“วัน ๆ ผมคิดแต่เรื่องสระว่ายน้ำ คนหูหนวก ภาษามือ ผมเป็นบ้าหรือเปล่าครับ”
“ใช่ คนที่อยากได้เงินคือคนบ้าเงิน คนที่ขยันเรียนหนังสือคือคนบ้าเรียน คนที่ชอบเล่นเกมก็เป็นคนบ้าเกม ทุกคนเป็นคนบ้าได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสําเร็จได้ ครูพายุแค่กําลังบ้าในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยทํา และการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ ต้องรู้ว่าควรบ้าอะไร”
นี่คือบทสนทนาระหว่างผู้ใหญ่ที่เคารพ และ ครูพายุ-ณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม ครูสอนว่ายน้ำจากเชียงใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนว่ายน้ำให้กับเด็กพิเศษ เด็กออทิสติก เด็กตาบอด เด็กหูหนวก และเด็กพิการกว่า 6,000 คน ที่เมื่อหลายปีก่อนคิดว่าตัวเองกำลังเป็นบ้า

ในสระว่ายน้ำ krupayuswim ที่ครูพายุก่อตั้งขึ้น บางทีก็เห็นเด็ก ๆ หนีบขวดน้ำไว้ระหว่างขาลอยตัวเหมือนปลาดาว บางทีก็เห็นเด็ก ๆ ตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำแต่ไม่ยักจม บางทีก็เห็นครูพายุชูไม้ชูมือขึ้นมาทำท่าทางบางอย่างโดยปราศจากคำพูด เหล่านี้คือความบ้าของครูพายุ ผู้ยอมบ้าเพื่อให้เด็กที่ไม่มีโอกาสเรียนว่ายน้ำได้เรียนว่ายน้ำ เพื่อให้เด็กที่มีโอกาสจมน้ำได้รู้วิธีเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในน้ำ เพื่อให้เด็กที่ดูไม่น่าว่ายน้ำเป็นได้ว่ายน้ำเป็น
วันนี้ผู้เขียนจึงมานั่งคุยกับครูพายุถึงความกล้าบ้าของเขาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ๆ มามากมาย
คนบ้าสอน
“ผมเรียนหนังสือไม่เก่งครับ”
ครูพายุคือเด็กหลังห้องที่มีผลการเรียนรั้งท้าย แถมฐานะทางบ้านก็ไม่สู้ดีนัก เขาจึงอยากหารายได้มาแบ่งเบาภาระให้ครอบครัว ในขณะที่เพื่อนที่เรียนดีรับสอนพิเศษวิชาเลข วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แต่ด้วยข้อจำกัดทางวิชาการ ทำให้เขาทำอย่างเพื่อนไม่ได้
“แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อมอบให้ตอนเด็กคือเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ผมเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทยด้วย เลยคิดว่านี่แหละ ผมจะเป็นครูสอนว่ายน้ำ”
ครูพายุจึงเริ่มสอนว่ายน้ำเป็นงานเสริมเมื่ออายุ 19 ปี สอนไปได้ 1 ปีก็ได้รู้จัก น้องโฟน เด็ก 8 ขวบที่มีภาวะออทิสติก ซึ่งตอนนั้นครูพายุไม่รู้ด้วยซ้ำว่าออทิสติกคืออะไร วิธีสอนเด็กกลุ่มนี้ควรเป็นอย่างไรยิ่งไม่ต้องพูดถึง
พอสอนไปได้สักพัก ครูพายุก็ต้องยอมแพ้ แล้วนำเงินไปคืนคุณแม่น้อง เพราะเขาหาทางทำให้เด็กเข้าใจสิ่งที่สอนไม่ได้เลย
“ครูพายุไม่ต้องซีเรียส แม่อยากให้น้องมาเอาความสนุกเฉย ๆ” แม่เด็กกล่าว

เมื่อยกความกดดันที่ต้องเปรียบเทียบผลลัพธ์กับเด็กปกติออกไป ครูพายุจึงมีกำลังใจสอนน้องโฟนต่อ ผ่านไปนับสิบครั้ง พัฒนาการของน้องก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วครูพายุก็ยังได้ค้นพบความสามารถใหม่ในตัวน้อง
“11”
น้องโฟนโพล่งตัวเลขนี้ออกมาตอนที่ครูพายุกับคุณแม่คุยกันเรื่องการท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง พอลองเปลี่ยนจังหวัด น้องก็พูดตัวเลขอื่นออกมา ซึ่งคุณแม่ก็ไม่รู้ความหมาย แต่ด้วยความสงสัย ครูเลยไปลองค้นหาความเกี่ยวข้องของตัวเลขนั้น แล้วพบว่ามันคือตัวเลขทางหลวงแผ่นดินที่ผ่านแต่ละจังหวัด
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ครูพายุเห็นศักยภาพบางอย่างของเด็กออทิสติกและสนใจศึกษาข้อมูลของเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น เขาไปคุยกับนักกิจกรรมบำบัดและได้รู้ว่าเด็กกลุ่มนี้มีหลายคนที่มีทักษะพิเศษ บางคนจำปฏิทินร้อยปีได้ บางคนฟังดนตรีเพียงครั้งเดียวก็เล่นตามได้ บางคนวาดรูปจากความทรงจำในเสี้ยวนาทีได้ และเขายังได้รู้ว่าที่สหรัฐอเมริกามีการวิจัยด้านการว่ายน้ำกับพัฒนาการของเด็กออทิสติกมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ในไทยถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่มาก
“และนี่ก็จุดประกายให้ผมอยากรู้ว่าเด็กออทิสติกจะฝึกว่ายน้ำได้มั้ย”

พอได้ศึกษาเรื่องของเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น ครูพายุก็พบว่าลักษณะของตัวเองหลายอย่าง ทั้งอยู่ไม่สุข ชอบกัดปากกา พูดไว พูดแทรก ต้องทานยาโรคลมชักต่อเนื่องในวัยเด็ก แท้ที่จริงคืออาการ ADHD หรือสมาธิสั้น ทำให้เขาเข้าใจเหตุผลที่ตัวเองมีปัญหาด้านการเรียนมาตลอด แต่พอได้เข้าสู่โลกของการว่ายน้ำ สนุกและหมกมุ่นกับมัน อาการที่ถูกเข้าใจว่าเป็นลมชักก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จนเลิกทานยาได้ตอนอยู่ ม.3 พร้อมกับทักษะในการว่ายน้ำที่ดีจนพาเขาไปได้ไกลถึงระดับประเทศ
“พอได้ศึกษาก็รู้ว่าเด็กกลุ่มนี้ ในความโชคร้ายมีความโชคดีอยู่ตรงที่พวกเขามีพลังงานมหาศาล ไมเคิล เฟ็ลปส์ ที่เป็นแชมป์ว่ายน้ำระดับโลกก็เป็น ADHD”
พอครูพายุมั่นใจแล้วว่าเด็กออทิสติกมีความสามารถในการเรียนว่ายน้ำแน่นอน เขาก็รับสอนเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเขาสอนให้เด็กว่ายน้ำได้ แต่ควบคุมเด็กไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้างไม่ได้ เจ้าของสระจึงไม่ยินดีเท่าไหร่ที่จะให้เขาใช้สระสอนต่อ
“คุณแม่น้องโฟนให้ยืมเงิน 500,000 บาทมาเช่าสระของตัวเอง ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งรู้จักคุณแม่ได้ 8 เดือนเอง”

จากความตั้งใจของคุณแม่ที่อยากให้ลูกที่มีภาวะออทิสติกได้เรียนว่ายน้ำ และความตั้งใจของคุณครูที่อยากสอนเด็กให้เอาตัวรอดเป็น สระว่ายน้ำที่ครูพายุดูแลเองแห่งแรกก็เกิดขึ้นในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับสอนว่ายน้ำให้ทั้งเด็กออทิสติก เด็กตาบอด เด็กหูหนวก และเด็กพิการ และเด็กทั่วไป โดยจัดเวลาได้เองให้ไม่ไปรบกวนใคร
ในวัย 23 ปี เมื่อเริ่มทำสระว่ายน้ำ ครูพายุรู้เพียงวิธีสอนว่ายน้ำ แต่เขาไม่รู้วิธีบริหารธุรกิจ ผ่านไปเพียง 2 ปี เงินที่ได้จากแม่น้องโฟนก็ไม่เหลือ แถมสระยังขาดทุนอีก 3 แสนบาท เขาจึงต้องตัดใจปิดสระ
“ก่อนจะปิดสระว่ายน้ำ ผมมีคําถามในใจอีกข้อว่า จะมีใครอีกบนโลกนี้ที่ตกน้ำแล้วเอาตัวรอดไม่ได้ ถ้าเป็นคนหูดีพูดได้ อย่างน้อยก็ตะโกนขอความช่วยเหลือได้ แต่เด็กที่หูหนวกพูดไม่ได้นี่ ถ้าตกน้ำแล้วว่ายน้ำไม่เป็น เขาตายอย่างเดียว”

แล้วครูพายุก็ตระเวนหาผู้สอนที่มีทักษะภาษามือเพื่อทำโครงการทิ้งทวน แต่ผ่านไปหลายเดือน เขาก็ยังหาคนไม่ได้ เขาเลยเริ่มศึกษาภาษามือด้วยตัวเอง แต่ดูจากรูปในหนังสือก็ไม่เข้าใจ ไปสมัครเรียนตามโรงเรียนสอนคนหูหนวกก็ไม่ผ่านเกณฑ์รับสมัครเพราะเขาเป็นคนหูปกติ จนวันหนึ่งเขาไปพบสามีภรรยาที่ใช้ภาษามือขายของอยู่ที่ถนนคนเดินเชียงใหม่
“ผมวิ่งเข้าไปหาพร้อมกระดาษในมือ เขียนข้อความว่า ผมขอเรียนภาษามือกับคุณได้ไหม ผมช่วยพูดขายของได้ ผมพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย”
6 เดือนเต็มกับการทุ่มเทเรียนภาษามือกับผู้พิการทางการได้ยิน ครูพายุที่พอได้พื้นฐานก็ทำหนังสือเขียนโครงการสอนว่ายน้ำยื่นไปที่โรงเรียนสอนคนหูหนวก และได้เงินบริจาคจากผู้ปกครองของเด็กนักเรียนของเขามาเป็นทุนค่าชุดว่ายน้ำและค่ารถให้เด็ก ๆ 40 คน หลังจากจบโครงการสุดท้ายตามความตั้งใจนี้ สระว่ายน้ำของเขาก็ปิดตัวลง

ฮีโร่สายน้ำ
“ครูพายุ เงิน 5 แสนแลกกับลูกอาการดีขนาดนี้ พัฒนาการลูกเยอะขนาดนี้ ก็เหมือนได้ลูกคืนกลับมา แม่ไม่เสียดายเงินเลย”
สิ่งที่แม่ของน้องโฟนบอกไว้เมื่อยอมยกหนี้ 5 แสนบาทที่ลงไปกับสระว่ายน้ำให้ครูพายุโดยไม่ต้องใช้คืน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ยอมทิ้งเป้าหมายที่จะสอนเด็กพิเศษให้ว่ายน้ำเป็น แต่การบริหารสระว่ายน้ำเองคงไม่ใช่หนทางที่เหมาะสม จนวันหนึ่งเขาก็ได้ไอเดียใหม่
“ผมไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วเห็นพนักงานทําความสะอาดไม่ได้ใส่เครื่องแบบของโรงแรม เพราะพวกเขามาจากบริษัททําความสะอาด ผมถึงได้รู้ว่าโรงแรมไม่ถนัดงานทําความสะอาด เลยต้องจ้างคนจากบริษัททำความสะอาดโดยเฉพาะ ผมจึงเข้าใจแล้วว่าผมจะไม่เป็นเจ้าของสระว่ายน้ำ”

หมู่บ้านจัดสรรในเชียงใหม่หลายแห่งมีสระว่ายน้ำ แต่ไม่มีครูสอนว่ายน้ำ ครูพายุเห็นโอกาสนี้ก็เข้าไปติดต่อทำสัญญากับหลายหมู่บ้านเพื่อทำ krupayuswim ทำให้เขาได้สอนว่ายน้ำตามที่เขาถนัด สอนเด็กพิเศษ เด็กออทิสติก เด็กตาบอด เด็กหูหนวก และเด็กพิการตามความตั้งใจ ฝึกครูผู้สอนเพื่อเพิ่มชั่วโมงการสอน และปล่อยให้การบริหารพื้นที่เป็นหน้าที่ของหมู่บ้าน ต้นทุนของเขาจึงต่ำมาก แถมยังขยายสาขาออกไปได้ไม่จำกัดตามปริมาณหมู่บ้านจัดสรรที่สนใจ
จากสระแห่งแรกใน พ.ศ. 2551 ผ่านมา 17 ปี ครูพายุมีครูผู้สอนในสังกัดกว่า 50 คน กระจายสอนใน krupayuswim 8 สาขาทั่วเมืองเชียงใหม่ และสาขาหนึ่งในนั้นคือสระที่ครูพายุเป็นเจ้าของเองและบริหารเอง หลังสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจมา 6 ปี จนมั่นใจพอที่จะมีสระว่ายน้ำเป็นของตัวเองอีกครั้ง

“30% ของเด็กออทิสติกมีอาการลมชักร่วมด้วย และมีโอกาสเสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าเด็กปกติถึง 160 เท่า”
ข้อมูลที่ทำให้ครูพายุตกใจเมื่อได้พูดคุยกับกุมารแพทย์ และเป็นแรงผลักดันให้เขาเรียนเพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางการสอนเด็กออทิสติกที่ได้ผล เขาไปเรียนปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พอเขาเห็นว่าเด็กออทิสติกมีธรรมชาติบางอย่างใกล้เคียงกับเด็กเล็ก ๆ เขาก็เดินทางไปเรียนหลักสูตรพิเศษที่ออสเตรเลียด้านการสอนทารกและเด็กเล็กว่ายน้ำและหลักสูตรว่ายน้ำสำหรับผู้พิการของสถาบัน ASCTA (Australian Swimming Coaches and Teachers Association)
ควบคู่ไปกับการรับสอนว่ายน้ำเด็กทั่วไป krupayuswim ยังมีรายได้จากการรับสอนว่ายน้ำให้นักเรียนจากสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน และรายได้ที่เข้ามาเหล่านี้เป็นทุนในการสอนว่ายน้ำให้กลุ่มเด็กออทิสติก เด็กตาบอด เด็กหูหนวก และเด็กพิการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งเด็กหูหนวก เด็กตาบอด เด็กพิการแขนขา และเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ซึ่งมีความท้าทายในการสอนมากที่สุด เด็กเหล่านี้ได้รับการสอนจากทั้งตัวเขาเองและครูผู้สอนที่มีพื้นฐานในการสอนว่ายน้ำอยู่แล้ว ครูพายุเพียงเพิ่มพื้นฐานความเข้าใจในเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หากผู้สอนเปิดใจยอมรับว่าเด็กเหล่านี้เรียนรู้ได้ ก็เดินไปบนเส้นทางเดียวกันได้
การสอนว่ายน้ำในเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญาของครูพายุนี้ ต่างจากการสอนว่ายน้ำที่เน้นเรียนรู้ท่าฟรีสไตล์ กบ กรรเชียง หรือผีเสื้อ แต่เป็นการว่ายน้ำเพื่อให้เอาตัวรอดได้หากตกน้ำ เด็กต้องรู้ว่าทำอย่างไรถึงไม่จม เคลื่อนที่ในน้ำได้อย่างไร หรืออุปกรณ์อะไรใกล้ตัวที่ช่วยชีวิตเขาได้ ซึ่งจำเป็นมากกว่าในสถานการณ์คับขัน

ครูพายุจริงจังกับการสอนว่ายน้ำมาก เขาอยากถ่ายทอดสิ่งที่เขาได้ศึกษา พัฒนา ต่อยอด จากประสบการณ์การสอนเด็กพิการมาเป็นฐานข้อมูลให้คนอื่นได้ศึกษาต่อ แต่ติดที่เขาเขียนงานวิจัยเองไม่เป็น แต่แล้ววันหนึ่ง ผศ.ดร.ยุวดี วิริยางกูร ซึ่งเป็นนายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทยในขณะนั้น ติดต่อครูพายุเพื่อชวนร่วมทำวิจัยของมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (ประเทศไทย) (Save the Children Foundation) เขาคว้าโอกาสนี้ไว้ทันทีโดยไม่สนใจว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ แล้วบทวิจัย การว่ายน้ำในเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับที่สามารถเรียนรู้ได้ ก็ได้รับการตีพิมพ์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปดาวน์โหลดไปใช้ฟรีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ที่จริงครูพายุเรียนจบปริญญาตรีจากคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม้ว่าจะผันตัวมาสอนว่ายน้ำ แต่เจตนาที่ดีควบคู่ไปกับทักษะในการสื่อสาร ทำให้เขาหาช่องทางประชาสัมพันธ์โครงการให้เป็นที่รู้จักได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท มีสื่อหลายแหล่งเข้ามาสัมภาษณ์และตีพิมพ์เรื่องราวของเขา เรื่องราวของเขายังไปเข้าหูโปรดิวเซอร์ของ Thai PBS จนนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในชื่อ ลมหายใจใต้น้ำ และละครนี้ก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขารู้จักผู้ใหญ่ใจดีทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และบุคคลธรรมดา สนใจสนับสนุนสิ่งที่เขาทำ

สระว่ายน้ำเดินได้
เมื่อความฝันในการสอนเด็กพิเศษให้ว่ายน้ำสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง ครูพายุก็เริ่มต้นความฝันใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม จากคำถามง่าย ๆ
“ถ้าในพื้นที่ที่ไม่มีสระว่ายน้ำ เขาจะสอนเด็กว่ายน้ำกันยังไง”
เขาพยายามคิดหาทางออก จะขุดดินสร้างบ่อน้ำก็ต้นทุนสูง จะใช้แหล่งน้ำธรรมชาติก็ไม่ถูกสุขอนามัย จนเขาไปเจอสระว่ายน้ำผ้าใบขนาดยักษ์ที่ขนย้ายได้ ใช้เวลาประกอบแค่ 4 ชั่วโมง จุได้ 20 คน แต่พอคำนวณค่าสระ ค่าคน ค่าขนย้าย แน่นอนว่าเขามีทุนไม่มากพอ
“แล้วตอนนั้นพี่โปรดิวเซอร์ของละคร ลมหายใจใต้น้ำ แนะนำให้รู้จักเศรษฐีใจดีชาวสวีเดนที่มีบ้านติดทะเลประจวบฯ และมักชวนเด็ก ๆ มาเล่นสระน้ำที่บ้าน”

ครูพายุไม่เคยได้ยินชื่อชายผู้นี้ แต่ก็อยากรู้จักเขา จึงขับรถ 2 วัน 1,000 กว่ากิโลเมตรจากเชียงใหม่ไปประจวบคีรีขันธ์ เขาเล่าเรื่องราวความฝันที่จะขนสระว่ายน้ำเดินทางไปสอนเด็กในพื้นที่ห่างไกลให้ว่ายน้ำเป็น ประมาณคร่าว ๆ ต้องใช้งบราว 70,000 บาทต่อสถานที่ เขามีความตั้งใจแรกเริ่ม 3 ที่ ก็เป็นทุนรวมกว่า 200,000 บาท
“คุยเสร็จ 4 วัน มีเงินโอนเข้ามา 3 แสน ผมรู้เลยว่านี่เป็นเงินส่วนตัว ไม่ใช่เงินบริจาคแน่นอน”
หลังจากนั้นครูพายุถึงได้รู้ว่าชายคนนี้คือ Kjell Bergqvist นักแสดงอาวุโสจากสวีเดนที่ในยุคหนึ่งมีชื่อเสียงเทียบเท่า สมบัติ เมทะนี เลยก็ว่าได้

โครงการสระว่ายน้ำเดินได้ดำเนินมาตลอด 3 ปี ด้วยเงินสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของคุณ Kjell ในพื้นที่ไหนที่ไม่มีสระว่ายน้ำแต่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล แม่น้ำ คูคลอง เขื่อน หรือแม้แต่อ่างเก็บน้ำบนดอยสูง หากมีประวัติคนจมน้ำเสียชีวิต ครูพายุก็เห็นความจำเป็นที่ต้องไปสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักเอาตัวรอดจากน้ำ
“เราพับสระว่ายน้ำแบกขึ้นรถหกล้อขึ้นดอยไป พอไปถึงแล้ว เด็ก ๆ ที่นั่นตาลุกวาวมาก เพราะเขาเพิ่งได้เห็นสระว่ายน้ำเป็นครั้งแรกในชีวิต” ครูเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อขนสระไปสอนเด็กบนดอยบ้านขอบด้ง (อ่างขาง) จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,400 เมตร

ด้วยทุนสนับสนุนจากคุณ Kjell ยังทำให้ครูพายุได้สร้างสระว่ายน้ำถาวรที่โรงเรียนบ้านป่าซ่าน อำเภอนครไทย พิษณุโลก ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีสระว่ายน้ำเลยในรัศมี 30 กิโลเมตร และแต่ละปีมีเด็ก ๆ หมุนเวียนมาเรียนว่ายน้ำหลายร้อยคน รวมไปถึงสระว่ายน้ำ Blue Dolphin Swimming Club ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่สร้างขึ้นเพื่อสอนเด็กธรรมดาให้ว่ายน้ำเป็น ควบคู่ไปกับทำการกุศลสอนเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญาให้เอาตัวรอดในน้ำได้ ตามเจตนารมณ์เดิมที่ทำในประเทศไทย
คำครหาในวันนั้น
สมัยที่หัดเรียนภาษามือ ว่างเมื่อไหร่ครูพายุจะชูไม้ชูมือขึ้นมาฝึกกับตัวเอง จนชาวบ้านนินทาว่าเป็นบ้า
สมัยที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขามักพาคนหูหนวกซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อช่วยลดค่าเดินทาง จนชาวบ้านนินทาว่าพาคนพิการไปในทางที่ไม่ดี
สมัยที่เริ่มสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญา เขาใช้เวลากับคนกลุ่มนี้มากกว่าคนปกติ จนครอบครัวเป็นห่วง
“เด็กออทิสติกจะชอบพูดอะไรซ้ำ ๆ และเด็กคนหนึ่งที่เคยมาเรียนก็เป็นเด็กพิการซ้ำซ้อน ทั้งออทิสติกและหูหนวก น้องคนนี้เวลาผมไปเยี่ยมเขาที่โรงเรียน เขามักถามซ้ำ ๆ ถึงการว่ายน้ำตลอดเลย สระอยู่ไหน ไปว่ายน้ำที่ไหน ลงสระกี่โมง แสดงว่าเขาชอบว่ายน้ำมาก หลายครั้งที่ผมอยากเลิกทำงานการกุศล แต่เหตุการณ์นี้มันยังทำให้ผมทำต่อ”

ครูพายุคงเป็นคนบ้าที่ให้ค่าคำครหาน้อยกว่าความตั้งใจสอนเด็กให้ว่ายน้ำเป็น และเป็นคนบ้าที่เริ่มทำธุรกิจสระว่ายน้ำทั้งที่บริหารไม่เป็นจนติดลบหลายแสน แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ในอีก 17 ปีต่อมา คนบ้าที่ชื่อพายุ และทีมคุณครูจาก krupayuswim ได้ทำให้เด็กกว่า 20,000 คนว่ายน้ำเป็น และกว่า 6,000 คนในนั้น คือเด็กที่ขาดโอกาสและเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญา
ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดบทสนทนา ผู้เขียนสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ครูพายุจะตาเป็นประกายทุกครั้งที่เล่าถึงงานสอนว่ายน้ำการกุศล เนื้อหาที่คุยส่วนมากก็เป็นเรื่องการกุศลมากกว่าเรื่องธุรกิจ และเขายังคงพยายามหาโอกาสทำงานการกุศลให้มากขึ้น เพราะสำหรับเขาแล้ว การที่เด็ก ๆ ว่ายน้ำเป็น ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่หมายถึงทางรอดในชีวิต
และการสอนเด็กให้เอาตัวรอดจากน้ำ คือสิ่งที่ฮีโร่สายน้ำบ้าทำ

รู้จักครูพายุเพิ่มเติมได้ที่
Website : www.krupayuswim.com
Facebook : ครูพายุ สอนว่ายน้ำ
