ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบกินไก่ ต่อไปนี้เราขอชวนสังเกตเจ้าสัตว์ปีกแสนอร่อยไปพร้อมกันว่าผิวพรรณของมันนั้นเรียบเนียน ไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ หรือไม่ และเลื่อนสายตามาสังเกตต่อที่บริเวณจะงอยปาก ว่ายังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยถูกขลิบหรือเปล่า
หากเข้าคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อ ขอให้รู้ไว้เลยว่าเนื้อไก่ที่คุณกำลังจะบริโภคเข้าไปน่าจะมาจากกระบวนการเลี้ยงในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งมีหลายขั้นตอนที่ขัดต่อสวัสดิภาพสัตว์ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และแน่นอนว่ามีความเสี่ยงสูงที่ยาเหล่านั้นจะตกค้างมาถึงผู้บริโภค

เราได้ไปรู้จักกับ ‘ฟาร์มคิดดี’ ฟาร์มไก่โคราชที่ทำงานร่วมกับ World Animal Protection (WAP) หรือองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก มีพันธกิจที่จะเปลี่ยนวิถีการเลี้ยงสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมซึ่งอาจมีการทารุณกรรมสัตว์ให้หมดไปอย่างถาวร แต่การจะหักดิบให้มนุษย์เลิกกินเนื้อสัตว์ทันทีทันใดนั้นคงเป็นไปได้ยาก WAP จึงเริ่มต้นจากสเกลระดับประเทศ ซึ่งในประเทศไทย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเริ่มดำเนินการด้วยโมเดลฟาร์มไก่ที่เลี้ยงแบบ High Welfare และจับมือกับ เฮาส์-วรกร เลาหเสรีกุล เกษตรกรเจ้าของฟาร์มคิดดีที่รับหน้าที่เป็นฟาร์มต้นแบบ นำแนวคิดนี้ปรับใช้ด้วยการทำฟาร์มไก่สายพันธุ์โคราชที่เลี้ยงด้วยวิถีออร์แกนิก ไปพร้อม ๆ กับคำนึงถึงสวัสดิภาพในชีวิตของพวกมันให้มากที่สุด โดยสวัสดิภาพที่ว่าก็คือการได้ทำพฤติกรรมตามธรรมชาติแบบครบถ้วนเท่าที่ไก่ตัวหนึ่งจะทำได้และมีชีวิตที่ยาวนานถึง 16 สัปดาห์ ในขณะที่ไก่ในระบบอุตสาหกรรมจะทำได้เพียงเดินไปมาในคอกแคบ ๆ และมีอายุแค่ 11 สัปดาห์เท่านั้น
กิจวัตรและวงจรชีวิตของไก่ที่เติบโตมาจากการเลี้ยงที่ตั้งใจดีจะเป็นอย่างไร เจ้าของฟาร์มผู้ไม่เคยปิดประตูเล้าไก่พร้อมเล่าให้ฟังทั้งหมดแล้ว

จากบัณฑิตสาธารณสุขศาสตร์ สู่เกษตรกรที่ทำฟาร์มจากงานวิจัย
กว่าจะมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เฮาส์ซึ่งเป็นบัณฑิตจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็โลดแล่นมาแล้วหลายวงการ เริ่มต้นจากเป็นหัวหอกคนสำคัญในโรงงานสิ่งทอชื่อดัง แล้วก็หันมาทำธุรกิจส่วนตัวด้านอาหาร และริเริ่มทำขนมทางเลือกสำหรับคนแพ้แป้งสาลี แพ้กลูเตน ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีก่อนที่ตลาดนี้ยังไม่แพร่หลายเท่าในปัจจุบัน ธุรกิจจึงไม่เฟื่องฟูนัก แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเล็งเห็นว่าการจะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องมีวัตถุดิบเป็นของตัวเอง เขาจึงวางธุรกิจในมือลง แล้วสะสมองค์ความรู้ที่มีเพื่อมาพัฒนาที่ดิน 17 ไร่ในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ให้เป็นฟาร์มไก่ และพ่วงท้ายคำว่า ‘ออร์แกนิก’ เข้าไปด้วยเหตุผลว่า
“เราเรียนเรื่องสุขภาพมาตลอด หาวิธีว่าจะทำยังไงให้คนปลอดภัย ปลอดจากโรคโดยไม่ต้องกินยา ซึ่งคำตอบคือ ถ้าอาหารดี สิ่งแวดล้อมดี ปัจจัย 4 ดี ร่างกายก็จะดีแน่นอน เราจึงเลือกทำฟาร์มไก่ด้วยวิถีิออร์แกนิก เพื่อสนับสนุนสิ่งนี้ให้ประเทศ สังคม และผู้บริโภค”

ไก่โคราช สายพันธุ์ไทยแท้ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์
ไก่ทุกตัวในฟาร์มคิดดีเป็นสายพันธุ์โคราช เกิดขึ้นจากการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์โดยกลุ่มนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีตั้งแต่ พ.ศ. 2552 เพื่อแก้ปัญหาไก่พันธุ์พื้นเมืองที่โตช้า จึงนำมาจับคู่ผสมใหม่ ครึ่งหนึ่งคือไก่บ้านพันธุ์พื้นเมืองแท้ (หรือไก่ชนพันธุ์เหลืองหางขาว) ได้เป็นไก่ที่โตเร็ว เนื้ออร่อยถูกปาก ไม่เหนียว ไม่เละ และมีกรดอะมิโน เป็นโปรตีนระดับโมเลกุลย่อยที่มีประโยชน์มากกว่าไก่สายพันธุ์อื่น จึงมีส่วนเสริมร่างกายได้ดีกว่า ที่สำคัญ มีไขมันต่ำกว่าไก่เนื้อถึง 62%
“เราร่วมงานกับทีมนักวิชาการที่เขาสร้างไก่โคราชขึ้นมา ทำงานต่อเนื่อง ควบคุมทุกกระบวนการให้คุณสมบัติยังคงอยู่ และต่างชาติก็ยังทำไม่ได้ นี่คือภูมิปัญญาของคนไทยที่ต้องรักษาไว้ และมีการเรียนการสอนเรื่องการพัฒนาไก่โคราชโดยตรง มีงานวิจัยออกมามากมาย เราเห็นว่านี่คืออนาคตที่ดี ถ้าทำงานกับสิ่งนี้ เราจะมีงานสนุก ๆ ได้พัฒนาร่วมกับงานวิจัยและค้นพบสิ่งใหม่อยู่เรื่อย ๆ จึงปักใจที่ตัวนี้ตัวเดียว แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่การทำงานร่วมกันจะช่วยกันแก้ปัญหาไปได้ ซึ่งฟาร์มคิดดียังเป็นเจ้าแรกที่เลี้ยงไก่โคราชแบบออร์แกนิกตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วด้วย” เฮาส์บอกเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรผู้เชี่ยวชาญการอ่านวิจัยอย่างเขาปักใจเลือกเลี้ยงไก่โคราชเพียงสายพันธุ์เดียวให้ฟัง

เปิดประตูสู่โลก High Welfare
เมื่อได้สายพันธุ์ที่ถูกใจ แถมยังกำหนดไว้แล้วว่าจะเลี้ยงด้วยวิถีออร์แกนิก คือเลี้ยงโดยอาหารอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีหรือฮอร์โมนใด ๆ เฮาส์ยังเพิ่มโจทย์อีกข้อให้ฟาร์มคิดดี นั่นคือการร่วมงานกับ World Animal Protection (WAP) เพื่อทำให้ฟาร์มไก่แห่งนี้บรรลุเป้าหมาย High Welfare หรือมีสวัสดิภาพและได้รับความเคารพในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
“เริ่มต้นจากเราเป็นเกษตรกรในเครือข่ายสามพรานโมเดล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Patom Organic Living ที่พยายามหาพืชผักหลายชนิดมาทำเป็นโปรตีนแทนเนื้อสัตว์ และอีกด้านหนึ่ง การเลี้ยงสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมคือการทรมานพวกมัน อย่างการเลี้ยงไก่เนื้อก็คือเอามาขังไว้ 30 – 40 วัน แล้วได้ไก่ที่มีน้ำหนัก 2 – 3 กิโลกรัม เท่ากับว่าโตวันหนึ่งเป็นขีดโดยไม่ต้องเพิ่มฮอร์โมนใด ๆ เพราะมันอ้วนจนเดินแทบไม่ไหว บางตัวก็ล้มตายไปเอง ต่อให้ใช้ชีวิตไม่นาน แต่ช่วงชีวิตของไก่พวกนั้นทรมานมาก
“WAP จึงมีความมุ่งหมายในระดับโลกที่จะล้มเลิกระบบนี้ แต่ถ้าเลิกทันทีแล้วจะเอาไก่ที่ไหนให้มนุษย์กิน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มนุษย์เลิกกินเนื้อสัตว์อย่างทันทีทันใด สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือสนับสนุนให้เลี้ยงไก่โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของมันมากขึ้น หรือเรียกว่าการเลี้ยงแบบ High Welfare ซึ่งเป็นความตั้งใจของฟาร์มคิดดีอยู่แล้ว”


วงจรชีวิตที่คิดมาเพื่อให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ
ต่อจากนี้คือวงจรชีวิตของไก่ High Welfare ในฟาร์มคิดดีที่เฮาส์เล่าให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ ขอให้คุณผู้อ่านลืมภาพจำของเล้าไก่แออัดไปก่อน แล้วนึกถึงลานโล่งกว้างบนที่ดิน 17 ไร่อันเต็มไปด้วยระบบนิเวศขนาดย่อมหลายระบบ ซึ่งเฮาส์บรรจงสร้างขึ้นมาด้วยความคิดว่า อยากให้ไก่เหมือนอยู่ในสวนสัตว์เปิดและได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ตั้งแต่กะเทาะจากเปลือกไข่จนถึงวันสุดท้าย
เริ่มต้น ฟาร์มแห่งนี้ได้ลูกเจี๊ยบมาจาก 2 แหล่ง หนึ่ง คือลูกเจี๊ยบอายุ 1 วันที่ซื้อมาจากฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และสอง คือจากแม่ไก่ที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงไว้เป็นแม่พันธุ์ จากนั้นก็จะพาเบบี๋เข้าสู่ตู้อบโดยควบคุมไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส หลังผ่านเนอร์สเซอรี่ได้ 1 – 2 สัปดาห์ก็จะพาเข้าสู่ชั้นอนุบาล โดยเริ่มปล่อยให้เขาออกหากินเอง ออกมารับสภาพอากาศ อุณหภูมิ หรือความชื้น ตามความเป็นจริง และพวกมันก็จะเริิ่มกินอาหารได้หลากหลายมากขึ้นด้วย

หลังผ่านช่วงอนุบาลประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ ก็เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่แข็งแรงพอจะออกไปหาอาหารเอง และเข้าสู่ช่วง Free Range ที่ได้อยู่ร่วมกับฝูง เป็นช่วงเวลาที่ไก่ทุกตัวจะได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติซึ่งแตกต่างและหลากหลายสุด ๆ เช่น ออกไปอาบแดด กางปีกนอนกลางแดด สยายปีกนอนเหมือนไก่ตาย ได้คุ้ยเขี่ยให้สมกับที่เกิดมามีกรงเล็บที่แหลมคมและยาว ที่สำคัญ น้อง ๆ จะได้บิน! เพราะนี่คือพฤติกรรมตามปกติของสัตว์ปีกแทบทุกชนิด
โดยเฮาส์ยังเสริมอีกว่าไก่ที่นี่บินได้สูงไม่แพ้นก กระโดดได้ และขึ้นไปนอนบนขอนได้ โดยไก่ในฟาร์มคิดดีจะมีกิจกรรมให้ขยับแข้ง ขยับขา ขยับปีกเช่นนี้ไปจนมีอายุราว 16 สัปดาห์ หรือน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อบริโภคต่อไป

อุปสรรคมากมายกว่าจะได้พา ‘ไก่หุ่นสลิม’ ออกสู่ตลาด
เห็นภาพวงจรชีวิตดี ๆ ของไก่ที่ฟาร์มคิดดีกันไปแล้ว ก็คงพอเดาได้ว่าไก่ของที่นี่จะมีหุ่นผอมเพรียวและสุขภาพดีขนาดไหน แต่นี่กลับกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ที่เฮาส์และเจ้าของฟาร์มไก่ออร์แกนิกหลายแห่งต้องเผชิญ
“อันนี้ไก่หรือนก” เฮาส์ยกตัวอย่างคำถามแทงใจจากลูกค้าให้เราฟัง
“เพราะว่าไก่ของเราที่นับเป็นไก่บ้านมันตัวเล็ก ผอมบาง ดูแห้ง ๆ ผิดไปจากภาพจำของไก่เนื้อทั่วไปมาก ซึ่งอันที่จริงไก่เนื้อเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อปี 1970 กว่า ๆ แต่คนจำภาพไก่อวบอ้วนแบบนั้นไปแล้ว และรู้จักรูปลักษณ์ของไก่บ้านน้อยลงไปทุกที พอเขาเห็นไก่ที่เรานำไปขายจึงลังเลว่า ใช่เหรอ นี่เรียกว่าไก่ได้จริงเหรอ” เจ้าของฟาร์มไก่เล่าปนหัวเราะ
“คำถามถัดมา คือเหนียวมั้ย เพราะคนไม่ชอบกินไก่เนื้อเหนียว ๆ ซึ่งก็เป็นผลจากการที่เรากินไก่เนื้ออีกเช่นกัน
“และคำถามสุดท้าย คือแพงจัง เพราะราคาขายไก่ออร์แกนิกคูณ 3 จากราคาไก่ในตลาด ซึ่งเราบอกแทนทุกคนที่เลี้ยงไก่ออร์แกนิกได้เลยว่า นี่ไม่ใช่การเอากำไร แต่เป็นเพียงการคุ้มทุน เพราะเมื่อเทียบกันแล้วอัตราการแลกเนื้อของไก่บ้านต่ำมาก และอาหารสำหรับใช้เลี้ยงไก่ออร์แกนิกก็แพงกว่าอาหารสัตว์ทั่วไป 10 – 30% เมื่อต้นทุนแพงขึ้น ราคาขายของออร์แกนิกจึงจำเป็นต้องสูงตามไปด้วย”
แม้ว่าภาพจำของไก่เนื้อตัวอวบอ้วนยังคงชัดเจนกว่าไก่ออร์แกนิกหุ่นสลิมอยู่มาก แต่เฮาส์บอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะปัจจุบันมีคนให้ความสนใจหาซื้อไก่ออร์แกนิกมากขึ้น อย่างกลุ่มลูกค้าหลักของฟาร์มคิดดีก็มีขาประจำทั้งซื้อไปทำทานเองที่บ้านและร้านอาหาร โดยใช้วิธีพรีออร์เดอร์หรือไม่ก็บอกว่าเมื่อไหร่มีให้จัดส่งมาได้เลย และเฮาส์ยังนำเนื้อไก่บางส่วนไปวางขายที่ตลาดสุขใจในสวนสามพราน จังหวัดนครปฐม


ก้าวต่อไปของฟาร์มไก่ที่ตั้งใจดี
วิธีเลี้ยงไก่แบบปล่อยอิสระของเฮาส์ทำให้น้อง ๆ ได้ใช้ชีวิตดี ๆ จนถึงวาระสุดท้ายก็จริง แต่ถ้ามองในมุมเจ้าของฟาร์ม เขาต้องเผชิญอุปสรรคนับไม่ถ้วน ทั้งต้องพยายามสื่อสารให้คนทั่วไปยอมรับในความแตกต่างของไก่ออร์แกนิกกับไก่เนื้อ รวมถึงต้องต่อสู้กับสภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยงที่มนุษย์ไม่อาจควบคุมได้ เช่น ไก่ทนหนาวได้แต่ทนร้อนไม่ได้ ทนความแห้งแล้งได้แต่ทนความชื้นไม่ได้ และเมื่อป่วยขึ้นมา เขากลับเลือกที่จะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจต้องสูญเสียไก่ทั้งหมดไป แต่ถึงอย่างไร เฮาส์ก็บอกว่าการต้องปรับวิธีดูแลไก่แบบไม่ซ้ำ พบปัญหาแล้วค่อย ๆ หาทางแก้ไปในแต่ละวัน นี่แหละคือความสุขและความสนุกในการทำฟาร์มของเกษตรกรอย่างเขา
จนถึงวันนี้ที่ฟาร์มคิดดีดำเนินกิจการมาแล้ว 7 ปี เราถามเฮาส์ว่าเขาบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้หรือยัง
“ไม่ เพราะเป้าหมายเราเปลี่ยนทุกปี” เขาตอบทันที
“เป้าหมายแรกในการทำฟาร์มเริ่มจากเราอยากมีวัตถุดิบเป็นของตัวเอง ต่อมาอีก 3 – 4 ปีคืออยากให้คนรู้จักในฐานะผู้ผลิตอาหารออร์แกนิก ซึ่งต้องไม่ใช่เท่านั้นสิ เราทำได้ ขายได้ และเรายังแปรรูปสิ่งเหล่านี้ให้มีมูลค่าสูงสุดได้ด้วย เราทำฟาร์มไก่โคราชแบบออร์แกนิก เพิ่มมาตรฐาน High Welfare เข้ามา มีเรื่องเล่าว่าค้นพบอะไรระหว่างทางบ้าง และต่อไปเราอยากแปรรูปไก่เป็น Functional Food หรืออาหารที่มีสารอันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้”
นอกจากนี้ ฟาร์มคิดดียังเป็นต้นแบบในการเลี้ยงไก่ให้มีสวัสดิภาพในชีวิตที่ดี ซึ่งองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection Thailand) ได้นำองค์ความรู้จากเฮาส์ไปเผยแพร่และต่อยอดกับเกษตรกรอีก 11 รายทั่วประเทศ ในโครงการ Farm Champion Model อีกด้วย


สารจากเกษตรกรออร์แกนิกรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
คงจะไม่ผิดนักหากเราจะเรียกเฮาส์ว่าเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินกิจการฟาร์มไก่ตามวิถีออร์แกนิก แม้จะเลือกเดินทางที่ยากกว่า ต้องทุ่มทั้งแรงกายและใจมากกว่า แต่ผลที่เขาได้รับกลับมาก็คุ้มค่าและน่าศึกษาไว้เป็นบทเรียน
เฮาส์ฝากข้อคิดสำหรับคนที่ยังชั่งใจว่าจะก้าวเข้าสู่วิถีออร์แกนิกแบบเขาเอาไว้ด้วยหลัก ‘5 อย่า’
- อย่าลังเล ถ้าคิดว่าพร้อมก็ให้เริ่มได้เลย
- อย่ารีบ อย่างการเลี้ยงไก่แบบ High Welfare อาจยังไม่ต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นออร์แกนิกก็ได้ ซึ่งไก่จะปลอดภัยมากกว่าด้วย แต่ว่าเป้าที่ต้องถือในใจ ก็คือจุดไหนที่จะเทิร์นโปรเล่นเต็มรูปแบบ ทำให้เป็นออร์แกนิกด้วยให้ได้
- อย่าหยุด ฟาร์มออร์แกนิกเหมือนการปลูกต้นไม้ ปลูกวันนี้แต่อีกหลายปีจะเห็นผล และคุณจะต้องพบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ต้องต่อยอดไปเรื่อย ๆ
- อย่าโลภ ด้วยการมองหากำไรที่เป็นตัวเงินแบบทันทีทันใด เพราะจะยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน ไม่ต้องถึงกับเป็นมนุษย์ผู้เสียสละ แต่รู้ตัวอยู่เสมอว่าการทำธุรกิจของเราไม่ได้เอาเปรียบสิ่งแวดล้อมมากจนเกินไป ทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย และคืนกำไรไปพร้อม ๆ กัน
- อย่าลืมว่าคุณไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้อย่างโดดเดี่ยวเพียงคนเดียวแน่นอน ยังมีกลุ่มคนและหน่วยงานที่พร้อมสนับสนุนอีกมากมาย
ติดต่อฟาร์มคิดดีได้ โทรศัพท์ 09 4442 4262
