9 เมษายน 2025
1 K

นี่คือภารกิจที่หลายคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้

การอนุบาลลูกเต่ามะเฟืองไม่เหมือนกับการอนุบาลลูกเต่าตนุ เต่ากระ หรือเต่าหญ้า เนื่องจากตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั่วทั้งโลกแทบไม่มีใครเลี้ยงรอดเกิน 1 ปี ส่วนในประเทศไทยสถิติสูงสุดอยู่ที่ 6 เดือน

“ทั้งโลกจากรายงานการวิจัย พบว่ามีแค่ 4 ประเทศเท่านั้นที่เลี้ยงรอดเกิน 1 ปี หนึ่งคือศรีลังกาในปี 1936 ต่อมาคือสหรัฐอเมริกาในปี 1977 ประเทศที่ 3 คือฝรั่งเศสในปี 1988 และสุดท้ายที่แคนาดาในปี 2009” โต-หิรัญ กังแฮ นักวิจัยหัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ภูเก็ต) กล่าวถึงภารกิจสุดหินของการอนุบาลลูกเต่ามะเฟือง

เมื่อในประเทศไทยยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ งบประมาณก็น้อยตามไปด้วย แต่ท่ามกลางข้อจำกัดทั้งหมดนี้ กลุ่มนักวิจัยสัตว์ทะเลหายากที่นำโดยหิรัญกลับไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค แต่ทุ่มเทพัฒนาเทคนิคจนเลี้ยงลูกเต่ามะเฟืองก้นหลุมที่สุดแสนอ่อนแอให้อยู่รอดเกิน 1 ปี และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้แล้วถึง 3 รุ่น จนทำให้องค์กรอนุรักษ์เต่าทะเลระดับโลกอย่าง Upwell ของสหรัฐอเมริกา บินมาขอดูงาน

ลูกเต่าก้นหลุม

ชีวิตเต่าทะเลนั้นไม่ง่าย โดยเฉพาะลูกเต่าแรกเกิด

หากว่ากันตามธรรมชาติแล้ว ลูกเต่าที่เพิ่งฟักออกจากไข่ 1 ตัวจะมีโอกาสรอดจนถึงโตเต็มวัยแค่ 0.1 – 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นหมายถึงในบรรดาลูกเต่า 1,000 ตัวที่กำลังคลานลงทะเล มีเพียง 1 – 2 ตัวเท่านั้นที่รอดจนถึงโตเต็มวัย

“ลูกเต่าที่เกิดใหม่ ๆ เป็นเป้าหมายของผู้ล่า ตั้งแต่ปูเสฉวน นก ไปจนถึงปลา ผ่าท้องปลากระโทงแทงออกมา มีลูกเต่าเป็น 20 – 30 ตัว ดังนั้น ลูกเต่าแรกเกิดต้องรีบว่ายน้ำให้พ้นแนวชายฝั่งที่เต็มไปด้วยผู้ล่าเพื่อไปให้ถึงกลางมหาสมุทร”

ชีวิตช่วงเริ่มต้นของลูกเต่าทะเลจึงต้องใช้พลังงานอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในแหล่งพลังงานสำคัญคือไข่แดงที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น ยิ่งลูกเต่าคลานลงทะเลได้เร็ว ก็ยิ่งเหลือพลังงานสำรองมากเพื่อว่ายไปให้ถึงกลางมหาสมุทร แต่ลูกเต่าก้นหลุมคือกลุ่มท้าย ๆ ที่จะได้ออกสู่โลกกว้าง กว่าจะถึงคิวขึ้นสู่ปากหลุม ไข่แดงก็ถูกใช้ไปแล้วส่วนหนึ่ง

“ยิ่งเต่ามะเฟืองที่ขุดหลุมลึก ถ้าลูกเต่าก้นหลุมไม่แข็งแรงจริงก็อาจปีนขึ้นไม่ไหว ยิ่งถ้าไข่ที่อยู่ด้านบนไม่มีน้ำเชื้อและไม่ฟัก ตัวล่างก็ถูกทับ ออกไม่ได้ บางรังที่ผมไปเจอ พวกก้นหลุมใช้ไข่แดงไปแทบจะหมดแล้ว พวกนี้ถ้าปล่อยไป โอกาสตายก็แทบ 100 เปอร์เซ็นต์” หิรัญกล่าวถึงลูกเต่าก้นหลุมที่อ่อนแอและโอกาสรอดน้อยกว่าเพื่อน

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โครงการอนุบาลลูกเต่ามะเฟืองก้นหลุมเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2562

“ตอนนั้น ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี เป็นรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ท่านถามผมว่า ถ้าปล่อยไปก็ตาย ทำไมไม่ลองนำมาอนุบาลดูล่ะ ท่านถามว่าอยากทำเรื่องยาก ๆ นี้ไหม”

แน่นอนว่าคนรักงานท้าทายอย่างหิรัญตอบตกลง แม้จะได้งบประมาณมาแค่ 220,000 บาท ซึ่งไม่พอสำหรับสร้างระบบด้วยซ้ำ แต่หิรัญก็ไม่ยอมให้สิ่งนั้นเป็นข้อจำกัด เขาจึงใช้วิธีประสานสิบทิศเพื่อขอแรงสนับสนุนจากเครือข่ายภาคเอกชน ทั้งโรงเรียน โรงแรม รีสอร์ตในพื้นที่ เพื่อทำให้ ‘งานที่เป็นไปไม่ได้’ เกิดขึ้น

“ปีแรกเราเลี้ยงได้ 78 วัน แต่อยู่มาวันหนึ่ง ลูกเต่าก็ค่อย ๆ ว่ายน้ำตัวเอียง และทยอยตายจนเกลี้ยง”

เมื่อนำซากลูกเต่าไปผ่าชันสูตรก็พบตัวการที่ไม่คาดฝัน นั่นคือละอองของดอกสาบเสือที่ฟุ้งลงมา และทะลุผ่านมุ้งลงสู่บ่อเต่า ซึ่งลูกเต่ากินเข้าไปแล้วติดคอ เกิดการอักเสบในทางเดินอาหาร

ปัญหานี้เป็นสิ่งที่หิรัญไม่เคยเจอมาก่อนตลอดประสบการณ์หลายปีของการเลี้ยงเต่าชนิดอื่น เพราะเต่าอื่น ๆ ต่อให้สิ่งแปลกปลอมฟุ้งลงบ่อ มันก็ไม่กิน แต่ลูกเต่ามะเฟืองกิน

เหตุการณ์นั้นทำให้หิรัญจมดิ่งในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก

“เราเป็นคนเสพติดความสมบูรณ์แบบ รู้สึกว่านายอุตส่าห์ให้โอกาสแล้ว แต่เราทำพลาด จนหมอสั่งให้หยุดงานเป็นเวลา 60 วัน”

เริ่มต้นใหม่

หลังครบ 60 วัน หิรัญเริ่มอาการดีขึ้นและเข้าใจว่าเหตุการณ์นั้นอยู่นอกเหนือการควบคุม เมื่อ ดร.ปิ่นสักก์ ถามว่ายังอยากทำต่ออยู่ไหม แน่นอนว่าคำตอบคือใช่

“เราถอดบทเรียนมาแล้ว คราวนี้พอได้ลูกเต่าชุดต่อไป ก็ใช้วิธีกางมุ้งข้างนอกซ้อนอีกชั้น มั่นใจว่าปัญหาเดิมจะไม่เกิดแล้ว”

แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ยังมีความท้าทายอีกสารพัดของการเลี้ยงเต่ามะเฟืองที่ไม่เหมือนเต่าชนิดอื่น เริ่มตั้งแต่เคสต่างประเทศที่มีรายงานว่าลูกเต่ามะเฟืองมักว่ายน้ำชนขอบบ่อจนเกิดแผล และกลายเป็นเนื้องอกปูดออกมา ซึ่งเมื่อหิรัญอ่านรายงานเรื่องนี้ ก็ป้องกันปัญหาโดยการหาอวนดำนิ่ม ๆ ที่คล้ายมุ้งมาบุรอบบ่อ

เรื่องใหญ่ถัดมาคือเรื่องอาหาร ขณะที่เต่าอื่น ๆ เลี้ยงด้วยอาหารทะเลสด เช่น กุ้ง ปลา หมึก แต่เต่ามะเฟืองไม่ง่ายขนาดนั้น

“เราพบว่าการใช้อาหารสดทำให้เกิดการติดเชื้อ ยิ่งอาหารสดที่ผ่านการแช่แข็งยิ่งมีเชื้อโรค ส่วนแมงกะพรุนอย่างเดียวก็ยังไม่พอ เพราะในธรรมชาติ เวลาเต่ากินแมงกะพรุน ในหนวดหรือทางเดินอาหารแมงกะพรุนยังมีลูกกุ้งลูกปลาเล็ก ๆ และแพลงก์ตอนสัตว์อีกหลายอย่างที่เป็นโปรตีนที่เต่าได้รับเข้าไปด้วย”

หิรัญและทีมจึงต้องทุ่มเทวิจัยหาสูตรอาหารที่เหมาะสม โดยนำซากเต่าที่ตายส่งเข้าห้องแล็บเพื่อสกัดเอนไซม์ในทางเดินอาหารออกมา และทดลองกับวัตถุดิบต่าง ๆ นับร้อยชนิด โดยอาศัยข้อมูลอาหารที่เต่ากินตามธรรมชาติมาประกอบ

“เราโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับ ศ.ดร.การุณ ทองประจุแก้ว ซึ่งท่านเก่งเรื่องชีวเคมีและงานในห้องปฏิบัติการมาก ท่านช่วยเรื่องการสกัดเอนไซม์ แล้วผมกับอาจารย์การุณก็ช่วยกันพัฒนาสูตรอาหารขึ้นมา มีส่วนผสม 10 กว่าอย่างในนั้น บางฤดูกาลไม่มีวัตถุดิบหนึ่งก็ใช้วัตถุดิบอื่นแทน”

เมื่อได้สูตรมาแล้ว พวกเขาก็ทดลองกับลูกเต่าไม่กี่ตัวก่อน จนเมื่อแน่ใจได้ว่าอาหารสูตรนั้นทำให้ลูกเต่าแข็งแรงและเติบโตดีกว่าเพื่อน ค่อยให้อาหารนั้นกับเต่าที่เหลือ จนกระทั่งผลระยะยาวพิสูจน์ชัดว่า ลูกเต่าแข็งแรงและอยู่รอดเกิน 1 ปี เขาก็ตีพิมพ์เป็นงานวิจัยและจดสิทธิบัตรสูตรอาหารเต่ามะเฟืองเป็นที่แรกของโลก

“อย่างกุ้ง จะใช้กุ้งจากบ่อที่คนเลี้ยงไม่ได้นะ เพราะมีสารเคมี มียาปฏิชีวนะ ซึ่งนำไปสู่เชื้อดื้อยา ถ้าวันหนึ่งเต่าติดเชื้อ ยาก็จะเอาไม่อยู่ ต้องใช้กุ้งแชบ๊วยจากธรรมชาติเท่านั้น แม้ว่าจะราคาแพงกว่า” หิรัญเล่าถึงอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การอนุบาลเต่ามะเฟืองยากและต้นทุนสูงกว่าเต่าทะเลชนิดอื่น

“สมัยเรียนปริญญาโท อาจารย์กิจการ ศุภมาตย์ สอนผมว่า การเลี้ยงสัตว์น้ำให้สำเร็จมี 3 ปัจจัย เป็นเหมือนวงกลม 3 วง หนึ่ง คือตัวสัตว์เองต้องแข็งแรง ซึ่งข้อนี้เราแพ้แล้วเพราะเป็นลูกเต่าก้นหลุม วงสอง คืออาหาร ซึ่งความยากก็อย่างที่ได้บอกไปแล้ว และวงสุดท้าย คือเรื่องคุณภาพน้ำ ซึ่งพอควบคุมได้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีข้อจำกัด เพราะไม่มีเครื่องโปรตีนสกิมเมอร์ (อุปกรณ์กำจัดสารประกอบอินทรีย์ เช่น อาหารและของเสียออกจากน้ำ) เราต้องใช้วิธีทางเคมีแทน ซึ่งทุกคนพอรู้ว่าเราเลี้ยงสำเร็จโดยไม่มีเครื่องนี้ตกใจกันมากนะว่าทำได้ยังไง แต่ปีนี้เราได้เครื่องนี้มาแล้ว เราจะกลายเป็นเสือติดปีก ผมตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้อัตรารอดต้องเกิน 50 เปอร์เซ็นต์”

Mission Possible

“ความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดจากผมคนเดียว แต่ทุกคนในทีมล้วนมีส่วนสำคัญ เหมือนรถแลมโบกินีคันละ 20 ล้านบาท ถ้าจุกเติมลมล้อหายไปอันหนึ่งก็วิ่งไม่ได้แล้ว ทุกคนคือจิ๊กซอว์ที่สำคัญทั้งหมด นับตั้งแต่น้อง ๆ ในทีมที่คอยมาเปลี่ยนน้ำ มาขัดบ่อในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ น้อง ๆ ในแล็บ อาจารย์การุณ ผู้บริจาค ไปจนถึงเครือข่ายอนุรักษ์เต่าทะเลจังหวัดภูเก็ต ผู้นำองค์กรธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมต่าง ๆ ที่ให้โอกาสและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ตลอดจน พี่แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ และทีมงาน ThaiWhales ที่ควักเงินส่วนตัวมาถ่ายทำสารคดีทุกเดือน” หิรัญกล่าว

นอกจากนั้น อีกปัจจัยหนึ่งที่เขามองว่าสำคัญมากต่อความสำเร็จ ก็คือ ‘การสังเกตพฤติกรรม’ เช่น หากลูกเต่าว่ายน้ำท่านี้แปลว่าป่วย หรือถ้าลูกเต่าใช้ครีบปัดหน้าท้องแบบนี้แสดงว่าปกติ และมีสุขภาพแข็งแรงดี ซึ่งนั่นแปลว่าเขาต้องใช้เวลาอยู่กับเต่านานทีเดียว

“ผมมาบรรจุเมื่อ พ.ศ. 2554 และได้เริ่มเลี้ยงเต่าตนุ ตอนนั้นผมใส่หน้ากากสน็อกเกิลลงไปนั่งแช่ใต้น้ำในบ่อเป็นชั่วโมง เพื่อสังเกตพฤติกรรมเต่า สังเกตว่ามันว่ายน้ำยังไง ทำไมถึงกัดกัน แล้วทำไมถึงมากัดเราด้วย ได้เรียนรู้ว่าวิธีการบางอย่างของต่างประเทศใช้ไม่ได้กับบริบทของเรา ผมต้องเรียนรู้ใหม่หมด ผมเริ่มวิจัยตั้งแต่หาความหนาแน่นที่เหมาะสม ระดับน้ำที่เหมาะสม ความถี่มื้ออาหารที่เหมาะสม อาหารลอยหรือจม จนสร้างสูตรอาหารเต่าตนุขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก” 

ด้วยความใส่ใจ ช่างสังเกต และเรียนจบทางด้านโรคและอาหารสัตว์น้ำมาโดยตรง เมื่อถึงวันที่หิรัญต้องเจอโจทย์ยากกว่าเต่าตนุอย่างเต่ามะเฟือง เขาและทีมจึงพัฒนาวิธีการจนเลี้ยงลูกเต่ามะเฟืองรอดเกิน 1 ปีสำเร็จเป็นประเทศที่ 5 ของโลก และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้แล้วหลายรุ่น โดยลูกเต่าชุดแรกที่ประสบผลสำเร็จปล่อยไปครั้งแรกใน พ.ศ. 2564 จำนวน 2 ตัว ปล่อยครั้งที่ 2 พ.ศ. 2565 จำนวน 3 ตัว (อายุ 1 ปี) และปล่อยครั้งที่ 3 ใน พ.ศ. 2566 จำนวน 3 ตัว (อายุ 2 ปี) และในปีนั้นเองก็ได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Zoo Biology

เมื่อองค์กร Upwell ได้อ่านวิจัยและรับชมภาพยนตร์สั้นจาก ThaiWhales จึงติดต่อเข้ามาและร่วมลงนาม MOU กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในความร่วมมือในการติดสัญญาณดาวเทียม (Micro Satellite Tag) บนหลังเต่ามะเฟืองจำนวน 11 ตัว ติดตามการส่งสัญญาณดาวเทียมได้นานถึง 45 วัน โดยพบว่าลูกเต่ามะเฟือง 2 ตัวที่ปล่อยจากหาดบางขวัญ จังหวัดพังงา ว่ายไปถึงตอนใต้ของหมู่เกาะนิโคบาร์ และอีก 1 ตัวที่ปล่อยจากเกาะราชาน้อย จังหวัดภูเก็ต ว่ายไปไกลถึงหมู่เกาะสุมาตรา 

ความสำเร็จนี้ทำให้ Upwell จัดเวิร์กช็อปที่ปานามาและทำหนังสือเชิญหิรัญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตการอนุบาลเต่ามะเฟือง แม้ว่านั่นจะเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ไปเผยแพร่ความรู้และทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในปัจจุบันที่อนุบาลลูกเต่ามะเฟืองได้มากถึง 2 ปี และสุขภาพแข็งแรงที่สุด แต่เมื่อเขามองไปที่บ่อเต่า ซึ่งมีลูกเต่าอยู่ 19 ตัวที่เพิ่งฟักออกมาและมีความอ่อนแอสูง เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธคำเชิญนั้น

“ปกติแล้วปีหนึ่งจะมีลูกเต่ามะเฟืองฟักออกมาเป็นร้อย ๆ ตัว แต่ปีนั้นไข่ส่วนใหญ่ไม่มีน้ำเชื้อ มีแค่ลูกเต่าก้นหลุม 19 ตัวนี้เท่านั้นที่ช่วยมาได้ บางรังถ้าไปช่วยขุดขึ้นมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็ไม่รอดแล้ว ผมก็ถามตัวเองว่า ถ้าเดินทางไปปานามา 6 – 8 วัน ลูกเต่าพวกนี้จะรอดไหม นี่คือลูกเต่าทั้งหมดของปีนี้นะ”

เมื่อหิรัญไปเป็นวิทยากรไม่ได้ ทางองค์กร Upwell จึงตัดสินใจมาถ่ายทำขั้นตอนการอนุบาลเต่ามะเฟืองในบ่อเลี้ยงถึงเมืองไทย และวางแผนจะติดแท็กดาวเทียมเพิ่ม โดยแบ่งเป็นติดที่ลูกเต่าอายุ 3 เดือนกับลูกเต่าอายุ 1 ปี เพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอด

มาถึงปัจจุบันนี้ ลูกเต่าทั้ง 19 ตัวนั้น ยังอยู่รอดแข็งแรงดีทุกตัว

วันปล่อยเต่า

เราจินตนาการว่าวันที่ลูกเต่าชุดแรกอายุครบปีและปล่อยคืนสู่ทะเลได้ต้องเป็นวันแห่งความดีใจและความภูมิใจของเขามากแน่ ๆ แต่อันที่จริงแล้ว ความรู้สึกของเขาก็ไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว

“เชื่อไหมว่าทั้งชีวิตผมไม่เคยปล่อยเต่าเลย คนเลี้ยงไม่อยากปล่อยหรอกครับ เพราะมันผูกพัน แม้ว่าเต่าจะจำเราไม่ได้ก็ตาม แต่เราก็รู้ว่าทะเลคือบ้านของมัน ถามว่าวันที่ปล่อยรู้สึกยังไง มีทั้งความสุขและทุกข์ปนกัน สุขคือได้รู้ว่าเขาได้กลับบ้านแล้ว แต่อีกมุมก็เป็นห่วงว่ามันจะรอดไหม เราไม่ห่วงเรื่องศัตรูตามธรรมชาติหรอก เพราะอายุ 1 ปี ความยาวกระดองประมาณ 1 ฟุต ป้องกันศัตรูได้แทบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นฉลามตัวใหญ่ ๆ แต่ที่ห่วงคือเรื่องอวนผี (อวนที่ถูกทิ้งในทะเล) ขยะ ถุงพลาสติก มลพิษ และเครื่องมือประมง”

บ้านของเต่าทะเลในวันนี้ไม่ใช่บ้านที่สวยงามสมบูรณ์เหมือนในอดีต เต่าทะเลยุคนี้จึงเสี่ยงยิ่งกว่ายุคไหน ๆ หิรัญกล่าวว่า หากไม่นับภัยคุกคามที่มนุษย์สร้างขึ้น เต่ามะเฟืองอายุ 1 ปี จะมีโอกาสรอดเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสภาวะเช่นนี้ เขาไม่อาจแน่ใจได้เลย

นอกจากภัยคุกคามทางตรงอย่างขยะ เครื่องมือประมง มลพิษ และการถูกเรือชนแล้ว ยังมีภัยคุกคามต่อความอยู่รอดระยะยาวอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

“ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อเต่าทะเลหลายอย่างเหมือนที่ อาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ บอกเลย เพศของเต่าถูกกำหนดโดยอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิในหลุมไข่สูงเกิน 32 องศาเซลเซียส จะทำให้ออกมาเป็นตัวเมียทั้งหมด ตัวผู้เหลือน้อยลง ยิ่งเต่ามะเฟืองที่ตัวผู้อยู่กลางมหาสมุทร ไม่ได้อยู่แถว ๆ ชายฝั่งเหมือนเต่าตนุ เต่ากระ ตัวเมียจึงต้องเดินทางไกล หาตัวผู้ยากยิ่งขึ้นไปอีก”

และแน่นอนว่าผลจากตัวผู้ที่มีน้อย ทำให้น้ำเชื้อไม่พอผสมไข่ ไข่ใบท้าย ๆ (ซึ่งมักอยู่ด้านบน) ก็จะไม่มีเชื้อ และบ่อยครั้งยังทำให้ไข่มีเชื้อที่อยู่ด้านล่างตายไปด้วย นี่ยังไม่นับปัญหาจากโครงการพัฒนาชายฝั่งที่ทำให้แม่เต่าเหลือหาดวางไข่น้อยลง ไปจนถึงระดับน้ำทะเลสูงขึ้นที่อาจทำให้หลุมไข่จมอยู่ใต้น้ำ

“พ.ศ. 2561 ผมเคยไปช่วยย้ายรังเต่ามะเฟือง เพราะรังนั้นอยู่ก่อนถึงสันทราย ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วันพอน้ำขึ้นสูงสุด ตรงนั้นจะถูกน้ำท่วมแน่ ๆ แต่วันรุ่งขึ้น พอข่าวออกไป มีคนโพสต์ด่าผมกันเต็ม บอกว่าไปย้ายทำไม นักวิจัยหิวแสง อยากดัง มีความรู้จริงหรือเปล่า จนผ่านไป 4 วัน ถึงวันน้ำขึ้นสูงสุด ผมก็ถ่ายรูปให้ดูว่าตรงนั้นท่วมจริง ดราม่าถึงจบ”

อย่างไรก็ตาม หิรัญเน้นย้ำว่า การที่มนุษย์เข้าไปแทรกแซงหรือจัดการจำเป็นต้องมีความรู้และชุดข้อมูล ความหวังดีอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ มิเช่นนั้นผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นตรงกันข้าม ดังเช่นที่เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า มีเคสของประเทศหนึ่งในแถบเอเชียใต้ที่มีชาวบ้านหวังดีอยากช่วยเพิ่มอัตรารอดลูกเต่า เมื่อลูกเต่าฟักไข่มาก็จะล้อมคอกไว้ 3 – 5 วันก่อน ยังไม่ให้ลงทะเล และรอจนกระทั่งรังอื่น ๆ ฟักออกมาจนหมด แล้วปล่อยพร้อมกันทีเดียวเป็นพัน ๆ ตัว เพื่อให้ผู้ล่ากินไม่ทัน แต่ผลอีกด้านที่พวกเขาไม่คาดคิดคือลูกเต่าต้องใช้ไข่แดงที่เป็นเหมือนแบตเตอรี่สำรองไปจนเกือบหมด พวกมันจึงไม่เหลือพลังงานพอจะว่ายไปถึงกลางมหาสมุทรที่ไกลจากผู้ล่าแนวชายฝั่ง

“จริง ๆ แล้วมีวิธีง่ายมากที่ทุกคนช่วยเต่าทะเลได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท ผมพูดทุกครั้งเวลาบรรยายว่า ทุกคนช่วยเต่าทะเลได้จากที่บ้าน เพียงแค่ช่วยกันลดขยะ หรือถ้ามีขยะก็ช่วยกันแยก ถ้าคุณรักสัตว์ทะเลและเห็นว่างานนี้สำคัญ ผมไม่ต้องการคำขอบคุณใด ๆ แค่อยากให้ทุกคนมาช่วยกันทำให้บ้านของพวกเขาปลอดภัย”

ถ้าเต่าทะเลหายไป

“ทุกวันนี้หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเต่าทะเลสำคัญยังไง ผมทำงานที่ภูเก็ต 10 กว่าปี แต่ก่อนไม่เคยมีแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส แต่เดี๋ยวนี้มีบ่อยมาก นั่นคือผลจากการที่เต่าทะเลลดลง นับตั้งแต่ พ.ศ. 2543 – 2565 ในไทยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากพิษแมงกะพรุน 10 ราย และบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นหมดสติ 38 ราย ดังนั้น เต่าทะเลคือหลักประกันการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย เมื่อไหร่ที่เต่าหายไป ทะเลก็จะเต็มไปด้วยแมงกะพรุน คงน่าเศร้าถ้าเราไปเที่ยวทะเลแต่ลงทะเลไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยแมงกะพรุน”

เต่าทะเลทุกชนิดในวัยเด็กจะกินอาหารหลากหลายรวมถึงแมงกะพรุน ส่วนเมื่อโตเต็มวัย แต่ละชนิดจะกินอาหารแตกต่างกัน และเต่ามะเฟืองนี่เองที่เป็นมือวางอันดับ 1 ในเรื่องการกินแมงกะพรุน โดยโครงสร้างในลำคอเต่ามะเฟืองทำให้มันจัดการแมงกะพรุนได้อย่างสบาย ๆ

ส่วนเต่าทะเลชนิดอื่นก็มีความสำคัญแตกต่างกันไป อย่างเช่นเต่าตนุที่ตัวเต็มวัยกินหญ้าทะเลและสาหร่ายเป็นหลัก มีส่วนสำคัญในการรักษาแนวปะการังและแนวหญ้าทะเลให้สมบูรณ์ เพราะการกินสาหร่ายตามแนวปะการังเหมือนกับคนสวนที่คอยกำจัดวัชพืช ทำให้สาหร่ายไม่โตเร็วเกินไปจนขึ้นปกคลุมปะการัง ส่วนการกินหญ้าทะเลก็เป็นการกระตุ้นให้หญ้าทะเลแตกกอ

“การกินหญ้าทะเลของเต่าตนุจะไม่ไถดุนไปทั้งต้นเหมือนพะยูน แต่เต่าตนุจะเล็มใบ หรือที่เรียกว่า Grazer สังเกตไหมว่าเวลาเราถางหญ้าคา ยิ่งถางก็ยิ่งแตกกอ ในทะเลก็เหมือนกัน แล้วอีกอย่างคือเต่าตนุว่ายน้ำได้ไกล จึงนำเมล็ดพันธุ์หญ้าทะเลจากที่หนึ่งไปกระจายต่ออีกที่หนึ่ง สร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้แนวหญ้าทะเล”

และพื้นที่หญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ก็จะเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนชั้นดีที่ช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน ดังนั้น การมีอยู่ของเต่าทะเลจึงเชื่อมโยงไปถึงชั้นบรรยากาศโลกและเชื่อมโยงถึงคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ทยาวีร์ สุพันธ์

ช่างภาพอิสระ บ้านอยู่ภูเก็ต หลงรักการดื่มกาแฟ ขับรถเที่ยว ชมธรรมชาติ การถ่ายรูปทะเลและผู้คน ชอบดนตรี ตีกลองเป็นงานอดิเรก