ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช เป็นหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช เป็นประธานคณะกรรมการบริหารราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทยประจำ พ.ศ. 2567 – 2569
เขาเป็นศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ถ้าเจาะจงลงไปอีกนิด เขาคือผู้เชี่ยวชาญมือต้นของเมืองไทยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเทียม เขาวางคิวลงมีดแบบเต็มศักยภาพคือ 8 – 10 รายต่อสัปดาห์ แต่บางช่วงก็มีคนไข้ต้องรอคิวผ่าตัดกับเขานานถึง 2 ปี
การเคลื่อนที่ได้คืออิสรภาพของมนุษย์ หากเคลื่อนที่ไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่น คุณค่าในตัวเองก็หายไป แล้วก็ยังจะทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาด้วย การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าจึงมีความหมายมากมายกับคนไข้
นายแพทย์กีรติเป็นลูกพ่อค้าผ้าต่างจังหวัด เป็นเด็กค่าย อยากเป็นหมอชนบทไปช่วยคนป่วยในถิ่นทุรกันดาร เขาก็เลยทำกิจกรรมที่แปลกอยู่สักหน่อย คือชวนทีมงานชุดใหญ่ใช้เวลาวันหยุดยาวไปผ่าตัดข้อเข่าให้กับชาวบ้านผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เหมือนกลับไปทำค่าย ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่อีกครั้ง เพียงแต่รอบนี้เขาทำงานร่วมกับโรงพยาบาลท้องถิ่นเพื่อฝึกให้บุคคลากรผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้เอง
จากโครงการในประเทศก็ขยายสู่ประเทศเนปาลและภูฏาน ด้วยแนวคิดแบบเดียวกัน
ระดมทุนกันผ่าน ‘มูลนิธิศัลย์ฯสร้างข้อต่อชีวิต’ จนช่วยเปลี่ยนข้อให้ผู้ป่วยด้อยโอกาสไปแล้วกว่า 1,000 คน
ช่วยคืนให้อิสรภาพให้คนกว่า 1,000 คน
ช่วยสร้างบุคคลากรในพื้นที่ให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้เอง ไม่ต้องส่งคนไข้ไปกระจุกตัวที่โรงพยาบาลส่วนกลาง
และทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้จำนวนมากได้เรียนรู้ชีวิต ทั้งชีวิตคนไข้ในพื้นที่ห่างไกล และชีวิตตัวเอง ผ่านการเป็นผู้ให้
โครงการนี้เต็มไปด้วยข้อดี แบบไม่มีข้อสงสัย
นี่คือ 8 ข้อคิดจากที่น่าเรียนรู้จากโครงการนี้

ใช้ชีวิตตามเป้าหมาย ไม่ใช่วิธีการ
“ตอนผมไปทำโครงการที่อำเภออุ้มผาง มีคนไข้ได้คิวมาผ่าตัดกับเราแล้ว แต่วันผ่าไม่มา เพราะแม่เขาตาบอด ถ้าเขามาแล้วแม่จะอยู่กับใคร 4 – 5 วัน มันมีหลายเรื่องราวที่เรานึกไม่ถึงนะ เราก็ไปเยี่ยมเขาที่บ้านเลย ไปจากแม่สอดอีก 3 ชั่วโมง ไกลมาก ผมคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่า เอามาแอดมิดคู่ได้ไหม ให้แม่เขามานอนที่โรงพยาบาลด้วย นอนเฉย ๆ ไม่ได้รักษาอะไร เขาจะได้ไม่ต้องห่วง ถ้าโรงพยาบาลยึดติดกับกฎ เขาจะไม่ได้รับโอกาสผ่าเข่าเลย คนไข้แต่ละรายมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเรามีหัวใจที่อยากช่วยเขาจริง ๆ เราจะผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ไปได้”
หมอกีรติไม่ได้เกลียดกฎ แต่เขาชอบเลือกทางเดินของตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้เขาเลือกเรียนด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์หรือการผ่าตัดที่เกี่ยวกับกระดูก
เขาชอบผ่าตัด แล้วก็พบว่าสาขานี้ต่อนิ้วที่ขาดให้กลับมาติดได้ ราวกับเอาของที่สูญสิ้นความหวังไปแล้วกลับคืนมา ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ชอบกระบวนการรักษาที่ต้องทำตามขั้นตอนเป๊ะ ๆ จึงตรงกับสาขาออร์โธปิดิกส์ที่ขอเพียงรักษาอย่างมีเหตุผล จะทำอะไรก่อนหลังก็ได้ ขอให้จัดการกระดูกได้ก็พอ เพราะกระดูกระเบิดแต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกัน จึงใช้วิธีเดียวจัดการทุกอย่างไม่ได้
“ตรงจริตเรา เพราะผมชอบเดินตามทางของตัวเอง”

ถ้ามีเหตุผลและความตั้งใจที่ดี เราจะไขหัวใจได้ทุกคน
หมอกีรติเป็นลูกพ่อค้าขายผ้าที่จังหวัดชลบุรี ทั้งพ่อและแม่เรียนหนังสือแค่ชั้น ป.4 แต่ชอบอ่านหนังสือมาก จึงฝันว่าลูกต้องได้เรียนมหาวิทยาลัย ดังนั้นลูกทุกคนมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเรียนหนังสือ ไม่ต้องช่วยงานบ้านหรือช่วยขายของเหมือนลูกบ้านอื่น
หนุ่มชลบุรีคนนี้เรียนดีมากระดับท็อปของโรงเรียน แต่พอย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่กรุงเทพฯ เขาสอบได้ที่ 39 จากนักเรียน 40 คน เรื่องเรียนสู้เพื่อนไม่ได้ นอกห้องเรียนก็ถูกเด็กเมืองกรุงรุมแกล้ง เขาจึงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองทุกทาง
“ผมเลือกเรียนลูกเสือเป็นวิชาเลือก เพราะดูลูกผู้ชายดี แต่ต้องซื้อชุดใหม่ บ้านผมไม่ค่อยมีเงิน เป็นตายยังไงก็ไม่ขอเสียเงิน ผมเลยขออาจารย์ย้ายไปเรียนวิชาดนตรีเพราะโรงเรียนมีขลุ่ยให้ยืม” คุณหมอเล่าถึงหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต
“อาจารย์บอกให้ผมไปขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนเอง เด็กบ้านนอกอย่างผมกลัวมาก แต่พอเล่าเหตุผล คุณหญิงพรรณชื่น รื่นศิริ ก็อนุญาต จากนั้นผมไม่เคยกลัวผู้ใหญ่อีกเลย แม้ว่าจะดุแสนดุ ขอแค่เรามีเหตุผล มีความตั้งใจที่ดี เราจะไขหัวใจเขาได้”
หนุ่มชลบุรีเรียนดีขึ้นเรื่อย ๆ มัธยมปลายก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แล้วเลือกสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ตามเพื่อน แต่เลือกคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผื่อไว้ 1 อันดับ ด้วยคะแนนสูงที่สุดจึงเลือกเป็นอันดับแรก เพราะความหลังฝังใจวัยเด็กที่เคยมารักษาไซนัสที่ศิริราชแล้วประทับใจโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ดูแลคนไข้จำนวนมหาศาลอย่างดีทุกคน
แล้วโชคชะตาก็พาให้เขาติดคณะที่เลือกเป็นอันดับ 1

เป็นนักศึกษาต้องศึกษา
หลังจากเครียดกับการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยมานาน พอเข้ามาได้เขาก็ไม่เรียนหนังสือเลย ทำแต่กิจกรรม ไปเรียนรู้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัย ผ่านการออกค่าย ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ได้ช่วยคน ได้ใช้ชีวิตกับพี่ ๆ หมอชนบท และได้เล่นกีตาร์ร้องเพลงเพื่อชีวิต
“ผมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามาก ถึงจะมีความรู้ไม่มาก แต่ก็เอาหัวใจไปเรียนรู้ เราก็เด็กบ้านนอกด้วยนะ บอกตัวเองว่าชีวิตนี้จะเป็นหมอชนบทแน่นอน” คุณหมอเล่าถึงชีวิตวัยหนุ่มที่ไม่เข้าห้องเรียนเลย จนเกรดเฉลี่ยปีแรกได้แค่ 1 กว่า ๆ ต้องลงทะเบียนเรียนวิชาง่าย ๆ ตอนภาคฤดูร้อนถึงดึงเกรดเฉลี่ยปีแรกมาอยู่ที่ 2.00 รอดจากการถูกรีไทร์ได้แบบหวุดหวิด
“เราต้องกำหนดลำดับความสำคัญในชีวิตให้ดี” หมอกีรติย้อนมองตัวเองในวัยเยาว์ “ตอนนั้นเรามองแคบ ไม่อยากได้เกียรตินิยม เน้นเอามันอย่างเดียว ลืมไปว่าเราเป็นนักศึกษาก็ต้องศึกษา ต้องมีความรู้ก่อน แล้วค่อยเอาพลังอื่น ๆ ไปเติม ถ้าไม่มีความรู้จะไปช่วยใครได้”
ขึ้นปี 2 คุณหมอมุมานะตั้งใจเรียนเหมือนตอนเรียนมัธยม แต่ครั้งนี้ยากกว่าเพราะเพื่อนร่วมรุ่นเป็นหัวกะทิระดับท็อปของประเทศ สู้ยังไงก็ไม่ไหว
“วิชากายวิภาคศาสตร์ เรียนว่ากล้ามเนื้อเกาะที่ไหน เส้นเลือด กระดูกอยู่ตรงไหน ครั้งแรกผมสอบตก ครั้งที่ 2 สอบเรื่องแขนอย่างเดียว เย็นวันศุกร์ผมกับเพื่อนเลยแอบเอาแขนอาจารย์ใหญ่ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ใส่กระเป๋านั่งรถทัวร์กลับบ้านเพื่อนที่สมุทรสงคราม” วีรกรรมครั้งนี้ถ้าถูกจับได้คงโดนไล่ออกสถานเดียว แต่ถ้าเขาสอบไม่ผ่าน ก็ต้องออกอยู่ดี
เช้าวันจันทร์เขาแอบเอาแขนอาจารย์ใหญ่มาคืน และได้ A ในวิชานั้น หมอกีรติบอกว่า ถ้าเป็นยุคนี้ไม่ต้องใช้กายวิภาคจริงแล้ว มีโมเดล มีแอปพลิเคชันคล้ายจริงให้ศึกษามากมาย
“นั่นทำให้ผมรักกล้ามเนื้อ รักกระดูก แขนมีกล้ามเนื้อสวย มีปุ่มนั้นปุ่มนี้ เรารักมันโดยไม่รู้ตัว อาจเพราะทำคะแนนได้ดีด้วย วิชาที่เรียนเรื่องขาก็ทำคะแนนได้ดีเพราะคล้ายแขน เลยฝังใจว่าอยากเป็นหมอกระดูก ส่วนวิชาที่เรียนเรื่องลำไส้และช่องท้อง ผมสอบตกเหมือนเดิม เพราะแอบเอากลับบ้านไม่ได้” คุณหมอหัวเราะ
ใส่หัวใจเข้าไปในการรักษา
หมอกีรติเริ่มรักอาชีพหมอจริง ๆ ตอนเรียนปี 3 เพราะได้ช่วยปั๊มหัวใจคนไข้ให้รอดชีวิต ถึงพบว่าคุณค่าของอาชีพนี้มันดีแบบนี้นี่เอง จากนั้นคะแนนของเขาก็พุ่งขึ้นพรวดพราด แต่สุดท้ายเมื่อเฉลี่ยกับปีแรก ๆ เกรดของเขาก็ต่ำเกินกว่าจะเรียนต่อเฉพาะทางที่ศิริราชได้ จึงต้องไปใช้ทุนที่แผนกออร์โธปิดิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนมีโอกาสจะได้ทำงานและเป็นอาจารย์ที่นั่น แต่เขาก็ตัดสินใจทิ้งโอกาสนั้น กลับมาเริ่มต้นใหม่เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยการสมัครเรียนที่ศิริราชอีกครั้ง
“ผมอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราดีพอไหม ผมเป็นคนที่ถ้าไม่สุดทางจะไม่หยุด สุดท้ายผมก็เข้าได้ เรียนจบผมก็ได้เป็นอาจารย์ต่อ ภูมิใจนะ เราทำได้แล้ว แต่ระหว่างทางชอกช้ำมาก เพราะถูกทดสอบทุกทางว่าจะทำได้ไหม ในเมื่อเราหลงรักมันแล้ว ก็สนุกกับมันให้สุด”
จากนั้นคุณหมอกีรติก็ได้ไปเรียนต่อ เป็น Fellowship (แพทย์ประจำบ้านต่อยอด) ที่รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา เป็นการออกจากประเทศครั้งแรก ไปอยู่ในเมืองที่อุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส แต่เขาก็ได้เรียนรู้สิ่งที่ทำให้หัวใจอบอุ่น
“อาจารย์และเจ้านายผมดีมาก มีเมตตา สอนอะไรผมมากมาย ผมมีเงินไม่มาก เขาก็ให้ไปช่วยงานเตรียมร่างอาจารย์ใหญ่ให้หมอฝรั่งผ่า เอากระดูกอาจารย์ใหญ่แข็ง ๆ มาเตรียมให้นุ่ม กล้ามเนื้อพร้อมใช้ ฝรั่งมาถึงเขาก็อยากจะใส่เลย ไม่อยากเสียเวลามาเตรียมพวกนี้ ผมได้ค่าจ้างแต่ก็ได้วิชาด้วย เก่งเลย เพราะต้องฝึกผ่า กรีดซ้ายกรีดขวา เข้าหน้าเข้าหลัง วิธี Approach ผมเลยเนี้ยบมาก เป็นการเรียนรู้อะไรนอกห้องเรียน”
แล้วอาจารย์ก็ยังสอนว่า “กีรติ คุณต้องถูมือของคุณก่อนที่จะสัมผัสคนไข้นะ”
“โห เขาใส่หัวใจเข้าไปในการรักษาด้วย มือเราเย็น จับคนไข้เขาสะดุ้งแน่นอน คุณต้องอุ่นมือคุณก่อน เขาสอนแม้กระทั่งว่า หมดยุคหมอออร์โธปิดิกส์ทั่วไปแล้ว คุณต้องเป็นหมอออร์โธปิดิกส์เฉพาะทาง ซึ่งผมเรียนมาด้านการผ่าตัดข้อ”
แล้วก็ยังสอนการจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หนึ่ง พระเจ้า สอง ครอบครัว สาม งาน “ไม่พูดเรื่องเงินเลย เขาสอนเหมือนพระราชบิดาที่บอกว่า ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”


ถามตัวเองว่า เราทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม
ยุคนั้นมีหมอที่ผ่าข้อเข่าได้แค่ 3 คนเท่านั้น คนไทยก็นิยมผ่าน้อยมาก เพราะกลัวไม่สำเร็จ บ้างก็กลัวเจ็บจนขยาด แต่ความคิดนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
“ข้อเข่า ข้อสะโพก เป็นข้อที่รับน้ำหนัก มนุษย์เปลี่ยนจากเดิน 4 เท้ามาเป็น 2 เท้า ขาต้องรับน้ำหนักมากขึ้นผ่านข้อต่อทั้งหลาย ถ้ารยางค์ล่างเราเคลื่อนที่ไม่ได้ เราตายนะ เพราะจะถูกสิ่งที่แข็งแรงกว่าทำร้าย การที่มนุษย์กระดูกหักแล้วติดได้ คือร่องรอยแรกของอารยธรรม เพราะมันคือการช่วยเหลือกัน
“การเคลื่อนที่ได้คืออิสรภาพ ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงได้ ไปช่วยคนอื่นได้อีก ก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้น ถ้าเคลื่อนที่ไม่ได้จะไม่มีอิสรภาพ คุณค่าในตัวจะหายเพราะต้องพึ่งพาคนอื่น ภูมิใจในชีวิตตนเองไม่ได้ และโรคข้อเข่าเสื่อมทำให้เดินไม่ได้ จะนำมาซึ่งโรคอื่น ๆ ด้วย รักษาได้หลายวิธี โดยมีการผ่าตัดเป็นสิ่งสุดท้าย” หมอกีรติอธิบายความสำคัญของการผ่าข้อเข่า
เมื่อคนเข้าใจมากขึ้น ชื่อเสียงของคุณหมอโด่งดังขึ้น เขาจึงต้องผ่าคนไข้ที่ศิริราชแบบเต็มที่สัปดาห์ละ 8 – 10 คน คนไข้ที่มาหาเขา บางคนต้องรอคิวผ่านานถึง 2 ปี
“เราทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม” หมอกีรติถามตัวเอง เขานึกถึงการออกค่ายสมัยเรียน “ตอนนั้นเรายังทำอะไรไม่ได้มาก ตอนนี้เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญแล้ว ควรเอาไปมอบให้คนไข้ในพื้นที่ห่างไกลที่บางคนไม่มีแม้กระทั่งค่ารถมาโรงพยาบาล เราต้องออกจากหอคอยงาช้างไปสัมผัส แล้วจะรู้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เราช่วยได้”
คุณหมอจึงชวนทีมใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวเดินทางไปผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าให้ชาวบ้านในพื้นที่อันห่างไกล


รักษาคนพร้อมสร้างคน
หมอกีรติลงพื้นที่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นแห่งแรก โดยต้องทำงานร่วมกับโรงพยาบาลท้องถิ่น ซึ่งยังไม่เคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ามาก่อน ถ้าคนไข้ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าก็ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เมื่อผ่าตัดเองได้ คนในพื้นที่ก็จะยอมรับว่าโรงพยาบาลของพวกเขาดูแลพวกเขาได้ ทำให้ชาวบ้านอยากดูแลโรงพยาบาล เพื่อให้โรงพยาบาลดูแลพวกเขา
คุณหมอชวนศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ แพทย์วิสัญญี พยาบาล นักกายภาพบำบัด และลูกศิษย์ลูกหามาร่วมเป็นอาสาสมัครเดินทางไปด้วยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานการผ่าตัดที่ทัดเทียมกับโรงพยาบาลศิริราช และมีบุคคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลท้องถิ่นร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันในทุกขั้นตอน ได้ทำสัก 2 ครั้ง โรงพยาบาลท้องถิ่นก็ผ่าตัดเองได้ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนคนไข้ที่ถูกส่งตัวเข้าไปรักษาที่ศิริราช
คนไข้ทุกคนไม่ต้องเสียค่ารักษาแต่อย่างใด การผ่าตัดข้อเข่าเบิกได้ในระบบของ สปสช. ส่วนต่างที่เกินมา รอบแรกคุณหมอก็ลงขันกันเอง โดยมีหมอกีรติเป็นเจ้ามือหลัก
“คนไข้บางคนยังไม่มีค่ารถ ต่อให้ผ่าฟรีเขายังไม่มาเลย ก็ต้องช่วยเขา เราอยากร่วมทำบุญด้วย รอบ 2 มีคนรู้ข่าวเยอะขึ้นก็ฝากเงินกันมาสมทบทุน เราเลยตั้งเป็นมูลนิธิศัลย์ฯสร้างข้อต่อชีวิต อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดบางชิ้นเราก็ขอยืมจากศิริราช บางชิ้นก็ขอยืมจากบริษัทที่ขายข้อเข่าเทียมให้เรา เราซื้อของจากคุณ คุณต้องให้เรายืมอุปกรณ์แล้วจัดส่งให้ด้วย”
คุณหมออธิบายว่าการผ่าตัดแต่ละคนใช้เวลาผ่าจริง ๆ แค่ชั่วโมงกว่า แต่ต้องใช้เวลาไปกับการดมยาสลบ เข็นคนไข้เข้า-ออก ทำความสะอาดห้อง รวมแล้วก็ 3 – 4 ชั่วโมง แต่ตอนออกหน่วยเป็นการระดมทีมทำพร้อมกันหลายทีม และหลายขั้นตอนพร้อมกัน ครั้งแรกใช้เวลา 2 วัน ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ 10 คน ครั้งต่อมาทำได้ถึง 68 คน นับถึงตอนนี้ช่วยคนไข้ไปแล้วกว่าพันคน


ทำทีละนิด ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ามากกว่าหลายประเทศ หมอกีรติเคยถูกเชิญไปสอนหมอที่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล เมืองที่พระพุทธเจ้าก้าวเดิน คุณหมอจึงอยากจะไปผ่าตัดให้ผู้ป่วยที่นั่นก้าวเดินได้อีกครั้ง เพราะเมืองลุมพินียังไม่มีใครผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ เทคโนโลยีอาจจะล้าหลังจากไทยถึง 30 ปี
พระราชวชิรธรรมาจารย์ (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม) เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จังหวัดอุดรธานี จึงช่วยทอดผ้าป่าระดมทุนให้ในเงื่อนไขเดิมว่า คนไข้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด เกิดเป็นโครงการก้าวตามรอยพระบรมศาสดา (Love for Humanity) โดยมี พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นชาวเนปาล ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อช่วยทั้งเรื่องการแปลภาษา และเป็นขวัญและกำลังใจให้คนไข้ระหว่างการผ่าตัด
“3 วัน ผ่าได้ 33 คน โรงพยาบาลนี้เครื่องอุ่นเลือดก็ไม่มี ต้องเอาถุงเลือดหนีบรักแร้ใช้อุณหภูมิร่างกายอุ่นเลือด ให้ญาติช่วยกันทำ ตู้เย็นก็ไม่มี ถังน้ำแข็งยังไม่มีเลย เราต้องไปหาซื้อถังใหญ่ ๆ แล้วเอาน้ำแข็งใส่พร้อมเกลือเพื่อแช่เจลสำหรับประคบเย็น ต้องปรับใช้ของเฉพาะหน้าเยอะมาก”
จากนั้นคุณหมอก็ขยายโครงการไปยังประเทศภูฏาน เพราะมีลูกศิษย์ชาวภูฏานมาเรียนที่ศิริราช 3 คน แต่ยังผ่าตัดเองไม่ได้ จึงเชิญคุณหมอกีรติไปช่วยวางระบบให้ รอบนี้ผ่าได้ 60 คน
“เราใช้ช่วงวันหยุดยาวไปกัน ล่าสุดเราเพิ่งไปที่เบตง ทำทีละนิด ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เหนื่อยนะ แต่เรากลับมาด้วยหัวใจที่ฟู เห็นคนไข้มีความสุข มันคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่”


เอาสิ่งที่ตัวเองทำได้ไปส่งมอบต่อให้ผู้อื่นที่ขาด
บางคนอาจจะมองว่า แทนที่คุณหมอจะเสียเวลาไปกับการทำโครงการจิตอาสา น่าจะเอาเวลาไปแก้ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้นมากกว่า
“ผมเห็นด้วย เราต้องแก้ระบบให้ถูกต้อง แต่ระบบที่มีอยู่ก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่อาจจะไม่ตอบสนองได้ทุกพื้นที่ บางที่มีคนไข้มากกว่าปกติ รอคิวผ่าตัด 300 คน เราก็ไปช่วยเขา ใครได้ประโยชน์ ก็คนที่มารอ ตรงไหนที่ระบบยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เราก็เข้าไปช่วยเติมคนละไม้คนละมือ เป็นความสวยงามของสังคมเรา
“ถ้าพวกเรายื่นมือให้กันและกัน มอบสิ่งที่เขาขาดโดยยังไม่ได้ร้องขอ เราจะอยู่กันอย่างสง่างาม โลกจะมีความสุข แล้วเราก็กล้ายื่นความช่วยเหลือให้ประเทศอื่นด้วย มันคือการยื่นความสงบให้ทุกฝ่ายทั้งผู้ให้ผู้รับ เพราะเราอยากให้เกิดความสันติสุข ความสงบสุขคือที่สุดของมนุษย์เรา เขามีความทุกข์ร้อนด้านไหน ถ้าเราช่วยได้ก็ช่วย เราเป็นแพทย์ก็ยื่นบริการทางการแพทย์ให้”
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่ามีหลายคนอยากร่วมสนับสนุนงานของหมอกีรติ เขาพูดถึงวิธีช่วยสนับสนุนงานของเขาอย่างพลิกความคาดหมายว่า
“อย่างแรก ช่วยเอาพลังเอาคุณค่าของคุณไปส่งมอบต่อ มันคือความกล้าหาญ เพราะบางคนไม่กล้าทำ คุณไม่ต้องขวนขวายไปทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ เอาสิ่งที่ตัวเองทำได้ไปส่งมอบต่อให้ผู้อื่นที่ขาด ผมอยากให้ทุกคนเห็นว่าทุกคนเก่งและมีดีแตกต่างกันไป
“เราเอาสิ่งที่ตัวเองมีมาแบ่งปันให้คนรอบข้างที่ขาด เริ่มจากคนที่เขารักก่อน แล้วคนที่รักเขา แล้วก็คนที่ไม่รู้จัก ถ้ายิ่งใหญ่จริง ให้คนที่เกลียดเรายังได้เลย ในความเป็นหมออาจจะทำได้ง่ายหน่อยเพราะเราถูกฝึกมาให้มองคนเหมือนกันหมด
“มันไม่ได้ยากนะ ทุกคนมองและทำแบบนั้นได้”

