โต เป็นชาวประมง เดินทางไปกับเรือหาปลาทั่วอ่าวไทยพร้อมพ่อตั้งแต่เด็ก เขาอยู่กับเรือมานานที่สุด แต่เจ้าของกลับไม่เคยพิจารณาให้โตขึ้นมาคุมลูกเรือคนอื่นเลย รายได้ก็แทบไม่เปลี่ยน เพราะเขาจบแค่ ป.4
ยศ เคยมีความฝันว่าอยากเป็นตำรวจ แต่ด้วยวุฒิการศึกษาแค่ ป.6 เพราะสอบตกวิชาภาษาอังกฤษทุกครั้ง ไม่มีโรงเรียนตำรวจที่ไหนรับเขาเข้าเรียนต่อ
หญิง สตรีหัวก้าวหน้าที่ลาออกจากโรงเรียนตอนอยู่ ม.3 เพราะไม่เข้าใจว่าตรีโกณมิติจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ทำไร่บนดอยอย่างเธออย่างไร และนี่คือเหตุผลที่แกนนำชาวบ้านเรียกร้องสิทธิ์เพื่อคุณภาพชีวิตชาวดอยผู้นี้ลงสมัครสมาชิกสภา อบจ. ไม่ได้
หลายคนอาจมีความคิดว่า หากเลือกทางเดินสายอาชีพ วุฒิการศึกษาอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นอะไร เพราะไม่เก่งเลขก็เป็นชาวประมงที่เก่งได้ แต่ในโลกความจริงแล้ว ผู้ที่เก่งเฉพาะทางคงไม่ได้อยากหยุดตัวเองอยู่แค่การทำงานไปวัน ๆ วุฒิการศึกษาคือใบเบิกทางที่จะมอบโอกาสให้ ‘โต’ เติบโตจนได้เป็นหัวหน้าชาวประมง ‘ยศ’ ได้ประดับยศเป็นจ่าสิบ และ ‘หญิง’ ได้มีที่นั่งอันทรงเกียรติในสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อเป็นปากเสียงให้ชุมชนของเธอ
และนี่คือเหตุผลที่ ‘Mobile School’ เกิดขึ้น เพื่อดึงเด็กจากหลากพื้นเพหลายปัญหากลับสู่ระบบการศึกษาอย่างยืดหยุ่นและเสมอภาค สานฝันอนาคตอันสดใสที่เคยถูกพรากไปด้วยข้อครหาว่าเรียนไม่จบ
Mobile School คืออะไร ทำอะไรบ้าง เด่น-พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผู้รับผิดชอบหลักของโครงการ จะมาให้คำตอบ

ให้โรงเรียนไปหาเด็ก
1.02 ล้านคน คือจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3 – 18 ปีที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจากการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กับข้อมูลประชากรตามทะเบียนราษฎร์ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการ ‘Thailand Zero Dropout’ การขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ตามมติคณะรัฐมนตรี (สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
จากตัวเลขนี้ ทางโครงการจะติดตามช่วยเหลือเด็กโดยมีหน่วยงานระดับจังหวัดและตำบลเป็นผู้รับผิดชอบ ส่งทีมสหศึกษา นักพัฒนาสังคม ไปค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือเด็ก ๆ ถึงบ้าน และหาแนวทางพาพวกเขากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามปัญหาของแต่ละคน อาทิ การศึกษา สุขภาวะ พัฒนาการ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม
“ทีมสหวิชาชีพจะเข้าไปคุยกับน้องว่าเขามีข้อจํากัดในชีวิตเรื่องอะไร สุขภาพ ครอบครัว ฐานะการเงิน แล้วดูความต้องการว่าเขาอยากกลับไปเรียนมั้ย ถ้าไม่พร้อมต้องช่วยเหลือเรื่องอะไร”
พัฒนะพงษ์เล่าถึงวิธีการดำเนินการพาเด็กกลุ่มนี้กลับไปเรียน เด็กบางส่วนที่กลับเข้าสู่โรงเรียนได้ ทีมงานก็จะเข้าไปคุยกับโรงเรียนในพื้นที่ให้รับไปดูแลต่อ ไม่ว่าจะเป็นระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมต้น หรือมัธยมปลาย บางคนอาจไปสู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือศูนย์การเรียนต่าง ๆ ตามแต่ความสอดคล้องกับชีวิตของเขา
“ก่อนหน้านี้เราก็พาน้องกลับมาเรียนได้จริง จํานวนมากด้วย แต่ปัญหาที่ตามมาหลังจากติดตามต่อไปอีกระยะหนึ่ง เราพบว่าเด็กจํานวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษาซ้ำ ด้วยความที่เขาเจอสิ่งแวดล้อมที่อาจไม่คุ้นเคยผลักเขาออกมา หรือบางทีการไปช่วยพ่อแม่ทํามาหากินก็เป็นข้อจํากัดที่ทําให้ไปเรียนไม่ได้”
ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, สุขศึกษาและพลศึกษา, ศิลปะ, การงานอาชีพและเทคโนโลยี และวิชาภาษาต่างประเทศ คือ 8 วิชาหลักที่เด็กจะต้องเรียนและสอบให้ผ่านในการศึกษาภาคบังคับ แต่ความจำเป็นในชีวิต ความฝัน หรือวิถีชีวิตของเด็กบางคนก็อาจแทบไม่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในวิชาบังคับเหล่านั้น จึงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมที่เด็กคนนั้นไม่มีวุฒิการศึกษา เพียงเพราะผ่านรายวิชาที่อยู่ห่างไกลกับเป้าหมายในชีวิตของตัวเองไม่ได้ เช่นเดียวกับ โต ยศ และหญิง

หลายคนอาจมองอีกมุมว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนั้น วุฒิการศึกษาอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งก็จริงหากเด็กคนนั้นโตไปเป็นเจ้าของกิจการได้เอง แต่หากเส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบขนาดนั้น วุฒิการศึกษาก็ยังคงเป็นใบเบิกทางสู่รายได้ที่มากกว่า ตำแหน่งที่สูงกว่า และโอกาสที่มากกว่า
Mobile School จึงออกแบบมาเพื่อเด็กที่ไม่พร้อมอยู่ในระบบการศึกษาปกติได้มีโอกาสเติบโตในเส้นทางของตัวเองมากขึ้นและไกลขึ้น ตามแนวคิดที่ว่า ‘เข้าเรียนไม่ได้ ให้โรงเรียนไปหา’ พาเด็กกลับสู่การศึกษาอย่างยืดหยุ่นตามทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นฐานและศักยภาพของแต่ละคน อาทิ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด, แหล่งเรียนรู้ในชุมชน, ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ สกร., ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12, Digital Platform, โรงเรียนสอนศาสนา และโรงเรียนมือถือ โดยเด็กจะไปเรียนในสถานที่ แนวทาง หรือเครื่องมือที่เหมาะสมกับเขา แล้วนำการเรียนรู้มาเทียบหน่วยกิตเพื่อให้ผ่านวุฒิการศึกษาแต่ละระดับ
“ความเป็นเลิศทางวิชาการของน้องกลุ่มนี้อาจไม่เท่าเด็กที่เรียนในระบบปกติ แต่เขาจะได้วิชาพื้นฐานที่เพียงพอต่อการไปต่อในเส้นทางของเขา และสิ่งที่เขามีแข็งแรงกว่าคือทักษะชีวิต ทักษะอาชีพจากการปฏิบัติงานจริง ๆ หน่วยจัดการศึกษาก็จะใช้จุดนี้มาทําให้วิธีการศึกษาของน้องมีมาตรฐานเทียบได้กับระบบการศึกษาในกระแสหลัก”
ในอีกขาหนึ่งของโครงการ Mobile School นอกจากเตรียมเด็กแล้ว ยังต้องเตรียมแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ให้พร้อม และมีมาตรฐานเพียงพอที่จะมอบการศึกษาให้น้อง ๆ ด้วย ทั้งด้านงบประมาณ การจัดการครู หลักสูตรการสอน
“เราพยายามจัด Ecosystem ของการเรียนรู้ให้ตอบสนองต่อการดูแลเด็กตามข้อจํากัดที่แตกต่างกัน ให้เด็กได้เรียน แล้วได้รับการศึกษาแบบที่เขาเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีคุณภาพ”

การศึกษาที่ไม่พรากคนออกจากชุมชน
“เด็กจะได้ใช้ชีวิตในพื้นที่ของเขาโดยไม่ได้กลายเป็นสีดําในชุมชน เขาจะเป็นความสว่างของชุมชนแทน”
พัฒนะพงษ์เล่าถึงผลลัพธ์จากการศึกษาที่กลมกลืนไปกับวิถีชุมชน อันแตกต่างและห่างไกลจากระบบการศึกษาสายสามัญ ที่ผลสุดท้ายมีทั้งเด็กที่ไปได้ไกลจนหลงลืมภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาในพื้นที่ และเด็กที่ไปไม่ได้เพราะมีภาระงานผูกพันหรือไม่เห็นความสำคัญของรายวิชาบังคับ แต่หากการศึกษาได้คืนเด็กสู่ชุมชนด้วย Project-based Learning ปัญหาเหล่านั้นก็จะลดลง

Project-based Learning จะแตกต่างกันตามพื้นที่และพื้นเพของเด็ก ๆ อย่างที่ อบต. พิมาน จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่ดำเนินการพาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลับมาเรียนเป็นเวลา 3 ปีแล้ว
โดยทาง อบต. ส่งนักพัฒนาสังคมลงพื้นที่เข้าไปเคาะประตูบ้านคนในชุมชนเพื่อหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาเองตั้งแต่ยังไม่มีข้อมูลตัวเลข 1.02 ล้านคน แล้วพามาเรียนในศูนย์การเรียนของมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) หนึ่งในพาร์ตเนอร์ของ Mobile School เด็กได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา เช่น การจับปลาในแม่น้ำโขง ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ แถมยังได้วุฒิการศึกษาไปต่อยอดในอาชีพอื่น ๆ เขาก็มีแรงผลักดันที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตร
พอขึ้นปีที่ 2 เด็กในตำบลใกล้เคียงเห็นเพื่อนกำลังจะมีวุฒิการศึกษา เขาก็พากันมาสมัครเรียนเอง จนเข้าปีที่ 3 ความสำเร็จของพื้นที่กลายมาเป็นตัวตั้งต้นในการผลักดันให้เกิดโครงการ Thailand Zero Dropout แล้วชุมชนพิมานก็ยกระดับเป็นชุมชนต้นแบบ ขยับจากพื้นที่การศึกษาระดับตำบลไปเป็นอำเภอ และบุคลากรจากที่นี่ก็ไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่สอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชุมชน อาทิ ศูนย์การเรียนที่ราชบุรี ศูนย์การเรียนที่สงขลา

“เราเอาวุฒิการศึกษาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อเรียกความสนใจว่า นี่ไง ชีวิตของคุณยังสดใสนะ แต่ว่าคุณต้องเริ่มต้นจากก้าวแรกก่อน แล้วค่อยไปสู่เส้นทางต่อไป
“พอได้ทำสิ่งที่สนใจ เด็กจะมีความภูมิใจเวลาเล่า บางคนเป็นยูทูบเบอร์ เขาเรียนไม่จบ ม.2 แต่ว่าเวลาที่เขาเล่าเรื่องการเป็นยูทูบเบอร์ เขาเล่าได้แพรวพราว มีความโชกโชนเชี่ยวชาญ เขาก็จะได้เก็บหน่วยกิตแล้วก็ไต่ระดับจนได้วุฒิ ม.3”
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Mobile School เพิ่งจัดกิจกรรมสัญจรไปยังจังหวัดสงขลา เด็กที่มาร่วมกิจกรรมรู้จักโครงการและพร้อมกลับมาเรียนอีกครั้งอยู่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ อบต. ที่เข้าหาและรับฟังปัญหาของเด็กเป็นรายคน จนปลุกใจให้เขามาร่วมกิจกรรมสัญจรเพื่อทำความรู้จักและสมัครเรียนกับทางเลือกการเรียนรู้ต่าง ๆ ในโครงการ ทั้งแบบออฟไลน์ อย่างศูนย์การเรียนต่าง ๆ และแบบออนไลน์อย่างโรงเรียนมือถือ
โรงเรียนมือถือ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Mobile School มาจาก Mobile (adj.) แปลว่า ซึ่งเคลื่อนที่ได้ และ School (n.) แปลว่าโรงเรียน มีความหมายตรงตัวคือโรงเรียนที่เคลื่อนที่ได้ ตามแนวคิดให้การศึกษาไปหาเด็ก
‘โรงเรียนมือถือ’ เป็นหนึ่งในเครื่องมือของ Mobile School ที่หมายถึงรูปแบบการเรียนรู้ผ่านมือถือ หากแปลความหมายกลับไปกลับมาอาจทำให้สับสนอยู่บ้าง แต่ 2 อย่างนี้ก็เป็นคนละสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน
เด็กที่ไม่พร้อมจะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติ การศึกษานอกโรงเรียน หรือการศึกษาตามศูนย์การเรียนต่าง ๆ ในโครงการ Mobile School โรงเรียนมือถือนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เด็กได้ติดต่อกับคุณครูพี่เลี้ยง มีสังคมของนักเรียนในระดับเดียวกัน ไปพร้อมกับการประกอบอาชีพในชีวิตประจำวัน โดยนำอาชีพนั้นมาเป็น Project-based Learning และแปลงหน่วยกิตจากงานที่เขาถนัดออกมาเป็นวุฒิการศึกษา

“แต่ละคนทําโปรเจกต์ต่าง ๆ ก็ต้องเอาโปรเจกต์ของตัวเองมาแชร์ให้เพื่อนฟัง ทุกคนก็จะได้เรียนรู้ทั้งจากโปรเจกต์ของตัวเองและของเพื่อน ทําให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน เขาเรียนไม่เหมือนกันหรอก แต่ว่าต่างคนจะได้ความรู้ใหม่ เกิดความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในงานของตัวเองมากขึ้น
“โปรเจกต์นั้นก็จะมีการเตรียมโอนวิชาตามรายวิชาหลักของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าเขาจะลดสัดส่วนลง และใช้วิชาชีพเข้ามาเพิ่มมากขึ้น”

เคสตัวอย่างของเด็กที่กำลังเรียนรู้ผ่านโรงเรียนมือถือ คือ ม่อน เด็กจากราชบุรีที่มีปัญหาเรียนช้า ความรำคาญใจที่คุณครูมีต่อเขาถูกแสดงออกผ่านการทำโทษ จนม่อนเกลียดและกลัวโรงเรียน เขาเดินออกจากระบบการศึกษามา 4 ปีแล้ว มาช่วยพ่อแม่เลี้ยงวัว ทำสวนฝรั่งที่บ้าน บัดนี้ม่อนมีอายุ 14 ปี และยังเรียนไม่จบ ป.6
“เจอครั้งแรกเขาวิ่งหนีเราเพราะคิดว่าจะมาตามกลับไปโรงเรียน คุยกับพ่อแม่อยู่นาน เอาน้องมานั่งคุยกันดี ๆ ช่วยซื้อฝรั่งที่เขาปลูก ไปดูวัวที่เขาเลี้ยง สร้างความสัมพันธ์ด้วยกันอยู่ครึ่งวันจนกระทั่งเขาไว้ใจว่าเราไม่ได้ตามเขากลับโรงเรียน แต่ว่าเรามีทางเลือกที่จะขอให้เขาเรียน คนนี้ก็เรียนผ่านโรงเรียนมือถือเอาความรู้ด้านเลี้ยงวัวและการทําสวนมาเทียบโอนหน่วยกิตกับ Mobile School”
ด้วยโรงเรียนมือถือ ม่อนจะได้เรียนในสิ่งที่ตนถนัด โดยไม่มีแรงกดดันหรือวิจารณ์ความไม่ถนัดทางวิชาการที่ห่างไกลจากวิถีชีวิตของเขา ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานจากครูพี่เลี้ยงและการแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ในคลาสออนไลน์ มีความหวังที่จะได้รับวุฒิการศึกษาและโอกาสในชีวิตที่มากกว่า ซึ่งการศึกษาระบบปกติมอบให้เขาไม่ได้
เด็กทุกคนต้องได้เรียน
ช่วง 3 เดือนแรก หลังจากโครงการ Thailand Zero Dropout ผ่านมติ ครม. เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการทำ MOU ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และระหว่างนี้ก็ได้มีการสื่อสารการทำงานของหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ของคนในสังคม

“ถ้าดึงเอาศักยภาพของน้อง ๆ 1.02 ล้านคนมาสร้างประโยชน์ให้ตัวเองและสังคม เรามองตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ว่า การดึงน้องกลุ่มนี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจะทําให้จีดีพีสูงขึ้น 1.7% และถ้านักเรียนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนมีการศึกษาสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จะช่วยสร้างผลตอบทางเศรษฐกิจ หรือ IRR สูงถึง 9% นี่คือโจทย์ที่เราพยายามสื่อสารกับสังคม
“ภายใน พ.ศ. 2570 เรามีเป้าหมายว่าเด็ก 1 ล้านคน ต้องได้รับการดูแลผ่านการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทางเลือกรูปแบบใดก็ได้ แต่ต้องไม่เสียเวลาไปกับการไม่เรียนรู้อะไร”
มีคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะคณะรัฐมนตรีที่ให้ผ่านวาระก็เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่นาน ภายใต้การนำของคณะรัฐบาลชุดใหม่ จะมีผลอย่างไรต่อการพาเด็ก 1.02 ล้านคนกลับเข้าสู่การศึกษา

“เนื่องจากเป็นมติ ครม. ถือเป็นกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนกติกาก็เดินหน้าต่อ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามีบทบาทในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสถานการณ์ของเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากการศึกษาถือเป็นโจทย์หนึ่งของความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ตราบใดที่ยังมี กสศ. อยู่ การแก้ปัญหานี้ก็ต้องเดินหน้าต่อ ไม่ว่ารัฐบาลจะหนุนหรือไม่หนุนก็ตาม เพราะว่าอยู่ในภารกิจของ พรบ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561”
แม้เรื่องราวของ โต ยศ และ หญิง จะเป็นเรื่องราวของบุคคลนามสมมติ แต่ก็คือชีวิตจริงของผู้ใหญ่ในวันนี้ที่โอกาสในชีวิตลดลงด้วยข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษา แต่ด้วย Mobile School ผู้ใหญ่ในวันหน้าจะต้องไม่เจอปัญหาซ้ำรอยเดิม เพราะหากเขาไม่พร้อมจะมาหาการศึกษา การศึกษาจะไปหาเขาเอง

Website : www.eef.or.th/tag/mobile-school
