19 กรกฎาคม 2024
6 K

“ทำไมลูกยางถึงบินได้”

“ก็ลูกยางมันมีปีก”

ระหว่างการเดินป่า ครูแจง-ทานตะวัน เขียวน้ำชุม ผู้ก่อตั้ง ‘Lomfon Nature School’ ตั้งคำถามขึ้นเมื่อเด็กในกลุ่มหยิบลูกยางที่เจอระหว่างทางมาโยนเล่น สายลมปะทะเข้ากับปีกของมัน พาให้ลูกยางหมุนติ้ว ๆ ดูราวกับบินได้ เด็ก ๆ ต่างก็ชอบใจที่เห็นเมล็ดพืชกำลังบิน

“แล้วทำไมลูกยางถึงต้องบินได้” ครูแจงถามต่อ

“ก็แม่เขาอยากให้เขาบินไปไกล ๆ เขาจะได้หาพื้นที่เติบโต”

“แล้วทำไมต้องไปตกไกล ๆ เขาตกลงใกล้ต้นแม่ไม่ได้หรือ”

“ก็ถ้าเขาตกลงตรงรากของแม่ เขาจะไม่โตไม่แข็งแรง ถ้าเขาจะโตได้ แม่ต้องไม่อยู่แล้ว”

หากทริปนั้นมีพ่อแม่ร่วมเดินป่าไปด้วยเพราะความเป็นห่วง คำตอบแบบนี้ก็ทำให้ผู้ใหญ่ชะงักไปเหมือนกัน อาจทั้งทึ่งกับคำตอบของเด็ก หรือสะท้อนความคิดบางอย่างในความหมายที่ธรรมชาติสรรสร้างมา

“ก็เหมือนกับคนเราที่มีลูก ถ้าลูกยังอยู่ในความคุ้มครองของเราตลอดเวลา เขาก็จะไม่โต ดังนั้น ลูกจะแข็งแรงก็ต่อเมื่อพ่อแม่กลั้นใจส่งลูกไปไกล ๆ ให้ไปเจอพื้นที่ของตัวเอง จะไปเรียนต่างประเทศ ไปเข้าป่า ไปดำน้ำ เขาจะแข็งแรงได้เอง เช่นกันกับลูกยางลูกนี้” 

และสิ่งนี้คือ ‘การสื่อความหมายธรรมชาติ’ ที่ครูแจงเฉลย และเป็นแก่นสำคัญในทุกการเดินทางของ Lomfon Nature School โรงเรียนที่มีโลกกว้างเป็นห้องเรียนและมีความลำบากเป็นสื่อการสอน

รหัสป่ากับการสื่อความหมายธรรมชาติ

ถึงจะใช้คำว่า School แต่โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่ใช่โรงเรียนที่มอบการเรียนรู้ทางวิชาการ เน้นสอนทักษะชีวิตที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ หลักสูตรซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดคือ ‘รหัสป่า’ เป็นการพาเด็กไปเดินป่าค้างแรมกลางไพรเพื่อฝึกสัญชาตญาณและอ่านรหัสป่า หากเป็นรุ่นจูเนียร์จะอยู่ที่ 3 วัน 2 คืน ในสถานที่กลางป่า ไม่ย้ายที่ตั้งแคมป์ มีห้องน้ำ มีไฟฟ้า แต่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ตัดการสื่อสารจากภายนอกเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างเต็มที่

“วันแรกมาถึงเด็กต้องกางเต็นท์ก่อน ก็สอนให้เขากางเต็นท์ จะไม่กางให้ แล้วก็คอยดูแลจนเขากางเต็นท์เสร็จ

“ข้าวมื้อแรก ครูพรานก็หุงให้ดูก่อน สอนวิธีการนั่งกินข้าว วิธีใช้หม้อสนาม แล้วตั้งแต่มื้อเย็นวันแรกเขาต้องแบ่งกลุ่มหุงข้าวในหม้อสนามกันเอง ต้องแบ่งเวรกัน และทุกคนต้องได้หุงข้าว ”

การหุงข้าวเป็นเรื่องที่เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย แต่เด็ก ๆ ที่มาเข้าป่าด้วยกันจะได้รับการถ่ายทอดเทคนิคจากครูพรานในการตวงปริมาณข้าวและน้ำ ตั้งไฟปิดฝา พร้อมกะเวลาที่ข้าวจะหุงขึ้นหม้อ ถึงเวลาข้าวสุกก็เปิดฝาครั้งเดียวจบโดยไม่ต้องมาคอยเปิดดูหลาย ๆ รอบ

“พอเปิดฝามาข้าวสวยทุกเม็ด เด็กเขาก็จะว้าวกันมาก”

นอกจากทักษะชีวิตแล้ว เด็ก ๆ จะได้รู้จักการสื่อความหมายธรรมชาติตลอดเส้นทางการเดินป่า เขาจะสังเกตสิ่งรอบตัว และตั้งคำถามกับลูกยาง ก้อนหิน ลำธาร และวิเคราะห์ว่าธรรมชาติกำลังบอกอะไร ไม่ว่าจะเป็นความหมายที่ต้องอาศัยการตีความอย่างเหตุผลที่ลูกไม้หล่นไกลต้น หรือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างต้นยางออกลูกยางเต็มต้น เพราะเตรียมรับพายุใหญ่ที่จะหอบลูกยางไปไกล ชาวบ้านที่เห็นก็รู้แล้วว่าต้องเตรียมตัวรับมือกับลมพายุ การสื่อความหมายธรรมชาติจึงแตกต่างจาก ‘วิชาธรรมชาติ’ ที่มุ่งเน้นให้รู้จักชื่อ ประเภท หน้าตา คุณสมบัติ ขององค์ประกอบต่าง ๆ ในธรรมชาติ

“เราจะเอาเรื่องที่เขาได้เปิดประสาทสัมผัสก่อน ได้รู้สึกก่อน แล้วก็พูดเชื่อมโยงให้ตรงกับตัวเขา เขาจะรู้สึกประทับใจ รู้สึกอิน แล้วค่อยเติมช่องทางให้เขาไปหาชื่อหรืออะไรที่เขาจำเป็นต้องรู้ เพราะบางทีเขาก็ต้องกลับไปเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่โรงเรียน

“วิธีการสอนของครูแจงไม่ใช่การเห็นปุ๊บแล้วบอกว่าสิ่งนี้คืออะไร ครูจะไม่ให้เอาสมุดบันทึกเข้าไปด้วยตอนเดินป่า เพื่อที่สมองของเขาจะได้จดจำรายละเอียดจากทุกประสาทสัมผัส อย่างสภาพอากาศหรือกลิ่นของป่า”

ทุกเย็น ครูแจงจะให้เด็ก ๆ เขียนบันทึกเรื่องราวที่เจอ สถานที่ที่ไป เพื่อทบทวนความจำ แล้วออกมาโชว์ผลงานพร้อมเล่าเรื่องของตัวเอง เป็นที่น่าแปลกใจว่า ถึงแม้เป็นเรื่องราวจากความทรงจำที่ไม่มีการบันทึกลายลักษณ์อักษรลงสมุด แต่เด็กบางคนกลับทำได้ดีและบอกเล่ารายละเอียดมากมายจนตัวเขาเองก็ยังประหลาดใจ

“ทำให้เราเห็นว่าระบบความคิดเขาเป็นยังไง พอออกมานำเสนอ บางคนก็ไม่กล้าพูด เราก็จะไม่กดดัน แต่จะมีเทคนิคหยอดนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อให้เขาได้พูด แล้วเด็กจะทำได้เอง เมื่อเขาได้ทำ”

ยามค่ำคืนที่เสียงกลางป่าเปลี่ยนแปลงไปจากตอนกลางวัน ครูแจงให้เด็ก ๆ อยู่ในความเงียบ เงี่ยหูฟังเสียงรอบตัว สังเกตความหมายในเสียงที่ได้ยิน เสียงที่ปลอดภัย เสียงที่เป็นอันตราย พร้อมฟังเรื่องเล่าจากพงไพรที่พรานป่าจับสัญญาณน้ำป่าและรู้เวลาจากเสียงซึ่งเป็นรหัสที่ป่ากำลังบอก

ประสบการณ์ที่เด็ก ๆ ได้รับจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเพื่อความลื่นไหลของกิจกรรมที่ครูแจงวางแผนไว้แต่แรก ช่วงอาหารเช้าวันสุดท้าย เด็ก ๆ จะได้หาฟืนมาก่อกองไฟด้วยตัวเอง และลงมือทำกับข้าวเองจากวัตถุดิบที่ครูเตรียมให้และพืชผักที่เก็บมาจากป่า เมื่อผ่านประสบการณ์ทั้งหมด สิ่งที่เขาจะได้รับโดยไม่ต้องสอนเป็นคำพูดคือการยอมรับปรับตัว มอบความเคารพให้ทุกสรรพสิ่ง และกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งรอบตัวทั้งธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์

ทริปเดินป่าสำหรับเด็กที่ฟังดูไม่เหมือนกิจกรรมสำหรับเด็กนี้ ทำเอาผู้เขียนตกใจกับช่วงอายุที่เหมาะสมคือ 6 – 12 ปี แถมไม่จำเป็นต้องมีผู้ปกครองไปด้วย แต่ครูแจงยังคงยืนยันเช่นเดิม

“ไม่ต้องกังวล เด็กทำได้ถ้าเขาได้ทำ ต้องให้โอกาสเขาได้ฝึกตั้งแต่เด็ก”

‘รหัสป่าจูเนียร์’ คือทริปยอดนิยมที่สุด แต่ Lomfon Nature School ยังสนองความต้องการของเด็กบางรายที่สนุกกับความไม่สบายในธรรมชาติจากรุ่นจูเนียร์ และอยากเดินป่าในเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม กับทริป ‘รหัสป่า Advance’ 4 วัน 3 คืนที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ เด็กต้องแบกสัมภาระย้ายที่นอนทุกวัน หุงหาอาหารทานเอง นอนหลับในเปล ขับถ่ายในหลุม เป็นความลำบากระดับที่ผู้ใหญ่ยังต้องคิดหนัก แต่ก็มีเด็กอายุเพียง 7 ปี ทำได้มาแล้ว

นอกจากนี้ยังมี Family Trip เป็นกิจกรรมสำหรับครอบครัว ไม่ต้องเดินเท้าลำบากเหมือนทริปสำหรับเด็ก และ Science and Nature Camp ที่สอนวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาในโรงเรียน เช่น การประเมินคุณภาพน้ำโดยวิธีการทางชีวภาพโดยให้สัตว์เป็นตัวบ่งชี้ หรือนักธรณีน้อย เพื่อรู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับหินดินทราย เป็นต้น

เด็กทำได้ถ้าเขาได้ทำ

บางครอบครัวก็ไม่เข้าใจ มียุคหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ต้องการให้ลูกลำบากเลย เขามองว่าธรรมชาติเป็นเรื่องน่ากลัว พ่อแม่บางรายต้องไปฝ่าฟันกับทัศนคติของปู่ย่าตายายว่า ทำไมจะต้องพาลูกมาลำบาก ความสะดวกสบายยุคปัจจุบันจึงเป็นอุปสรรคในการเข้าหาธรรมชาติ เลยทำให้ฟังก์ชันของความเป็นมนุษย์เราอ่อนแอลง”

ครูแจงเล่าว่าความกังวลของผู้ปกครองเป็นอุปสรรคสำคัญในการพาเด็กเข้าป่า พ่อแม่บางรายอยากให้ลูกมาร่วมกิจกรรม แต่ตัวพ่อแม่เองกลับกลัวแทนลูกว่าเขาจะทำไม่ได้ หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ก็จะขอติดตามมาเดินป่าด้วย ซึ่งครูแจงก็อนุญาตให้มา ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องให้อิสรภาพกับเด็ก

“เราเน้นให้เด็กทำเอง ถ้าพ่อแม่มาด้วยก็จะประกาศลดอายุพ่อแม่ สมมติว่าเด็กอายุน้อยสุดในค่ายคือ 6 ขวบ พ่อแม่ที่มาด้วยจะโดนลดเหลือ 5 ขวบ เด็ก 5 ขวบจะไม่มีอำนาจในการสั่งการอะไรเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป ไม่มีการมาบอกให้ทำนู่นทำนี่ เด็ก ๆ ก็ดีใจที่ไม่มีคนมาจ้ำจี้จ้ำไชแล้วได้ลองทำอะไรเอง

“จะบอกพ่อแม่ว่าเด็กต้องเรียนรู้ความผิดพลาดจากสิ่งที่เขาเจอ แล้วเขาจะรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ถ้าเราไปบอกเขา เขาจะไม่รู้เลยว่าผิดเพราะอะไร มันผิดจริงมั้ย มันเป็นกระบวนการสร้างระบบความคิดให้เขา”

ตั้งแต่คืนแรกที่เด็ก ๆ ต้องกางเต็นท์เองในทริปรหัสป่า มีพ่อแม่บางรายที่ขอติดตามมาด้วยความเป็นห่วงว่าลูกจะนอนตามลำพังไม่ได้ ก็ชักชวนลูกมานอนด้วยกัน แต่เต็นท์ที่เด็กกางด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองคือความภาคภูมิใจของเขา และเขาก็อยากนอนในเต็นท์ของตัวเอง หากเขาร้องไห้เพราะไม่เคยนอนแยกกับพ่อแม่ ครูแจงจะแนะนำให้ปล่อยเด็กให้ร้องไห้ไปก่อน เมื่อถึงจุดที่เขาไม่ไหวจริง ๆ พ่อแม่ถึงค่อยเข้ามาพาลูกไปนอนด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรเมื่อได้ลองอยู่ด้วยตัวเอง 

“รหัสป่าจูเนียร์เป็นการฝึกให้เด็กใช้ศักยภาพของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราจะให้เตรียมของมาเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ แล้วก็เรียนรู้จากความขาดและความเกิน พ่อแม่ชอบถามว่าทำไมมีของต้องเตรียมแค่นี้ ไม่ต้องมีเบาะรองนอน ไม่ต้องมีหมอนหรือ เราจะบอกว่า ถ้ามีอะไรที่ขาด ก็ให้เด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัวว่าต้องทำยังไง”

สำหรับเด็กช่วง 6 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่ต้องพัฒนากล้ามเนื้อ กระดูก และสมองให้สัมพันธ์กัน ครูแจงเชื่อว่าหากเด็กได้รับการฝึกฝนแบบไหน ร่างกายก็จะพัฒนาไปแบบนั้น หากตัดความสะดวกสบายออกแล้วนอนโดยไม่มีแผ่นรองนอนนุ่ม ๆ ร่างกายเขาก็จะแข็งแรงขึ้น หากปล่อยให้เขาได้หกล้ม สักครู่เขาก็หายเจ็บแล้วสนุกได้ต่อ หากยอมให้เขาได้เดินเท้าทางไกล เขาก็ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยง่าย ๆ เพราะกล้ามเนื้อของเขาเป็นชุดที่กำลังพัฒนาเติบโต

“แต่พ่อแม่ที่มาด้วย กว่าจะมาถึงจุดหมายก็เหนื่อยไม่ไหวแล้ว บางทีก็กลายเป็นภาระให้ลูกเป็นห่วงว่าจะไหวมั้ย”

ผู้คนยุคปัจจุบันหาทางออกจากความวุ่นวายโดยให้ธรรมชาติได้เยียวยาจิตใจ เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องการโอบรับการดูแลจากธรรมชาติเช่นกัน เพื่อให้เขาได้เล่น ได้เลอะ ได้เรียนรู้ ได้เอาตัวรอด ให้ห้องเรียนที่มอบทั้งความสนุกและบทเรียนชีวิตได้มากกว่าโทรศัพท์มือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้ปกครองจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่มาร่วมทริปห่างไกลจากความสบายกับครูแจง

“เด็กบางคนเป็นคุณหนูมาก ต้องอยู่ในห้องแอร์อย่างเดียว แต่พอผ่านรหัสป่าจูเนียร์แล้ว ตอนแม่พาไปทานอาหารข้างนอก แม่ก็วนหาร้านที่เขาจะกินได้อยู่นานมาก แล้วเขาก็บอกว่าทำไมแม่ไม่เลือกร้านสักที แม่ก็ตกใจเพราะว่ามีแต่ร้านข้างถนน เด็กกลับบอกว่าอย่างน้อยก็มีเก้าอี้ให้นั่ง ยังดีกว่าค่ายครูแจงที่ต้องนั่งพื้น จากเด็กที่เลือกกิน กลายเป็นกล้าลองกิน มีความอดทนมากขึ้น แม่ก็แฮปปี้เพราะลูกอยู่ง่ายขึ้น

“พ่อแม่ที่อ่านตรงนี้ก็อย่าไปกังวลว่าลูกของเราจะทำอะไรไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีธรรมชาติอยู่แล้วคุณเข้าใจธรรมชาติและพาเขาเข้าไปสัมผัสธรรมชาติได้ เขาก็จะมีหลักที่ยึดให้เติบโตไปได้อย่างมีพลังแน่นอน”

ครูพราน

“ที่อื่นเขาจะเรียกลูกหาบ แต่ทีมครูจะเรียกเขาว่า ‘ครูพราน’ เพราะเราอยากจะให้เขาภาคภูมิใจในสิ่งที่เขามี”

เด็กที่มาร่วมทริปของ Lomfon Nature School จะคุ้นชินกับศัพท์คำหนึ่งที่ใช้เรียกคนกลุ่มหนึ่งที่รู้จักสรรพสิ่งในป่าเป็นอย่างดี เขาเหล่านี้คือ ครูพราน หรือ ปราชญ์แห่งพงไพร

‘พราน’ คือคำที่คนใช้เรียกผู้ที่มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ หากินกับธรรมชาติ หากอยู่กับทะเลจะเรียกพรานทะเล หากอยู่กับป่าจะเรียกพรานป่า คนเหล่านี้มีทักษะในการอยู่กับธรรมชาติ เขารู้ว่าอะไรทานได้ อะไรอันตราย รู้โมงยามจากการสังเกตธรรมชาติ รู้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำสิ่งต่าง ๆ รู้วิธีการเอาตัวรอด แต่ทัศนคติทางสังคมในปัจจุบันผลักดันให้พวกเขากลายเป็นคนชายขอบที่มีภาพลักษณ์น่ากลัว กลายเป็นผู้ทำลายธรรมชาติทั้งที่พวกเขาล่าสัตว์แต่พออิ่มท้อง

“พอเราพาเขาออกมาให้พาผู้คนไปเดินชมธรรมชาติในป่า เขาก็ไม่ต้องหลบซ่อนด้วยความอับอาย เขาได้ใช้ทักษะดูแลผู้คน ชวนคนมาเที่ยวบ้านเขา และยังเป็นครูสอนทักษะชีวิต เราเลยให้คุณค่ากับเขาโดยเรียกว่าครูพราน”

แม้การล่าสัตว์คือวิถีชีวิตดั้งเดิมของนายพราน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคปัจจุบันนี้มีพื้นที่ป่าเหลือน้อยลง สัตว์ป่าก็เหลือน้อยลง หากพรานป่ามีช่องทางสร้างรายได้อื่นจากความถนัดของตัวเอง เขาก็จะล่าสัตว์น้อยลง การได้แนะนำบ้านของเขาแก่ผู้มาเยือนยังสร้างความรักที่จะปกปักรักษาผืนป่าให้คนได้เห็นว่าบ้านของเขาดีแค่ไหน ในแต่ละทริปเดินป่าของ Lomfon Nature School จึงต้องมีทีมครูพรานในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ตามเป้าหมายของครอบครัวที่จะ ‘เปลี่ยนพรานสร้างไพร’ หาทางออกเพิ่มความยั่งยืนสู่ธรรมชาติที่ทั้งพรานป่าและผืนป่าต่างได้ประโยชน์

“เวลาไปจัดกิจกรรมที่ไหนก็จะหาคนในพื้นที่ เจรจาให้เขามาช่วยนำทาง มาช่วยสอน เขาก็จะมีความสุขมากที่มีคนเห็นคุณค่าของเขา”

พี่เลี้ยงค่ายเยาวชน คุณแม่โฮมสคูล และทีมกู้ภัย 13 หมูป่า

ครูแจงเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด ที่เกิดและโตโดยไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับป่า โรงเรียนไม่เคยพาไปเข้าค่าย และกิจกรรมซัมเมอร์แคมป์ทั้งหลายก็ยังไม่มีใครเริ่มทำในสมัยนั้น ประสบการณ์เดียวที่พาครูแจงในวัยเด็กเข้าสู่ธรรมชาติ คือการออกเดินทางไกลทุกสุดสัปดาห์โดยมีพ่อแม่นำทางไป ไม่ว่าจะเป็นโรดทริป นั่งรถทัวร์ นั่งรถไฟ การได้พาลูกออกท่องโลกกว้างเป็นสิ่งที่พ่อแม่ของครูให้ความสำคัญมาก แม้ว่าเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วการเดินทางจะไม่ง่ายเหมือนยุคปัจจุบัน

“เด็กบางคนพ่อแม่ไม่เคยพาไปทำอย่างนั้นเลย พอมีลูกจึงไม่กล้าตามไปด้วย เขายังคิดว่าโลกภายนอกอันตรายอยู่ ซึ่งโลกภายนอกมันอันตรายจริงนั่นแหละ แต่ไม่ได้อันตรายเพื่อให้เรากลัว มันอันตรายเพื่อให้เราได้เรียนรู้และมองเห็นความสุขระหว่างทาง

“ทุกวันนี้จะพูดเสมอว่าเป็นเพราะตอนเด็ก ๆ พ่อแม่พาไปเจออะไรหลายอย่าง เราเลยมีทักษะในการปรับตัว ทำให้เข้าใจว่าเด็กควรได้เจออะไรที่แตกต่าง เพราะโลกมีความแตกต่าง จะอยู่รอดได้ก็ต้องเข้าใจความแตกต่างและปรับตัวปรับใจได้”

อาชีพเดิมของครูแจงก็ไม่เกี่ยวกับป่า ครูเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาที่หนีโลกการทำงานมาเดินป่าเป็นครั้งคราวเพื่อคลายความเบื่อหน่ายในสังคมเมือง แต่ยิ่งเดินยิ่งหลงรัก จนสมัครเข้าไปเป็นอาสาสมัครพี่เลี้ยง ‘ค่ายเยาวชนนักนิยมธรรมชาติ’ ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนผู้หลงรักธรรมชาติมาจัดค่ายพาเยาวชนเข้าป่า เพื่อปลูกความเข้าใจ หวงแหน และปรารถนาที่จะดูแลผืนป่า แต่การเข้าไปเป็นอาสาสมัครนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านหลักสูตรอบรมการสื่อความหมายธรรมชาติ การใช้ชีวิตกับธรรมชาติ และจิตวิทยาเด็ก เป็นเวลาถึง 7 สัปดาห์ โดยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเอง งานอาสาสมัครนี้ได้พาครูแจงไปพบกับนักเดินป่าชั้นครูจากหลายวิชาชีพ แม้ว่าค่ายนี้จะไม่มีจัดแล้วในปัจจุบัน แต่เหล่าอาสาสมัครต่างก็เติบโตและแยกย้ายกันไปทำงานเพื่อส่งต่อความรักในธรรมชาติตามแบบของตัวเอง รวมถึงครูแจงเช่นกัน

ต่อมาครูแจงย้ายมาทำงานกับ ครูพรานทาร์ซานบอย สามีซึ่งเป็นไกด์ท้องถิ่นพานักท่องเที่ยวขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ครูทำงานเป็นไกด์ควบคู่กับงานอาสา จนมีลูกชายชื่อ ลมฝน ซึ่งตั้งชื่อตาม ‘เนินลมฝน’ บนเขาหลวง เป็นเนินที่สูงประมาณ 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล เมื่ออยู่บนนั้นจะมองเห็นได้ทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เนินมีสภาพสวยสมบูรณ์จากสายลมและสายฝนที่พัดสลับกันจาก 2 ฝั่งทะเล

“พื้นที่นี้หล่อเลี้ยงทุกชีวิตมาถึงข้างล่าง ครูจึงนำมาตั้งชื่อลูก แล้วก็พาเขาเข้าป่าตั้งแต่เด็ก ตอนแรกให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนระบบปกติ พอถึง ป.2 ก็พบว่าบุคลิกของเขาไม่เหมาะกับการเรียนในระบบ เลยพาเขาออกมา แล้วทำโฮมสคูลเอง

“ครูเขียนแผนการเรียนตามวิถีของตัวเอง ซึ่งเป็นวิถีเดินป่าอยู่กับธรรมชาติ แล้วใช้ทักษะจากที่ทำค่ายเยาวชนหลายเรื่องมากมาผสมกัน”

ก่อนที่จะมีหลักสูตรเพื่อลูกชาย ครูแจงและสามีทำโปรแกรมรหัสป่า พานักท่องเที่ยวเข้าป่าเพื่อเรียนรู้ทักษะการอยู่กับป่าจากภูมิปัญญาของครูพรานมาก่อน พอเริ่มทำหลักสูตรโฮมสคูลให้ลูก ครูก็อยากให้ลูกมีสังคม จึงชวนลูกของเพื่อน ๆ มาเรียนรู้วิถีแห่งป่าไปด้วยกัน กลายมาเป็น ‘รหัสป่าจูเนียร์’ ซึ่งถึงตอนนี้ก็นำเด็กเข้าป่ามาเกือบ 11 ปี รวม 55 ครั้งแล้ว และยังเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลดีเด่นจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกด้วย

“ลูกชายเดินป่าตั้งแต่เด็ก เขาเดินได้ทุกยอด แต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบเหมือนพ่อแม่ กลายเป็นว่าเรื่องที่เขาสนใจคือศิลปะไทยโบราณ เราเลยได้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เด็กได้รับจากธรรมชาติไม่ได้เพื่อไปเป็นนักนิยมธรรมชาติ แต่เราให้ทักษะธรรมชาติกับเขาเพื่อให้เขาค้นหาตัวตนเจอ และทำให้เขามีความแข็งแกร่งในจิตใจไปทำสิ่งที่ตั้งใจได้อย่างมั่นคงมากขึ้น”

นอกจากครูพรานปราชญ์แห่งพงไพรแล้ว ผู้ที่มาร่วมเดินป่ากับเด็ก ๆ ลูกศิษย์ครูแจงยังเป็นกลุ่มนักเดินป่าอาสากู้ภัยจากทั่วประเทศที่ผลัดกันมา หากมีเหตุคนหายกลางป่า ทีมนี้จะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการติดตามค้นหา อย่างเหตุการณ์ 13 หมูป่า ก็มีครูบอย สามีครูแจงเป็นหัวหน้าทีมพาอาสากู้ภัย 9 คน ขึ้นเขาไปหาช่องทางลงถ้ำจากด้านบนโดยอาศัยสัญญาณธรรมชาติ เช่น เส้นทางที่ค้างคาวบิน โดยมีครูแจงเป็นผู้ประสานงานอยู่ข้างล่าง

ค่ายสร้างครู

“การจัดกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่นึกอยากทำก็ทำเลย มีวิธีการเชื่อมโยงกระบวนการ วิธีการจับกิจกรรมมาลงว่าอันนี้ต้องเป็นวันนี้ อันนี้ต้องต่อจากอันนี้ เลยเกิดความกลมกลืนในการทำค่าย คนมาเรียนก็มีความรู้สึกว่าแนบเนียน ซึมซับง่าย เข้าใจ อิ่มเอมใจ และอยากจะไปต่อ”

ในฐานะที่ครูแจงบุกเบิกค่ายธรรมชาติจนประสบความสำเร็จมานับสิบปี ก้าวต่อไปของครูจึงต้องการถ่ายทอดทักษะและประสบการณ์การเป็นนักสื่อสารธรรมชาติ เพื่อสร้างครูรุ่นใหม่ที่จะไปส่งต่อความรักความเข้าใจในธรรมชาติให้เด็ก ๆ ซึ่งมีทั้งคอร์สฟรีเป็นช่วง ๆ และการอบรมระยะยาวซึ่งมีค่าใช้จ่าย

“เราไม่เคยมองการเติบโตเป็นธุรกิจ แต่เรามองถึงการเติบโตของผู้คนที่เข้าใจเรื่องธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ได้เข้าถึงวิธีการมากขึ้น และเข้าใจทักษะของตัวเองมากขึ้น” 

ครูแจงยังกล่าวทิ้งท้ายถึงจำนวนคู่แข่งทางธุรกิจที่ไม่ใช่ปัญหา แต่จำนวนผืนป่าอุดมสมบูรณ์ซึ่งเหมาะแก่การมอบประสบการณ์ให้เด็ก ๆ ที่เหลือน้อยลงทุกวันต่างหากที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่คุกคามโลกการเรียนรู้ ไปจนถึงโลกใหญ่ใบเดิมที่จะอยู่กับพวกเขาในอนาคต

ภาพ : Facebook : Lomfon Nature School

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด