้ แล้วเราจะโอเคกับทางเลือกนั้น แต่ถ้าเราไม่ทันได้ฟังตัวเองหรือฟังคนอื่นมากพอและตอบสนองทันที ทางเลือกนั้นอาจจะผิดพลาด” 

แม้คำตอบของอาจารย์เล้งจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนโลกได้ แต่มันคือคุณค่าของการฟังที่อาจารย์เล้งมองเห็น และเป็นคุณค่าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ผ่านการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขา

ติดตามกิจกรรมเดือนการฟังแห่งชาติได้ที่ listen.happinessisthailand.com 

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล