11 เมษายน 2025
2 K

เราเคยได้คุยกับหลายโรงเรียนที่มีปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา คือเด็ก ๆ เลือกที่จะลาออกจากสถานะนักเรียน บางคนต้องออกไปเพื่อหารายได้ช่วยครอบครัว หรือบางคนเผชิญปัญหาที่ทำให้เรียนต่อไม่ได้อย่างการใช้สารเสพติดหรือปัญหาสุขภาพจิต 

ตามกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 ระบุว่า เด็กทุกคนในราชอาณาจักรไทยต้องได้รับการศึกษาขั้นต่ำ คือประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 และอย่างที่เรารู้กันดีว่าวัยเด็กเป็นช่วงวัยแห่งการเติบโต สิ่งที่พวกเขาควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือการเรียนรู้ เพื่อมีโอกาสเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบที่ตัวเองต้องการ

หลายโรงเรียนที่เผชิญปัญหาเด็กหลุดจากระบบจึงต้องหาวิธีแก้ พวกเขาใช้เทคนิคและเครื่องมือมากมายเพื่อรั้งให้เด็ก ๆ อยู่ในระบบได้นานที่สุด ไม่ว่าจะเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนให้น่าสนใจขึ้น หรือสร้างอาชีพให้เด็กทำควบคู่ไปกับการเรียน

แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล คือผู้อยู่เบื้องหลังการทำโครงการ ‘ครูนางฟ้า-หมอน้อย’ ช่วยดูแลปัญหาสุขภาพจิตเด็กในโรงเรียน แก้ไขปัญหายาเสพติด และลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยการเปลี่ยนครูที่เคยเข้มงวดให้เป็นผู้รับฟังที่เข้าใจ ทำให้เด็กรู้สึกมีที่พึ่งไปพร้อมกับเพิ่มคุณค่าให้พวกเขา ลดโอกาสในการหลงเดินทางผิด 

นอกจากนี้ ครูนางฟ้า-หมอน้อย ยังชวนเด็ก ๆ ที่สนใจหรือเคยได้รับความช่วยเหลือ กลับมาเป็นหมอน้อยช่วยเหลือเพื่อน ๆ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าโครงการนี้แตกต่างจากโครงการอื่น ๆ ที่มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ จนต้องขอไปคุยกับหมอดวงดาวถึงเบื้องหลังตลอด 10 ปีที่ทำโครงการนี้มา 

เด็กมีปัญหา 

ปัจจุบันหมอดวงดาวดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจปฐมภูมิ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ หากย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว นอกจากงานรักษาคนไข้ หมอดวงดาวได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งเธอก็เลือกใช้วิธีที่คนนิยม คือทำศูนย์คัดกรองและบำบัดผู้ใช้ยาเสพติด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยส่งคนมาให้

หมอดวงดาวบอกว่าคนที่เข้ามารับการคัดกรองและบำบัดหลายคนเดินทางไปไกลจนใช้การเยียวยาพาเขากลับมาสู่ภาวะปกติไม่ได้แล้ว จนกำลังใจในการทำงานของเธอค่อย ๆ หดตัวลงไปเรื่อย ๆ

“เราต้องซักประวัติทุกคนก่อนทำการรักษา เลยเจอว่าหลายคนสัมผัสสารมาเป็นสิบปี แสดงว่าเขาต้องใช้ตั้งแต่เด็กเลยสิ ถึงคิดออกว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องกลับไปแก้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก” หมอดวงดาวจึงตัดสินใจหันหัวเรือกลับไปที่เด็ก ๆ เข้าไปทำงานกับโรงเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กใช้สารเสพติด และเธอก็ค่อย ๆ พบกับโรงเรียนเทศบาล 3 (ชาญวิทยา) เป็นโรงเรียนแรกที่หมอดวงดาวเข้าไปทำงานด้วย เพราะ ครูวิฑูลย์ แซมสีม่วง ได้ข่าวการทำงานของหมอดวงดาวและเกิดความสนใจ จึงชวนหมอดวงดาวมาทำงานด้วยกัน ครูวิฑูลย์เป็นครูประจำห้องปกครอง หน้าที่ของเขาคือตรวจสอบและลงโทษนักเรียนที่ทำผิด ปัญหาของเด็ก ๆ ในโรงเรียนนี้มีทั้งการใช้สารเสพติด ท้องก่อนวัย หรือมีปัญหาสุขภาพจิตจนหันไปพึ่งสารเสพติด

ครูวิฑูลย์มองว่าการไล่เด็กออกถือเป็นวิธีแก้ไขอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เป็นเพียงการย้ายปัญหาออกไปนอกโรงเรียน เด็กเหล่านั้นจะเติบโตโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ และอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่หมอดวงดาวต้องรักษาในที่สุด

ครูวิฑูลย์จึงอยากปรับเปลี่ยนตัวเองจากครูที่เข้มงวด มาเป็นครูที่ช่วยนักเรียนได้อย่างแท้จริง โดยได้รับการสนับสนุนจากหมอดวงดาวที่พาครูในโรงเรียนไปเรียนรู้ทักษะการฟังและให้คำปรึกษา เปลี่ยนเป็นครูนางฟ้าที่เด็ก ๆ อยากเข้าหาและรู้สึกว่าตัวเองมีที่พึ่งแล้ว 

ในความรู้สึกของหมอดวงดาว การที่ครูเปิดใจและรับฟังเด็กมากขึ้น ทำให้เวลาที่มีปัญหา เด็ก ๆ จะกล้ามาปรึกษา และอาจช่วยให้พวกเขาตัดสินใจผิดพลาดน้อยลงได้ในที่สุด 

ใช้โจรจับโจร

หมอดวงดาวพบว่าจำนวนเด็ก ๆ ที่ประสบปัญหามีมากกว่าจำนวนครู และเด็กหลายคนยังมีความรู้สึกต่อต้าน ไม่อยากเข้าหาครูแม้ว่าครูจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม เธอจึงต้องมองหาหนทางแก้ปัญหาเพิ่ม

และคนที่ช่วยชี้ทางสว่างให้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือเด็กที่หมอดวงดาวรักษานั่นเอง

“มีเด็กที่มาบำบัดกับเราจนเกิดความสนิทสนม เขาไว้ใจเรามากขึ้นจนบอกเราว่าวิธีที่ใช้ตามหาเด็กที่มีปัญหาไม่ได้ผลหรอก อย่างเช่นตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด เพราะถ้าเขารู้ว่าจะมีการตรวจเกิดขึ้น เขาจะหาทางจัดการตัวเองทัน หรือต่อให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว ก็ยังมีเด็กเลือกที่จะหนีไป

“เด็กคนนั้นให้คำแนะนำว่า ของแบบนี้ต้องใช้โจรจับโจร เดี๋ยวเขาจะพาเพื่อนที่มีปัญหามาให้เอง เราก็ถามเขากลับนะว่าทำได้เหรอ เขาบอกทำได้ เดี๋ยวไปหาให้เลย โอ้โห ได้มาเป็นแถวเลย เด็กเก่งกว่าเราอีก งั้นเราจะทำคนเดียวทำไม ก็ให้เด็ก ๆ ช่วยด้วยสิ เราเลยพาเขามาเรียน มาฝึกไปด้วยกัน”

Cognitive Behavioral Therapy การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม คือวิธีที่หมอดวงดาวพาครูไปเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนเป็นครูนางฟ้า แต่กระบวนการนี้อาจยากสำหรับเด็กที่จะเรียนรู้และนำไปใช้กับเพื่อน จึงต้องปรับเปลี่ยนให้ง่ายขึ้น โดย ผศ.ดร.ดรุณี ภู่ขาว อาจารย์ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามาช่วยพัฒนาจนได้เครื่องมือที่เรียกว่า Low Intensity-Cognitive Behaviour Therapy หรือ LI-CBT กระบวนการบำบัดความคิดและพฤติกรรมที่ปรับให้ใช้ง่ายขึ้น จนครูและนักเรียนหรือหมอน้อยนำไปใช้ได้

“กระบวนการของเราคือการพาเด็กที่ใช้สารเสพติดมาบำบัดโดยใช้เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และ LI-CBT ดูแลประคับประคองจนเขาเลิกได้ โดยมีครูนางฟ้าและหมอน้อยคอยอยู่เคียงข้าง”

นอกจากจะแก้ไขปัญหาการใช้สารเสพติดในเด็กและลดโอกาสเกิดผู้ใหญ่ที่ใช้สารเสพติดได้ หมอดวงดาวยังค้นพบว่าเครื่องมือนี้แก้ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กได้ด้วย เพราะปัญหาสุขภาพจิตเป็นบ่อเกิดของปัญหาอีกหลายอย่าง อย่างการใช้สารเสพติด เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้งและกระบวนการบำบัดทางความคิด ช่วยทำให้เด็กรับรู้ว่ายังมีคนที่ช่วยเขาได้ และเขาสมควรได้รับโอกาสปรับเปลี่ยนตัวเองแม้จะเคยทำผิดพลาดมาก่อน

“มันคือการสร้างต้นทุนให้ชีวิตเด็ก เพียงแค่เราเปลี่ยนการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนก็ทำให้โรงเรียนเปลี่ยนไป กลายเป็นสถานที่ที่เขาอยากมา”

การทำงานงานนี้ยังทำให้คนเป็นผู้ใหญ่อย่างหมอดวงดาว ครูวิฑูลย์ หรืออีกหลายคนรู้ว่า ที่ผ่านมาพวกเขาอาจเป็นหนึ่งในคนที่ตัดสินเด็ก 

“เรารู้เลยว่าต้องไม่ตัดสินเด็ก ๆ ต้องฟังเขาก่อน เด็ก ๆ คงจะมีเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกใช้สารเสพติดหรือทำสิ่งไม่ดี บางเหตุผลผู้ใหญ่ฟังแล้วอาจไม่เข้าใจ แต่มันก็เป็นเหตุผลในวัยของเขา เด็ก ๆ เพิ่งเติบโต เพิ่งได้รู้จักโลก พอเขารับรู้ว่ามีครูกับเพื่อนรับฟัง มันเปลี่ยนวิธีคิดเขานะ เขารู้ว่ามีคนที่จะช่วยเขาได้ เขาไม่ต้องเผชิญปัญหาคนเดียว”

นอกจากให้วิชาความรู้ โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ให้เด็กเติบโตและมีโอกาสงอกงาม เด็กบางคนใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนมากกว่าอยู่ที่บ้าน เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่หมอดวงดาวหันมาทำงานกับโรงเรียน ปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาให้เด็กได้

“ปัญหาส่วนใหญ่ของเด็ก ๆ คือเรื่องคุณค่าในตัวเอง บางคนก็จัดการกับอารมณ์ความรู้สึกตัวเองไม่ได้จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ผลักให้เขาต้องหาทางออกด้วยการใช้สารเสพติด เมื่อเด็กได้รับการปรับทัศนคติพฤติกรรม เขารู้แล้วว่าต้องเปลี่ยนที่ใจตัวเอง แต่คนที่จะเปลี่ยนใจตัวเองได้บางทีก็ต้องการตัวช่วย อย่างเช่นเพื่อนชวนเพื่อน จึงมีคำว่า MI หรือ Motivation Interview คือคุยยังไงให้เด็กเปิดใจ คุยยังไงให้เขารู้สึกว่าชีวิตมันดีอย่างนี้นะ เขาจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้อีก แล้วถ้ามีปัญหา ต้องการคนรับฟัง ก็ยังมีเพื่อน ๆ”

จากการทำงานกับโรงเรียนเทศบาล 3 โครงการครูนางฟ้า-หมอน้อยก็ขยายไปทำในโรงเรียนอื่น ๆ ผ่านไป 10 ปี มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 110 แห่งใน 42 จังหวัด สร้างครูนางฟ้า-หมอน้อยได้หลายร้อยคน และมีเด็กที่ได้รับการช่วยเหลืออีกนับหลายพันคน หมอดวงดาวไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง เธอได้รับการสนับสนุนจากคนและองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมมูลนิธิยุวพัฒน์, สถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม (สพบ.) ฯลฯ

โครงการนี้ช่วยแก้ปัญหาที่หมอมีตั้งแต่ต้นได้ไหม – เราไม่ลืมที่จะกลับไปถามถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอดวงดาวทำโครงการนี้ เธอพยักหน้าทันทีและบอกว่า 

“ระบบสาธารณสุขเบาขึ้นนะ ไม่ต้องมารับรักษาผู้ใหญ่บางคน เพราะเขาเปลี่ยนได้ตั้งแต่เด็ก ครูและเพื่อน ๆ เปลี่ยนให้แล้ว แทนที่จะหนีออกจากโรงเรียนหรือใช้สารเสพติด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ แล้วถ้าที่บ้านมันแย่มาก เขายังมีโรงเรียนเป็นที่พึ่งได้ ไม่ต้องโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วย”

เพราะเป็นเด็ก จึงเจ็บปวดและขาดคนเข้าใจ

เราไม่เพียงมีโอกาสคุยกับแค่หมอดวงดาวเท่านั้น แต่ยังได้คุยกับ นิด-ชนิตา จันทะวงษ์ หมอน้อยรุ่น 14 ประจำโรงเรียนเทศบาล 3 นิดเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการ จนบำบัดและกลับมาเป็นหมอน้อยช่วยเพื่อนคนอื่นได้ 

หมอดวงดาวบอกเราว่า นิดถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ เปลี่ยนได้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคนอื่นกล้าเข้ามาขอความช่วยเหลือ และยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่เด็กมีโดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุ 

“แขนยังมีรอยอยู่เลย” นิดไม่พูดเปล่า แต่โชว์แขน 2 ข้างให้เราดู แต่ละข้างมีรอยสีน้ำตาลจาง ๆ หลายรอย สื่อถึงความพยายามที่เจ้าตัวเคยมี แต่วันนี้นิดบอกว่าไม่คิดเรื่องการฆ่าตัวตายแล้ว เธอกำลังอยู่ในกระบวนการรักษาโรคซึมเศร้า ควบคู่กับเรียนรู้การเป็นหมอน้อย

เด็กที่นิดเคยช่วยเหลือมักจะมีปัญหาคล้ายกับที่เธอเคยเจอ คือเป็นโรคซึมเศร้าและใช้สารเสพติด การมีประสบการณ์คล้ายกันทำให้นิดรู้ว่าต้องเข้าหาและสื่อสารอย่างไรถึงจะชนะใจพวกเขาจนยอมให้ความร่วมมือรับการรักษา

“เราชอบพูดก่อนว่าขออนุญาตนะ เพราะการที่เราจะช่วยคนคนหนึ่ง เราเข้าไปแล้วยืนยันว่าจะช่วยเขาไม่ได้ เราต้องถามความสมัครใจจากเขาก่อน ถ้าเขาโอเคเราก็จะแลกเปลี่ยนมุมเราที่เคยเผชิญปัญหาและรับมือกับมัน พิสูจน์ให้เขาดูว่าเราเคยผ่านมาแล้ว อยากให้ลองฟังเราสักครั้งหนึ่ง เผื่ออาจจะช่วยหรือทำให้คุณดีขึ้น คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ เราเคยไปเหยียบจุดจุดนั้น และเราลุกขึ้นมาได้จริง ๆ” 

บางครั้งผู้ใหญ่ก็หลงลืมไปว่าเราเคยเป็นเด็ก เราเคยเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากและอยากให้คนเข้าใจโดยเฉพาะผู้ใหญ่ เราเคยตั้งปณิธานว่า โตขึ้นเราจะไม่ให้เด็กคนไหนต้องเจ็บปวดแบบเราอีก แต่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยากจนอาจจะหลงลืมปณิธานนี้ไป และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเองไม่ชอบ 

โครงการครูนางฟ้า-หมอน้อย จึงช่วยเปลี่ยนมุมมองหมอดวงดาวที่มีต่อเด็ก “เราเปลี่ยนใจเลยนะว่าทุกคนมีค่าจริง ๆ ทุกคนมีความถนัด มีเส้นทางของตัวเอง อย่าไปตัดสินใคร ที่สำคัญ โครงการนี้ทำให้เราได้ใช้ความรู้ที่มีสร้างประโยชน์ นอกจากรักษาในเชิงการแพทย์ เรายังสร้างเครื่องมือในระดับป้องกันได้ ให้โรงเรียนนำไปใช้แก้ไขปัญหา

“ถ้ารอให้จิตแพทย์มาแก้คงไม่ทัน ทั้งประเทศมีจิตแพทย์ไม่กี่ร้อยคนเอง บางจังหวัดก็ไม่มี หรือจะให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวช่วยทั้งประเทศก็มีไม่ถึงพันคน ไม่มีทางแก้ไขปัญหาทันหรอก เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างเครื่องมืออื่น ๆ มาช่วยกัน”

เลี้ยงเด็ก 1 คนต้องใช้คนทั้งสังคม

“หนูคิดว่าคงเป็นคนที่ถูกตั้งคำถามว่า เรียนจบมัธยมมาได้ยังไง เพราะน่าจะยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปมาก” 

นิดบอกเราว่า ถ้าไม่ได้รู้จักโครงการครูนางฟ้า-หมอน้อย ชีวิตของเธอ ณ วันนี้คงแตกต่างออกไป เธอคงไม่ใช่คนที่ไปช่วยคนอื่นได้ หรือแม้แต่กล้าที่จะใฝ่ฝันอยากเป็นพยาบาล 

ปัจจุบันนิดกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พร้อมกับเตรียมสอบเข้าคณะพยาบาลศาสตร์ ซึ่งยังมีหมอน้อยอีกหลายคนที่มีความฝันคล้ายกันกับนิด เพราะพวกเขาได้มีโอกาสช่วยเพื่อนและเห็นผลลัพธ์ว่ามันเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปได้จริง ๆ จึงอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยสังคมได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เราว่าการให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตมีผลต่ออนาคต ยิ่งโต เด็ก ๆ ก็ยิ่งต้องเจอสังคมที่หลากหลาย ดังนั้น ทุกคนจึงควรดูแลกายใจให้ดี”

สิ่งหนึ่งที่นิดเล่าและทำให้เราตกใจ คืออายุของเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือมีปัญหาสุขภาพจิตลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันเด็กชั้นประถมก็เริ่มมีปัญหานี้แล้ว เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่หมอดวงดาวกำลังหาวิธีรับมือ

นอกจากนี้ นิดยังบอกอีกว่าการมีพื้นที่ให้เด็กที่เคยทำผิดพลาดได้รับโอกาสปรับตัวสำคัญมาก รวมถึงมองเห็นความสามารถที่เด็กมีแม้ว่าเขาจะเคยผิดพลาดมาก่อน

“เราเป็นคนหนึ่งที่เคยได้รับโอกาส เราก็อยากให้เพื่อน ๆ ได้รับโอกาสเหมือนกัน เพราะเชื่อว่าทุกคนพัฒนาได้ ดีไม่ดีบางคนที่เราเคยช่วยอาจโตไปเป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าเราก็ได้” นิดเล่าพร้อมรอยยิ้ม

การสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเติบโตของเด็ก ๆ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่หรือมีลูกหลาน ถ้าเรามองเห็นถึงความสำคัญของเด็กซึ่งสุดท้ายเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่มาขับเคลื่อนสังคมนี้ต่อไป คงจะดีหากผู้ใหญ่สร้างสังคมให้เด็ก ๆ ล้มและลุกได้ เพิ่มความเข้มแข็งให้กล้าเผชิญทุกปัญหา พร้อมโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงกลับมาดูแลเด็กรุ่นต่อไป

“เด็กทุกคนมีค่า เมื่อก่อนเราอาจชื่นชมแต่เด็กเก่ง เด็กตั้งใจเรียน ทุกวันนี้เราเปลี่ยนความคิดหมดเลย เด็กบางคนอาจไม่ได้เก่งเรื่องวิชาการ แต่เขามีทักษะในการใช้ชีวิตจนเอาตัวรอดได้ หรือถึงขั้นไปช่วยคนอื่นได้ด้วย เช่นครูนางฟ้ากับหมอน้อย 

“เราโตมากับสังคมที่ให้ค่าเด็กเก่ง เราเองก็เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กเกรดเอ ต้องเรียนหมอนะ วันนี้มองย้อนกลับไปถึงเห็นว่าเราเก่งเพราะว่าเราไม่ลำบาก ครอบครัวเรามีความพร้อม ในขณะที่บางคนเขาไม่มี เขาต้องใช้ชีวิตอย่างดิ้นรน จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยพวกเขา” หมอดวงดาวทิ้งท้าย

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

ขจิตพรรณ อรุณรัตนกาญจน์

อดีตนักเรียนและนักกฎหมายที่กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจ ชื่นชอบการถ่ายภาพจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และได้เข้าใจว่างานถ่ายภาพไม่ใช่แค่เพียงศิลปะอย่างหนึ่ง แต่เป็นของดีมีประโยชน์ที่มีคุณค่าต่อสังคมและสร้างผลประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากมาย