29 มกราคม 2026
621

ภาวะติดหน้าจอ ออทิสติกเทียม โรคซึมเศร้า และอื่น ๆ ที่เด็กไทยต้องเจอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการไม่ได้เล่น

“จากการทำวิจัยกับคุณครูทั่วประเทศของเครือข่ายฯ พบว่าสาเหตุที่เด็กเล่นอิสระน้อยลง เพราะเขาติดหน้าจอ กับต้องเรียนมากขึ้น”

พี่โรส-ประสพสุข โบราณมูล ผู้อำนวยการเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก เล่าสถานการณ์เด็กไทยที่น่าเป็นกังวล ไม่ใช่แค่ปัญหาเด็กเกิดน้อย แต่เด็ก ๆ ที่มีอยู่ตอนนี้ก็กำลังประสบปัญหามากมายที่ส่งผลต่อการเติบโตของพวกเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลให้พี่โรส พี่ต้อย-ปรัชทิพา หวังร่วมกลาง และนักพัฒนาเด็กอีกหลายสิบชีวิตจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.), มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา (มยพ.), มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.), กลุ่มไม้ขีดไฟ และกลุ่มวีอาร์แฮปปี้ รวมตัวกันเป็น ‘เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก (Let’s Play More)’ เพื่อคืนอิสรภาพในการได้เล่นกลับสู่เด็กยุคใหม่ โดยมีผู้ใหญ่ใจดี คือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน

การได้เล่นอย่างอิสระตามใจ ดูจะเป็นอะไรที่เข้าถึงง่ายสำหรับเด็กยุค 90 อย่างผู้เขียน แต่ไม่นานมานี้ ผู้ใหญ่เจนฯ วายคนนี้ได้ไปร่วม เทศกาลเล่นอิสระ (Let’s Play Festival) และทำให้รู้ว่าโลกบนหน้าจอแบบที่ผู้เขียนเพิ่งได้เข้าถึงสมัยเป็นวัยรุ่นนั้น เด็กเจนฯ อัลฟ่า เขาเข้าถึงกันตั้งแต่จำความได้แล้ว แต่การได้เล่นอิสระที่เด็กเจนฯ วาย คุ้นเคยกลับลดน้อยถอยลง 

ช่วงเวลาในวัยเด็กนั้นมันไม่ได้สวยงามที่สุดหรอก แต่การได้เล่นยังเป็นส่วนเสี้ยวของความทรงจำที่มีความสุขอยู่เสมอ

การเล่นนั้นสำคัญไฉน และอะไรที่ทำให้การเล่นอิสระซึ่งเหมือนจะเข้าถึงง่าย กลับถูกลดความสำคัญลงไปในโลกปัจจุบัน พี่โรสและพี่ต้อยจะมาให้คำตอบ 

บอกเลยว่าคำตอบนั้นจะทำให้เด็กยุคเก่าได้รู้ว่าการเล่นมีผลกับปัจจุบันของคุณมากกว่าที่คิด และเด็กยุคใหม่ควรได้เล่นให้มาก ๆ

เหตุผลที่เด็กต้องเล่น 

“เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก มีเป้าหมายในการทำให้เด็กทุกคนในประเทศเข้าถึงโอกาสในการเล่น และทำให้ผู้ใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการเล่นอิสระ ใช้การเล่นพัฒนาเด็กให้อยู่ในวิถี”
พี่โรสนิยามถึงสิ่งที่เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกกำลังทำ เธอและผู้ร่วมเครือข่ายอีกหลายสิบคนล้วนเป็นคนทำงานพัฒนาเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนให้เด็กเข้าถึงสื่ออย่างปลอดภัย ดูแลสุขภาวะ ไปจนถึงส่งเสริมให้เด็กเป็นพลเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม พ.ศ. 2562 พวกเขาตัดสินใจมาร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อนสังคมแห่งการเล่น

ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNCRC) ข้อ 31 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เด็กมีสิทธิในการพักผ่อนหย่อนใจ ‘การเล่น’ และกิจกรรมสันทนาการ สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตทางวัฒนธรรมและศิลปะ โดยรัฐภาคีมีหน้าที่ต้องส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้เด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ ซึ่งการเล่นไม่ใช่แค่ความสนุก แต่สำคัญต่อการพัฒนาของเด็กในทุกด้าน

ดังนั้นแล้ว การเล่นจึงไม่ใช่ ‘เรื่องเล่น ๆ’ แต่เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และนำไปเชื่อมโยงกับมิติของสุขภาวะ เป็นพื้นฐานสำคัญของความสุขในวัยเด็ก เวลาที่เด็กได้เล่น เขาจะสำรวจตัวเอง ผู้คน สิ่งแวดล้อม แล้วก็เรียนรู้โลกใบนี้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา ทั้งทางร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา

“ในต่างประเทศ เขาพูดถึงพัฒนาการในระดับจิตวิญญาณกันแล้วด้วยซ้ำ” พี่โรสเสริม

แต่เด็กเจนฯ วาย อย่างผู้เขียนที่เคยมีโอกาสได้เล่นแทบทุกวัน ก็มีคำถามต่อไปว่า การได้เล่นของเด็กสมัยนี้มันยากเย็นขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมถึงต้องมีผู้ใหญ่มาทำเรื่องเล่นให้เป็นเรื่องใหญ่

“จากการทำวิจัยกับคุณครูทั่วประเทศของเครือข่ายฯ พบว่าสาเหตุที่เด็กเล่นอิสระน้อยลง เพราะเขาติดหน้าจอ กับต้องเรียนมากขึ้น”

พี่โรสเล่าพร้อมอธิบายสิ่งที่เครือข่ายฯ ค้นพบต่ออีกว่า เด็กไทยมีภาวะติดหน้าจอตั้งแต่ที่เทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมเชิงลบ อย่างก้าวร้าวมากขึ้น เป็นออทิสติกเทียม ในขณะเดียวกัน เด็กยังมีความเครียดมากขึ้น เพราะต้องเรียนพิเศษเพิ่ม จึงไม่มีเวลาไปเล่น ไม่มีโอกาสได้ปลดปล่อยความเครียด พอเด็กต้องเรียนเยอะ ก็มีปัญหาภาวะซึมเศร้าตามมา

“เครือข่ายเรามีแนวคิดว่า การเล่นคือพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของเด็ก การเล่นคือความสุขที่นำไปสู่พัฒนาการทุกด้านของเด็ก แต่เดี๋ยวนี้การเล่นมันขาดหายไป ส่วนหนึ่งเพราะผู้ใหญ่หลงลืมความสุขในวัยเด็ก” พี่โรสอธิบาย

ผู้เขียนเรียนพิเศษหนักมากสมัยมัธยมปลาย แน่นอนว่าเป้าหมายคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ แต่สมัยนี้ พอคุยกับคนรู้จักหลายคน พวกเขาให้เด็กเรียนพิเศษกันตั้งแต่อยู่ประถม ไม่ว่าจะเรียนวิชาหลักหรือเรียนเสริมทักษะทางกีฬา ศิลปะ ดนตรี เวลาเรียนโดยรวมก็ไม่มากไปกว่า 7 วันต่อสัปดาห์ เด็กบางคนก็เรียนพิเศษตั้งแต่อยู่อนุบาล เพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบเข้าโรงเรียนประถมที่ต้องการ

“เด็กเขาไม่มีเวลาที่จะเล่น แต่มีเวลาที่จะเรียนพิเศษ ทำกิจกรรมต่าง ๆ อันนี้เป็นภาพที่ชัดว่าคนรอบตัวเด็ก ทั้งผู้ปกครองและคุณครูยังมองคุณค่าของการเล่นน้อยกว่าการเรียน” พี่ต้อยกล่าว

“พ่อแม่เองก็หลงลืมความสุขในวัยเด็กและไม่ได้เชื่อเรื่องการเล่น ส่วนใหญ่ยังมองว่าการเล่นเป็นเรื่องไร้สาระ และมุ่งไปด้านการเรียนรู้มากกว่า โดยไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้ว การเล่นคือการเรียนรู้โดยธรรมชาติของเด็ก ดังนั้น การเล่นถึงหายไป” พี่โรสเสริม

หากการเรียนให้ได้มากที่สุด เป็นเหตุผลของครอบครัวที่มีกำลังจ่ายที่ทำให้เด็กไม่ได้เล่น แต่จากประสบการณ์ทำงานกับชุมชนแออัดของพี่ต้อย เธอพบว่าเด็กจากครอบครัวหาเช้ากินค่ำที่อาจไม่ได้มีต้นทุนมาสนับสนุนคุณภาพชีวิตให้ลูกมากนัก กลับได้เล่นน้อยกว่าอีก เพราะผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแล เสาร์-อาทิตย์ที่พ่อแม่ต้องไปทำงาน บางครอบครัวก็อาจต้องให้ลูกอยู่ตามลำพังที่บ้านในบางครั้ง 

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่สุดของการคืนโอกาสที่จะได้เล่นกลับสู่เด็ก ๆ จึงเป็นการจัดการกับทัศนคติของผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจความสำคัญของการเล่นอิสระ

เล่นอิสระ 

การเล่นที่ภาคีเล่นเปลี่ยนโลกกำลังส่งเสริมคือ ‘เล่นอิสระ (Free Play)’ ผู้เขียนฟังแล้วก็สงสัยว่ามันคือการเล่นแบบไหน เล่นคนเดียวอิสระพอไหม หรือต้องเล่นโดยไม่มีของเล่นถึงเรียกว่าอิสระ

“การเล่นอิสระเป็นกระบวนการเล่นที่เกิดจากความต้องการข้างในเด็ก แล้วเด็กก็กำหนดเองว่าจะเล่นยังไง ใช้อุปกรณ์อะไร เล่นกับใคร หยุดเมื่อไร ไม่ได้ถูกบังคับ ไม่มีของรางวัลล่อใจ การเล่นอิสระเกิดได้ทุกเมื่อที่โอกาสอำนวย”

พี่โรสยังยกตัวอย่างต่อว่า หากเด็ก ๆ ชวนกันไปเตะบอลเองนั่นคือการเล่นอิสระ แต่หากคุณครูเห็นนักเรียนทะเลาะกัน จึงชวนนักเรียนไปเตะบอลเพื่อสร้างเสริมความสามัคคี แบบนี้นับเป็นกิจกรรม เพราะไม่ได้เกิดจากความต้องการของเด็กเอง แต่เกิดจากความต้องการของผู้จัด โดยมีวัตถุประสงค์แต่แรก ขอบเขตการทำกิจกรรม อุปกรณ์ที่ใช้ ผู้ร่วม ระยะเวลา ก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดทั้งหมด

หากถามว่าต้องเล่นอิสระมากแค่ไหนถึงดี คำตอบของพี่โรสคือเด็กต้องได้เล่นทุกวัน ยิ่งเล่นมาก ยิ่งทำให้เกิดพัฒนาการมาก ทักษะและการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นมากตาม

“การเล่นอิสระมันเป็นธรรมชาติและสัญชาตญาณของเด็ก ทักษะชีวิตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยตัวเราเอง การเล่นนับเป็นวิธีการหนึ่ง จริง ๆ เด็กเล่นคนเดียวได้นะโดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่เล่นด้วย แต่ผู้ใหญ่อาจเสียโอกาสที่จะได้เห็นว่า เด็กค้นพบอะไรระหว่างเล่น” พี่โรสเสริม

ผู้อำนวยการเล่น

สมัยยังเด็ก ระหว่างที่พ่อแม่ยุ่งอยู่กับงาน ผู้เขียนมักนั่งต่อ LEGO ตามลำพัง ไม่ก็นำกระดาษลังมาต่อเป็นบ้าน พอเล่นเสร็จก็เป็นเด็กดี เก็บทุกอย่างเข้าที่

พอโตมา ผู้เขียนเป็นเด็กที่เรียนได้ค่อนข้างดี มีเกรด 4 ไปอวดที่บ้าน และก็เป็นธรรมดาของเด็กเรียนดีที่พ่อแม่คาดหวังให้เรียนหมอหรือวิศวะ ไม่มีใครมองว่าผลงาน LEGO หรือบ้านกล่องลังในวัยเด็กนั้นกำลังบ่งชี้ว่า เด็กคนนี้ควรไปเรียนในสายงานของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพราะไม่มีใครเป็นประจักษ์พยานในศักยภาพที่ผู้เขียนมีในตอนนั้น ถึงแม้ว่าสุดท้ายผู้เขียนจะเลือกเส้นทางของตัวเองที่ขัดใจครอบครัว แต่มันคงดีกว่าหากผู้เขียนได้รับการสนับสนุนตั้งแต่วัยเด็ก

นี่คงเป็นการเสียโอกาสตามคำกล่าวของพี่โรส

“เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ใหญ่หาสิ่งที่หลากหลายมาให้เด็ก แล้วให้โอกาสเด็กได้เล่น ผู้ใหญ่พัฒนาเด็กได้ตามศักยภาพ แล้วก็ทำให้เด็กเป็นสิ่งนั้นได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ แต่ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ สิ่งนั้นจะหายไป มันจะไม่ถูกต่อยอด มันจะเสียโอกาส เด็กมีศักยภาพของเขาแหละ แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่เห็นก็จบ สุดท้ายเด็กก็ต้องเข้าไปในระบบ ป.1, 2, 3 เหมือนเดิม โดยที่ศักยภาพนั้นมันไม่ถูกชูขึ้นมา”

ผู้ใหญ่จึงเป็นตัวแปรสำคัญมากที่จะทำให้การเล่นของเด็กมีศักยภาพมากขึ้น วิธีการทำงานของภาคีเล่นเปลี่ยนโลก จึงเป็นการสร้างความเข้าใจกับผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู อาสาสมัครต่าง ๆ และเปลี่ยนพวกเขาให้เป็น Play Worker หรือผู้อำนวยการเล่น

หากผู้เขียนได้มี Play Worker มาหยิบยื่นสีเมจิกให้ บ้านกล่องลังในวันนั้นคงมีสีสัน หรือหากมีใครสักคนได้มาเห็นได้ชื่นชมกับประติมากรรม LEGO ผู้เขียนคงรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง ศักยภาพของเด็กคนนั้นคงได้ต่อยอดไปไกลยิ่งกว่าเกรด 4 ในสมุดพก

“Play Worker ไม่เพียงช่วยเรื่องการต่อยอดกับเด็ก แต่เขาจะเห็นว่าเด็กมีลักษณะยังไง เห็นสถานการณ์ของเด็กที่อาจมีพฤติกรรมแนวลบ เห็นปัญหา แล้วเขาหาวิธีการไปช่วยซัพพอร์ตให้น้อง ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้เขาได้”

พี่ต้อยยกตัวอย่างเด็กที่พยายามไปเข้ากลุ่มกับใครก็มักทำเขาวงแตกกันหมด เพราะน้องมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ คุณครูเห็นดังนั้นจึงอำนวยการเล่น โดยจัดพื้นที่ของเล่นให้เด็กมาเล่นรวมกัน พอเด็ก ๆ มาเล่นด้วยกัน แล้วมีเด็กคนนี้เข้าไป สักพักวงก็แตก วันต่อมาวงก็แตกเช่นเดิม แต่ผ่านไปสักพัก เด็กคนนี้เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเพื่อนไม่ชอบที่เขาไม่ยอมควบคุมอารมณ์ตัวเอง เขาจึงเริ่มปรับตัว แล้วเพื่อนก็ยอมรับเขาได้ในที่สุด ซึ่งหากปล่อยให้เด็กเล่นกันเองโดยที่คุณครูไม่คอยสังเกตหรือจัดสภาพแวดล้อมที่อำนวยการเล่นให้ เด็กคนนี้ก็จะโดนเพื่อนกันออกจากกลุ่มอยู่ตลอด และไม่นำไปสู่การปรับพฤติกรรม ในขณะเดียวกัน เด็กคนอื่นก็พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้การเปิดใจและให้อภัย

“Play Worker ยังอ่านใจเด็กได้โดยไม่ต้องถามว่า วันนี้เธอรู้สึกยังไง วันนี้ทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้” พี่ต้อยเสริม บทบาทของ Play Worker ไม่ใช่ผู้คุม แต่เป็นคนเฝ้าสังเกตการเติบโตของเด็ก ๆ

หากผู้ใหญ่สงสัยว่าตัวเองจะเป็น Play Worker ที่ดีได้อย่างไร พี่โรสแนะนำให้ลองเอาสิ่งที่ตัวเองเคยเล่นสมัยเด็ก กลับมาพาเด็ก ๆ เล่น จัดสภาพแวดล้อมรอบกายให้เหมาะสม แล้วถอยห่างออกมาเพื่อสังเกตการเล่น ดูแลให้เขาได้เล่นอย่างมีความสุขและปลอดภัย หรือว่าจะเล่นกับเด็กก็ได้ แต่เวลาที่เด็กเล่น จะต้องไม่ดุ ไม่ห้าม ไม่แทรกแซง ให้เอาความคิดของเด็กเป็นหลักโดยไม่มีถูกหรือผิด ถ้าเมื่อไรที่อยากใส่ความคิดเห็นของตัวเองลงไป ก็ให้รู้สึกตัว แล้วถอยออกมา

“อย่างเช่น เด็กวาดรูปต้นไม้ แล้วทาสีใบไม้เป็นสีฟ้า หากผู้ใหญ่กำลังจะไปบอกว่า ไม่ใช่นะ มันต้องเป็นสีเขียว อันนี้คือเริ่มแทรกแซงแล้ว เราควรแค่ถามเขาว่าต้นไม้เป็นอะไร” พี่โรสยกตัวอย่าง

ระหว่างขั้นตอนการเล่น Play Worker อาจฝึกวินัยให้เด็กโดยการทำข้อตกลงกันก่อนที่จะเล่น เช่น กำหนดช่วงเวลาเล่น 1 ชั่วโมง เล่นแล้วต้องเก็บ ถ้าเล่นแล้วทะเลาะกันต้องทำยังไง เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นแนวทางการเป็น Play Worker ฉบับง่ายสำหรับผู้ปกครอง

หากเป็นคุณครูซึ่งต้องดูแลเด็กจำนวนมาก ก็ต้องรู้บทบาทของ Play Worker มากขึ้น รู้ว่าการเล่นต้องทำยังไง มีการสังเกตและจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูล ประเมินความเสี่ยงด้านพฤติกรรมและความปลอดภัย ซึ่งทางภาคีเล่นเปลี่ยนโลกก็มีจัดอบรม Play Worker ทั้งภาคปฏิบัติและทางออนไลน์ให้กับทุกคนที่สนใจ

พอเด็กได้เล่นโดยมีผู้ใหญ่คอยสังเกต เขาจะรู้สึกว่าผู้ใหญ่รักเขา และจะเชื่อฟังมากขึ้น พี่โรสยืนยันด้วยคำรายงานจากคุณครูที่นำเรื่องเล่นไปใช้กับเด็กประถมแล้วรู้สึกสนิทกับเด็กมากขึ้น สอนง่ายขึ้น และคุณครูก็มีความสุขมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การเล่นกับเด็กนั้นต้องใช้พลังงานมาก ผู้ใหญ่ที่ผ่านวันหนัก ๆ มาทั้งวันก็อาจไม่พร้อมที่จะร่วมเล่นกับเด็กเมื่อเขาร้องขอในทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่ผิดและไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็น Play Worker ที่ไม่ดีเลย เพียงแต่ต้องให้เหตุผลในการปฏิเสธ ซึ่งเด็กจะเข้าใจ แต่การบอกปัดโดยไม่มีเหตุผลนั้นจะทำให้เด็กคิดไปเองได้ว่า ทำไมไม่เล่นด้วย ไม่รักเขาแล้วหรือ

“เด็กเล็กจะต้องการกำลังใจ คำชื่นชม แต่ถ้าผู้ใหญ่เหนื่อย ไม่พร้อมจะเล่นด้วย แค่คอยส่งเสียงตอบรับ คอยยกมือให้เขารู้ว่าเรายังอยู่ตรงนี้ ยังมองหนูเล่นอยู่ ถ้าเขาปีนป่ายแล้วกลัว เขาอาจจะมองมา เราก็แค่ดูอยู่ห่าง ๆ ไม่ต้องไปเร่งให้หยุด ถ้าเขาอยากจะลงหรือไปต่อ ก็แค่มองหน้าเขา ไม่ต้องไปพูดเร่งให้เขาปีนขึ้นไปหรือลงมา นั่นคือการกดดัน”

พี่โรสเล่า พร้อมกล่าวต่อว่าเวลาที่เด็กทะเลาะกันก็ปล่อยให้เขาได้จัดการสถานการณ์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรีบเข้าไปก่อนเพราะกลัวเด็กเจ็บ ให้เขาได้ลองเจ็บตัว ทะเลาะกันก่อน แล้วจะเห็นวิธีการของเด็ก ๆ ที่มันน่าอัศจรรย์ แล้วสักพักเขาจะปรับตัวเข้าหากันเอง แต่ถ้าเมื่อไรที่ผู้ใหญ่เข้าไปจัดการ มันจะกลายเป็นการทะเลาะกันระหว่างผู้ใหญ่ แล้วปัญหามันจะใหญ่ขึ้น กลายเป็นปัญหาระหว่างพ่อแม่

“Play Worker ต้องเป็นเหมือนนักสังเกตการณ์ คอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ดูแลความปลอดภัยให้เด็ก ๆ ได้เล่นอย่างมีความสุข” พี่โรสสรุป

ในตอนนี้ เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกก็กำลังขับเคลื่อน ‘การพัฒนามาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ Play Worker’ เพื่อให้คุณครู บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก และคนรุ่นใหม่ที่สนใจกลับไปทำงานยังบ้านเกิด ได้มีโอกาสทำงานพัฒนาเด็กในชุมชนของตนเอง

อะไรอะไรก็เล่นได้

นับเป็นความสำเร็จของเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ที่เทศกาลเล่นอิสระครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ มีผู้เข้าร่วมงานทั้งเด็กและผู้ใหญ่มากถึง 14,000 คน และเด็กหลายคนก็สนุกจนไม่ยอมกลับบ้าน กลับบ้านไปก็รบเร้าให้พ่อแม่พามาอีกในวันรุ่งขึ้น

แล้วเด็ก ๆ เขาได้เล่นอะไรกันในงาน

เชือกเส้นบนและล่างถูกขึงจนตึงระหว่างต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น เด็ก ๆ ก็ไปปีนป่ายบนเชือก…นั่นมันแค่เชือกเอง แต่พวกเขาดูสนุกกันจัง

เด็กหญิงในลังพลาสติกกำลังหัวเราะลั่น เมื่อกล่องลังไถลลงมาตามรางลูกกลิ้ง…เอ๊ะ นี่มันรางแบบเดียวกับที่อยู่ในโรงงานเลยนี่นา

กล่องลังใหญ่ ๆ เก่า ๆ ถูกเจาะเป็นรูแล้วนำมาต่อกัน มีเด็ก ๆ มุด ๆ ลอด ๆ หาทางออก…หรือนี่จะเป็นเขาวงกตนะ

เด็กชายคนนั้นกำลังปีนอะไรอยู่น่ะ หน้าตาเหมือนบันไดลิงเก่า ๆ เลย

ตะลุ่งตุ้งแช่ เสียงดนตรีดังมาจากเครื่องดนตรีหน้าตาแปลก ๆ ดูไปก็เหมือนถังน้ำ ถาดโลหะ และแกลลอนพลาสติก

“อะไรอะไรก็เล่นได้”

พี่ต้อยใช้ประโยคนี้เพื่อทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจง่าย รู้ว่าลองทำเองได้ไม่ยาก ทำให้การทำงานของผู้ใหญ่ง่ายขึ้น และส่งเสริมการเล่นได้ง่าย

จากตัวอย่างที่เห็นในเทศกาลเล่นอิสระ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงบ้านกล่องลังของตัวเองหรือมหาสมุทรจากผ้าห่มสีน้ำเงินในวัยเด็ก ความสุขในการเล่นของเด็กมันง่ายขนาดนั้นเลย และเด็กทุกฐานะก็เข้าถึงได้

“เวลาพูดเรื่องเล่น คนจะนึกถึงสนามเด็กเล่น ซึ่งต้องใช้งบเยอะและต้องเดินทาง แต่พอบอกว่า อะไรอะไรก็เล่นได้ ที่ไหนก็เล่นได้ มันไปตอบโจทย์เรื่องทรัพยากร ไม่มีเงินก็ทำได้ เอาหม้อ ไห กะละมังมาให้ลูกเล่นในบ้านก็ได้” พี่โรสกล่าว

เวลาจัดเทศกาลที่ไหน เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกจะขนเอาของรอบตัวมาทำของเล่นต้นแบบให้ผู้ปกครองได้เห็น แล้วเชื่อเถอะว่าความสนุกของเด็ก ๆ ที่เกิดบนลานเล่นอิสระรีไซเคิลนี้ ไม่น้อยไปกว่าสวนสนุกที่ต้องจ่ายค่าบัตรผ่านประตูราคาแพงเลย

ตัวเลขผู้เข้าร่วมงานคงพอบอกได้ว่า ยังมีผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการเล่น แต่บางคนอาจไม่รู้วิธี ไม่มีพื้นที่ หรือเวลาที่จะปล่อยให้เด็ก ๆ ได้เล่น

นอกจากการทำของเล่นต้นแบบให้ดูแล้ว ทางเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกยังส่งเสริมการสร้าง ‘ลานเล่นอิสระ’ ในชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ออกแบบตามความต้องการของเด็กในชุมชน ระดมทรัพยากรในท้องที่ร่วมกัน ทำร่วมกัน และเป็น Play Worker ร่วมกัน เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วม จะได้เต็มใจดูแล หากเครื่องเล่นผุพังก็ซ่อมได้โดยชุมชนเอง จึงเกิดความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

“เราไม่ได้ไปตีกรอบว่าชุมชนต้องทำเครื่องเล่นนี้แบบนี้ ๆ แต่เราเชื่อใจในศักยภาพของชุมชน ให้เขาคิดเองแล้วมาคุยกัน เวลาทำพื้นที่นี่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการคุยเรื่องเด็ก จะพัฒนาอะไรให้ลูกหลานดีนะ เครื่องเล่นอันนี้จะอันตรายไหมพวกเขาจะทำมันให้ดีที่สุด”

พี่โรสยังบอกต่อว่า ลานเล่นอิสระชุมชนโดยชุมชนเพื่อเด็กในชุมชนนี้ ยังลดช่องว่างระหว่างวัย สร้างการมีส่วนร่วม และการได้คุยเรื่องเด็กยังต่อยอดไปสู่ประเด็นอื่น เช่น พื้นที่นี้ทำอะไรได้อีกบ้าง ฤดูนี้ผลผลิตนี้ในชุมชนเหลือเยอะ นำมาแปรรูปเป็นน้ำยาล้างจานกันมั้ย หรือคนในชุมชนอาจเห็นแนวทางแก้ปัญหาเรื่องที่ยิ่งใหญ่อย่างปัญหายาเสพติดในชุมชนได้เลย

ลานเล่นอิสระในชุมชนแต่ละแห่งที่สร้างจากแนวคิด อะไรอะไรก็เล่นได้ จึงกลายเป็นสนามเด็กเล่นแห่งเดียวของโลก ส่วนเครือข่ายฯ แค่สนับสนุนทุนเบื้องต้นนิดหน่อย ซึ่งนิดหน่อยจริง ๆ เพราะเมื่อชุมชนเข้าใจแนวคิดแล้ว พวกเขาก็จะระดมทุนกันเอง แล้วเครือข่ายจะอยู่ดูแลร่วมกับชุมชนในระยะแรก พอครบ 3 ปี ก็จะถอยออกมา ชุมชนที่เข้มแข็งและมั่นคงเพียงพอที่จะอำนวยการเล่นให้ลูกหลานตัวเองได้แล้ว ก็จะทำมันต่อเนื่องด้วยตัวเอง 

“พอมาทำเรื่องเช่นนี้ จะเห็นว่าปัญหาที่อยู่รอบตัวเด็กในมิติของครอบครัว โรงเรียน ชุมชนนั้นลดลง แต่ความสัมพันธ์กลับเพิ่มมากขึ้น สังคมนั้นจึงเป็นสังคมแห่งสุขภาวะเชิงบวก ถ้าเรามีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ ทั่วประเทศ มันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเยาวชน และเป็นพื้นฐานไปสู่การแก้ไขปัญหาสังคมในปัจจุบัน” พี่โรสกล่าว

จนถึงตอนนี้ ภาคีมีสมาชิก Play Worker แล้วมากกว่า 1,000 คน มีเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในพื้นที่ต้นแบบกว่า 70 พื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่สาธารณะ ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนประถม ศูนย์การศึกษาเด็กพิเศษ ไปจนพื้นที่เรียนรู้เอกชน อย่างบ้านสวน หรือคาเฟ่ต่าง ๆ ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของการเล่น จึงมาร่วมมือกันสร้างนิเวศเล่นรอบตัวเด็กที่จะพัฒนาต่อไปเป็น ‘เมืองสนุกเล่น’ เพื่อการเรียนรู้ที่มีความสุขและทักษะชีวิตของเด็ก แล้วผลลัพธ์ด้านความสัมพันธ์และคุณภาพสังคมก็จะตามมาเอง 

ปัจจุบัน เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกกำลังเริ่มขับเคลื่อนเมืองเล่นสนุกในกรุงเทพฯ นครราชสีมา หนองบัวลำภู และศรีสะเกษ

เล่นฝ่าวิกฤต

เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชนทั่วประเทศกว่า 22 องค์กร ได้จัดงานวันเด็กขึ้นหลายแห่งในหลายภูมิภาค หนึ่งในนั้นคืองาน ‘เล่น(หาด)ใหญ่ ใจฟู : วันเด็ก เล่นสร้างเมือง’ ซึ่งเด็ก ๆ ก็มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นทุกแห่ง

แต่ราวเดือนกว่าก่อนหน้านั้น เด็กหลายคนในที่นี่คือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่บนหลังคา ในบ้านที่ไม่มีไฟฟ้า หรืออยู่ในศูนย์อพยพ ท่ามกลางสายฝนที่ไม่ยอมหยุดตกและมวลน้ำมหาศาลที่ไม่รู้ว่าจะลดลงเมื่อไร

“มันเป็นภาวะที่เขารู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ทุกอย่างอยู่ในหัวใจของเขาหมด การเล่นมันจะช่วยทำให้เขาฟื้นกลับมาสู่สภาวะที่พร้อมก้าวเดินต่อไปได้ เขาได้ปลดปล่อยความอัดอั้นผ่านการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ” พี่ต้อยเล่า กลางเดือนมกราคมที่ผู้เขียนกำลังสัมภาษณ์อยู่นี้ เธอก็ยังประจำอยู่ที่หาดใหญ่

ในวันที่ของเล่นทั้งหมดหายไปกับน้ำ พื้นที่เล่นทั้งหมดก็จมอยู่ใต้น้ำ เครือข่ายฯ มองว่าเด็กยังคงต้องได้เล่น เพื่อเยียวยาหัวใจดวงเล็ก ๆ ให้กลับมาสดใสอีกครั้ง จึงชวนเด็กและผู้ใหญ่นอกพื้นที่ประสบภัยมาช่วยกันบริจาค ‘ถุงเล่น…ใจฟู’ ประกอบด้วยตุ๊กตาใหม่ ของเล่นบล็อกไม้ ตัวต่อ ของเล่นพลาสติก ชุดดินปั้น ของเล่นลูสพาร์ต ชุดระบายสี หนังสือนิทาน และอุปกรณ์ประดิดประดอย มัดรวมถุงส่งไปให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ประสบภัยยังคงได้เล่น แม้อยู่ในภาวะวิกฤต

“อย่างเคสหลังอุทกภัย แม้ผ่านช่วงนั้นมาหลายวันแล้ว เราก็ได้เรียนรู้และเห็นเขาผ่านการเล่นว่าเขายังอยู่ในภาวะวิตกหรือยังมีความกังวลอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งลึก ๆ แล้ว เขายังมีความกังวลว่าฝนจะมาอีกไหม น้ำจะท่วมอีกไหม พอในระหว่างเขาเล่นไป แล้วเห็นฝนฟ้ามา เขาก็เริ่มชะงัก แล้วแหงนมองเหม่อบนท้องฟ้า แสดงว่าเราในฐานะ Play Worker ก็ต้องรู้แล้วว่าเขาไม่สบายใจ” พี่ต้อยเล่า

การเล่นเพื่อเยียวยาในเหตุวิกฤตนั้น ยังต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมและข้อจำกัด ซึ่งพี่ต้อยก็ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกเข้าไปอำนวยการเล่น อาทิ

  • เหตุกราดยิงที่โคราชวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ซึ่งนับว่าเป็นเหตุกราดยิงครั้งแรกในรอบหลายปีของไทย สร้างความวิตกกังวลและเสียขวัญไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ กลุ่มศิลปิน และกลุ่มผู้ชำนาญการเล่นก็มารวมตัวกันจัด ‘เทศกาลกอดโคราช’ ให้เป็นพื้นที่ของคนทุกวัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจนานถึง 11 วัน และภาคีในพื้นที่ยังสานต่อพันธกิจเล่นเปลี่ยนโลกต่อมา ในนาม Korat Free Play โคราชยิ้มเล่นอิสระ
  • การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นำไปสู่ปัญหาเด็กขาดปฏิสัมพันธ์ เพราะออกจากบ้านไม่ได้และต้องเรียนจากหน้าจอ อยู่แต่กับหน้าจอ ซึ่งทางเครือข่ายมองว่าเด็กต้องไม่ขาดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จึงทำกล่องของเล่นให้ยืมผ่านการจองออนไลน์ แล้วส่งไปตามบ้าน ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวมาเป็น Play Worker อำนวยการเล่นให้เด็ก ๆ
  • เหตุกราดยิงที่หนองบัวลำภูวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งส่งผลต่อจิตใจรุนแรงมาก คนในพื้นที่รู้สึกไม่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่กล้าให้บุตรหลานออกมาใช้ชีวิตตามปกติ วัตถุประสงค์ในตอนนั้นคือการทำให้ผู้ปกครองสบายใจ แล้วกล้าให้เด็กออกมาใช้ชีวิต ฟื้นฟูความสุขให้เด็ก จึงจัดพื้นที่เล่นให้ทุกคนมาคลายความเครียด เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกในจังหวัดหนองบัวลำภูก็ยังสานต่อภารกิจในนาม Happy play หนองบัวลำภู ส่งเสริมให้เด็กเล่นอิสระเพื่อลดเวลาที่อยู่หน้าจอ ทำให้มิติความสัมพันธ์ในครอบครัวและในชุมชนดีขึ้น ไปจนถึงพัฒนาหนองบัวลำภูให้เป็นเมืองเล่นอิสระสร้างสุขทั้งจังหวัด
  • สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เด็ก ๆ ต้องมาอยู่ศูนย์อพยพ ซึ่งเครือข่ายฯ ต้องทำให้พวกเขารู้สึกถึงความหวัง ได้มีพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ ได้เล่น ได้เรียนรู้ เครือข่ายฯ จึงเข้าไปสร้างพื้นที่และอำนวยการเล่นในศูนย์อพยพ  

“เด็กได้เล่น แล้วเยียวยาตัวเองได้ เวลาที่ผู้ใหญ่เห็นเด็กเล่นแล้วมีความสุข ผู้ใหญ่จะฟื้นตัวแล้วมองเห็นอนาคต มองเห็นว่าจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรต่อ ไม่ใช่นั่งเศร้าอยู่เฉย ๆ มันคือการเติมพลังให้กันและกัน” พี่โรสเสริม

จะเห็นว่าการเล่นเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไขปัญหาระดับบุคคลไปจนถึงแก้ปัญหาระดับสังคมได้ ที่ผ่านมาเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกได้สร้าง Play Worker ที่ส่งเสริมการเล่นอิสระ และขยายพื้นที่การเล่นไปได้ในหลายโมเดล เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้เด็กได้เข้าถึงการเล่น รวมถึงการสื่อสารปรับทัศนคติ สร้างค่านิยมมุมมองใหม่ต่อการเล่นของเด็ก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเทศกาลเล่นอิสระ ซึ่งสร้างการสื่อสารถึงผู้ใหญ่ในวงกว้างให้ได้เห็นการเล่นง่าย ๆ แต่เด็ก ๆ มีความสุขได้ และกลุ่มผู้ใหญ่ที่เห็นความสำคัญของการเล่นก็ขยายวงกว้างมากขึ้น

เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกจึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาร่วมกันสื่อสารและสร้างโอกาสจัดสภาพแวดล้อมพื้นที่ที่เอื้อต่อการเล่นของเด็ก มาร่วมด้วยช่วยกันสร้างเมืองที่เล่นสนุก เมืองที่เล่นได้ และเมืองที่เป็นมิตรกับเด็ก เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมจนการเล่นนั้นเปลี่ยนโลกได้จริง

และหากผู้ใหญ่คนไหนยังคงมีคำถามว่าการเล่นนั้นจำเป็นกับเด็กจริงหรือ ก็ลองถามตัวเองดูว่าความทรงจำที่สดใสในวัยเด็กของคุณมีอะไรบ้าง ผู้เขียนเชื่อว่าคำตอบเกินครึ่งคือช่วงเวลาที่คุณมีอิสระที่จะได้เล่น

ขณะที่นึกถึงความทรงจำเหล่านั้น คุณก็กำลังแอบยิ้มอยู่หรือเปล่า

ทำความรู้จักเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกได้ทาง

เอกสารเพิ่มเติม

คู่มือ Free Play การเล่นอิสระ คลิก

คู่มือการเป็น Play Worker คลิก

คู่มือส่งเสริมการเล่นในช่วงวิกฤต คลิก

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ