สมมติว่าคุณมีบ้านหลังหนึ่งที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ แต่คุณไม่รู้เลยว่าบ้านหลังนั้นมีเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่ในกล่องใต้ตู้เสื้อผ้า ถ้าวันหนึ่งเกิดมีโจรขึ้นบ้าน คุณก็คงไม่รู้ว่ามีสิ่งมีค่าขนาดนั้นหายไป
ความหลากหลายทางชีวภาพก็เช่นกัน
ถ้าเราไม่รู้ว่าพื้นที่หนึ่งมีสิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง ก็มีโอกาสสูงที่พื้นที่นั้นจะถูกพัฒนาในรูปแบบที่ทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นหายไป โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหายไป
ในทางตรงข้าม หากเรารู้ว่าตรงนั้นมีสิ่งมีชีวิตใดซ่อนอยู่ บางทีสิ่งมีชีวิตนั้นอาจสร้างมูลค่าให้พื้นที่ในแบบที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ได้
นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘EcoRest’ (Ecosystem Restoration Tourism) โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในที่ดินเอกชน เพื่อสร้างคุณค่าให้พื้นที่ (ที่ดูเหมือน) รกร้างว่างเปล่า
“หากมองแบบผิวเผิน พื้นที่ไม่กี่สิบไร่เหล่านั้นอาจเหมือนว่ามีเพียงต้นไม้ยืนปะปนกันอยู่ แต่เราอาจนึกไม่ถึงว่าในพื้นที่เหล่านั้นยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยชนิดที่รวมกันเป็นระบบนิเวศดี ๆ หากเราเข้าไปค้นหา เราอาจจะพบกระแตเหนือ นกกะรางหัวขวาน กบบัว งูเห่า ปลาสวาย หอยเสียบ ผีเสื้อถุงทอง…
ถ้าเจ้าของที่ดินที่ไม่สนใจ อยากพัฒนาพื้นที่ตนเองให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชีวิตทั้งหมดก็คงถูกละเลย และเจ้าของคงพัฒนาพื้นที่ด้วยการขุดดิน ฝังกลบ ตัดต้นไม้ ปรับ เกลี่ยพื้นที่ให้ราบเรียบ… และไม่นาน จากที่ดินเปล่า ๆ ที่อาจมีต้นไม้ มีสรรพชีวิตอาศัยอยู่มากมาย ก็จะหายไปจนหมดและอาจไม่มีทางกลับมาได้อีก
ธีรยุทธ ลออพันธ์พล ผู้ก่อตั้ง บริษัท สาระพันปันสุข วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เคยเขียนเล่าไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงที่มาของโครงการนี้
จากจุดเริ่มต้นที่ทีมของเขารับงานสำรวจพื้นที่ให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก มาวันนี้เขาได้ร่วมกับ Lomfon Nature School ขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมที่ดินหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น เจ้าของที่ดินขนาดเล็ก รีสอร์ต หรือหมู่บ้าน ที่อยากรู้ว่าในพื้นที่ตัวเองมี ‘ของดี’ อะไรซ่อนอยู่ ไปจนถึงช่วยพัฒนากิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติ ออกแบบเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ไปจนถึงอบรมพนักงานหรือคนในหมู่บ้านในหัวข้อต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรเมื่อเจอสิ่งมีชีวิตที่มีพิษ ฯลฯ


นักสื่อความหมายธรรมชาติ
“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Nature Mediator คือสะพานเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติ” ธีรยุทธให้นิยามถึงสิ่งที่ตนเองทำมาตลอดหลายสิบปีนับตั้งแต่เรียนจบ
แม้เขาจะจบทางด้านบริหารธุรกิจโฆษณา แต่ด้วยความชอบท่องเที่ยวและหาประสบการณ์ใหม่ ๆ เขาจึงสมัครเป็นอาสาของ WWF Thailand จนกระทั่งกลายเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรในเวลาต่อมา
“มีช่วงหนึ่งผมได้ไปประจำที่โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาห้วยแม่ดีฯ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ในตำแหน่ง Outreach Support Officer ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติให้เยาวชน ได้เดินป่า ดูนก ซึ่งเรารู้สึกสนุกกับงานนี้มากจนไม่อยากกลับไปทำงานในภาคธุรกิจ”
ธีรยุทธจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานด้านนี้ต่อเนื่องเรื่อยมา จนก้าวขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) (FEED Thailand) และออกมาก่อตั้ง บริษัท สาระพันปันสุข วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ใน พ.ศ. 2559


“งานของเราคือการจัดค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้กระบวนการเกมเพื่อให้เขาเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับความสนุก เราจะไม่ได้คุยวิชาการตรง ๆ แต่ใช้กระบวนการเพื่อถ่ายทอดเนื้อหาให้เข้าถึงความรู้สึกคนได้มากขึ้น”
ตัวอย่างกระบวนการเกมที่เขาพูดถึง เช่น เกมหอคอยกิ่งไม้ แผนที่ทรัพยากร อีกากับนกกระเรียน ซ่อนพรางกลางไพร นิทรรศการป่า เนเจอร์โชห่วย ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ ซึมซับเกี่ยวกับธรรมชาติทั้งในเชิงความรู้และความรู้สึก
“งานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาคืองานสร้างคน หลายคนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในทุกวันนี้ก็ได้รับการหล่อหลอมจากกระบวนการค่าย หลายคนที่เคยผ่านค่ายเราเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว วันนี้ก็เรียนต่อสาขาที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นวนศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม บางคนกลับมาเป็นอาสาในค่ายเราก็มี”
จากจุดเริ่มต้นที่ทำงานกับเยาวชนเป็นหลัก ถึงจุดหนึ่งเขาก็เห็นว่าทีมงานประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสิ่งมีชีวิตหลายด้าน จึงเริ่มต้นรับงานสำรวจสิ่งมีชีวิตในที่ดินของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้เจ้าของที่ดินรู้ว่าที่ตรงนั้นมีอะไรและวางแผนพัฒนาให้เหมาะสม เช่น ต้นไม้ไหนมีคุณค่าสูงก็อาจหาทางเก็บไว้ หรือพื้นที่บริเวณไหนที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศมากเป็นพิเศษก็อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นั้น โดยอาจเก็บเป็นพื้นที่สีเขียวของหมู่บ้าน


อัญมณีในพงหญ้า
ท่ามกลางดงหญ้าสูงท่วมหัวที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไร้คุณค่า แต่หากเราสำรวจดี ๆ บางทีเราอาจได้เจอนกตัวเล็ก ๆ ที่ตัวผู้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดแต้มจุดขาวในฤดูผสมพันธุ์ จนได้ฉายาว่า ‘สตรอว์เบอร์รีบินได้’ (นกกระติ๊ดแดง) หรือถ้าก้มไปดูที่พื้นดิน มองดี ๆ อาจเห็นตั๊กแตนที่ปลอมตัวเนียนกับกิ่งไม้ (ตั๊กแตนกิ่งไม้) หรือผีเสื้อบางชนิดที่เมื่อหุบปีกจะดูเหมือนใบไม้แห้งไม่มีผิด แต่เมื่อกางปีกออกจะเห็นสีน้ำเงินเปล่งประกายแวววาว (ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดีย)
ทั้งหมดนี้ ถ้าไม่ตั้งใจสำรวจดี ๆ ก็อาจมองไม่เห็น และเสี่ยงมากต่อการหายไปถ้าพื้นที่ถูกปรับเปลี่ยน
โชคดีที่ว่ามีภาคเอกชนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทำให้ทีมสาระพันปันสุขฯ ได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจที่ดินของเอกชนหลายแห่ง โดยแบ่งทีมสำรวจตามกลุ่มสิ่งชีวิต เช่น ไม้ยืนต้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน ปลา สัตว์น้ำอื่น ๆ สัตว์หน้าดิน แมลง แมง
“จาก 10 กว่าพื้นที่ที่เราได้เข้าไปสำรวจทำให้เห็นเลยว่าพื้นที่โล่ง ๆ ที่ดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีอะไร แต่ถ้าได้เข้าไปสำรวจอย่างละเอียดแล้ว เราจะเจออะไรมากมาย ยิ่งเก็บข้อมูลทั้งปียิ่งเห็นชัด”


หากเจ้าของที่ดินมีเวลาน้อย เขาจะใช้การสำรวจระยะสั้น 4 วัน 3 คืน แต่ถ้าเจ้าของพอมีเวลา เขาก็จะแนะนำให้เป็นการสำรวจแบบ Full Season คือสำรวจ 6 ครั้งใน 1 ปี ช่วงต้นฤดู 1 ครั้งและปลายฤดูอีก 1 ครั้ง เนื่องจากสิ่งมีชีวิตหลายชนิดมีการอพยพตามฤดูกาล เช่น นก หรือบางชนิดมีวัฏจักรที่โผล่มาให้เราเห็นแค่บางฤดู เช่น แมลง
บางครั้งในพื้นที่เดียวกัน การสำรวจครั้งเดียวอาจเจอแมลงแค่ 40 – 60 ชนิด แต่พอเก็บข้อมูลทั้งปี จำนวนแมลงก็อาจเพิ่มขึ้นเป็น 200 – 300 ชนิด และบางครั้งพวกเขาก็ได้เจอสิ่งมีชีวิตชนิดที่ไม่คาดฝันว่าจะเจอในพื้นที่นั้น
“บางชนิดที่เราเคยคิดว่ามันอยู่เฉพาะในป่าที่สมบูรณ์ แต่จริง ๆ แล้วหย่อมพื้นที่สีเขียว ป่าละเมาะ ป่ารกร้างข้างบ้านก็คือบ้านแสนสำคัญของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เช่นกัน หรือบางชนิดที่ก่อนหน้านี้มีรายงานแค่ในภาคใต้ เช่น ทากเปลือยใบไม้ ก็ปรากฏว่าเราเจอที่ภาคกลางด้วย ซึ่งน่าศึกษาวิจัยต่อไป”


หรือต่อให้พื้นที่นั้นไม่เจอสิ่งมีชีวิตชนิดที่แปลกใหม่เหนือความคาดหมาย – ทั้งหมดเป็นสิ่งมีชีวิตที่พบได้ทั่วไป ก็ไม่ได้แปลว่าพื้นที่นั้นไม่มีคุณค่า เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นดั่งจิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่มาเติมเต็มระบบนิเวศภาพใหญ่ให้สมบูรณ์ และการรักษาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไว้ก็จะย้อนกลับมาสร้างประโยชน์ให้เจ้าของพื้นที่เช่นกัน
“จริงอยู่ที่ว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปขัดขวางการพัฒนา เพราะพื้นที่เหล่านั้นมีเจ้าของครอบครองถูกต้อง ไม่ใช่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่ถ้าเจ้าของพื้นที่เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของสิ่งมีชีวิตร่วมโลก ข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่เราสำรวจพบก็นำไปต่อยอดได้หลายด้านมาก เช่น การออกแบบเพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน การพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ยิ่งถ้าเจอชนิดเด่น ๆ ก็อาจทำให้คนมาสนใจพื้นที่ที่ถูกมองข้าม หรือพัฒนาเป็นห้องเรียนธรรมชาติ สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเด็กนักเรียนในระบบ นอกระบบ หรือนักท่องเที่ยว นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางการตลาดหรือกลไกทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้มากขึ้นด้วย”


ธีรยุทธยกตัวอย่างพื้นที่ที่กำลังจะสำรวจที่ชื่อ D.I.N Family Camp ที่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเล่าว่าที่นี่คือรีสอร์ตของคนตัวเล็ก ๆ ที่ตั้งใจฟื้นฟูธรรมชาติและฟื้นฟูความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ให้กลับมาในพื้นที่ โดยการรักษาต้นไม้เดิมทุกต้นและปลูกต้นไม้ใหม่เสริมลงไปมากมาย จนทุกวันนี้หิ่งห้อยกลับมาให้เห็น มีการสำรวจพบกิ้งก่าคอสีฟ้า กระถิก (กระรอกขนาดเล็ก) ไปจนถึงมีนกแก๊กมาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับครอบครัว
ส่วนอีกพื้นที่หนึ่งที่เขาเคยสำรวจก็คือโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ บางนา ที่ทุกวันนี้พื้นที่สีเขียวของโครงการได้กลายมาเป็นจุดขาย ตอบโจทย์ยุคที่คนเมืองโหยหาธรรมชาติ


นอกจากประโยชน์ในเรื่องการสร้างเอกลักษณ์และจุดเด่นของพื้นที่แล้ว ประโยชน์อีกข้อที่อาจมองเห็นได้ยากกว่าเล็กน้อยคือสิ่งที่เรียกว่า ‘บริการทางนิเวศ’ เช่น แมลงปอให้บริการกำจัดยุง นกบางชนิดให้บริการกำจัดเพลี้ยบนต้นพืช หรือบางชนิดอาจนำมาเมล็ดพริกมาปลูกให้ฟรี ๆ ส่วนผึ้งและผีเสื้อก็ให้บริการผสมเกสร แม้แต่งูที่หลายคนกลัว หลายชนิดก็ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่กลับช่วยกำจัดหนูที่เป็นพาหะนำโรค ส่วนสัตว์หน้าดินเล็ก ๆ ที่หน้าตาไม่น่ารัก เช่น กิ้งกือ ไส้เดือน ทากเปลือย ก็อาจกำลังให้บริการในการย่อยสลายซากพืช เปลี่ยนใบไม้ร่วงให้กลายเป็นปุ๋ยต้นไม้ฟรี ๆ
และสุดท้าย… การรักษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตยังตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุคใหม่ด้วย

ปัญหาที่ถูกมองข้าม
หากเดินไปถามคน 10 คนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดในปัจจุบันคืออะไร เชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นเรื่องโลกร้อน ขยะ หรือมลพิษทางอากาศ
แต่คงมีไม่กี่คนที่จะพูดถึงปัญหา ‘การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ’ หรือการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ทั้ง ๆ ที่ในระดับโลกแล้ว ปัญหานี้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 3 วิกฤตการณ์ของโลก (Triple Planetary Crisis)
“มิติความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศเรายังไม่ค่อยถูกพูดถึงนัก แต่จริง ๆ แล้วเป็นเทรนด์ของโลกตอนนี้”
ธีรยุทธยกตัวอย่างเป้าหมายระดับโลกที่เรียกว่า Global Biodiversity Framework 30 x 30 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นานาชาติตกลงกันในการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทั้งบนแผ่นดินและในทะเลให้ได้อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มพื้นที่ OECMs (Other Effective Area-based Conservation Measures) หรือพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตคุ้มครอง
พูดง่าย ๆ ว่า ปัจจุบันเราแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งใหม่แล้ว เพราะแทบทุกตารางนิ้วมีมนุษย์ครอบครอง ความหวังจึงอยู่ที่การสร้างพื้นที่อนุรักษ์โดยเอกชน หากทุกคนช่วยกันแบ่งพื้นที่ในที่ดินตนเองคนละนิดคนละหน่อยให้เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวในระดับโลกก็จะเพิ่มขึ้นได้

“ตอนนี้มีคำใหม่ระดับโลกที่เรียกว่า ‘Biodiversity Credit’ ที่เพิ่มขึ้นจากแค่ ‘คาร์บอนเครดิต’ ดังนั้น ถ้าพื้นที่เรามีข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ก็จะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อขอรับรอง Biodiversity Credit ในอนาคตได้”
แม้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นเรื่องใหญ่จนดูเหมือนเกินกำลังที่คนคนหนึ่งจะทำอะไรได้ แต่แนวคิดพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตคุ้มครองอย่าง OECMs กำลังบอกว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยเริ่มจากพื้นที่เล็ก ๆ ของตนเอง
เพียงแค่เปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านที่เตียน ๆ โล่ง ๆ ให้มีพืชพรรณธรรมชาติได้งอกเงย มีดอกไม้หลากหลายชนิด ก็จะกลายเป็นโอเอซิสของนักผสมเกสรในเมืองได้ แม้ว่าพื้นที่เล็ก ๆ ของเราอาจไม่ใหญ่พอหรืออาจยังไม่เข้าเกณฑ์สำหรับขอ Biodiversity Credit หรือขอขึ้นทะเบียนเป็น OECMs แต่พื้นที่นั้นก็สร้างคุณค่าอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางนิเวศ การเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเด็ก ๆ หรือแม้แต่ความเพลิดเพลินใจที่ได้เห็นดอกไม้หลากสีสันและสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ซึ่งทางทีมสาระพันปันสุขฯ เข้าไปช่วยเติมเต็มเรื่องฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ได้
“ถ้าทุกคนคิดว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ ก็คงไม่มีใครทำอะไรเลย แต่ถ้า 100 คนทำ 100 อย่าง มันจะไม่มีสักอย่างเลยเหรอที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้”

Facebook : สาระพันปันสุข กิจกรรมเพื่อธรรมชาติและสังคม
