คำว่า ‘ธนาคารสมอง’ สำหรับคุณหมายความว่าอย่างไร
เราเดาว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจว่าเป็นสถานที่เก็บรวบรวมอวัยวะอย่างสมอง คล้าย ๆ กับธนาคารดวงตา ธนาคารเลือด หรือธนาคารผิวหนัง แต่ธนาคารสมองที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้อาจมีความหมายต่างออกไป ธนาคารสมองเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทยมีพื้นที่สำหรับคนวัยเกษียณที่ยังมีใจอยากพัฒนาประเทศ โดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ตัวเองมี โดยพื้นที่นั้นมีชื่อว่าธนาคารสมอง ภายใต้การดูแลของมูลนิธิพัฒนาไท ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งแต่ปี 2540
เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวรวรรณ พลิคามิน เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ผู้จะพาเราไปรู้จักธนาคารสมองให้มากยิ่งขึ้น ผ่านการเดินทางมาตลอด 25 ปี

เกษียณแต่ยังมีไฟ
อายุ 60 ปีขึ้นไป มีประสบการณหรือความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง และมีใจอยากพัฒนาประเทศ คือคุณสมบัติของ ‘วุฒิอาสาธนาคารสมอง’ ชื่อเรียกอาสาสมัครของธนาคารสมอง
คุณวรวรรณเล่าย้อนไปที่การทำงานของธนาคารสมองในยุคแรก ๆ คือให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้ามา โดยธนาคารจะทำคลังข้อมูลพวกเขาเก็บไว้ เพื่อให้คนที่สนใจมาดูข้อมูลและชวนคนที่มีคุณสมบัติที่ต้องการไปทำงานด้วยกัน ซึ่งคนกลุ่มนั้นมักเป็นคนในองค์กรภาครัฐ งานของวุฒิอาสาฯ ยุคแรก ๆ จึงมีส่วนร่วมเชิงพัฒนานโยบายต่าง ๆ
เมื่อผ่านไป 10 ปี แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจค่อย ๆ เป็นที่นิยม ประกอบกับมีวุฒิอาสาฯ หลายคนที่อยากทำงานเชิงรุก กล่าวคืออยากเป็นฝ่ายลงมือมากกว่าเป็นคนให้คำปรึกษา แนวทางการบริหารวุฒิอาสาฯ ของธนาคารสมองจึงเปลี่ยนไป คือให้วุฒิอาสาฯ คิดโครงการแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้พื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ดีขึ้นแทน เกิดเป็นกลุ่มวุฒิอาสาสมัครที่มีอยู่ทั่ว 77 จังหวัด ทำงานสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนของตัวเอง
“เรามีดัชนีความก้าวหน้าของคน หรือ Human Achievement Index ให้วุฒิอาสาฯ เป็นฐานข้อมูล เพื่อให้เขารับรู้สถานการณ์จังหวัดของตัวเองว่ามีปัญหาหรือเรื่องอะไรที่ต้องพัฒนาบ้าง”
ปัจจุบันจำนวนวุฒิอาสาฯ มีประมาณ 2,700 คน คุณวรวรรณเล่าว่า กลุ่มอายุที่มีเยอะที่สุด คือ 75 ปีขึ้นไป นับเป็น 30% ของอายุวุฒิอาสาฯ ทั้งหมด รองลงมาเป็นช่วงอายุ 65 – 69 ปี มีประมาณ 22% ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับบางคน หากยังมีแรงและใจที่อยากพัฒนา พวกเขาก็มีพื้นที่อย่างธนาคารสมองช่วยทำให้ความต้องการเป็นจริงได้

แก้ปัญหาด้วยประสบการณ์
พนักงานบริษัท ข้าราชการ ครู หมอ ผู้พิพากษา ตำรวจ นักประชาสัมพันธ์ ศิลปิน ฯลฯ คือตัวอย่างอาชีพของวุฒิอาสาฯ ทำให้ความเชี่ยวชาญของพวกเขาแบ่งได้เป็น 21 สาขา เช่น สาขาสังคม ชุมชน แรงงาน สาขาความมั่นคง สาขาการศึกษา สาขาการแพทย์และสาธารณสุข ฯลฯ ประเด็นการทำงานจึงหลากหลายออกไป ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ชุมชนตัวเองมีหรือความสนใจของวุฒิอาสาฯ เอง
“ถ้าเป็นจังหวัดในภาคเหนืออาจจะสนใจแก้ปัญหา PM 2.5 หรือถ้าเป็นภาคอีสานมักจะแก้ปัญหาน้ำ” คุณวรวรรณยกตัวอย่าง
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เธอยกตัวอย่างงานของวุฒิอาสาอย่าง ครูขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ที่เคยทำงานเป็นนักออกแบบอาหาร เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ครูขาบตัดสินใจใช้เวลาช่วงนี้ไปกับการสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต ที่อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ โดยเนรมิตเรือนไทยของครอบครัวให้เป็นแหล่งอนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน และเป็นแหล่งรายได้ให้คนในพื้นที่
“เราค่อนข้างชอบงานของคุณครรชิต เข็มเฉลิม เขาเป็นวุฒิอาสาฯ ที่อยู่ฉะเชิงเทรา ทำงานต่อยอดสวนวนเกษตรของพ่อ ที่ชอบเพราะเขาไม่หยุดแค่พัฒนาในจังหวัดตัวเอง แต่ขยายไปทำที่อื่นด้วย คุณครรชิตเห็นว่า SDGs กำลังเป็นเป้าหมายใหญ่ของไทย เขาก็เอามาปรับใช้เป็นเป้าหมายในการขยายการทำงานไปที่พื้นที่อื่น เช่น เขารู้ว่าตอนนี้เรากำลังประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ฝนไม่ตกตามฤดู เขาก็ผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหานี้ในระดับภูมิภาคตะวันออก”
วิธีแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตัวเองจะมีแนวคิดจากความถนัดความเชี่ยวชาญของวุฒิอาสาฯ ประกอบกับประสบการณ์ที่สั่งสมมา
“ส่วนใหญ่เขาจะเลือกแก้ปัญหาใกล้ตัว เช่น มีวุฒิอาสาฯ ที่เคยเป็นหมอแล้วอยากทำงานแก้ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชน เขาก็จะบอกวิธีใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกลโรค ตั้งเป็นชมรมป้องกันโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง)”
จากผลงานของเหล่าวุฒิอาสาฯ ทำให้ธนาคารสมองมองเห็นศักยภาพของพวกเขาที่ไม่ควรหยุดแค่การพัฒนาในพื้นที่ตัวเอง แต่มีส่วนร่วมในระดับจังหวัด ประเทศ หรือบางปัญหาก็ต้องอาศัยความร่วมมือในการแก้ไข ตอนนี้ธนาคารสมองจึงกำลังผลักดันเรื่องการสร้างกลุ่มวุฒิอาสาในแต่ละกลุ่มจังหวัดที่จะต่อยอดไปเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคและประเทศ
“เราเห็นมาตลอด เช่น ปัญหา PM 2.5 เราแก้ไขแค่ในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่เท่านั้นไม่ได้ อาจต้องแก้ไปถึงจังหวัดอื่น หรือนอกประเทศด้วยซ้ำ ทำให้เราเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มทำงาน ตั้งแต่ในพื้นที่ จังหวัด ภูมิภาค ไปจนถึงระดับประเทศ อีกอย่างคนที่อยู่จังหวัดใกล้เคียงกัน มักจะมีปัญหาคล้าย ๆ กัน การที่เขารวมตัวเพื่อแก้ปัญหา โอกาสประสบความสำเร็จจะมากขึ้น เกิดการแชร์ทรัพยากรร่วมกัน
“ภาคีเครือข่ายไม่ใช่มีเฉพาะแค่ภาคสังคมหรือภาคเอกชน บางทีเราก็ต้องดึงภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานด้วย มันคือการทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ฐานข้อมูลที่รัฐมีอาจไม่ตอบโจทย์การคิดวิธีแก้ปัญหาในชุมชน คนในชุมชนสามารถช่วยกันเก็บข้อมูลและส่งให้รัฐใช้ได้”
ฝั่งธนาคารสมองจึงต้องออกไปดูโมเดลการทำงานในหลากหลายพื้นที่ เพื่อเป็นไอเดียให้วุฒิอาสาฯ ในการรวมตัวและขับเคลื่อนการทำงานไปด้วยกัน
“เราเคยไปดูงานของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) เพราะเขาทำงานส่งเสริมชุมชนเยอะมาก เขาใช้แนวคิด Community-based Approach ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของตัวเอง เริ่มจากการเก็บข้อมูล ให้คนในชุมชนออกแบบกันเองว่าอยากเก็บข้อมูลอย่างไร เสร็จแล้วก็มาจัดประเภทปัญหา ถ้าสีเขียวหรือสีเหลืองเขาแก้ได้ก็แก้เลย แต่ถ้าสีแดงแปลว่าต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแล แล้วเขาก็มีการสร้างเครือข่ายการทำงานที่ดึงคนจากหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนมาร่วมกัน
“มันอาจจะใช้เวลานานและทำเฉพาะพื้นที่ที่ของตัวเอง แต่ถามว่ายั่งยืนไหม เราว่ายั่งยืน เพราะคนในพื้นที่รู้จักพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด เราเพียงต้องให้การสนับสนุนหรือให้เครื่องมือที่เขาเอาไปใช้ทำงานต่อได้”

พื้นที่ที่ให้ผู้สูงอายุได้รับรู้คุณค่าในตัวเอง
“มีวุฒิอาสาฯ บางท่านบอกว่า เขาทำมาเยอะแล้ว ทำมาตั้งแต่ก่อนเกษียณ จะให้ทำอะไรอีกล่ะ”
หนึ่งในความคิดเห็นของวุฒิอาสาฯ ที่คุณวรวรรณแบ่งปันกับเรา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยังมีปัญหาอีกมากมายที่รอการแก้ไข บางคนใช้เกือบทั้งชีวิตไปกับการทำงานแก้ปัญหาที่ดูจะไม่มีทีท่าจะหมดไป เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรงจะทำต่อ
แต่ในความรู้สึกของคุณวรวรรณ การมีอยู่ของธนาคารสมองไม่ใช่แค่ต้องการดึงความสามารถของผู้สูงอายุมาใช้ แต่เธอเชื่อว่านี่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้สูงอายุยังได้ใช้ชีวิต ได้ออกมาเจอสังคม ลดความเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพกายใจที่มักเกิดกับคนวัยนี้
“บางคนภูมิใจว่าอย่างน้อยเขายังมีคุณค่าแม้เกษียณไปแล้ว แต่เขายังทำอะไรได้ ยังแก้ปัญหาให้ชุมชนของเขาดีขึ้น”
ในขณะฝั่งคนทำงานบางคนก็มีทัศนคติบางอย่างในการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ เช่น กลัวว่าจะทำงานยากเพราะผู้สูงอายุเชื่อมั่นในความคิดตัวเองมากที่สุด หรือรู้สึกว่าผู้สูงอายุตามไม่ทันโลก ซึ่งในความรู้สึกของคุณวรวรรณ นี่เป็น Soft Skills หรือทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ไม่ว่าคนวัยไหนก็ต้องมี
“การทำงานเป็นทีมต่อให้เป็นคนวัยเดียวกันมีความขัดแย้งหรือความคิดไม่ตรงกันได้ ฉะนั้น ทุกคนต้องมี Soft Skills ในการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพยายามเติมให้วุฒิอาสาฯ เพื่อให้สุดท้ายทำงานร่วมกันจนสำเร็จ
“เรามองว่าการเป็นผู้สูงอายุไม่ใช่สิ่งที่คนต้องกลัว เขาอาจมีประสบการณ์ มีบรรทัดฐานแบบหนึ่ง เราที่เป็นเด็กมีประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือจะประสานกันยังไง เราคิดว่านั่นแหละคือปัจจัยของความสำเร็จ”

ก้าวต่อไปของธนาคารสมอง
25 ปีที่ธนาคารสมองก่อตั้งมา คุณวรวรรณมองว่ายังมีหลายสิ่งที่พวกเขาต้องพัฒนาและมีเป้าหมายสำหรับอนาคตอีกมาก อย่างปรับปรุงคลังข้อมูลของวุฒิอาสาฯ ให้คนเข้ามาดูและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด หรือการส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต
“ผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้มีรายได้หลังเกษียณมากนัก บางคนยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แล้วตลาดอาชีพทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตจะทำให้เขาปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรือเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้”
การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่แค่ในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ แต่คุณวรวรรณมองว่าต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ให้ทุกคนมีทัศนคติว่าตัวเองเรียนรู้ได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสุดท้ายพวกเขาก็จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีนำไปสร้างเป็นสิ่งดี ๆ ต่อไปได้
“ผู้สูงอายุยังถ่ายทอดความรู้ความสามารถหลังจากที่เขาเกษียณแล้วให้พื้นที่และผู้คนได้ อย่างวุฒิอาสาฯ ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป เพราะไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สุดท้ายความรู้นั้นก็จะยังคงอยู่ พูดง่าย ๆ ก็คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้ไม่ได้หาย ไม่ได้ตายจากไป ความรู้อยู่ในตัวบุคคล ถ่ายทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น แพร่หลายไปในสังคม”

หากมีผู้สนใจต้องการสมัครเป็นวุฒิอาสาธนาคารสมอง ติดต่อที่มูลนิธิพัฒนาไท 962 ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ หรือผ่านเว็บไซต์ brainbank.nesdc.go.th
