12 กันยายน 2025
890

คนเราจะทำงานอาสาได้นานแค่ไหนกัน

สำหรับผู้เขียน บ่อยครั้งที่ไปร่วมงานอาสา ออกค่ายบ้าง ช่วยเหลือกิจกรรมบ้าง แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงงานอาสาระยะสั้นที่ไม่มีพันธะผูกพันระยะยาว และงานอาสาก็มักเป็นสิ่งที่อยู่ท้ายสุดในลำดับความสำคัญ จะได้ทำก็ต่อเมื่อมีเวลา

แต่พอได้มาคุยกับ แม่จุ๊น-รณัฐวรรณ หอบุญสุทธิปรวี, แม่ผึ้ง-วิยะดา เวชชะพิพัฒน์ และ แม่จัน-ชิดจันทร์ นวลแพง กลุ่มแม่ ๆ ผู้ก่อตั้ง “I” Learning Center กิจการเพื่อสังคมที่ไม่มีพนักงานประจำ แต่เกิดจากการรวมตัวของอาสาสมัคร ซึ่งต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นพันธะผูกพันระยะยาว ทำให้เกิดคำถามเหมือนกันว่า คนเดิม ๆ ทำไมถึงมาอยู่กับงานอาสาเดิม ๆ ได้อย่างยาวนาน

นานในที่นี้คือกว่า 12 ปี

ไปพบคำตอบที่อาจทำให้คุณอยากเปิดใจอาสาทำงานเพื่อคนที่ไม่รู้จักมากขึ้นในบทความนี้ เหมือนอย่างที่ผู้เขียนรู้สึกเมื่อจบการสนทนา

งานอาสาเพื่ออนาคตเด็ก

การเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน

การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาอย่างสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากผู้ปกครองแล้ว ผู้คนและสังคมรอบตัวล้วนมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเขา แต่ในโลกปัจจุบันที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนดูจะลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ ความช่วยเหลือในสังคมก็ดูเบาบาง ประโยคนี้คงดูเกิดได้ยากและเกินจริงไปมาก

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่กับ ‘ชุมชนไตรพัฒน์

หากเดินเข้าไปในโรงเรียนไตรพัฒน์ จะผ่านป้ายชื่อโรงเรียนที่ผู้ปกครองช่วยกันทำ ผ่านสนามหญ้าที่ทาทับด้วยร่มเงาไม้ที่เติบใหญ่ด้วยฝีมือการรดน้ำพรวนดินของผู้ปกครอง เข้าไปอีกหน่อยจะเห็นแปลงนาที่ผู้ปกครองช่วยกันขุด เดินไปอีกนิดจะเห็นสนามเด็กเล่นที่ผู้ปกครองช่วยกันสร้าง หากเป็นช่วงเช้าวันศุกร์ ก็จะเห็นผู้ปกครองมาช่วยกันทำงานพัฒนาพื้นที่โรงเรียนแห่งนี้ บางคนขุดดิน บางคนตัดหญ้า บางคนก็เข้าครัวไปลงมือทำอาหารมาเลี้ยงคนที่กำลังลงแรงอยู่ในสวน

แล้วทำไมพ่อแม่ต้องมาทำงานให้โรงเรียน

คำตอบนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ 12 ปีก่อน เมื่อเจ้าของโรงเรียนตัดสินใจยุติการดำเนินกิจการด้วยเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว

“แต่พ่อแม่เห็นว่าแนวคิดทางการศึกษาวอลดอร์ฟมันดีกับเด็กมาก พ่อ แม่ ครู ก็เลยร่วมมือกันสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ด้วยการระดมทุนมาซื้อที่ดิน ก่อสร้างอาคาร และใช้ชื่อโรงเรียนไตรพัฒน์ ทุกอย่างในโรงเรียนนี้สร้างขึ้นมาด้วยมือของพวกเรา ตอนนี้โรงเรียนไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ โรงเรียนอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิต้นกล้า วอลดอร์ฟ เป็นโรงเรียนชุมชน (Community School) ที่อาศัยการขับเคลื่อนของชุมชน” แม่จุ๊นกล่าว

การศึกษาระบบวอลดอร์ฟเป็นแนวทางการศึกษาทางเลือก เพิ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยยึดหลักมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ที่ให้ความสำคัญกับการให้การศึกษา การเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมตามพัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ เน้นความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ส่งเสริมจินตนาการ และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ด้วยกิจกรรมหลากหลาย ปูพื้นฐานการใช้ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก และลงมือทำจริง โดยมีครูและผู้ปกครองเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เด็กเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ

แน่นอนว่ากลุ่มผู้ปกครองของนักเรียนนั้นไม่เคยผ่านการศึกษาแบบวอลดอร์ฟมาก่อน แต่พวกเขาเชื่อมั่นในแนวทางนี้จากกิจกรรมที่พ่อแม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นผ่านศักยภาพที่เฉิดฉายในตัวลูก ๆ ในวันที่โรงเรียนทางเลือกที่มีแนวคิดใหม่เกินไปจนไม่ตอบรับกับค่านิยมของสังคมในขณะนั้นต้องปิดตัวลง พวกเขาจึงยื่นมือเข้ามาปกป้องมัน

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความกลมเกลียวในกลุ่มผู้ปกครองที่พร้อมยื่นมือรับอาสาทำประโยชน์เพื่อโรงเรียนและลูกหลานของพวกเขา จนกลายเป็นวัฒนธรรมของชุมชนผู้ปกครองที่ส่งต่อมาสู่ผู้ปกครองรุ่นใหม่ หรือแม้แต่ผู้ปกครองที่ลูกหลานสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ก็ยังกลับมารับอาสาช่วยนู่นช่วยนี่ตามกำลัง

ผ่านไป 10 ปี มีกิจกรรมเพื่อเด็กและผู้ปกครองที่ทำกันภายในชุมชน และได้ประโยชน์กันภายในชุมชนเกิดขึ้นมากมาย แม่จุ๊น ที่ปรึกษากฎหมายและนักแปลวรรณกรรมเยาวชน ตัวตั้งตัวตีที่มีส่วนร่วมในการรักษาโรงเรียนไว้ตั้งแต่แรก และคุณแม่อีก 2 คนที่เข้ามาภายหลัง แต่เชื่อมั่นในการศึกษาวอลดอร์ฟและการอาสาทำงานให้ชุมชน จึงเข้ามาเป็นหนึ่งในแกนนำหลักของชุมชน คือแม่ผึ้ง นักแปลอิสระและอดีตโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ และแม่จัน นักบำบัดและอดีตโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ เกิดแนวคิดว่าอยากส่งต่อประโยชน์ดี ๆ ที่คนในชุมชนได้รับออกไปสู่สังคมในวงกว้างมากขึ้น 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม่ทั้ง 3 คนจึงชวนกลุ่มผู้ปกครองระดมทุนกันมาเปิดบริษัท “I” Learning Center ในลักษณะของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ดำเนินกิจการเพื่อเผยแพร่การพัฒนาศักยภาพของเด็กและการเลี้ยงลูกตามแนวทางวอลดอร์ฟ เช่น จัดอีเวนต์ เวิร์กช็อป ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ แปลหนังสือ รวมไปถึงทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างการผลิตผ้าอนามัยทำมือเพื่อผู้ขาดแคลน 

“เราเห็นว่าสิ่งที่เราทําอยู่เป็นประโยชน์ และเป็นสิ่งที่เราควรทําต่อ ไม่ใช่เฉพาะแค่ในชุมชนเล็ก ๆ แต่อยากให้ชุมชนอื่นได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ด้วย รวมถึงอยากเห็นโลกนี้ดีขึ้น อยากให้เด็ก ๆ มีความเบิกบาน มีชีวิตชีวา ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น” แม่จุ๊นกล่าว

 “I” Learning Center ไม่มีพนักงานประจำ มีเพียงกลุ่มผู้ปกครองที่อาสาสมัครมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันทำตามกำลังและความถนัดโดยไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงิน ไม่ต่างจากงานอาสาสมัครที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน

“ทุกคนเต็มใจทํา เพราะอยากเป็นต้นแบบให้ลูก ถ้าอยากสอนลูกว่าการแบ่งปันเกื้อกูลกันเป็นสิ่งสําคัญ พ่อแม่ก็ต้องทําสิ่งนี้ให้ลูกเห็น เพราะเด็กเติบโตจากสิ่งที่เขาเห็น ไม่ได้เติบโตจากสิ่งที่เราสั่งสอน” แม่จันกล่าว

และนี่คือการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านของชุมชนไตรพัฒน์ที่วันนี้กำลังขยายชุมชนออกไปใหญ่กว่าเดิม

งานอาสาที่เริ่มจากความเชื่อ

นอกจากการปรับปรุงพื้นที่โรงเรียนให้เหมาะแก่การสร้างเสริมพัฒนาการของเด็กแล้ว กิจกรรมหลายอย่างที่อาสาชุมชนไตรพัฒน์ทำ ก็เพื่อช่วยเหลือชุมชนนอกโรงเรียนด้วย เช่น รวมกลุ่มกันเย็บถุงมือให้ผู้ป่วยติดเตียง เย็บกระเป๋าให้ความอบอุ่นแก่ลูกจิงโจ้กำพร้าจากเหตุการณ์ไฟป่าที่ออสเตรเลีย หรือระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ

“งานอาสาเป็นเรื่องปกติของโรงเรียนนี้อยู่แล้ว เวลามีผู้ปกครองใหม่ ๆ บางคนเข้ามา ก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่ที่นี่ไม่ต้องทํามาหากินกันหรือไง อาสากันตลอดเวลา” แม่จันเล่า

อาจเป็นด้วยความเชื่อในระบบการศึกษาวอลดอร์ฟที่ทำให้เหล่าผู้ปกครองเชื่อในหลักคิดมนุษยปรัชญาไปด้วย หลักสูตรการศึกษาที่สอนเด็ก ๆ ให้เห็นใจมนุษย์นี้ จึงค่อย ๆ ขัดเกลาพ่อแม่ เมื่อแต่ละคนต่างก็เชื่อในสิ่งเดียวกัน การสละเวลา เรี่ยวแรง หรือเงินทองเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นเรื่องง่าย

“พี่คิดว่าสิ่งสําคัญคือทุกคนมีความเมตตาอยู่ในใจ เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสแสดงออก เราก็แค่ไปเปิดประตูให้เขา” แม่ผึ้งบอก

อย่างไรก็ตาม อาสาสมัครนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ชุมชนไตรพัฒน์บังคับให้ใครมามีส่วนร่วมไม่ได้ และไม่ใช่ความผิดหากผู้ปกครองเพียงอยากให้ลูกได้เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน แต่ตัวเองไม่สะดวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

“เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนเข้าคนออก แน่นอนว่ามีส่วนหนึ่งที่มาไม่ได้ เราไม่ได้ทุกข์ใจ เราเข้าใจเขา แต่ถ้าวันหนึ่งเขามีเวลา เขาพร้อม เขาก็มาหาเรา ตราบใดที่ยังมีความรู้สึกผูกพันกับงาน ส่วนหนึ่งที่ทำให้งานอาสาสนุกคือบรรยากาศที่เราอยู่กันแบบพี่น้อง และสิ่งที่ทํามีคุณค่าจริง อาสาหลายคนเลยยังมาทําอยู่” แม่จุ๊นกล่าว

แม่จันกล่าวเสริมว่า งานอาสานั้นมีหลายส่วน หลายคนทำเท่าที่ทำได้และทำไหว ไม่มีการบังคับว่าต้องมาทำเต็มเวลา บางคนมาช่วยไม่ได้ก็ช่วยค่าใช้จ่าย บางคนก็เอางานกลับไปทำที่บ้านนิด ๆ หน่อย ๆ

“บางคนไม่มามีส่วนร่วมเลยก็มี แต่เราไม่ได้บังคับ เพียงแต่ว่าการมามีส่วนร่วมได้ประโยชน์ อาจไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่มันดีกับใจ” แม่ผึ้งเสริม

งานอาสาผ้าอนามัย

ผู้อ่านที่เป็นพ่อแม่บางคนอาจเคยได้ยิน Wonder Life Playground กิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อครอบครัวที่จัดโดย “I” Learning Center หรือเห็นคอนเทนต์สาระดีเพื่อการเลี้ยงดูเด็กบน Facebook Wonder Life by “I” learning center ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเด็กและผู้ปกครอง

แต่งานล่าสุดของกลุ่ม คือ Cloudie ผ้าอนามัยทำมือ ซึ่งผู้เขียนเองก็สงสัยว่า มันเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กยังไง

“ผ้าอนามัยเป็นเรื่องของผู้หญิง เด็กผู้หญิง และสิ่งแวดล้อม ส่วนมนุษยปรัชญานั้นเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์และธรรมชาติของมนุษย์ เราว่าที่จริงแล้วมันไปด้วยกันได้ เราดูแลทั้งมนุษย์และดูแลทั้งโลกได้” เป็นคำตอบจากแม่จุ๊น

ที่มาของการทำผ้าอนามัยเริ่มจากสมาชิกซึ่งเป็นผู้ปกครองของศิษย์เก่าโรงเรียนไตรพัฒน์ติดต่อแม่จุ๊นให้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มอาสาสมัครที่ดูแลกลุ่มเปราะบางบริเวณชายแดนไทย-พม่า ทางภาคเหนือ ภายใต้โครงการ Burma Children Medical Fund ซึ่งมี คุณกาญจนา อ่วมอินทร์ เป็นแกนนำ ด้านการจัดองค์กรตามกฎหมาย จนนำไปสู่การจัดตั้งมูลนิธิเพื่อสุขภาวะชุมชน (Health for All) ขึ้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 

“เราเข้าไปดูว่าเขาทําอะไรบ้าง แล้วก็เห็นส่วนงานพัฒนาชุมชนที่เราน่าจะช่วยได้ผ่านการทําผ้าอนามัยส่งไป เพราะที่นั่นมีเด็กและผู้หญิงเยอะ แต่ไม่มีผ้าอนามัยใช้ ช่วงที่มีประจำเดือนต้องหยุดเรียนอยู่บ้าน นุ่งผ้าถุงผืนเดียว เวลาเปื้อนก็หมุนสลับด้านเอา ไม่ใช่แค่ผ้าอนามัยนะ กางเกงในก็ยังไม่มีใส่ ต้องขอรับบริจาค เขาอยากให้เด็กใช้ผ้าอนามัยแบบผ้าแทนผ้าอนามัยที่ใช้แล้วทิ้ง งานนี้เลยได้ช่วยเหลือทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จนถึงตอนนี้เราทำมา 2 – 3 ปีแล้ว” แม่จุ๊นอธิบายเสริม

นอกจากนี้ โรงเรียนไตรพัฒน์ซึ่งให้ความสำคัญในความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ส่งเด็กระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปฝึกงานกับมูลนิธิบ้านอุ่นรัก อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประจำทุกปี งานของมูลนิธิคือการดูแลด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเด็กและผู้หญิงในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์และผู้อพยพจากพม่า มูลนิธินี้ก่อตั้งโดย Donata Dolci, Didi สุภาพสตรีชาวออสเตรีย กลุ่มผู้ปกครองจากชุมชนไตรพัฒน์จึงได้ส่งผ้าอนามัยแบบผ้าไปให้ผู้หญิงที่มูลนิธิใช้ด้วย และมีโอกาสเข้าไปทำกิจกรรมอาสาสอนเด็ก ๆ และผู้หญิงที่มูลนิธิในการตัดเย็บผ้าอนามัยไว้ใช้เอง

ในตอนแรก กลุ่มแม่ ๆ อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมาทำผ้าอนามัย แต่พอแม่จุ๊นเล่าเรื่องผู้หญิงในพื้นที่ห่างไกล แม้แต่กางเกงในยังเป็นของหายาก ก็จุดประกายความเห็นอกเห็นใจที่มีอยู่ในตัวทุกคน

เพราะงานฝีมือไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำเป็นในทันที แม่ทั้ง 3 จึงจัดหาครูมาสอน มีการเปิดเวิร์กช็อปให้คุณแม่ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้วิธีเย็บผ้าอนามัย จนเมื่อปีที่แล้ว ทางทีมได้รับทุน Sustrends 2025 in Action ที่มาช่วยสนับสนุนการทำงาน ทุนนี้เกิดจากความร่วมมือของ The Cloud, กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และ ChangeFusion เพื่อสนับสนุนคนที่มีโครงการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับประเด็นความยั่งยืน

พวกเขานำทุนที่ได้มาใช้ในการผลิตผ้าอนามัยและพัฒนาต่อยอด จนได้เป็นผ้าอนามัยผ้าที่มีกระดุมยึดกับกางเกงใน มีผ้า PUL (Polyurethane Laminate) รองกันซึมเปื้อน บุด้วยผ้าคอตตอนทั้งหมด ให้รองรับประจำเดือนได้ราว 3 ชั่วโมง และเคลือบนาโนซิงก์ที่สกัดจากธรรมชาติ 100% เพื่อยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อรา โดยสินค้ามี 2 แบบ คือผ้าอนามัยแบบถอดตัวผ้าซึมซับออกเปลี่ยนได้ และผ้าอนามัยที่ซึมซับได้ในตัว ซึ่งทั้ง 2 แบบซักตากและนำมาใช้ซ้ำได้ราว 30 – 50 ครั้งเพื่อลดปริมาณขยะ และทีมงานยังมีแผนพัฒนาสินค้าเป็นผ้าอนามัยสำหรับใส่กลางคืนและผ้าอนามัยแบบกางเกงในด้วย

“แม่ ๆ ที่โรงเรียนก็สุดยอด เนื่องจากลูกต้องเรียนงานฝีมือตั้งแต่เล็ก เวลาเราสอนลูก ต้องทําให้ลูกดู ไม่ได้เปิดคลิปวิดีโอให้ลูก จากที่แม่ ๆ เย็บอะไรไม่เป็น ส่วนใหญ่ก็จะมาเป็นที่โรงเรียนนี่แหละ เราต้องฝึกก่อนถึงจะสอนลูกได้ ส่วนมากเลยเย็บเป็นกันทั้งนั้น เพียงแต่ฝีมืออาจจะละเอียดบ้างไม่ละเอียดบ้าง แต่เราต้องเอาของไปให้คนอื่นก็เลยต้องคัดนิดหนึ่ง ทุกคนเข้าใจ บางคนก็ขอแค่ตัด บางคนขอถ่ายรูปประชาสัมพันธ์ให้ บางคนเป็น R&D ก็แบ่งหน้าที่กันไปไม่ยาก” แม่ผึ้งเล่า

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคุณแม่ชุมชนไตรพัฒน์เย็บผ้าอนามัยส่งให้ผู้ที่ขาดแคลนผ่าน 2 มูลนิธิไปแล้วราว 500 ชิ้น และค่อย ๆ ช่วยกันทำต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีกำหนดส่งมอบที่ตายตัว เพราะแม้ว่าแม่แต่ละคนจะมีใจอาสา แต่ก็เป็นการทำงานอาสาภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาที่แต่ละคนต่างก็มีภารกิจของตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคุณแม่ไม่ได้เพียงทำผ้าอนามัยส่งไปให้ แต่ยังลงพื้นที่ที่บ้านอุ่นรัก จัดเวิร์กช็อปสอนคนที่สนใจทำผ้าอนามัยเพื่อจำหน่ายหรือใช้เอง ช่วยให้พวกเขามีรายได้และพึ่งพาตัวเองได้ 

“ตอนเราไปสอนเด็กที่มูลนิธิบ้านอุ่นรัก มีเด็กไม่มีสัญชาติด้วยส่วนหนึ่ง เวลาสอน เขาตั้งใจมาก บางคนเย็บจักรได้ก็เย็บไป คนที่เย็บจักรไม่ได้ก็มาเย็บมือ เราเห็นความตั้งใจของเขา พอชิ้นงานเสร็จ สีหน้าเขาบ่งบอกว่ายินดีมาก” แม่จุ๊นเล่าความประทับใจ

“มีน้องคนหนึ่งที่ยังไม่มีประจำเดือน แต่เขาเห็นพี่ ๆ มาทําเลยขอมาทําด้วย น่ารักมาก ๆ” แม่ผึ้งเสริม

การได้มาทำผ้าอนามัยจากผ้า ทำให้แม่ ๆ หลายคนเห็นและเกิดความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนก็ลองเปิดใจเปลี่ยนจากผ้าอนามัยใช้แล้วทิ้งที่สร้างขยะจำนวนมหาศาล มาลองใช้ผ้าอนามัยแบบผ้า เมื่อแม่กล้าใช้ ลูกก็กล้าใช้ตาม เมื่อมีคนลองใช้เยอะ ก็มีคนร่วมเสนอแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์เยอะ สินค้ารุ่นใหม่ ๆ ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมก็มากขึ้นเรื่อย ๆ

“มีแม่ที่นำน้ำที่เหลือทิ้งจากการซักผ้าอนามัยไปรดต้นกุหลาบ แล้วกุหลาบออกดอกงามมากด้วย” แม่จุ๊นเล่า

งานอาสานั้นมีพลัง

การทำงานอาสาประกอบไปด้วยหลายอารมณ์ แม้ต่างคนต่างมีเจตนาที่ดี แต่ด้วยพื้นฐานความเป็นมาที่แตกต่าง บางครั้งในการทำงานก็พบกับความเห็นต่าง ซึ่งเป็นสิ่งชุมชนไตรพัฒน์เรียนรู้ที่จะเติบโต ยอมรับความแตกต่าง รับฟัง และหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด แล้วก้าวข้ามอุปสรรคทั้งหลายด้วยกันเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า และเป็นตัวอย่างที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเขา 

“เราต้องกลับมาถามตัวเองตลอดว่าสิ่งที่ทํา เราทําเพื่ออะไร เพื่อชื่อเสียงเงินทองหรือเปล่า หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าทำเพราะอยากได้หน้า จะเกิดความรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้กับคนรอบข้าง แต่ถ้าคิดว่าทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เราจะทอดทิ้งความรู้สึกว่าอยากได้อะไรอยู่คนเดียว มันคือการให้ สิ่งที่ออกมาจะดีเสมอ ประสบความสําเร็จอยู่เสมอ พี่สังเกตเห็นได้” แม่จุ๊นอธิบาย

แม่จันอธิบายต่อว่า ด้วยวัยของแม่ ๆ ทั้ง 3 คนที่อยู่ในช่วง 50+ เป็นวัยที่อิ่มตัวกับการทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้คาดหวังการยอมรับจากสังคมแล้ว และเป็นจังหวะชีวิตที่อยากหันมาทำอะไรเพื่อผู้อื่น การมาทำ “I” Learning Center จึงเป็นการทำให้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น จับต้องได้มากขึ้น

ในบรรยากาศของงานอาสาสมัครนั้นมีความเกื้อกูล มีมิตรภาพ มีการรับฟัง มีความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในคุณพ่อคุณแม่ลูกเล็กที่อาจต้องการคำปรึกษามากเป็นพิเศษ ในชุมชนไตรพัฒน์จึงมีผู้ปกครองหลายช่วงวัยเข้ามาร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ “I” Learning Center ยังไม่ทำกำไร และแม้เหล่าผู้ปกครองจะเข้ามามีส่วนร่วมโดยไม่คาดหวังรายได้ และบริษัทก็ไม่มีการปันผลกำไร แต่การเกิดขึ้นขององค์กรเพื่อสังคมนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่ออุดช่องว่างด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากงานอาสา และสร้างรายได้จากสินค้าและบริการ รวมถึงการขอรับทุนสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี เพื่อมาใช้ในการดำเนินงานแทนการลงขันของพ่อแม่ และให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ปกครองที่สละเวลามาช่วยเหลือได้บางส่วน เพื่อดำเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

ความรู้ด้านการเลี้ยงลูกตามแนวทางวอลดอร์ฟเป็นเรื่องใหม่ เป็นได้ทั้งจุดแข็งที่มีคู่แข่งในตลาดน้อย และจุดอ่อนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักจนคนส่วนมากไม่สนใจ ตัวแม่ทั้ง 3 คนไม่ได้มีพื้นฐานทางธุรกิจ

ประกอบกับความตั้งใจที่จะสร้างสิ่งที่ดีให้สังคมมากกว่าการหาเงินเป็นกอบเป็นกำ นี่จึงเป็นความท้าทายที่เหล่าแม่ ๆ ต้องเผชิญหากอยากสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

“ไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคม มีหลายครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อย เลิกดีมั้ย แล้วก็จะมีเสียงพ่อแม่บางคนพูดขึ้นมาว่า เดี๋ยวผมทําให้ เดี๋ยวน้องช่วย ทำให้เรารู้สึกว่าถึงเขาไม่ได้เงิน แต่ก็มาช่วยเรา ทำให้เรายังทําต่อไป”

แม่จันเล่าถึงประสบการณ์หลายครั้งที่เธออยากเลิก ซึ่งแม่จุ๊นก็เห็นด้วย ในหลายโปรเจกต์ที่เธอเริ่มตั้งคำถามว่าทำไปทำไม พอได้ยินคำขอบคุณจากคนเพียงคนเดียวที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เธอทำ ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะทำต่อไป

“ชุมชนมีความสําคัญมาก หากเราอยากทําด้วยตัวคนเดียวก็ไม่น่าจะไปรอด แต่เพราะชุมชนเราเป็นแบบนี้ ช่วยเหลือกันอย่างนี้ พลังอย่างนี้ก็ทำให้งานอาสาดำเนินต่อไปได้” แม่ผึ้งกล่าว

สุดท้ายนี้ ทางแม่จุ๊น แม่ผึ้ง และแม่จัน อยากเชิญชวนทุกคนให้มาลองเปิดใจเพื่อเข้าใจมนุษย์ตามวิถีแห่งวอลดอร์ฟผ่านงานอาสา เพราะหากคุณแค่เล่นมือถือน้อยลงครึ่งชั่วโมง ก็มีเวลาเย็บผ้าอนามัยหรือทำอะไรเพื่อผู้อื่นมากขึ้น และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น

“งานอาสาสมัครจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าที่ได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น สิ่งนี้จะไปช่วยเสริม Self-esteem และทำให้คุณเครียดน้อยลงด้วย” แม่จันกล่าวปิดท้าย

ผู้สนใจช่วยงานอาสากับ “I” Learning Center หรือสนใจการเลี้ยงลูกตามแนวทางวอลดอร์ฟ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง

Facebook : Wonder Life by “I” learning center

Website : ilearning.center 

YouTube : I learning center

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง