13 กันยายน 2024
5 K

คุณเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายมั้ย

ผี วิญญาณ นรก สวรรค์ ชาติภพหน้า สิ่งเหล่านั้นอาจยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามีอยู่จริง

แต่ร่างเย็นเฉียบ บิลค่ารักษาพยาบาล งานฌาปนกิจ ทรัพย์สินมรดก คนที่รักคุณกำลังร้องไห้ในวันแห่งการสูญเสีย หรือคนที่คุณรักผู้ไม่รู้เลยว่าคุณได้จากไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้หลักฐานอะไรมาพิสูจน์ก็รู้กันว่าเป็นชีวิตหลังความตายที่จริงยิ่งกว่าจริง

โลกหลังความตายเหล่านี้อาจเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวหรือไกลตัว แต่โลกก่อนความตายคือความจริงที่ตัวคุณเองต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการรักษาความเจ็บป่วยในระยะสุดท้าย ได้นอนอย่างสบายใจในบ้านที่มีลูกหลานล้อมรอบ หรือนอนท่ามกลางสายระโยงระยางในห้องไอซียู  ความตายคือสัจธรรมที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่น้อยคนจะเตรียมตัวรับความตาย สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้เชื่อว่าชีวิตก่อนตายของทุกคนคู่ควรกับการได้ ‘อยู่ดี’ เมื่อถึงเวลาจากไปจะได้ ‘ตายดี’ และสร้างภาระให้โลกหลังความตายน้อยที่สุด จึงลุกขึ้นมาขับเคลื่อน ‘ชุมชนกรุณา (Compassionate Communities)’ แนวทางสร้างความเข้มแข็งและเกื้อกูลกันของคนในชุมชน เพื่อดูแลผู้เกี่ยวข้องกับความสูญเสีย ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และคนดูแล ด้วยความเชื่อที่ว่า ชุมชนที่แข็งแรงทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้อยู่ดี และตายดี

พยาบาลผู้ไม่รู้วิธีรับมือกับความตาย

“คุณพ่อพี่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่ตอนนั้นพี่ไม่มีความรู้เลยว่าจะดูแลคุณพ่อในวาระสุดท้ายให้ตายดีได้ยังไงทั้งที่เราเป็นพยาบาล แล้วยิ่งเป็นคนที่เรารักก็ยิ่งยากมาก มันงงไปหมด เพราะการเรียนการสอนในยุคนั้นไม่ได้พูดถึงการช่วยให้ผู้ป่วยตายดี”

สุ้ย หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี อดีตพยาบาลโรงพยาบาลรามาธิบดี พ่วงดีกรีปริญญาโทสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข เธอเล่าย้อนไปถึงชีวิตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะหันมามองความตายในมุมใหม่

ภายหลังการเสียชีวิตของคุณพ่อ สุ้ยหันมาศึกษาความตายอย่างจริงจัง โดยมีเครื่องมือคือหนังสือ The Tibetan Book of Living and Dying หรือฉบับแปลภาษาไทยโดย พระไพศาล วิสาโล ในชื่อ ประตูสู่สภาวะใหม่ และ เหนือห้วงมหรรณพ หนังสือกล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมตัวก่อนตาย รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้ตายอย่างสงบ แล้วประจวบเหมาะกับคำชวนทำงานวิจัยว่าด้วยเรื่องความตายและการจัดการความตายในสังคมไทยที่ทำให้เธอได้ไปศึกษา 12 เคสเกี่ยวกับความตาย ซึ่งทำให้เธอได้รู้ว่า ‘การตายดีเท่ากับอยู่ดี’

งานวิจัยนี้ยังพาสุ้ยไปรู้จักกับเครือข่ายขับเคลื่อนเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล ผู้ดูแล NGOs พระสงฆ์ บาทหลวง และผู้สนใจ ซึ่งในขณะนั้นศาสตร์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มอบคุณภาพชีวิตโดยไม่ยื้อชีวิตนี้นับว่ายังใหม่มากในสังคมไทย 

สุ้ยยังได้มีโอกาสช่วย พระไพศาล วิสาโล ทำเวิร์กช็อปการเผชิญความตายอย่างสงบกับเครือข่ายพุทธิกา ซึ่งได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และเมื่องานเกี่ยวกับความตายขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ สุ้ยกลับมองว่าความตายไม่ควรจำกัดอยู่กับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เธอจึงออกมาทำ Peaceful Death ใน พ.ศ. 2560 เพื่อมุ่งขับเคลื่อนสังคมที่ผู้คนจะได้อยู่ดีและตายดีกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่การตระหนักถึงความตายอาจยังไม่ใกล้ตัวพอ มีการประชาสัมพันธ์ ‘สมุดเบาใจ’ ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้สูงอายุ รวมถึงบุคคลทั่วไปเขียนคำสั่งเสียสำหรับวันที่หมดความสามารถในการตัดสินใจได้เอง เช่น ไม่ต้องการปั๊มหัวใจหรือไม่ใส่ท่อช่วยหายใจหากผู้ป่วยฟื้นคืนเป็นปกติไม่ได้ เลือกที่จะยุติการรักษาหากสมองไม่รับรู้แล้ว เลือกวิธีฌาปนกิจให้ตัวเอง เป็นต้น

ชุมชนกรุณา ความเกื้อกูลเพื่อคนในสังคมได้อยู่ดีและตายดี

ปัญหาที่มาพร้อมกับโลกยุคใหม่คือการตายอย่างโดดเดี่ยว อันสืบเนื่องมาจากความโดดเดี่ยวในชีวิตก่อนความตาย ซึ่งสุ้ยค้นพบว่าการให้ความรู้ความเข้าใจและการรับมือกับความตายยังไม่เพียงพอ หากจะอยู่ดี ชีวิตต้องไม่โดดเดี่ยว หากจะไม่โดดเดี่ยว ต้องมีสังคม หากสังคมอย่างครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนมีได้ แต่อย่างน้อยสังคมในชุมชนที่เข้มแข็งจะคอยช่วยเหลือดูแลกัน Peaceful Death จึงเริ่มส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือของคนในสังคมในนาม ‘ชุมชนกรุณา

“วิธีคิดเรื่องชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่ดีและตายดี จะทําให้คนตายดีที่บ้านได้ ถ้ามีคนลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างหรือหันมาใส่ใจสมาชิกในชุมชนให้มากขึ้น”

สุ้ยเล่าว่าในแต่ละพื้นที่มีบุคลากรและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและจัดการกับความตายทั้งก่อนและหลังอยู่แล้ว เช่น ผู้นำชุมชน ผู้ดูแล อาสาสมัคร หรือผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางต่าง ๆ เพียงแต่ขาดการเชื่อมโยงกัน ทำให้ผู้ป่วยบางทีก็เข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษา สถานพยาบาลก็ไม่ทราบว่าที่ตรงนี้มีคนป่วยอยู่ คนอยากช่วยก็ไม่รู้จะไปช่วยใครหรือจะเริ่มต้นยังไง 

ตลอด 6 ปี ที่ผ่านมา สุ้ยและ Peaceful Death ภายใต้งบประมาณสนับสนุนหลักจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงพยายามผลักดันคนในชุมชนลงมือทำอะไรบางอย่างตามความถนัด เพื่อคนในชุมชนได้อยู่ดีและตายดี จนปัจจุบันมีชุมชนกรุณากระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 30 แห่ง

การเริ่มต้นของคนเล็ก ๆ

“ชุมชนกรุณาเกิดขึ้นได้จากเพียงแค่คนคนเดียวลุกขึ้นมาทําอะไรบางอย่าง แล้วมันก็ต่อยอดไปเอง”

สุ้ยมีรถส่วนตัวขับไปไหนมาไหน แต่ผู้ป่วยหลายคนในชุมชนของเธอไม่มี ในวันไหนที่จำเป็นต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็จะลำบาก เธอจึงอาสาพาผู้ป่วยไปหาหมอในวันว่าง เพราะเธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอทำได้เพื่อเพื่อนร่วมชุมชน

การเกิดขึ้นของชุมชนกรุณาในหลายพื้นที่ก็เช่นเดียวกัน เริ่มจากที่ใครบางคนไม่นิ่งดูดาย แล้วปล่อยให้ความตายมาเยือนคนแปลกหน้าใกล้ ๆ ตัวอย่างสิ้นหวังและว้าเหว่

อย่าง เจน-เจนจิรา โลชา อดีตกระบวนกรที่ลาออก กลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ที่เริ่มสูงวัยที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทักษะที่เธอมีติดตัวกลายเป็นสิ่งที่ชุมชนกำลังขาด เธอมาเป็นกระบวนกรชุมชน ไปพร้อมกับคอยช่วยเหลือเรื่องจิปาถะของชาวบ้าน เช่น การไปรับยาให้ผู้ป่วย เลื่อนนัดที่โรงพยาบาล พาผู้ป่วยสูงอายุไปหาหมอ การเป็นคนท้องที่และคลุกคลีกับผู้คนทำให้เห็นสถานการณ์ของแต่ละบ้าน ทั้งปัญหาผู้สูงอายุไร้ญาติ ลูกหลานไม่ดูแล หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เธอจึงเสนอตัวเป็นตัวกลางเชื่อมโยงชาวบ้านกับโรงพยาบาลแม่สรวย เริ่มจากโครงการเล็ก ๆ อย่างการสอนโยคะ หรือชวนผู้สูงอายุเล่นเกมไพ่ไขชีวิต หรือชวน อสม. ทำความรู้จักการดูแลแบบประคับประคอง จนเจนได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลให้ทำ ‘คลินิกอุ่นใจ’ ประชาสัมพันธ์สมุดเบาใจแก่ผู้ป่วยโรคไต ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาแบบประคับประคองที่ต้องอยู่กับความเป็นความตายได้มีเวลาทบทวน วางแผน และตัดสินใจอนาคตให้ตัวเอง และทีมแพทย์ก็ดูแลผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น เพราะทราบความประสงค์ของคนไข้ ความสำเร็จในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตทำให้คลินิกอุ่นใจขยายไปสู่การทำงานกับผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ด้วย และปัจจุบันชุมชนกรุณาก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำบลที่เป็นบ้านเกิดของเธอเท่านั้น แต่ยังขยายพื้นที่ไปสู่ตำบลข้างเคียงในอำเภอแม่สรวยด้วย

ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อ แจด-สุคนธ์ ชัยชนะ หัวหน้าสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติตำบลพะตง ต้องล้มป่วยและรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตให้ตระหนักว่าเธอหมดเวลาไปกับการดูแลผู้อื่น แต่กลับไม่เคยได้หันมาดูแลตัวเอง เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่พยาบาล อสม. และผู้ดูแลผู้ป่วยในชุมชน ที่ล้วนแต่ทำงานหนัก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนกรุณาพะตงที่มุ่งดูแลผู้ดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ผู้ดูแลพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการไปมอบการดูแลให้ผู้อื่น มีการทำกิจกรรมกลุ่มแบ่งปันและแบ่งเบาเรื่องราวของกันและกัน กิจกรรมเพื่อผ่อนคลายอย่างการจัดดอกไม้ การทำสมาธิภาวนา เป็นต้น จนสร้างเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และกำลังริเริ่ม ‘พะตงสมาร์ทแคร์’ เพื่อช่วยดูแลด้านอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วย บริการรถรับ-ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล การเยี่ยมบ้านหรือบริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อสร้างการดูแลที่ครอบคลุมขึ้นและตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนที่ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย

อิ้ม-สุธีลักษณ์ ลาดปาละ หนึ่งในผู้ก่อตั้งชุมชนกรุณาขะไจ๋ อดีตนักกายภาพบำบัดที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีที่อำเภอเมืองลำปาง ด้วยความชอบด้านอาหาร สินค้ากรีน และออร์แกนิก เธอริเริ่มทำตลาดสินค้าโฮมเมดร่วมกับเพื่อน ๆ จนสร้างเครือข่ายคนคอเดียวกันในชุมชนขึ้นมา แต่ไม่ใช่เพียงความสนใจในสินค้าโฮมเมดเท่านั้น คนกลุ่มนี้ยังมีอีกสิ่งที่สนใจเหมือนกันคือความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมชุมชน พวกเขาจัดทีมกันไปทำงานอาสาสมัครที่ศูนย์มะเร็งลำปางตามความถนัดของแต่ละคน บางคนอาสาอ่านนิทานให้ผู้ป่วยเด็กฟัง บางคนอาสารับฟังความทุกข์ใจของญาติผู้ป่วย บางคนจัดเวิร์กช็อปชวนผู้ป่วยมาเย็บตุ๊กตา บางคนช่วยกันทำอุปกรณ์บริหารร่างกายให้ผู้ป่วย 

สมาชิกแต่ละคนอาจเริ่มต้นเข้ามาด้วยทัศนคติว่าตัวเองไม่ใช่บุคลากรการแพทย์จึงอาจไม่มีประโยชน์ แต่ในความเป็นจริง ความสามารถของแต่ละคนมีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยได้ ‘อยู่ดี’ ในนาทีที่ความเป็นและความตายอยู่ไม่ไกลกัน

ชุมชนกรุณาหรือกลุ่มคนขนาดเล็กที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดที่ลุกขึ้นมาสร้างแรงกระเพื่อมด้วยความปรารถนาดีและความสามารถที่มี เพื่อให้เพื่อนร่วมชุมชนที่กำลังเผชิญปัญหาได้มีชีวิตที่ดีขึ้นจากการดูแลเกื้อกูลกันในชุมชน และหลายครั้งแรงกระเพื่อมจากคนหนึ่งคนก็ขยายวงออกไปใหญ่ขึ้นและไกลขึ้น ความกรุณาจาก 1 คนขยายสู่ชุมชนกรุณา และชุมชนกรุณาขยายสู่ ‘เมืองกรุณา’ เมื่อกลุ่มคนจากทุกภาคส่วนของเมืองร่วมมือช่วยเหลือกันเพื่อให้คนในเมืองได้อยู่ดีและตายดี

“ชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดีจะเป็นจริงได้ ต้องประกอบด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน โรงพยาบาล ผู้บริหาร ผู้กําหนดนโยบาย หรือส่วนประชาสังคมอย่าง Peaceful Death เราอาสาช่วยต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้พวกเราได้มาเจอกัน ขอแค่คุณอยากลุกขึ้นมาริเริ่มทำอะไรเพื่อผู้อื่น คุณก็มาร่วมขบวนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับพวกเราได้”

กาฬสินธุ์ เมืองกรุณา

ด้วยความเชื่อว่า คนเราไม่ว่าจะยากดีมีจนยังไง ในวันหนึ่งที่เขาจากโลกนี้ไปก็ควรได้รับการจัดงานศพให้สมศักดิ์ศรี ไม่มีใครควรจากไปที่ข้างถนน เครือข่ายจิตอาสาหลากอาชีพจากอำเภอเมืองกาฬสินธุ์จึงร่วมมือกันจัดตั้ง ‘โครงการจุติสุขาวดี’ ช่วยทำศพแก่ผู้ยากไร้ คนไร้บ้าน หรือคนต่างด้าวที่ขาดที่พึ่ง

ถึงแม้ว่างบประมาณจะจำกัด แต่ด้วยความร่วมมือของผู้คน จึงจัดงานฌาปนกิจให้ผู้เสียชีวิตอนาถาได้อย่างที่ควรจะเป็น มีการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดเก่ามาทำดอกไม้จันทน์โดยเหล่านักเรียนอาสา ใช้เครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น เช่น ผงซักฟอก น้ำปลา น้ำตาล มาตกแต่งเมรุเผาศพ ซึ่งมีราคาถูกกว่าดอกไม้ และผู้มาร่วมงานยังได้ของจำเป็นกลับไปใช้ที่บ้าน เป็นต้น ผู้หวังดีที่ไม่อาจร่วมแรงได้ก็ช่วยร่วมใจบริจาคเงินเข้ามาเป็นเงินกองกลาง 

หลังจากที่โครงการจุติสุขาวดีประสบความสำเร็จ ทางสมาชิกก็มีดำริว่าความช่วยเหลือไม่ควรต้องรอให้คนเสียชีวิตก่อน แต่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ควรได้รับความใส่ใจด้วย ทางกลุ่มจึงขอให้พี่สุ้ยเข้ามาช่วยอบรมแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายให้ ทางเทศบาลมีการจัดงบประมาณมาใช้สำหรับค่าดำเนินการรถไม่ฉุกเฉิน รถที่ให้บริการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ในกรณีไม่ฉุกเฉินแต่จำเป็น เช่น การเดินทางไปพบแพทย์หรือส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับบ้าน

เด็ก ๆ กับความตายที่อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลกัน แต่ในความจริงพวกเขาก็มีญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้สูงอายุหรือกำลังเจ็บป่วย การทำให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายแห่งความกรุณา เพื่อให้เข้าใจและเห็นใจผู้ป่วยรวมถึงพ่อแม่ที่ต้องดูแลคนป่วย เด็กจะรู้คุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำได้มากขึ้น พร้อมกันนั้นกิจกรรมจิตอาสาสำหรับเยาวชนยังกลายเป็นพื้นที่เยียวยาปัญหาของเด็กแต่ละคน เช่น ปัญหาครอบครัว สุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

ปัจจุบันแนวคิดเรื่องชุมชนกรุณาถูกขยายขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มจิตอาสาและผู้นำชุมชน 41 หมู่บ้าน จนผลักดันมาเป็นนโยบายหลักของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งขยายการดูแลไปถึงการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุและผู้พิการ 

เรื่องราวการเดินทางเคียงข้างชีวิตผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังความตายของผู้ดูแลในเครือข่ายเมืองกรุณา จังหวัดกาฬสินธุ์นี้ ถูกนำมาร้อยเรียงผ่านภาพถ่ายในนิทรรศการ Voice of the Voiceless ที่พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา งานนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่เสียงที่อาจไม่เคยมีใครได้ยินของคนดูแลให้ดังในใจ และสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คนไม่นิ่งดูดายต่อความทุกข์ของเพื่อนร่วมสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายทั้งโดยตรงและผ่านคนใกล้ตัว อันจะนำไปสู่ความกรุณาที่ครอบคลุมมากขึ้นจากคนทุกฝ่าย และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในระดับจังหวัดในที่สุด

“เพื่อให้เกิดความเข้าใจแนวคิดของชุมชนกรุณา ท่านนายกเทศมนตรีก็สนับสนุนมาก พาเจ้าหน้าที่เทศบาลทุกกองงานมาทำเวิร์กช็อปเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ซึ่งที่จริงก็คืองานดูแลคุณภาพชีวิตคนในเมืองอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนมันเป็นงานใครงานมันแยกส่วนกัน พอเป็นเมืองกรุณา คนก็ได้ Empower กัน ส่วนหนึ่งพี่มองว่าเมืองกรุณาเกิดขึ้นได้เพราะผู้บริหารเข้าใจ และเห็นว่าแนวคิดนี้จะเชื่อมโยงผู้คนให้ลุกขึ้นมาดูแลกัน และทําให้สังคมมันเปลี่ยนแปลง”

ขยับปรับสู่สังคมแห่งความร่วมมือ

“ในภาพรวม ต้องทําให้ชุมชนกรุณาเป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ทำให้สังคมเห็นว่าความตายมีทางเลือก ในต่างจังหวัดพี่คิดว่าตอนนี้เราเริ่มรู้ว่าจะเริ่มยังไง เราก็แค่ออกแบบเครื่องมือมาให้คนที่อยากต่อยอดหรือทดลองทําอะไรทําได้ง่ายขึ้น ส่วนในเมืองบริบทอาจจะซับซ้อนเล็กน้อย เราก็พยายามดูว่าจะต่อจิ๊กซอว์ของชุมชนกรุณาในเมืองยังไง”

สุ้ยกล่าวถึงสภาพสังคมต่างจังหวัดที่คนยังพอใกล้ชิดกันอยู่บ้างได้เอื้อให้การพัฒนาชุมชนกรุณามีความเป็นไปได้สูงกว่าชีวิตในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งวิถีชีวิตมักเป็นไปอย่างต่างคนต่างอยู่ แต่คนเมืองเองก็คู่ควรแก่ความช่วยเหลือเพื่อชีวิตได้อยู่ดีและตายดีเช่นกัน การเริ่มต้นทลายกำลังแพงสร้างชุมชนกรุณาในเมืองของสุ้ยและทีมงานจึงเริ่มจากพื้นที่ที่ยังมีความเป็นชุมชนเหนียวแน่นอย่าง ชุมชนบางรัก ชุมชนเก่าแก่ย่านฝั่งธนฯ ชุมชนคลองเตย หรือกลุ่มผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม

“พี่คิดว่าถ้าเราทําให้นิติบุคคลเห็นว่านี่เป็นสวัสดิการที่คอนโดมิเนียมมอบให้กับสมาชิกก็จะดีมากเลย ทำได้ตั้งแต่ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ มีกิจกรรมนันทนาการเพื่อสุขภาพ จิตอาสาเยี่ยมเพื่อนบ้าน หรือบริการนักกายภาพบำบัดเข้ามา 1 วันสำหรับสมาชิกที่ต้องการ มันออกแบบได้หมดและมีความเป็นไปได้ ไม่เพียงประโยชน์ต่อลูกบ้าน แต่ดีต่อธุรกิจด้วย”

นอกจากนี้ ตอนนี้ก็มีการจัดทำ Sandbox ผลักดันชุมชนกรุณาในกรุงเทพฯ ที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ย่านบางแค และโรงพยาบาลสิรินธร ย่านประเวศ

ยิ่งได้ทดลองทำชุมชนกรุณา ยิ่งได้รู้จักความแตกต่างของผู้คน สุ้ยก็ยิ่งเห็นปัญหาเกี่ยวกับต้องการที่จะอยู่ดีตายดีในมิติที่หลากหลาย อาทิ พระสงฆ์ที่ปรารถนาจะได้มรณภาพในชายผ้าเหลืองมากกว่าสึกออกไปให้ครอบครัวดูแล คนเร่ร่อนที่มีความสุขกับการใช้ชีวิตอิสระจนวาระสุดท้ายมากกว่าการรับความช่วยเหลือในศูนย์พักพิง ผู้ต้องขังที่ปรารถนาจะตายในเรือนจำมากกว่าออกไปเผชิญความโดดเดี่ยวภายนอกหลังครอบครัวตัดขาด การสร้างเครือข่ายชุมชนกรุณาให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่หลากหลายนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของทีม Peaceful Death

ความตั้งใจสูงสุดในการสร้างชุมชนกรุณาและเมืองกรุณา คือการผลักดันไปสู่สเกลที่ใหญ่กว่า อย่างการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดชุมชนกรุณามากขึ้น แล้วหน่วยงานหลักอย่างโรงพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัดก็ไม่จำเป็นต้องลงมาจัดการเองทุกเรื่อง เพียงทำในสิ่งที่ฝ่ายอื่นทำไม่ได้ และคอยสนับสนุนให้คนเหล่านั้นมีศักยภาพในการมอบการดูแลผู้ป่วยเพื่อที่สุดท้ายทุกคนจะได้อยู่ดีตายดี และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ลำพัง 

“สิ่งที่อยากเห็นคือนโยบายตายดีต้องเป็นนโยบายระดับชาติได้แล้ว ถึงจะดึงทุกองคาพยพออกมาคิดทำเรื่องนี้ด้วยกันได้ ตอนนี้ยังต้องอาศัยแรงจากคนทํางานเข้าไปขยับ แต่ถ้ามีร่มใหญ่เป็นนโยบายระดับชาติ จะมีความชอบธรรมที่หน่วยงานทุกองค์กร ทุกกระทรวง จะมาลงขันกันในงานตรงนี้ ซึ่งพี่เห็นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดเพียงพอจะรองรับสังคมสูงวัยในวันหน้าได้ หากไม่ทำตอนนี้ โอกาสข้างหน้าจะยากมาก ๆ แล้วคนที่อยู่ปลายห่วงโซ่จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ”

ผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือผู้สนใจแบ่งปันความสามารถกับชุมชนกรุณา ติดต่อได้ทาง

ภาพ : ชุมชนกรุณา

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล