1 สิงหาคม 2025
1 K

“วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร”

หากคำถามนี้ถูกถามมากพอ สุขภาพจิตของผู้คนทุกวันนี้จะเป็นอย่างไรได้บ้าง

จำนวนผู้ป่วยจิตเวชในประเทศคงมีไม่ถึง 2.9 ล้านคน

จำนวนผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตรวมที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาคงมีไม่ถึง 10 ล้านคน*

และจำนวนผู้ที่จบชีวิตตัวเองได้สำเร็จใน 1 ปีคงมีไม่ถึง 5 พันคน

ในขณะที่ตัวเลขเหล่านี้ดูเยอะ แต่จำนวนจิตแพทย์รวมทั้งประเทศมีอยู่เพียง 845 คน นักจิตวิทยาคลินิก 1,037 คน และพยาบาลจิตเวชรวม 4,064 คน

คำนวณคร่าว ๆ ก็เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยมีบุคลากรด้านสุขภาพจิตไม่เพียงพอต่อการรักษา แต่สิ่งที่องค์การอนามัยโลกให้ความสําคัญที่สุดคือการป้องกัน ซึ่งหากชุมชนได้เข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจไม่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช

นี่คือแนวคิดง่าย ๆ ของโครงการ ‘ม้านั่งมีหู’ พื้นที่ปลอดภัยโดยคนในชุมชนเพื่อคนในชุมชนที่ใช้การรับฟังเพื่อผ่อนคลายปัญหาใจ บรรเทาความโดดเดี่ยว และเติมเต็มช่องว่างของการดูแลสุขภาพจิตที่เริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ 

“วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร”

พื้นที่รับฟัง

“หลายคนมักคิดว่าแค่มีคนรับฟังอย่างเดียว ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้หรือ”

ซันจู-อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ คืออดีตผู้ป่วยจิตเวชที่เคยอาการหนักถึงขั้นพยายามจบชีวิตตัวเองมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็โชคดีที่เขาทำไม่สำเร็จ และเมื่อต้องแอดมิตอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชที่มีแพทย์และพยาบาลเป็นเพื่อนรับฟัง เขาก็รู้สึกสบายใจมาก แต่นอกโรงพยาบาล เขากลับหาเพื่อนรับฟังไม่เจอ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาก่อตั้ง Sati App แพลตฟอร์มเชื่อมต่อระหว่างผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตกับเพื่อนรับฟังที่ผ่านการอบรมและประเมินความสามารถในการรับฟังแล้ว เปิดให้ใช้งานตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเข้าใช้งานแล้วกว่า 62,400 คน และมีเพื่อนรับฟังอยู่ราว 800 คน

สังคมออนไลน์นี้ได้ช่วยบรรเทาความคิดด้านลบจริง ยืนยันด้วยตัวเลขผลสำรวจผู้ใช้งาน Sati App จำนวน 4,185 คนที่เมื่อได้คุยกับอาสาเพื่อนรับฟัง ความคิดด้านลบจาก 3.63/5 ก็ลดลงเหลือ 2.15/5 ความรู้สึกอยากทําร้ายตัวเองก็ลดลงจาก 2.5/5 เหลือ 2/5

“บางครั้งการมีคนรับฟัง ไม่แนะนํา ไม่บ่นอะไร มันช่วยเราได้จริง”

แต่การรับฟังทางออนไลน์ก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งคุณภาพสัญญาณที่มีผลต่อคุณภาพการรับฟัง และการขาดปฏิสัมพันธ์ที่ได้เห็นสีหน้าแววตา ซันจูจึงมองหาหนทางพัฒนากิจกรรมเพื่อลดช่องว่างที่วิธีออนไลน์เติมได้ไม่เต็ม

ไกลออกไปในประเทศซิมบับเวที่มีจิตแพทย์เพียง 1 คน ต่อประชากร 1.5 ล้านคน ยังไงก็ไม่มีทางพอต่อความต้องการ แถมส่วนมากก็กระจุกอยู่ในเขตเมือง ในขณะที่พื้นที่ห่างไกลประสบทั้งปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น และความเหงาในผู้สูงวัย การเดินทางไปพบแพทย์ทีก็มีอุปสรรคทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและความพยายามจบชีวิตตัวเอง Dixon Chibanda ซึ่งเป็นจิตแพทย์ก็เห็นทั้งความต้องการและความขาดแคลนในคน 2 กลุ่ม จึงพาพวกเขามาเจอกันบนม้านั่ง เพื่อให้ผู้สูงวัยช่วยรับฟังปัญหาใจของวัยรุ่น และขณะเดียวกัน เรื่องเล่าจากวัยรุ่นก็ช่วยคลายเหงาให้ผู้สูงวัย และเขาก็พบว่าการสร้างพื้นที่ให้คนมีปฏิสัมพันธ์กันนี้ช่วยลดความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองลงได้จริง และได้พัฒนาต่อไปเป็นโครงการ Friendship Bench

ในเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวายแต่ผู้คนกลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างซานฟรานซิสโก บนพื้นที่ข้างทางจะพบอาสาสมัครรับฟังกับเก้าอี้สนามพร้อมป้ายรับฟังฟรีตั้งอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Sidewalk Talk เพื่อแก้ปัญหาความโดดเดี่ยวด้วยวิธีที่แสนธรรมดา แต่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและความเป็นมนุษย์

ซันจูได้รับแรงบันดาลใจจาก 2 โครงการนี้ในการทำม้านั่งมีหู โดยเริ่มต้นทดลองตามสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องแบกความทุกข์จากงานกลับบ้านไป หรือแบ่งปันความสุขที่อาจไม่มีคนใกล้ตัวพร้อมรับฟัง

“การที่เรามีพื้นที่อย่างนี้ มันน่าจะตอบพันธกิจของ Sati ด้วย ที่ต้องการเสริมสร้างให้คนดูแลสุขภาพจิตของตัวเองมากขึ้น เข้าสู่กระบวนการดูแลจิตใจเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น เราต้องการทําให้คนกล้าที่จะขอความช่วยเหลือและกล้าให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องจิตใจ บางครั้งคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือเพราะกลัวคนอื่นคิดว่าเขาอ่อนแอหรือเป็นบ้าหรืออะไรหรือเปล่า หรือบางครั้งมีเพื่อนเครียดทําร้ายตัวเอง แต่เรากลับไม่รู้จะช่วยเหลือเขายังไง กลัวว่าไปช่วยผิด ๆ แล้วจะเกิดปัญหาตามมา”

แล้วโครงการม้านั่งมีหูตัวแรกก็ถูกนำมาตั้งที่อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือกับโครงการ ‘จุดพักใจ’ โดย เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ และสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายดำเนินการ มีอาสาเพื่อนรับฟัง 35 คนที่ผ่านการอบรมทักษะการรับฟังเชิงลึกและการปฏิบัติตัวหน้างาน มาลงพื้นที่คอยรับฟังตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และเสาร์ ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็ย้ายไปที่สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ รวมช่วงทดลอง 5 สัปดาห์

ผู้ใช้บริการลงทะเบียนจองเวลาพูดคุยมาจาก Sati App ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่บางส่วนก็ไม่ได้รู้จักงานนี้มาก่อน แค่เดินผ่านมาแล้วสงสัยว่าเขาจัดที่นั่งไว้ทำอะไรกัน ทีมงานจึงทำหน้าที่เข้าไปแนะนำกิจกรรมให้รู้จัก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามีหลายคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการคนรับฟังมากแค่ไหนหรือไม่กล้าเล่าเรื่องของตัวเอง พอได้มีโอกาสระบายสิ่งที่อยู่ในใจกับผู้ที่รู้วิธีรับฟัง ก็เปิดอกเล่าจนครบกำหนดเวลา 40 นาที

“คน Walk-in เยอะกว่าคนจองมาอีก เขาเดินมาแล้วเห็นก็แบบ อันนี้เล่าได้ใช่ไหม แล้วก็เดินเข้ามาขอแชร์เลย” 

มิ้นท์-กัลญารัตน์ พ่วงไผ่ Project Manager ประจำโครงการเล่าประสบการณ์หน้างาน และอธิบายถึงขั้นตอนการรับฟัง ก่อนเริ่มนั่งฟังทีมงานจะแจ้งให้ทราบถึงขอบเขตงานของเพื่อนรับฟัง แล้วมอบ Consent Ticket ให้เซ็นรับทราบ เมื่อเริ่มสนทนา เพื่อนรับฟังจะชวนผู้เข้าร่วมประเมินความรู้สึกของเขาก่อนด้วยคำถาม ‘วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร’ และพอจบการรับฟัง ก็จะให้ประเมินความรู้สึกหลังปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาออกมาแล้ว เพื่อให้เห็นความแตกต่างของความรู้สึกของตัวเอง 

สำหรับ Consent Ticket นั้น ทีมงานจะเก็บส่วนลายเซ็นไว้เป็นหลักฐานการเข้ารับฟัง และอีกส่วนหนึ่งเป็นข้อความให้กำลังใจจากเขื่อนบนกระดาษแข็งขนาดพกพา ก็จะให้ผู้รับบริการฉีกเก็บกลับไป 

“Consent เราก็ง่าย ๆ แค่ให้รู้ว่าเราไม่ได้ทําการบําบัด ไม่ได้ทําการรักษา ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ นอกเสียจากมีความเสี่ยงต่อตัวเขาเอง และถ้าจบวันนี้แล้ว เราจะไม่มีการนัดหมายต่อ” ซันจูอธิบาย

ในส่วนของเพื่อนรับฟังนั้น พอจบเคสการรับฟังแล้ว ก็จะสรุปความรู้สึก ภาษากาย คำพูดของผู้รับบริการ อุปสรรคที่พบ และทักษะการรับฟังที่เขาได้ใช้ เพื่อนำข้อมูลมาดูว่าจะเสริมประสิทธิภาพในการรับฟังได้อย่างไร 

และหากอาสาเพื่อนรับฟังเกิดอารมณ์ร่วม รู้สึกหนัก เหนื่อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หลังฟังปัญหาของคนอื่น ทีมงานก็จะมีนิสิตจิตวิทยาที่ปรึกษา จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็น Supervisor คอยเคลียร์ใจให้เพื่อนรับฟัง เพื่อให้ปลดปล่อยเรื่องราวตรงนั้นทิ้งไป และรับฟังเคสต่อไปเมื่อรู้สึกพร้อมเท่านั้น

“ก่อนจบงาน ทีมงานทุกคนจะมาทํา Group Supervision ด้วยกัน เพื่อเคลียทุกอย่าง หายใจลึก ๆ กัน แล้วค่อยกลับบ้านไปหลังจากนั้น นี่เป็นวิธีที่เราจะมั่นใจว่าอาสาของเราโอเค ไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นด้วย”

เพื่อนรับฟัง

อาสาเพื่อนรับฟังจะได้รับค่าตอบแทนกะละ 400 บาท ซึ่งเทียบกับค่าครองชีพในเมืองใหญ่และเวลาประจำกะ 4 ชั่วโมงแล้ว ผู้เขียนก็สงสัยว่าแล้วใครจะสละเวลามา

“มีทั้งผู้บริหาร หมอดูไพ่ คุณครูปฐมวัย พี่ที่เกษียณแล้ว นักจิตวิทยาที่ดูแลเด็กพิเศษ แม่บ้าน พนักงานบริษัท คนทำงานอิสระ หลากหลายอาชีพมาก บางคนมาหลังเลิกงาน หรือบางคนประชุมเสร็จแล้วก็มา” มิ้นท์เล่า

“ซึ่งหมายความว่าคนที่อยากมาเป็นอาสาทางด้านนี้มีเยอะ แต่แค่ไม่มีพื้นที่ให้เขาได้ไปอาสา” ซันจูเสริม

กลุ่มคนเหล่านี้รู้จักกิจกรรมจากเฟซบุ๊กเพจ Sati App แล้วก็สมัครเข้ามาเอง ซึ่งหลายคนวนเวียนอยู่ในวงการอาสาสมัครอยู่แล้ว เมื่อทางทีมเห็นข้อมูลผู้สมัคร ก็จะประเมินประสบการณ์และคุณสมบัติของผู้สมัคร อบรมวิธีการรับฟัง ให้เขาทำแบบทดสอบ ที่สำคัญที่สุดคือการให้แสดงบทบาทสมมติ ซึ่งผู้สมัครบางคนก็ไม่ผ่านในขั้นตอนนี้

“ในช่วงการทดสอบด้วยบทบาทสมมติ ผู้สมัครบางคนอาจยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอเลยตื่นกลัวแล้วไปไม่ถูก หรือบางคนอาจมีประสบการณ์ชีวิตเยอะจนรู้สึกว่าตัวเองแนะนําเขาได้ ติดการเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอาคนที่เข้ามารับบริการเป็นตัวตั้ง ซึ่งเราต้องการให้เขาสลัดสิ่งนั้นออกไปให้ได้”

อาสาที่สมัครมาแต่คุณสมบัติยังไม่ผ่านนั้น บางคนก็ทำให้ทีมงานประทับใจกับความตั้งใจจริงของเขา

“น้องคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาจากนนทบุรีเป็นชั่วโมงเพื่อมาฝึกหน้างาน ว่าถ้าเขาอยากผ่านจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง พี่อีกคนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุก็มาหน้างาน เพราะเขาอยากเรียนเพื่อครั้งหน้าจะได้สอบผ่าน ทำให้รู้สึกว่าเขาอยากทําด้วยใจจริง” ซันจูเล่า

ซันจูอธิบายถึงวิธีการรับฟังเชิงลึก ว่าผู้ฟังต้องทำตัวเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดกลับไป ไม่ต้องไปแนะนำให้ทํานั่นทำนี่ หรือคำพูดประเภท ‘อย่าไปคิดมากสิ อย่าไปคิดลบสิ คนนั้นเขาอาจหวังดีก็ได้’ ซึ่งในมิติของผู้ฟัง มักตอบสิ่งที่อยากจะพูดกลับไป โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดไปตรงกับสิ่งที่ผู้พูดต้องการหรือไม่

“สิ่งสำคัญในการฟัง คือ ‘การรับฟังโดยไม่ตัดสิน’ และไม่เน้นการพูดเชิงชี้แนะหรือแนะนำ ในบางครั้งการนั่งเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร แต่ใช้ภาษากายที่บ่งบอกว่าเพื่อนรับฟังกำลังตั้งใจฟังเรื่องของเขาอยู่ เช่น พยักหน้าตอบรับหรือสบตา ทำให้บรรยากาศดูปลอดภัย ก็ช่วยให้เขาได้คลายความทุกข์ใจได้ เพราะความเงียบช่วยให้ผู้เล่าที่อยู่ในความทุกข์ได้ตกตะกอนกับสิ่งที่เขาเล่าไป”

มิ้นท์เสริมถึงเทคนิคการฟังว่าบางคนอาจเล่าไม่เก่ง ผู้ฟังก็ใช้การถามคําถามกับเขาได้ บางคนก็เล่าเก่งมาก เล่ายาวมาก คนฟังใช้การสรุปความให้เขาได้ยินเรื่องราวของตัวเองกลับไป หรือบางคนไม่ถนัดบอกว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกอย่างไร ผู้ฟังก็จะใช้ทักษะการสะท้อนความรู้สึกออกไปว่า สิ่งที่เขาเล่ามาหมายถึงตอนนี้เขากําลังรู้สึกโกรธอยู่ไหม เศร้าไหม หรือกําลังเหงาอยู่หรือเปล่า

“เราจะบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า เรื่องราวของคนที่มารับบริการเป็นโจทย์ และเขามีศักยภาพที่จะแก้ไขเรื่องราวของตัวเองได้ พอเขาได้ยินเรื่องราวนั้นกลับไป ก็เหมือนได้ทบทวนและจัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง” ซันจูเสริม

เพื่อนรับฟังรู้ว่าควรรับฟังอย่างไรให้ผู้พูดรู้สึกผ่อนคลายและกล้ายกเรื่องราวที่ไม่สบายใจออกจากอก จนผู้ใช้บริการหลายคนที่มาตอนแรกด้วยความรู้สึกกังวลกับสายตาของผู้อื่นที่อาจมองว่าเขาอ่อนแอหรือไม่มีที่พึ่ง แต่พอได้ระบายทั้งความทุกข์หรือความสุขกับเพื่อนรับฟังแล้ว กลับรู้สึกมีพลังใจที่จะกลับไปใช้ชีวิตหรือรับมือกับปัญหาเดิมต่อไป และหากเขามีเรื่องอยากระบาย เขาก็กลับมารับบริการซ้ำได้อีก โดยไม่สนใจแล้วว่าจะดูไม่ดีในสายตาสังคม 

เพราะอาสาเพื่อนรับฟังทำให้เขารู้ว่าการปลดปล่อยสิ่งที่คั่งค้างในใจออกมานั้นคือความกล้า ไม่ใช่ความอ่อนแอ

เมื่อมีคนรับฟัง

“ตั้งแต่เริ่มโครงการมา เราไม่คิดว่าจะมีคนมานั่งร้องไห้ในพื้นที่นี้ เพราะมันคือพื้นที่สาธารณะ แต่กลายเป็นว่าเกิดขึ้นเยอะมาก แปลว่าเพื่อนรับฟังของเราสร้างสัมพันธภาพได้ถึงจุดที่ดีมาก ๆ ที่ทำให้เขากล้าร้องไห้กับคนแปลกหน้า” มิ้นท์เล่า

ซันจูอธิบายถึงคนที่มารับบริการม้านั่งมีหูว่าหลายคนไม่ใช่ไม่มีคนใกล้ตัว แต่หลายครั้งที่คนใกล้ตัวไม่ใช่ Safe Zone หรือหลายคนก็มีคนใกล้ตัวเป็นปัญหา เขาจึงเปิดอกคุยกับคนใกล้ตัวเหล่านั้นไม่ได้ แต่กับคนแปลกหน้า เขาไม่ต้องกังวลถึงผลที่จะตามมา 

“จริง ๆ โครงการม้านั่งมีหูก็เหมือนเป็นพื้นที่ของการลดการถูกตีตรา เพราะหลายคนไม่เข้าใจว่าตัวเองถึงขั้นต้องไปคุยกับจิตแพทย์หรือยัง บางคนกลัวทั้งค่าใช้จ่าย กลัวต้องรอนาน ก็ขอมานั่งคุยตรงนี้ก่อน เขาจะได้เข้าใจด้วยว่าเป็นเรื่องปกติที่จะแชร์ความทุกข์ใจให้ใครบางคนฟัง หรือถ้ามันหนัก ก็รู้ว่าการเข้าหาจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดเป็นเรื่องธรรมดามาก” มิ้นท์อธิบายต่อ

บางคนเข้ามารับบริการด้วยใบหน้าหม่นหมองจากความเครียดหรือวิตกกังวลอะไร แต่พอได้เล่าเรื่องราวและปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาในใจ สีหน้านั้นก็ดูเบาลง ดูผ่อนคลายมากขึ้น จนทีมงานสัมผัสได้

“ที่จริงพอครบ 40 นาที ทุกคนก็จะแบบขอต่ออีกได้มั้ย และพอวันสุดท้ายเราขอปิดโครงการเพื่อเอาไปทําการบ้านต่อ มีคนทักมาหลังบ้านว่าจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ทำให้รู้ว่ามีคนที่รอใช้บริการตรงนั้นอยู่”

พอเป็นพื้นที่ในสวน แม้บรรยากาศดีได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า แต่ก็ต้องลุ้นกับลมฟ้าอากาศทุกวัน บางวันฝนตกจนต้องพับเก้าอี้เก็บ แต่ผู้ใช้บริการก็ยังขอให้ไปหาที่ในร่ม เพื่อจะได้พูดเรื่องคาใจต่อโดยไม่ยอมให้อากาศเป็นอุปสรรค บางคนถึงกับกางร่มตรงนั้นเลย บางคนก็มารอตั้งแต่ยังจัดพื้นที่ไม่เสร็จ

“บางครั้งอุปสรรคก็มาในรูปของน้องตัวเงินตัวทองที่จะเดินเข้าบ้านตัวเองตอนนั่งคุยกันอยู่” ซันจูเล่าพลางหัวเราะ

อีกข้างหนึ่งของ Consent Ticket ที่ผู้รับบริการเก็บไว้เองนั้น มักกลายเป็นโพสต์บนโซเชียลมีเดียพร้อมคำขอบคุณที่มี #ม้านั่งมีหู ทำให้ทีมงานรู้ว่าพวกเขาประทับใจ คนใหม่ ๆ หลายคนที่เข้ามาก็เพราะมีเพื่อนเคยมา แล้วรู้สึกดีเลยบอกต่อ

“เราไม่ได้คาดหวังเลย และไม่เคยขอให้ใครทำด้วยซ้ำ แสดงว่ามันออร์แกนิกสุด ๆ เราก็ดีใจมาก”

เมื่อได้รับฟัง

ในส่วนของอาสาเพื่อนรับฟังนั้น เงิน 400 บาทที่เพียงพอแค่อาหารและค่าเดินทางคงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พวกเขาหลายคนอยากมาช่วย บางคนมาก่อนเวลาเพื่อมายกเก้าอี้ แบกโต๊ะ ช่วยจัดสถานที่ บางคนอยู่จนดึกเพื่อช่วยเก็บสถานที่ บางคนขนขนมขนน้ำมาแจกเพื่อนอาสา มันจึงเป็นเหมือนพื้นที่ที่ทำให้เหล่าอาสาได้สร้างสังคมของคนที่ชอบแบ่งปันด้วยกัน

“บางคนไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองจะรับฟังได้ดี แต่ในวันที่เขามาแล้วเห็นว่าคนแปลกหน้ากล้ามาร้องไห้กับเขา ทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองด้วย เหมือนมีพลังที่ส่งถึงทั้งผู้ใช้บริการและอาสาเพื่อนรับฟัง และมันก็ส่งมาถึงคนจัดโครงการแบบพวกเราด้วย ทำให้รู้สึกดี มันอิ่มข้างใน แม้ว่าที่จริงการจัดกิจกรรมมันก็รากเลือดอยู่เหมือนกัน” มิ้นท์กล่าว

ก้าวต่อไปของการรับฟัง

ปัจจุบันโครงการม้านั่งมีหูยังเป็นเพียงกิจกรรมทดลองที่จัดเฉพาะกิจ ด้วยความอนุเคราะห์พื้นที่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น 2 หน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพจิตของคนเมืองอยู่แล้ว โดยจัดมาแล้วที่อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ ช่วงระหว่างงาน BKK EXPO 2025

“ทางกรุงเทพมหานครสนับสนุนเราดีมาก อยากให้เราไปตั้งทุกสวนเลยด้วยซ้ำ ไปจนถึงคลินิกชุมชนที่ไม่ได้มีการดูแลสุขภาพจิต แต่หากจะไปตั้งถาวรได้ เราต้องมีทุนสนับสนุน”

ที่ผ่านมาม้านั่งมีหูยังเป็นเพียงพื้นที่รับฟังขั้นทดลองที่ประกอบด้วยเก้าอี้สนามและอาสาเพื่อนรับฟังในเสื้อกั๊ก แต่ทางทีมงานก็ออกแบบม้านั่งที่มีหูจริง และมีพื้นที่โฆษณาด้านหลังสำหรับหน่วยงานที่อยากเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ม้านั่งนี้ให้บริการบุคคลทั่วไปได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

“แต่อุปสรรคหนึ่งคือคนอาจยังมองไม่เห็นภาพความสําคัญของตรงนี้ มันเลยอาจยังไม่มีแรงดึงดูดมากพอให้มีแหล่งทุนเข้ามา ซึ่งเราพยายามแก้ไขอยู่ว่าจะทํายังไงให้เขาเห็นภาพ ถึงขั้นวิเคราะห์ว่าการตั้งม้านั่ง 2 ตัว ดูแลสุขภาพจิตคนได้ถึง 2,700 คน ในปีหนึ่ง และจะสร้างผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment) ได้เท่าไหร่ แล้วตอนนี้เราก็กําลังหาธุรกิจที่สนใจประเด็นเรื่องสุขภาพจิตมาทํา เราไม่ได้อยากให้มีม้านั่งแค่ 2 ตัวด้วย แต่อยากทําให้ขยายไปได้ทุกมุมเมืองในกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่ถาวร จะได้แสดงว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่ใส่ใจประเด็นสุขภาพจิตจริง ๆ”

ม้านั่งมีหูที่ซันจูตั้งใจไว้ นอกเวลาทำการก็จะเป็นม้านั่งที่ใครก็ใช้งานได้ แต่เมื่อมีอาสาเพื่อนรับฟังในเสื้อยูนิฟอร์มประจำจุด ผู้มารับบริการก็รู้ได้ว่ามีคนพร้อมรับฟังแล้ว

จากข้อมูลบน Sati App ประชากรในพื้นที่ต่างจังหวัดก็ประสบปัญหาสุขภาพจิตไม่น้อยไปกว่าคนเมือง แต่ในบางพื้นที่กลับไม่มีจิตแพทย์ประจำอยู่เลย ซันจูจึงมองว่าพื้นที่ที่ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพจิตได้น่าจะเป็นวัด คลินิกอนามัยชุมชน หรือให้ชุมชนช่วยเหลือกันเอง

“เราจะทํายังไงให้ม้านั่งมีหูหรือไอเดียของม้านั่งไปอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นได้ด้วย ซึ่งมันปรับให้เข้ากับบริบทของพื้นที่นั้นได้อยู่แล้ว”

สำหรับใครที่เคยใช้บริการโครงการม้านั่งมีหูหรือรอได้ปลดล็อกตัวเองด้วยการคุยกับอาสาเพื่อนรับฟัง ซันจูและมิ้นท์ยืนยันว่า ในเร็ว ๆ นี้โครงการจะกลับมาเปิดพื้นที่อีกครั้งแน่นอน ช่วงนี้เพียงหายไปเพื่อนำผลการทดลองทั้งหมดมาประเมินและพัฒนาต่อ แต่ระหว่างนี้ก็คุยกับเพื่อนรับฟังได้บน Sati App

หรือหากคุณเห็นคุณค่าของการรับฟัง สมัครและรับการอบรมเป็นอาสาเพื่อนรับฟังแบบออนไลน์ได้ทุกวันเช่นกัน แต่หากคุณเป็นห่วงสุขภาพจิตของคนใกล้ตัว ก็อาจเริ่มดูแลพวกเขาเองโดยไม่ต้องรอม้านั่งมีหู ด้วยคำถามง่าย ๆ

“วันนี้เธอรู้สึกอย่างไร”

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

กฤตภาส ตั้งงามจิตต์

ตอนกลางวันเป็นช่างภาพ ตอนกลางคืนเป็นนักตบลูกขนไก่ ส่วนกาแฟ... เพิ่งเริ่มคบกันแบบไม่ค่อยไว้ใจ