บรรดาแคปซูลและขวดขนาดต่าง ๆ ตรงหน้าฉันคือยาสมุนไพรที่เอาไว้รักษาโรค เพียงแต่เมื่อเพ่งดูฉลาก จะเห็นชื่อแปลกตาอยู่หน้าขวด เช่น ลมไฟหัวใจ ปรับสมดุลธาตุน้ำดินชุ่ม และน้ำสกัดรวมเกสร
ยิ่งเมื่อพลิกหลังขวด จะเจอกับรายชื่อพืชพรรณมากมาย ตั้งแต่มะขามป้อม กฤษณา ดอกจำปา แก่นจันทน์ จนถึงสิ่งไม่คุ้นเคยอย่างหัวร้อยรู รากพาดไฉน และข้าวเย็นเหนือ
เพราะนี่คือตำรับยาสมุนไพรจากการแพทย์แบบบูรณาการที่มีมุมมองต่อชีวิตว่ากาย-ใจของเราเชื่อมโยงถึงกัน ชีวิตเราประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 6 คือดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ รวมถึงสารพัดอาการป่วยของเรานั้นมาจากธาตุที่ไม่สมดุล
และเพราะเหตุนี้ แพทย์ในแนวทางนี้จึงเลือกเยียวยาเราด้วยธรรมชาติที่มีคุณสมบัติของธาตุทั้ง 6 อยู่เช่นกัน
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าฉันรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ คล้ายไมเกรน มันอาจมาจากการเครียดจนธาตุไฟและลมมาคั่งค้างอยู่ที่คอบ่าไหล่แล้วพุ่งขึ้นหัว แทนการกินพาราเซตามอลบรรเทาอาการ ฉันหยิบยาหม่องสมุนไพรตำรับสีม่วงที่มีฤทธิ์ช่วยกระจายธาตุไฟและเลือดลมให้ไหลเวียนดีมาทานวดคลึง ควบคู่กับการกินยาปรับสมดุลธาตุลม-ไฟช่วงหัวและอก แล้วไม่นานอาการปวดหัวก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง
ในวันที่โลกและสังคมแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อพวกเราทั้งกายและใจ ฉันคิดว่าบางทีเราน่าจะลองหันมองภูมิปัญญาเหล่านี้ที่คงอยู่ในศาสตร์การแพทย์โบราณมายาวนาน
กลุ่มคนที่เรามาพบในวันนี้ และเป็นทีมที่ฉันอยากแนะนำให้คุณรู้จัก คือทีมแพทย์บูรณาการรุ่นใหม่จาก ‘ณ สมดุลย์ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะและพัฒนาสมดุลชีวิตองค์รวม’ ที่ตั้งใจสืบสานภูมิปัญญาและพัฒนาขับเคลื่อนสร้างความสุขสมดุลให้เกิดกับชีวิตผู้คน

เพราะโลกมีมากกว่าที่เห็น
ณ สมดุลย์ฯ เริ่มต้นจาก ต้า-วิพุธ สันติวาณิช คุณหมอแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่ไม่เคยคิดว่าโตขึ้นจะเป็นหมอมาก่อน
วิพุธในวัยเด็กโตมาในบ้านที่แม่สนใจเรื่องชีวจิตและพ่อรักธรรมชาติ ในวัยเรียนเป็นเด็กสายวิทย์ที่เรียนเก่งและทำกิจกรรมจัดเต็ม แต่ก็ไม่เคยมีไอเดียเรียนสายวิทย์แล้วต้องเป็นหมอ จนได้ไปลองออกบวช วิพุธจึงรู้ว่านอกจากโลกภายนอกที่เราเห็น มนุษย์ยังมีโลกภายในที่น่าสนใจมาก
“การบวชทำให้เราได้เห็นโลกภายในที่มีความหมาย ได้เจอความสุขสบายทางใจ และได้เจอว่าโรคไม่ได้มีแค่ทางกาย แต่ยังมีโรคในมิติของจิตใจและจิตวิญญาณด้วย”
หลังบวชเรียนลุล่วง วิพุธก็ได้มาเจอความน่าสนใจของมนุษย์อีกครั้ง จากค่ายโอลิมปิกวิชาการ สาขาวิชาชีววิทยา
“จากที่เคยอยากเป็นนักบินอวกาศออกไปนอกโลก เรารู้สึกว่า เฮ้ย โลกของสิ่งมีชีวิตก็น่าสนใจ แล้วถ้าเราเข้าใจเรื่องแบบนี้ มันก็จะช่วยแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บของคนได้ ซึ่งเราสนใจเรื่องการดูแลผู้คนและโลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”
เมื่อเห็นทางที่อยากไปชัดเจนขึ้น วิพุธจึงไปค้นข้อมูลการเรียนที่น่าจะตอบโจทย์จนได้เจอสิ่งที่ต้องการ นั่นคือหลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
อธิบายหลักสูตรนี้แบบสั้นกระชับ คือการเรียนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่เกี่ยวข้องคล้ายหมอศิริราช แต่ในกระบวนการรักษา แพทย์แผนไทยประยุกต์จะเน้นการตรวจสมดุลธาตุ แล้วเยียวยาผู้คนด้วยสมุนไพร การกดจุดรักษา และให้ความรู้ในการดูแลแบบองค์รวม ไม่ได้ให้ยาเคมีหรือผ่าตัดแบบแพทย์แผนตะวันตก

วิพุธเข้าเรียนแพทย์แผนไทยประยุกต์ จากนั้นก็มาเรียนรู้ศาสตร์การแพทย์และการบำบัดแบบต่าง ๆ อีกหลายแขนง รวมถึงศาสตร์การโค้ช (Coaching) และกระบวนกร (Facilitator) พร้อมกับการดูแลรักษาและให้ความรู้ผู้คนไปด้วยในระหว่างทาง
จนในที่สุด หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลากหลายและยาวนาน วิพุธก็ตัดสินใจก่อตั้งองค์กรชื่อ ณ สมดุลย์ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะและพัฒนาสมดุลชีวิตองค์รวม เพื่อบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ มารักษาปรับสมดุล ดูแลสุขภาวะทั้งทางกาย ใจ และชีวิตองค์รวม ด้วยการแพทย์แบบผสมผสาน การเรียนรู้ควบคู่การรักษา และพัฒนาการดูแลตนเอง มีเป้าหมายหลักคือทำให้ผู้คนมีชีวิตที่สุขสมดุล


กลับสู่สมดุล
“รู้สึกมั้ยว่าโรคปัจจุบันมันซับซ้อน ไม่ได้เรียบง่ายแบบตากฝนแล้วเป็นหวัดธรรมดา”
วิพุธถามเรา แล้วอธิบายว่าสิ่งแวดล้อมและสังคมยุคปัจจุบันแปรปรวนซับซ้อน เราจึงเจอการป่วยไข้ที่ซับซ้อนตามไปด้วย เป็นการเจ็บป่วยแบบองค์รวม ทำให้การรักษาต้องเยียวยาแบบองค์รวมครบทั้งกาย ใจ และชีวิตในมิติต่าง ๆ
ณ สมดุลย์ฯ จึงไม่ใช่เพียงรักษาแค่อาการที่เห็นด้วยตา แต่ตรวจสมดุลลงลึกและเชื่อมโยงไปถึงสุขภาวะองค์รวมมิติต่าง ๆ เช่น การกินอยู่หลับนอน ความคิด ความรู้สึก ความสัมพันธ์ การงาน องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลต่ออาการป่วยที่ปรากฏออกมา
ปัจจุบัน ขอบเขตงานของ ณ สมดุลย์ฯ จึงแผ่ขยายกว้างขวางไปถึง 9 ด้าน ประกอบไปด้วย
และวิธีการรักษาก็จะต้องทำแบบเป็นองค์รวม โดยใช้สมุนไพรที่ถูกกับโรคมารวมเป็นตำรับยา (ที่มีทั้งเป็นยาจริง ๆ และแบบสอดแทรกอยู่ในอาหาร เครื่องดื่ม) นวดกดจุดรักษาให้เลือดลมไหลเวียนดี ดูแลวิถีชีวิต กินนอนหลับขับถ่ายให้ดี รวมถึงลดปัจจัยที่ทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ เพื่อพาชีวิตที่เสียสมดุลให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง
คนที่มารักษากับทีมหมอ ณ สมดุลย์ฯ จึงไม่ใช่แค่รับยาไปกิน แต่ได้ฝึกฝนปรับเปลี่ยนชีวิตไปในทิศทางที่เหมาะสม ให้เวลาใส่ใจดูแลตัวเอง โดยมีทีมคุณหมอคอยดูแลให้คำปรึกษาแบบกัลยาณมิตร และจัดยาตำรับปรับสมดุลตามอาการแต่ละคน แต่ละครั้ง เพื่อให้ตรงตามแนวทางดูแลให้ ถูกคน ถูกครั้ง ถูกพลังธาตุ
‘เรียนรู้ รักษา พัฒนา’ คือหลักในการเยียวยาผู้คนของ ณ สมดุลย์ฯ ที่ตั้งใจให้เมื่อครบกระบวนการรักษา คนไข้จะดูแลสมดุลชีวิตตัวเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องคอยพึ่งพาหมออีกต่อไป
ทีมหมอ ณ สมดุลย์ฯ จึงตั้งใจเป็นมิตรแท้ผู้เกื้อหนุนให้ทุก ๆ ความสุขเป็นไปได้ บนรากฐานการเติมเต็มคุณค่า ความสมดุล และสุขภาวะให้ทุกภาคส่วนแห่งชีวิตองค์รวม
ทั้งนี้ วิพุธบอกว่า ณ สมดุลย์ฯ ไม่ได้ทำเพียงการรักษาโรค แต่ร่วมดูแลคนทั้งคน โดยเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเยียวยาแบบองค์รวม เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยดูแลให้เกิดผืนป่าเขียวชอุ่มในพื้นที่ต่าง ๆ ของสังคม ผ่านการบูรณาการสหศาสตร์และเชื่อมโยงผู้คนให้เกิดเป็นระบบนิเวศในการเรียนรู้ รักษา และพัฒนาอย่างครบวงจร เพื่อความยั่งยืนในการดูแลสุขภาวะและสมดุลชีวิตองค์รวม ครอบคลุมทั้งในระดับบุคคล องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม
1. โรงเรียนสุขสมดุล การศึกษาองค์รวม จัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงแบบมีส่วนร่วม
2. คลินิกการแพทย์บูรณาการ ให้การตรวจสมดุลธาตุ ออกแบบ วางแผนการรักษาร่วมกัน พร้อมกระบวนการรักษาปรับสมดุลรูปแบบต่าง ๆ และให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลแบบองค์รวม
3. สถาบันโค้ชสมดุลชีวิตองค์รวม งานโค้ชสำหรับบุคคลทั่วไป องค์กร และชุมชน ที่สนใจพัฒนาการดูแลความสุขสมดุลในชีวิตมิติต่าง ๆ รวมถึงการส่งต่อให้ผู้รับบริการและสังคมด้วย
4. สื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขสมดุลชีวิตองค์รวม ผลิตสื่อให้ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ
5. ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลผลิตจากธรรมชาติที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้คนไข้ได้ดูแลตัวเองและกลับสู่สมดุล


6. Balance Meals Cafe’ and Farm บริการอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะและบำรุงธาตุ ออกแบบให้ได้เมนูที่ ‘อร่อย ดี มีสมดุล’


7. Wellness Guides บริการออกแบบ คัดเลือก จัดหา ให้ผู้รับบริการเชื่อมต่อกับแบรนด์ต่าง ๆ ในการดูแลองค์รวมอย่างเฉพาะบุคคล
8. Co-caring Community ชุมชนออนไลน์และออฟไลน์ที่มีระบบสมาชิก สิทธิประโยชน์ร่วม ในการช่วยเหลือเกื้อกูลและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกัน เชื่อมโยงเครือข่ายเป็นระบบนิเวศเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล
9. We Balance World Balance งานเพื่อสังคม เช่น กองทุน Pay It Forward สำหรับผู้ด้อยโอกาสและนักบวช ทำโครงการพัฒนาสังคม จิตอาสา วิชาชีพ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสุขภาวะองค์รวมอย่างยั่งยืน
ตลอดกว่า 10 ปีที่ ณ สมดุลย์ฯ ก้าวเดินมา งานแต่ละด้านต่างค่อย ๆ เติบโตไป พร้อมกับจำนวนทีมงานที่ส่วนมากเป็นคุณหมอรุ่นใหม่ และจำนวนคนไข้ที่แวะเข้ามาเยียวยาตัวเองใต้ร่มไม้ในผืนป่านี้ ซึ่งทีมคุณหมอบอกว่ามีหลากหลายกลุ่ม เช่น หนุ่มสาววัยทำงานที่โหมงานหนักจนกายใจพัง วัยกลางคนที่ Burnout ผู้สูงอายุที่เสียสมดุลเรื้อรัง ฯลฯ
ในอนาคต วิพุธบอกเราว่าอยากเห็นร่มไม้ ณ สมดุลย์ฯ เติบโตอย่างยั่งยืน กลายเป็นผืนป่าใหญ่ที่ยืนหยัดให้ความร่มเย็นสดชื่น มีชีวิตชีวา เมื่อแก่ชราก็จะยังเป็นหลักให้ต้นไม้หนุ่มสาวรุ่นต่อไปพึ่งพิง ดั่งสโลแกน At Balance… Every Happiness is Possible
และภาพใหญ่สุดท้ายปลายทาง โลกที่ ณ สมดุลย์ฯ อยากเห็น คือโลกที่ผู้คนรู้วิธีใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขและสมดุล
“ชีวิตที่สุขสมดุลคือชีวิตที่พอดี ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ” วิพุธเอ่ยทิ้งท้าย


