22 สิงหาคม 2025
1 K

อาสา มีรากศัพท์มาจากคำว่า อาสัง แปลว่า ความหวัง 

คนที่เป็นอาสาจึงเป็นคนที่มีความหวัง และไม่มีอาสาคนใดเลยที่ไม่มีความหวัง

งานอาสาไม่ได้เปลี่ยนแค่โลก แต่ยังพัฒนา ให้คุณค่า สร้างความหมายให้ตัวเราด้วย อย่างที่หลายคนชอบบอกกัน เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ให้ไปเป็นอาสาสมัคร

ปีหน้าเป็นปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน งาน Sustrends 2026 เลยหยิบเอางานอาสามาเป็นธีมประจำงาน แล้วเพิ่มพื้นที่รับอาสาสมัคร 50 ตำแหน่งงาน จาก 40 องค์กรชั้นนำ

ในโลกยุคที่องค์กรใหญ่ ๆ ต่างพากันลงมาร่วมลงมือแก้ปัญหา หลายคนเลยมองว่า คนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้ ฝากองค์กรใหญ่ด้วยก็แล้วกัน แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าคุณเห็นปัญหา อยากลงมือแก้ และมีความหวัง อย่างน้อยก็เริ่มต้นจากการเป็นอาสาสมัครได้
งานนี้เราได้รับคำแนะนำจาก ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ หรือ อาจารย์เอเชีย ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา หนึ่งในเครือข่ายที่ขับเคลื่อนเรื่องงานอาสาสมัครที่ใหญ่และมีประสิทธิภาพที่สุดในประเทศไทย

ก่อนจะถึงงานวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เราอยากชวนทุกท่านมาทำความรู้จักเส้นทางของงานอาสาในประเทศไทย และวิธีคิดในการเคลื่อนงานอาสา รวมถึงคำตอบจากคำถามมากมายที่เกี่ยวข้องกับงานอาสา

อาสาอายุน้อย

ถ้าพูดถึงความทรงจำที่มีต่องานอาสาที่เก่าที่สุดของอาจารย์เอเชียคือสมัยประถม ราว พ.ศ. 2525 ยุคนั้นในโรงภาพยนตร์มีโฆษณาฉายขึ้นจอชวนคนบริจาคเงินเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ แล้วก็จะมีอาสาสมัครลูกเสือ-ยุวกาชาดถือกล่องมาเดินรับบริจาคในโรง ถ้าเปิดโทรทัศน์ก็จะเห็นการชวนไปบริจาคเลือด

งานอาสาดูดีมีเกียรติ เพียงแต่อาจารย์เอเชียรู้สึกว่ามันไกลตัวเด็กอย่างเขา จะทำได้ก็ต้องมียูนิฟอร์มหรือโตพอจะบริจาคเลือดได้

เขามาสัมพันธ์กับงานอาสาสมัครอย่างจริงจังช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ราว พ.ศ. 2531 ช่วงนั้นโรคเอดส์ระบาดในประเทศไทยอย่างหนัก สังคมเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเพราะคนไม่มีความรู้ว่าต้องจัดการอย่างไร อาจารย์เอเชียอยากทำอะไรสักอย่างที่ทำได้ ก็เลยไปสมัครเป็นอาสาช่วยรับสายให้ข้อมูลทางโทรศัพท์กับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เขาเจอคนที่โทรเข้ามาถามปัญหาสารพัด ตั้งแต่มันจะติดทางอากาศไหม ไปเที่ยวมาแล้วใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้นจะติดเอดส์ไหม ไปจนถึงคนที่โทรมาเล่าว่าตัวเองเพิ่งติดเอดส์ ลูกตัวเองเพิ่งติดเอดส์ จนถึงคนที่เอามีดจ่อข้อมือตัวเองอยู่ กำลังตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปดี พวกเขาต้องการใครสักคนคุยด้วย

นั่นทำให้อาจารย์เอเชียเข้าใจงานอาสาและคุณค่าของมัน

ค่ายอาสาพาเราไปสู่โลกที่เราไม่เคยไป

อาจารย์เอเชียไปค่ายครั้งแรกที่เขาใหญ่ตอนเรียน ม.4 เป็นค่ายของชมรมอนุรักษ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มันทำให้เขาได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดซึ่งปกติที่บ้านไม่เคยให้ไป แต่ไปแล้วกลับทำให้เขาเด็กหนุ่มคนนี้เปิดโลก ได้ฟังเรื่อง 6 ตุลา ได้รู้จักเพลงเพื่อชีวิต เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เห็นความทุกข์ยากที่เขาไม่เคยเห็น

และเห็นว่า เราร่วมแบ่งปันให้โลกได้

จากนั้นอาจารย์เอเชียก็ผันตัวมาเป็นสตาฟในค่ายต่อมา และเรื่อยมา

ถ้าใครเคยไปค่ายอาสา คงเข้าใจดีว่ากิจกรรมนี้มีเสน่ห์ดึงเราให้หลงรักได้ เพราะมันพาเราไปสู่โลกที่เราแทบไม่มีโอกาสได้ไป ได้เจอเพื่อนร่วมค่ายที่หลากหลาย และทำให้เกิดคุณค่าใน 3 ระดับ

ระดับบุคคล ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ชีวิต ได้เรียนรู้คนที่ต่างจากเรา แม้จะมีความคิดหรือเคมีที่ไม่ตรงกัน แต่เมื่อผ่านความยากลำบากด้วยกัน ก็ทำให้เราได้เห็นแง่งามของเขา และเปิดใจให้ความหลากหลาย

การได้กินข้าวสามกษัตริย์หรือข้าวที่มีทั้งข้าวสุก ข้าวดิบ และข้าวไหม้ ในหม้อเดียวกัน ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ทำให้เราหัวเราะกับชีวิตได้

ในระดับท้องถิ่น แม้ว่าเราจะไปช่วยชาวบ้านเพียงนิด แต่คำชื่นชมและขอบคุณอย่างจริงใจจากชาวบ้านทำให้ชาวค่ายเห็นถึงความสำคัญของงานที่ทำ ได้ใกล้ชิดกับพื้นที่ชนบทและชาวบ้าน ได้เห็นความท้าทายของชีวิตที่ไม่เคยเห็น

สุดท้าย ในระดับภาพรวม เป็นการให้ความหวังกับสังคม 

“อาสา เป็นรากศัพท์ภาษาบาลี แปลว่า ความหวัง คนที่ไปทำงานอาสาคือคนที่ไปพร้อมความหวัง ไม่มีแม้สักคนที่ทำโดยไม่มีความหวัง ความหวังเป็นพลังที่สำคัญ ถ้าเราดูหนัง สิ่งที่ตัวร้ายกลัวที่สุดคือตัวละครในเรื่องมีความหวัง ถ้ามีความหวัง จะมีทางออกจากปัญหาได้เสมอ” อาจารย์เอเชียเล่าอย่างมีความหวัง

“งานอาสาสมัครเปลี่ยนชีวิตคนได้ เพราะการตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเรา เราจะตัวเล็กลง ยอมทำอะไรบางอย่างปกติเราจะไม่ทำ เช่น ล้างห้องน้ำสาธารณะ ยิ่งเป็นหัวหน้าคน ปกติเราใช้คนอื่นทำ แต่การทำงานอาสา เราอนุญาตให้ตัวเราถูกใช้งานได้เพื่อให้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่สำเร็จได้ อัตตาของเราก็จะเล็กลง เมื่อเราลดขนาดตัวลง ตัวเราก็จะเปลี่ยนแปลง”

อาจารย์เอเชียเล่าว่า ได้คุยกับคนที่เพิ่งพิการทางสายตา เขาคิดลาโลกบ่อยมากเพราะไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง จนกระทั่งเจอโฆษณาบริจาคโลหิต จากนั้นเขาก็หันมาตั้งใจดูแลร่างกายเพื่อให้มีเลือดที่ดีไปบริจาค เขารู้แล้วว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร

คนทำงานอาสาคือคนโง่

ยุคที่อาจารย์เอเชียเริ่มทำงานราว พ.ศ. 2543 เป็นยุคตกต่ำของงานอาสา มีคำถามมากมายถึงงานอาสา มีคนมองว่าอาสาคือคนโง่ที่เอาทรัพยากรของตัวเองไปทำเพื่อใครก็ไม่รู้

ถึงสังคมจะยังเต็มไปด้วยปัญหารุมเร้า แต่คนที่ลุกขึ้นมาทำงานอาสาหรือทำความดี ก็จะถูกแซวว่า เป็น ‘คนดีย์’ 

อาจารย์เอเชีย อาจารย์ธีระพล เต็มอุดม และ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ สนใจเรื่องงานอาสาอย่างจริงจัง เพราะมันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนเข้าถึงความสุข เห็นคุณค่าของตัวเอง เชื่อมโยงตัวเองกับคนอื่น ๆ และธรรมชาติได้ และเกิดความเกื้อกูล จึงพยายามส่งเสริมงานอาสาเพื่อให้คนเข้าถึงความสุขนี้

พ.ศ. 2545 พวกเขาเลยรีแบรนด์คำว่า ‘อาสาสมัคร’ ใหม่ ให้เป็นคำว่า ‘จิตอาสา’

จากคำที่ฟังดูทำแล้วโง่ สู่คำที่หมายถึงการพัฒนาด้านในของตัวเอง

พวกเขาทำงาน 3 อย่าง เป็นตัวย่อที่เรียงกันได้คำว่า ใจ (JAI)

Job Placement สร้างระบบเชื่อมอาสาสมัครเข้ากับงานที่ต้องการ

Advacation งานสื่อสารรณรงค์ส่งเสริมให้คนเห็นว่า ไม่ใช่แค่ได้เปลี่ยนโลก แต่เปลี่ยนตัวเองด้วย

Improvement พัฒนาศักยภาพอาสา ศักยภาพองค์กรที่รับอาสา เพื่อให้เกิดงานที่เปลี่ยนแปลงตัวอาสาได้ด้วย

หลังจากนั้นงานนี้ก็กลายมาเป็น ‘ธนาคารจิตอาสา’

โลกยูโทเปียอยู่ที่นี่

เหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ของประเทศไทย พ.ศ. 2547 คือเหตุการณ์ที่ปลุกให้คนนับหมื่นจากทั่วประเทศลงพื้นที่เขาหลักไปเป็นอาสาสมัคร

“ในโลกสมัยใหม่ เราไม่เคยเห็นคนเสียชีวิตพร้อมกันมากขนาดนี้ ความทุกข์ของผู้คนกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่อยู่ในตัวแต่ละคนงอกออกมา” อาจารย์เอเชียพูดถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้งานอาสาสมัครกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

“เวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว แต่อาสาสมัครวันนั้นยังคุยกันอยู่เลยว่า ตรงนั้นเต็มไปด้วยศพ กลิ่น แต่เขาเห็นโลกยูโทเปียอยู่ตรงนั้น ทุกคนยื่นความช่วยเหลือให้กัน ยิ้มให้กัน ส่งน้ำส่งอาหารให้ เดินอยู่ข้างถนนก็มีรถจอดถามว่าจะไปไหน แล้วให้ติดรถไปด้วย”

อาจารย์เอเชียมองว่า คงไม่ใช่ทุกคนที่จะตั้งใจไปเป็นอาสาจริง ๆ บางคนก็แค่อยากไปดู แต่เมื่อเขาผ่านกระบวนการบางอย่าง เขาก็ได้รับคุณค่าบางอย่างกลับไปด้วย

โชคดีที่ยุคนั้นกระแสโซเชียลยังไม่แรงขนาดนี้ คนเกือบทั้งหมดก็เลยไป ‘ทำงาน’ ไม่ใช่ไป ‘ทำคอนเทนต์’

งานนี้เองที่ทำให้เกิดทักษะการจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ และระบบจัดการอาสาสมัครที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมูลนิธิกระจกเงายังนำมาใช้ในงานภัยพิบัติต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน

น่าเสียดายที่เมื่อสึนามิผ่านไป งานอาสาสมัครก็กลับมาซบเซาดังเดิม

อาสาสมัครรูปแบบใหม่

แม้ว่าสึนามิจะส่งผลกับคนจำนวนมาก แต่ก็เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นและบางพื้นที่ ต่างจากน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 ที่ค่อย ๆ เดินทางผ่านหลายจังหวัด ด้วยความที่มันเป็นภัยพิบัติที่ค่อย ๆ มาถึงอย่างช้า ๆ เราจึงมีเวลารับมือ ในช่วงนั้นกระแสอาสาสมัครกลับมาแบ่งบานอีกครั้ง

การเกิดขึ้นของทวิตเตอร์ทำให้การระดมอาสาสมัครทำได้ง่ายและทันที โดยเฉพาะการขอแรงไปช่วยกรอกกระสอบทราย ในขณะเดียวกันนั้น ทุกคนอยู่กับความสงสัยและอยากได้ข้อมูล จึงเกิดอาสาสมัครช่วยกันทำสื่อเพื่อให้ข้อมูลเรื่องน้ำท่วมและอาสาสมัครประเภทใหม่ ๆ อีกมากมาย

แต่หลังจากนั้นงานอาสาสมัครไทยก็ไม่โตต่อ

“ประเทศไทยไม่มีกระบวนการส่งเสริมอาสาสมัครแบบจริงจัง อย่างสหรัฐอเมริกามีอาสาเยอะมากทำงานทั้งในและนอกประเทศ ตอนที่ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคเนดี รับตำแหน่ง เขามีประโยคเด็ดว่า อย่าถามว่าประเทศให้อะไรกับคุณ แต่ถามว่าคุณให้อะไรกับประเทศ เขาตั้งองค์กร AmeriCorps ส่งอาสาสมัครไปทำงานทั่วประเทศ ตั้ง Peace Corps ส่งอาสาสมัครไปทำงานทั่วโลก ในไทยก็มีเยอะ เป็นครูดอยบ้าง ทำงานสาธารณสุขบ้าง งานอาสาในไทยไม่ได้ถูกให้ความสำคัญแบบนั้นก็เลยดูเชย ๆ”

ในช่วงที่มีความเห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง มีการจัดงาน ‘ต่างใจ ไทยเดียว’ เพื่อลดความขัดแย้ง และงานนั้นเองที่อาจารย์เอเชียได้ให้กำเนิดงานอาสาสมัครแบบใหม่

“เราทำอาสารับฟัง ขั้นแรกเรารับอาสาสมัครมาอบรมเพื่อรับฟัง ในวันงานก็ให้คนที่มีความเครียดได้เข้ามาระบายกับอาสาสมัคร จนหลายคนเข้าใจคนที่คิดต่าง และลดความเกลียดชังลงได้”

ในงาน Sustrends 2026 ก็จะโซนอาสารับฟังด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะคุณจะมีปัญหาอะไร ก็จะมีคนที่พร้อมฟังคุณ

ยุคที่สมัครงานอาสาให้ทันยากเหมือนกดบัตรคอนเสิร์ต

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีกฎใหม่ว่า จะยื่นของกู้ได้ก็ต่อเมื่อมีใบรับรองว่าเคยทำงานอาสาสมัคร

หลังจากกฎข้อนี้บังคับใช้ก็มีแรงงานอาสาสมัครจำนวนมหาศาลไหลเข้ามาสู่ตลาดอาสา
จำนวนคนที่มากไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าอาสาเหล่านี้ไม่ได้อยากทำงานอาสา เขาแค่ต้องการใบรับรอง ไม่ใช่แค่ใช้กับ กยศ. เท่านั้น แต่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็มีนโยบายสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาทำงานอาสาด้วย

อาสากลุ่มนี้มักจะมาช้ากลับก่อน มาทำคอนเทนต์มากกว่าทำงาน จนหลายองค์กรเอือมระอา ถึงขนาดประกาศว่า ไม่รับอาสาสมัครที่จะเอาใบรับรองไปให้ กยศ.

“ผมก็ต้องไปคุยกับเขา” อาจารย์เอเชียเล่าถึงงานของตัวเอง “ลูกค้ามาถึงหน้าร้านแล้ว จะไม่รับเหรอ น้อง ๆ เหล่านี้เขาต้องกู้เงินเรียนเพราะอยู่ในครอบครัวที่เศรษฐกิจไม่ดี อาจจะไม่ได้เข้าใจเรื่องงานอาสา เราไม่ควรปฏิเสธเขา ควรมองเป็นโอกาสว่า งานอาสาจะช่วยสร้างประชากรที่ดีให้กับประเทศ ให้กับโลกได้ยังไง เราควรต้องลดอัตตาของตัวเองเพื่อไปทำงานกับคนที่ไม่เห็นค่าของงานอาสา”

เราอาจจะได้คนรุ่นใหม่พูดถึงงานอาสาสมัครว่า ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น และถ้าการเมืองดี โครงสร้างของประเทศดี เราก็ไม่ต้องมีอาสาสมัคร หลายต่อหลายคนจึงปฏิเสธงานอาสา

“โซเชียลมีเดียทำให้เราอยู่ในเอคโค่แชมเบอร์ ต่างคนต่างความคิดต่างอยู่ในกลุ่มแคบ ๆ ของตัวเอง กลุ่มไหนเสียงดังก็อาจจะดูเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ก็ได้ กลุ่มใหญ่อาจจะเป็นกลุ่มที่เงียบก็ได้ การมีส่วนร่วมของงานอาสายุคนี้ไม่ได้ลดลง วัยรุ่นก็ยังมีเป็นอาสากันตามปกตินะ”

หรืออาจจะมากกว่าปกติด้วยซ้ำ

“คุณรู้จักมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกาไหม เวลาเขาเปิดรับอาสา 2 นาทีเต็มเหมือนกดบัตรคอนเสิร์ตเลย เขาชวนไปเป็นอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล เป็นงานช่วยพยาบาลกรอกข้อมูลเวชระเบียน ช่วยคนไข้ที่เขียนหนังสือไม่ถนัดกรอกข้อมูลต่าง ๆ เด็กพวกนี้บางคนพ่อแม่ขับซูเปอร์คาร์นะ พอต้องมาอยู่กับชาวบ้านที่มาถึงตั้งแต่ตี 4 แบบที่เอารองเท้ามาต่อคิว แล้วก็ตามคนไข้ไปตลอดจนเสร็จ เขาได้เห็นอะไรเยอะนะ”

อาจารย์เอเชียอธิบายเหตุผลที่มันได้รับความนิยมมาก ก็เพราะใบรับรองของธนาคารจิตอาสาน่าเชื่อถือ มีตัวเลขที่ตรวจสอบได้ เวลาใช้ยื่นจะน่าเชื่อถือกว่า ยิ่งทำงานกับโรงพยาบาลชื่อดังด้วย ยิ่งเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีค่ามาก

อาสาอาชีพ

อาจารย์เอเชียพยายามยกระดับอาสาสมัครทั่วไป ให้กลายเป็นอาสาสมัครมืออาชีพ

แทนที่จะใช้แค่แรงงาน แต่ยังมีทักษะความชำนาญบางอย่างที่เกิดจากการทำซ้ำ ๆ

“การเป็นอาสาเล่น ๆ ทำให้เราได้อะไรเล่น ๆ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ เรากำลังทำลายความหวังของผู้คนที่มาเป็นอาสา”

คนที่เลือกเป็นอาสาเขามีความคาดหวังว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเขาจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แต่พอเขามาทำเล่น ๆ ทำไปคุยไป ถ่ายรูปไป แล้วโดนด่า มันก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ความหวังนั้นก็ทลายหายไป

“อาสาสมัครเล่น ยังดีกว่าอาสาที่มาเล่น ๆ” อาจารย์เอเชียย้ำ

“บางคนที่ทำแค่ปีละครั้ง แต่ทำด้วยความตั้งใจ ได้ประสบการณ์ที่ดีกลับไป ต่อไปเขาอาจจะกลายมาเป็นอาสาสมัครเต็มเวลาก็ได้ หลายปีก่อน วันที่ 2 มกราคม มีคนมาเคาะประตูหน้าออฟฟิศธนาคารจิตอาสา เขาบอกว่าเพิ่งเกษียณ วันนี้เป็นวันแรกที่ว่างงาน เลยอยากมาทำงานอาสา เอาความรู้ทักษะที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์”

มีอาสาไปทำไป

หลายประเทศให้ความสำคัญกับงานอาสา รัฐบาลให้เงินสนับสนุนงานอาสา เยอรมนีมีวันระดมทุนแห่งชาติ ชวนคนบริจาคเงินแล้วรัฐบาลจะบริจาคเงินจำนวนเท่ากันสมทบให้ เอาไปสนับสนุนงานอาสา เพราะรู้ว่าบางปัญหาแก้ไม่ได้ด้วยกลไกรัฐหรือธุรกิจ ต้องใช้งานอาสา

แต่องค์กรอาสาในไทยเองก็เจอปัญหาว่าหาพนักงานมาทำประจำไม่ได้ พนักงานที่มีอยู่เลือกมาทำเพราะเคยทำค่ายอาสา แต่ตอนนี้ค่ายอาสาได้รับความนิยมน้อยลง คนที่อยากเป็น NGO ทำงานด้านนี้ก็น้อยลงตามไปด้วย

“ผมยังมีความหวังนะ” อาจารย์เอเชียพูดถึงการผลักดันงานอาสา “ผมเชื่อว่าถ้าเราจัดเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมให้ดี มันก็จะเติบโตได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต เราต้องทำให้มันร่วมสมัยและเซ็กซี่ มีงานแปลก ๆ เช่น อาสาพาหมาไปเดินเล่น เวลาเจ้าของหมาพาหมาไปรักษาที่คณะสัตวแพทย์แล้วทิ้งไว้ทั้งวัน บางทีอยู่ในกรงนาน ๆ ก็เครียด เลยต้องการอาสาพาออกจากกรงไปเดินเล่น

“หรือเหรียญที่คนหยอดบริจาคตามตู้ บางเหรียญดำจนไม่รู้ว่าเป็นเหรียญอะไรธนาคารเลยไม่รับ ก็มีงานอาสาขัดเหรียญด้วยนะ”

อาจารย์เอเชียพูดถึงเหตุผลที่เราควรเป็นอาสาว่า “มันให้ความสุขที่คุณอาจจะไม่เคยได้มาก่อน มันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา ทุกคนเข้าถึงได้ อยู่บ้านก็ทำได้ เช่น ถักหมวกไหมพรม มีงานวิจัยที่แบ่งคนเป็น 2 กลุ่มให้เงินเท่ากัน กลุ่มแรกให้เอาไปใช้อะไรก็ได้ กลุ่มที่ 2 ให้เอาไปช่วยคนอื่น แล้วกลับมาเจอกัน กลุ่มที่เอาไปช่วยคนอื่นมีความสุขกว่าเยอะมาก แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”

สำหรับคนที่คิดว่านอนดูซีรีส์อยู่บ้านก็ได้ความสุขเหมือนกัน อาจารย์เอเชียมองว่า “คุณจะจำความสุขตอนดูซีรีส์ได้นานแค่ไหน แต่ถ้าคุณไปเป็นอาสาแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตคนหนึ่งคนดีขึ้น บางทีวันสุดท้ายในชีวิตคุณตอนนอนอยู่บนเตียงคุณยังจำงานนี้ได้อยู่เลย มันให้ความสุขที่ยาวนานมาก”

บางคนก็ยังมองว่า การเป็นอาสาคือความไม่ถูกต้อง คือความโง่ เขาจ้างคนมาทำก็ได้ แต่มาหลอกให้เราไปทำให้ฟรี อาจารย์เอเชียสรุปทิ้งท้ายว่า

“ตอนอยู่บนเตียงในวาระสุดท้ายของชีวิต เราอาจจะไม่ได้อยากเป็นคนที่ฉลาดมากกว่าเป็นคนที่มีความสุขก็ได้นะ คุณอยากตายแบบคนฉลาด หรืออยากตายอย่างมีความสุข มีคนรักและชื่นชมมากกว่ากันล่ะ”

Website : www.jitarsabank.com 

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล