วันนี้ผมของ ดร.โจลี่ หรือ อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์ เป็นสีแดงและปล่อยตรงยาวประบ่า มองเผิน ๆ แทบไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวกำลังสวมวิกผม – ใช่แล้ว ดร.โจลี่ เองก็กำลังใช้สิ่งของที่เธอทำงานกับมันมากว่า 10 ปี นั่นก็คือวิกผมเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง
“การทำงานนี้ช่วยให้เราจัดระเบียบจิตใจของตัวเองได้ เรารู้วิธีรับมือเมื่อเกิดขึ้นกับเราเอง เหมือนเป็นทางลัด” ดร.โจลี่ กำลังอยู่ในช่วงรักษาโรคมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 แต่ใบหน้าเธอยังคงปรากฏรอยยิ้มและดวงตาที่เป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะการทำ ‘มูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่’ ทำให้เธอได้รู้จักกับผู้ป่วยมะเร็งหลายคน ได้ฟังวิธีรับมือของแต่ละคนที่เธอบันทึกไว้ในลิ้นชักความทรงจำ รอวันเปิดหยิบมาใช้เมื่อถึงคราวของตัวเอง สำหรับ ดร.โจลี่ การเป็นมะเร็งจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

เราคงไม่ต้องบรรยายชื่อเสียงของมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ให้ยืดยาว เพราะเชื่อว่าหลายคนที่เปิดเข้ามาอ่านน่าจะรู้จักพวกเขาดี มูลนิธิแห่งนี้ที่มีชื่อเสียงด้านการรับบริจาคผมเพื่อทำวิกให้ผู้ป่วยมะเร็งที่สูญเสียเส้นผมไปเพราะการรักษาด้วยเคมีบำบัด จนตอนนี้ขยายไปถึงผู้ป่วยทุกคนที่ต้องสูญเสียเส้นผมไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
และการเดินทางกว่า 10 ปี ในวันนี้มูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘สวัสดิการทางใจของผู้ป่วย’ พวกเขาผลิตของที่ช่วยเยียวยาและเติมกำลังใจให้ผู้ป่วยระหว่างต่อสู้กับโรคภัย และที่สำคัญ วิกผม ผ้าปิดแผล หรือถุงใส่ขวดระบายของเสียหลังการผ่าตัด นับเป็นเหมือนรายการสิ่งของในบัญชียาหลักที่ผู้ป่วยเบิกโรงพยาบาลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
การพูดคุยวันนี้เราเลยชวน ดร.โจลี่ มาถอดองค์ประกอบที่ทำให้มูลนิธินางฟ้าถึงคุณวันใหม่เดินทางมาจนถึงวันนี้ และจะยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ แม้ ดร.โจลี่ จะไม่ได้ทำแล้ว เพราะการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้อาศัยแค่ยาหรือหมอเท่านั้น แต่การดูแลจิตใจให้ยังมีพลังและมีความหวังหล่อเลี้ยงก็สำคัญไม่แพ้กัน

เริ่มต้นด้วยการทำในสิ่งที่รัก
ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ดร.โจลี่ ชื่นชอบการทำงานจิตอาสา เธออยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็กจนกลายเป็นดีเอ็นเอในตัว
“ที่บ้านตั้งชื่อบ้านว่า ‘บ้านทรัพย์สนอง’ คือทรัพย์สินที่ได้มาเราต้องสนองคืนแก่แผ่นดิน สมาชิกทุกคนจะแบ่งเวลามาทำงานจิตอาสาในแต่ละวัน ไม่ได้ถูกบังคับด้วยนะ แต่มันกลายเป็นวิถีชีวิตของพวกเราไปแล้ว เลยไม่แปลกถ้าเราจะสร้างมูลนิธินี้ ถึงเราไม่ทำมันเราก็คงทำอย่างอื่นอยู่ดี เพราะมีงานจิตอาสาที่ที่บ้านทำอยู่ และแต่ละคนก็มีงานของตัวเอง
“ไม่รู้ว่าเด็กบ้านอื่นตอนอายุ 1 ขวบเล่นอะไรกัน แต่บ้านเราขวบหนึ่งก็รู้จักไม้จับงูแล้ว เราโตมาด้วยการเล่นไม้จับงู เล่นโมเดลรถดับเพลิง”

ตั้งแต่จำความได้ ดร.โจลี่ ก็ช่วยโบกสารพัดรถที่ที่บ้านมี ตั้งแต่รถกู้ภัยไปจนถึงรถดับเพลิง โดยไม่มีใครบอกหรือสอนให้ทำ เพราะเธอเรียนรู้จากการเห็นสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ทำ มันปลูกฝังจนเธอรู้ว่า แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าช่วยคนอื่นได้ก็ควรทำ
“ในการทำจิตอาสา ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าฝืนใจทำยังไงก็ไปไม่รอด ซึ่งจะทำอะไรก็ได้ เพราะทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ ส่งผลดีกับคนและสังคมทั้งนั้น”
เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ดร.โจลี่ ยังคงทำงานจิตอาสาอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากช่วยองค์กรหรือโครงการต่าง ๆ แนะนำคนที่สนใจทำงานจิตอาสาว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ไปจนถึงการแนะนำกิจกรรม จนมาถึงวันหนึ่งที่เธอได้รับโจทย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่เธอไปทำงานอาสาด้วยบ่อย ๆ ว่า ทางคณะกำลังจะครบรอบ 30 ปี พวกเขาควรทำอะไรเพื่อเฉลิมฉลอง ประกอบกับ แจ็ค ฟีนิกซ์ เพื่อนที่เป็นช่างผมคู่ใจก็อยากทำงานช่วยเหลือสังคมเช่นกัน

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ คือการที่ ดร.โจลี่ ได้ไปบวช ณ เสถียรธรรมสถาน ที่ที่เธอได้ปลงผมและปฏิบัติธรรมภายใต้การดูแลของ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
“ท่านให้เราไปดูแลเยียวยาจิตใจผู้ป่วยมะเร็ง เราถึงได้เห็นว่าคนเหล่านี้ทุกข์ทั้งกายและใจ รวมไปถึงคนในครอบครัวของผู้ป่วยมะเร็งด้วย ทุกคนทุกข์กันหมด” บวชไปได้ระยะหนึ่ง ดร.โจลี่ ก็ตัดสินใจสึกออกมา ซึ่งการออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอกแม้ว่าผมจะยังไม่ยาว ทำให้มีคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้ป่วยมะเร็งและแสดงความเห็นใจออกมา
“เราจึงต้องมาดูเลยนะว่า จริง ๆ ผู้ป่วยแล้วต้องการอะไร เขาต้องการแค่การได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติด้วยความมั่นใจ เราจึงอยากทำสิ่งที่จะเพิ่มคุณค่าทางใจให้เขาได้ และออกมาเป็นการรับบริจาคเส้นผม
“วิกผมเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผู้ป่วยอยากได้นะ แต่กลับเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะซื้อ เพราะในการรักษามีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ อีกเยอะมาก ผู้ป่วยบางคนไม่ได้มีทุนทรัพย์มากพอ เราจึงอยากผลิตสิ่งนี้เพื่อช่วยพวกเขา เป็นกำลังใจที่ทำให้เขาลุกขึ้นยืนมาใช้ชีวิตอีกครั้ง เป็นตัวช่วยผ่านช่วงเวลาที่แย่ ๆ ของชีวิต”

สิ่งที่ ดร.โจลี่ เล่ามาต่างเป็นจิ๊กซอว์ซึ่งเมื่อนำมาต่อรวมกันก็กลายเป็นคำตอบให้เธอทำวิกผมเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องสูญเสียเส้นผมในระหว่างการรักษา โครงการภารกิจจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ เธอเปิดรับบริจาคเส้นผมก็ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการทอวิก ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น
ดร.โจลี่ จึงต้องวางโมเดลการรับบริจาคว่า นอกจากบริจาคเส้นผม ยังสมทบทุนค่าทำวิกได้ตามความพึงพอใจ รวมถึงเธอใช้ทุนส่วนตัวในช่วง 2 ปีแรกที่ยังเป็นกลุ่มจิตอาสา พร้อมกับมอบทุนในการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นองค์กรการกุศล ชื่อว่ามูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ ซึ่งนับเป็นองค์กรการกุศลแห่งเดียวในไทยที่ทำงานด้านนี้
แต่เมื่อก้าวเข้าปีที่ 8 ดร.โจลี่ ก็พบว่าโมเดลนี้ทำให้มูลนิธิดำเนินไปอย่างมั่งคงและยั่งยืนไม่ได้ เพราะมีคนบริจาคผมเข้ามาจำนวนมากก็จริง แต่กลับไม่มีเงินทุนในการทำวิกที่มากพอ เธอจึงต้องปรับวิธีใหม่ โดยให้บริจาคเส้นผมพร้อมสมทบเงิน 350 บาทเป็นค่าทำวิก
เธอให้เหตุผลว่า วิกผม 1 ชิ้น ต้องใช้ผมจากหลาย ๆ คน ประมาณ 6 – 7 ช่อ หรือน้ำหนักประมาณ 500 กรัม ฉะนั้น หากแต่ละคนช่วยกันสมทบเงินคนละ 350 บาท เมื่อมารวมกันก็จะเพียงพอต่อค่าทอวิก 1 ชิ้น ซึ่งมีค่าทออยู่ที่ 2,500 บาท และเมื่อต้นทุนในการทำวิกสูง ดร.โจลี่ ก็รู้สึกว่าเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับคนที่ต้องการได้ จึงเป็นเหตุผลของการชวนกลุ่มเกษตรกรและผู้ต้องขังหญิงมาเรียนทำวิกสร้างรายได้เสริม

“มีผู้บริจาคบางคนตั้งคำถามว่า ทำไมเขาต้องจ่ายเงินเพิ่มด้วย เราจึงพยายามอธิบายให้ได้มากที่สุด แต่โมเดลนี้ทำให้เราได้คนที่อยากบริจาคผมจริง ๆ เขาจะดูแลผมเป็นอย่างดีเพื่อนำมาบริจาค จากที่เคยปล่อยให้ผมเสียมากจนนำไปทำวิกไม่ได้ เขาก็ดูแลสุขภาพผมอย่างดี”
หลังจากผลิตวิกเสร็จ มูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่จะส่งให้โรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายนับร้อยแห่ง หากมีคนไข้ต้องการวิกผม ก็แจ้งความประสงค์ขอรับได้ที่โรงพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้าใครมีกำลังทรัพย์และอยากสั่งวิกผมสำหรับตัวเองโดยเฉพาะ ก็แจ้งความประสงค์มาที่มูลนิธิ จะช่วยประสานภาคีเครือข่ายในการออกแบบวิกตามความต้องการ หรือสามารถติดต่อโดยตรงกับบริษัท จิตอาสา วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ในการส่งทอโดยตรง วิกนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิกับบริษัทซึ่งจะทำให้เฉพาะผู้ป่วยในราคาพิเศษชื่อว่า ‘วิกอาสานางฟ้า’
“เราทำวิกนางฟ้าไปแล้วประมาณ 20,000 ชิ้น ด้วยความที่วิกเป็นของที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ เราจึงอยากใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด เราจะแนบคู่มือการใช้งานและดูแลวิกไปด้วย เพราะบางคนใช้วิกแค่ไม่กี่ครั้งก็ส่งมาคืนแล้ว หรือบางคนหายจากมะเร็งแล้วไม่ต้องใช้วิกอีกต่อไป เราจึงทำเป็นระบบธนาคารนางฟ้ายืม-คืนวิก เป็นการหมุนเวียนทรัพยากร วิกชิ้นหนึ่งใช้งานได้นานมากถ้าดูแลอย่างดี และผู้ป่วยส่วนใหญ่อยากได้วิกต่อจากเพื่อนนะ เพราะเขารู้สึกว่าวิกชิ้นนี้ผ่านการปลุกเสกมาแล้ว คล้าย ๆ เป็นของวิเศษที่จะช่วยให้เขาหายจากโรคเหมือนเพื่อน”

“เราเคยแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณหมอหลายคน เขาก็บอกเหมือนกันว่าวิกผมไม่ได้ช่วยเรื่องการรักษาโดยตรง แต่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในการรักษาได้นานขึ้น มีเรื่องให้เขาสนใจนอกจากเรื่องโรค ยา หรือการรักษา ผู้ป่วยจะเปลี่ยนมาคุยกันว่า มาโรงพยาบาลรอบหน้าจะแต่งตัวอย่างไร ทำผมแบบไหน หรือวันนี้ที่เราเป็นผู้ป่วยเอง เราก็ชอบแต่งตัวสดใสไปโรงพยาบาล คนอื่น ๆ เห็นก็รู้สึกว่ายอมไม่ได้ ต้องแต่งด้วย เป็นจุดที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ซึ่งผลพลอยได้คือเมื่อมีกำลังใจมากขึ้น ร่างกายก็ดีตาม เราถึงบอกเสมอว่าการรักษาเป็นเรื่องของหมอ ส่วนกำลังใจเป็นเรื่องของเรา”
ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการ
จากวิกผมที่เป็นจุดเริ่มต้น ดร.โจลี่ ขยายไปทำ ‘พร็อปนางฟ้า’ คือการรับทำของตามความต้องการของผู้ป่วยมะเร็ง เพราะเธอมีโอกาสได้คลุกคลีพูดคุยกับพวกเขาจนรู้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องการอะไรบ้างเพื่อสร้างกำลังใจในการต่อสู้กับโรค
เธอหยิบของชิ้นหนึ่งให้เราดู คล้าย ๆ เป็นถุงผ้าขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย มีสายผ้า 2 เส้น เส้นหนึ่งติดกระดุมหลายเม็ด ของชิ้นนี้เรียกว่าถุงใส่ถุงอุจจาระสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่มีการถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง

โดยปกติผู้ป่วยโรคนี้จะห้อยแค่ถุงอุจจาระที่เป็นพลาสติก แต่เมื่อถุงเสียดสีกับผิวหนัง อาจเกิดอาการคันหรือเป็นแผลได้ ดร.โจลี่ หาทางออกด้วยการออกแบบถุงผ้านี้ให้ผู้ป่วย โดยนำถุงอุจจาระใส่ในถุงผ้าป้องกันการเสียดสี แล้วก็กลายเป็นของแต่งตัวให้ผู้ป่วยออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านได้มั่นใจขึ้น ซึ่งตัวกระเป๋าผ้าออกแบบมาให้มีช่องเล็ก ๆ สำหรับใส่สำลี ทิชชู่ หรือของอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยต้องการพกพาไว้ด้วย
“จริง ๆ ที่โรงพยาบาลมีการทำของแบบนี้อยู่แล้วนะ ส่วนมากพยาบาลจะเป็นคนทำ” ดร.โจลี่ออกตัวก่อนว่าการผลิตพร็อปนางฟ้าไม่ได้มาจากไอเดียของเธอเท่านั้น ยังมีคนอื่น ๆ อย่างพยาบาลหรือคนไข้ที่ช่วยกันผลิตสิ่งของในลักษณะนี้เช่นกัน

พร็อปอีกชิ้นที่เราเห็นแล้วนึกว่าเป็นของที่ขายตามร้านเสื้อผ้าออนไลน์ คือปกเสื้อปลอม ลักษณะเป็นผ้าที่คล้ายกับปกเสื้อรูปแบบต่าง ๆ มีทั้งคอวี คอปก คอกลม ดร.โจลี่ เรียกว่าผ้ากันเปื้อน เป็นผ้าปกปิดแผลสำหรับผู้ป่วยเจาะคอ เธอตั้งใจออกแบบมาให้เป็นเหมือนเครื่องประดับที่นำไปแมตช์กับเสื้อผ้าได้
“สิ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งหรือคนที่ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ต้องการ คือเขาอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เราจึงให้ในสิ่งที่เขาร้องขอ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องบอกว่าอยากได้อะไร แต่ภาษากายบางอย่าง เช่น เขามองแผล หรือโฟกัสที่อะไรมาก ๆ เราก็จะมีคำถามว่า ถ้ามีสิ่งเหล่านี้ไปดูแลเขามันจะดีขึ้นไหม หรือเขาอยากได้อะไรก็จะถามตรง ๆ เลย คุยกันจนเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง”


ชื่อเสียงของมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่จึงสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ป่วย โรงพยาบาล และผู้บริจาค พวกเขาต่างคอยสนับสนุนทุกงานที่มูลนิธิทำ ทางด้านมูลนิธิก็ไม่ลังเลใจที่จะร้องขอความช่วยเหลือ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้องค์กรนี้ยังคงยืนระยะมากว่า 11 ปี
โครงการล่าสุดที่มูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่เพิ่งเริ่มทำ คือโครงการของขวัญเพื่อผู้ป่วย ดร.โจลี่ ตั้งใจทำช่วงปลายปีที่แล้วเพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ป่วย ซึ่งโรงพยาบาลทำโครงการลักษณะนี้อยู่แล้ว ส่วน ดร.โจลี่ มาช่วยแบ่งเบาภาระ
“พอเราประกาศไปว่าจะทำโครงการของขวัญเพื่อผู้ป่วย มีคนสนใจเยอะมากช่วยกันบริจาคเงิน จึงขยายมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันแห่งความรักพอดี ผลตอบรับจากผู้ป่วยก็ดีด้วย เราเคยถามบางคนว่าได้รับของขวัญชิ้นสุดท้ายเมื่อไหร่ เขานิ่งคิดแล้วตอบว่า อันนี้เป็นชิ้นแรกเลย ไม่เคยมีใครให้ของขวัญเขามาก่อน ฟังแล้วก็อึ้งนะ เพราะการมาโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องสนุก ต้องมาให้เคมีบำบัด ต้องมาเข้ากระบวนการรักษา บางคนเดินคอตกมาเลย แต่พอเขาเห็นของขวัญที่วางอยู่เยอะแยะ เห็นบรรยากาศที่สดชื่น ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากขึ้นในการมาโรงพยาบาล”

ระบบทำงานที่ตรวจสอบได้
แม้ว่าตอนนี้กระแสสังคมจะพยายามทะลายมาตรฐานความงาม หรือ Beauty Standard คนไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวให้อยู่ในกรอบความงามใด ๆ ทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้อย่างงดงาม ทำให้เราคิดว่าต้องนำเรื่องนี้มาคุยกับ ดร.โจลี่ เจ้าตัวบอกเราว่าการทำวิกผมไม่ได้แปลว่าเธอส่งเสริมให้ทุกคนต้องอยากมีรูปลักษณ์ที่ดีตามคติ แต่ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
“วันนี้เขาอาจยังไม่พร้อมเดินออกไปข้างนอกด้วยหัวโล้น ๆ เขาต้องการวิกผมเพื่อปกปิดมันก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เขาทำใจได้แล้ว เขาก็อาจจะเดินออกไปโดยไม่ต้องสวมวิก สิ่งที่เรากำลังทำจึงเป็นการประคองให้เขาได้ไปเจอวันนั้น ให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้น”
วิกผมที่ส่งกลับมาเมื่อเจ้าตัวไม่ต้องการใช้อีกต่อไป หน้าที่ของมูลนิธิเลยรับดูแลวิกผมเหล่านั้นให้พร้อมช่วยเจ้าของคนใหม่ ซึ่งโชคดีที่ส่วนใหญ่สภาพวิกไม่ค่อยเสียหายขนาดซ่อมแซมไม่ได้ เพราะแต่ละคนต่างทะนุถนอมดูแลเป็นอย่างดี การบำรุงรักษาจึงมีเพียงเปลี่ยนยางอีลาสติกชิ้นใหม่ให้แน่นขึ้น และดูแลเส้นผมให้อยู่ในสภาพดี แต่ถ้าวิกไหนซ่อมแซมไม่ได้ เช่น มีเชื้อรา ก็จะนำไปเผาทำลาย

อย่างที่บอกว่าวิกผมจัดเป็นของที่มูลค่าสูง มีมิจฉาชีพหลายคนหลอกว่ารับบริจาคผมแต่นำไปขายต่อ ทำให้การทำงานของมูลนิธิต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คนรับบริจาค อย่างวิกผมจะมีการบันทึกข้อมูลว่าวิกผมนี้ใช้ผมจากผู้บริจาคคนไหน เพื่อแจ้งผู้บริจาคได้ว่าผมของเขาถูกนำไปใช้งานแล้ว
“ด้วยความที่เราเป็นองค์กรการกุศล ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ตลอดเส้นทางการทำงาน ทำให้มีคนพร้อมมาเป็นเครือข่ายทำงานด้วยกัน เพราะเขามั่นใจในเรา มั่นใจว่าทุกบาททุกของบริจาคเรานำไปให้ผู้ป่วยจริง ๆ แล้วเราก็มีการบริหารจัดการต่อจากนั้นด้วย ไม่ใช่แค่บริจาคแล้วจบ อย่างวิกผมก็ส่งกลับมาให้ดูแลซ่อมแซมได้ หรือเก็บในสต็อกรอคนอื่น ๆ นำไปใช้ต่อ”

หากใครเคยลองเข้าไปในเพจจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่และลองอ่านคอมเมนต์แต่ละโพสต์ จะพบว่าคนคอมเมนต์ต่างใช้คำเรียกแทนตัวเองและคนอื่น ๆ ว่า ‘คุณนางฟ้า’ เปรียบเสมือนสมาชิกมูลนิธิคนหนึ่งที่คอยทำงานจิตอาสาไปด้วยกัน บางคนบริจาคผมหลายครั้ง บางคนก็บริจาคเงินเข้ากองทุนทำพร็อปนางฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะพวกเขาต่างมีความเชื่อเดียวกันที่อยากช่วยคนคนหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญเรื่องยาก ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้
“ที่มาของชื่อมูลนิธิ เราอยากให้เป็นองค์กรการกุศลจริง ๆ ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง และทุก ๆ คนช่วยเหลือคนอื่นได้ เราจะเรียกพวกเขาว่า ‘นางฟ้า’ ส่วน ‘คุณวันใหม่’ ก็คือผู้ป่วยมะเร็ง เพราะหลายคนไม่อยากให้เรียกว่าพวกเขาคือผู้ป่วยมะเร็ง วันที่เขาหายหรือผลเลือดแตะค่าปกติ ก็จะเรียกตัวเองว่าเป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งทันที เราเลยขอเรียกว่าคุณวันใหม่แล้วกัน พอใส่วิกก็จะมีวันใหม่ มีวันดี ๆ เวลาที่เขาได้รับกำลังใจ เขาสดใสมากขึ้น เขาก็จะแต่งตัวสดใส ทาปาก ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้”
พื้นที่แห่งการรับฟังและแชร์ประสบการณ์
“การได้ร่วมเดินทางกับผู้ป่วยมะเร็งช่วยให้เราเห็นชีวิตชัดเจนขึ้น ได้เห็นการเกิด แก่ เจ็บ และการจากไป สุดท้ายชีวิตมันก็เท่านี้เอง ทำให้เรากลับมาดูว่า แล้วจะดูแลบริหารชีวิตของเราเอง ดูแลคนอื่นอย่างไร”
ตอนนี้ ดร.โจลี่ กำลังอยู่ในช่วงรักษาตัวจากโรคมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 แต่เจ้าตัวขอเรียกว่าเป็นระยะมะเร็งร่าเริง เพราะเธอยังคงใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และส่งต่อความสุขให้คนอื่น ๆ เช่นเดิม รวมไปถึงวางระบบให้มูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ให้แข็งแรงขึ้นอีก เดินต่อไปได้แม้ในวันที่ไม่มีผู้ก่อตั้งก็ตาม
10 ปีเป็นตัวเลขที่เราพูดกันบ่อย ๆ ระหว่างการสนทนา รอยยิ้มของคนฟังอย่าง ดร.โจลี่ ก็กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ เพราะมันเป็นเครื่องพิสูจน์การทำงานของเธอ

“เรามั่นใจตั้งแต่วันแรกที่ทำว่าคงจะทำไปเรื่อย ๆ แต่ไม่คิดว่าจะได้รับผลตอบรับดีขนาดนี้ ไม่ว่าเราคิดโครงการอะไรออกมาทั้งบุคลากรทางการแพทย์หรือคนไข้ที่รู้จักต่างยินดีและให้ความร่วมมือ” สิ่งของที่มูลนิธิผลิตเปรียบเสมือนยาในบัญชียาหลักที่ผู้ป่วยเบิกได้ตามความจำเป็น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เรียกว่าเป็นผลลัพธ์การทำงานที่ทำให้คนเบื้องหลังใจฟูและมีแรงคิดงานอื่น ๆ ต่อ
ซึ่งงานในอนาคตที่ ดร.โจลี่ กำลังอยู่ในช่วงออกแบบ คือการสร้างพื้นที่เป็นชุมชนให้ผู้ป่วยมะเร็งได้มาทำความรู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นและส่งต่อประสบการณ์คำแนะนำให้คนที่ต้องการ ดร.โจลี่ ชี้ไปที่ที่ว่างข้าง ๆ ออฟฟิศที่เรากำลังนั่งคุยอยู่ ตอนนี้ยังเป็นพื้นที่โล่ง ๆ ที่เจ้าตัววางแผนว่าจะทำเป็นโบกี้รถไฟจำลอง เป็นสถานีที่ที่ผู้ป่วยมะเร็งมาพบปะและสร้างชุมชนไปด้วยกัน
เหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็นโบกี้รถไฟ ดร.โจลี่ ตอบว่า เธออยากสื่อสารว่าการรับมือกับโรคมะเร็งก็เป็นเหมือนการเดินทางอย่างหนึ่งที่รถไฟขบวนนี้กำลังจะพาพวกเขาไป

“ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนอยากแชร์ประสบการณ์ตัวเองนะ เพื่อเป็นประโยชน์เป็นคำแนะนำให้กับคนที่เพิ่งเป็น เราเลยอยากสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ขึ้นมา บางทีคนที่มาร่วมอาจจะไม่ใช่คนป่วยเท่านั้น เพราะญาติ ๆ ก็กังวลไม่แพ้กัน พวกเขาคงอยากได้คำแนะนำเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องการบริหารใจเลย เราจะดูแลใจยังไง เพราะถ้าจะบอกไม่ให้เครียดคงยาก แต่การมีเพื่อนร่วมเดินทางร่วมทุกข์ร่วมสุขได้มาแบ่งปันประสบการณ์กัน เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ
“อย่างที่บอกเสมอว่าการรักษาเป็นเรื่องของหมอ การดูแลตัวเองเป็นเรื่องของเรา แค่รู้ว่าจะวางใจไว้ตรงไหนไม่ให้ทุกข์ อยู่กับปัจจุบันก็มีความสุขแล้ว” ดร.โจลี่ ทิ้งท้าย

หากใครมีความประสงค์อยากบริจาคผม หรือผู้ป่วยต้องการขอรับวิก ติดต่อได้ที่ Facebook : จากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่
