‘ความตาย’ สำหรับเราที่ใช้ชีวิตมาจนถึงวัย 22 ปี ยังคงเป็นเรื่องไกลตัว มันอาจเป็นเรื่องที่เราได้ยินบ่อย ๆ แต่ไม่เคยได้ทำความเข้าใจจริง ๆ จัง ๆ สักที จนกระทั่งได้ยินว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เรากำลังศึกษาอยู่มีวิชาที่สอนเรื่องความตายด้วย
‘Beautiful Death : การตายอย่างมีคุณภาพ’ เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องความตาย โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จักและเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับเรื่องนี้ เพราะความตายเป็นหนึ่งในวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ อาจารย์เอม-ศ.ดร.เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังวิชานี้ ด้วยความเชื่อว่าความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจตัวเอง จึงเปิดวิชาที่ไม่ได้สอนให้คนกลัว แต่เป็นพื้นที่ให้ตั้งคำถาม พูดคุย และเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย รวมถึงพาเราไปรู้จักความหมายของการตายอย่างมีคุณภาพ
ในต่างประเทศมีหลายมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรด้าน Death Studies หรือ End-of-Life Education เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของชีวิต ทำให้มองความตายอย่างตรงไปตรงมา จะได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย
แต่ในบริบทของสังคมไทย การพูดถึงความตายยังคงเป็นเรื่องต้องห้าม แม้ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จะเริ่มเปิดใจมากขึ้นก็ตาม แต่หาเรียนเรื่องทำนองนี้ในระบบการศึกษาได้ไม่มากนัก นั่นจึงทำให้การมีอยู่ของวิชา Beautiful Death ซึ่งกล้าพูดความตายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2559 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่อระบบการศึกษาไทย
แม้วันนี้อาจารย์เอมจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เธอยังคงเป็นผู้สอนวิชานี้ด้วยความรัก ความตั้งใจ และความสุขมาตลอด 10 ปี เราเองก็จะได้เข้าเรียนวิชานี้เร็ว ๆ นี้ จึงขอชวนอาจารย์เอมมาพูดคุยตั้งแต่ที่มา กระบวนการเรียนการสอน และความตายสอนอะไรคนเป็นบ้าง

เปิดวิชาเรียนก่อนตาย
อาจารย์เอมสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา ในหลักสูตร School and Community Health Education และพบกับวิชาที่ชื่อว่า Death Education หรือ มรณศึกษา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจเรื่องความตาย
“ในวิชา Death Education มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ให้นักศึกษาจับคู่กันไปสุสานตอนกลางคืน เพื่อดูข้อความบนป้ายหลุมศพ สอนวางแผนความตาย รวมถึงให้เขียนบันทึกส่วนตัว เราว่ากิจกรรมเหล่านี้น่าสนใจมาก และเป็นวิชาที่บ้านเราไม่เคยเปิดสอน จึงเกิดการตั้งคำถามว่า ในเมื่อเรียนเรื่องเกิดแล้ว ทำไมเราไม่เรียนเรื่องตายด้วยล่ะ
“อาจารย์เรียนปริญญาเอกตอน พ.ศ. 2528 บริบทสังคมไทยในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีการสอนเรื่องความตายอย่างชัดเจน มีสอนในเฉพาะวิชาที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งไม่ได้เจาะลึกเรื่องความตายอย่างแท้จริง เลยอยากนำเรื่องนี้มาสอน แต่ไม่ได้สอนให้คนกลัวความตาย เพราะโดยปกติคนกลัวตายกันอยู่แล้ว ความกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องไม่ใช่ความกลัวที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ควรใช้ความกลัวเป็นแรงผลักดันให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทมากกว่า”
หลังเรียนปริญญาเอกจบ อาจารย์เอมตัดสินใจเดินทางกลับไทย พร้อมพกเป้าหมายใส่กระเป๋ากลับมาว่า จะนำความรู้เรื่องความตายที่ได้เรียนมาเปิดเป็นวิชาสอน เกิดเป็นวิชา Beautiful Death : การตายอย่างมีคุณภาพ ที่สอนในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. 2559
“เราจะเตรียมตัวก่อนตายอย่างไรได้บ้าง จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความหมายอย่างไร” คือคำถามที่อาจารย์เอมอยากให้ผู้เรียนวิชา Beautiful Death ตอบได้หลังเรียนจบ และเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาที่อยากให้ผู้เรียนมองความตายเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ต้องเจอ เพื่อจัดการความรู้สึกเมื่อสูญเสีย หรือจัดการกับอารมณ์ในภาวะใกล้ตายได้อย่างดีและมีคุณภาพ
ด้วยความแปลกใหม่ของรายวิชา และความกล้าที่จะพูดเรื่องความตายในสังคมไทย วิชา Beautiful Death จึงได้รับความสนใจและแรงสนับสนุนมากมาย ไม่ใช่แค่จำนวนนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนอย่างล้นหลาม แต่ยังมีผู้คนจากหลากหลายแวดวง รวมถึงสื่อไทยและต่างชาติอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี ที่เข้ามาติดตามและพูดคุยกับอาจารย์เพื่อเรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังการสอน

Death Class 101
“เราไม่ได้สอนให้คนกลัวตาย แต่สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท”
ความตั้งใจแรกของอาจารย์เอมทำให้เนื้อหาในวิชา Beautiful Death ไม่ได้ตั้งเป้าสอนให้คนกลัวตาย แต่สอนให้เข้าใจความตาย ผ่านแนวคิดการตายอย่างไรให้มีคุณภาพ ซึ่งมีหลากหลายมุมมอง ทั้งทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศาสนา มนุษยศาสตร์ กฎหมาย ตลอดจนพิธีกรรมและประเพณีเกี่ยวกับความตายในแต่ละภูมิภาค รวมถึงมุมมองจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ญี่ปุ่น และนานาชาติ ผู้เรียนจะได้ทำความเข้าใจภาพรวมของความตายผ่านแต่ละบทเรียน
บทเรียนที่ 1 : ภาวะแห่งการสูญเสีย – บทนี้จะเปิดประตูให้ผู้เรียนเข้าใจความตายอย่างลึกซึ้ง โดยเริ่มจากการจัดการอารมณ์และปฏิกิริยาทางจิตใจเมื่อต้องเผชิญความสูญเสีย ทั้งเมื่อต้องสูญเสียคนรอบข้างและคราวต้องเผชิญความตายของตัวเอง ผู้เรียนจะได้เข้าใจภาวะสุดท้ายของชีวิตและเรียนรู้การรับมือจัดการกับอารมณ์อย่างอ่อนโยน
บทเรียนที่ 2 : เตรียมตัวเผชิญความจริงของชีวิตเรื่องความตาย – บอกเล่าวิธีจัดการกับความกลัวที่คนมีต่อความตาย และให้เราใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด ผ่านการยอมรับความเป็นจริงของความตาย รวมไปถึงทำใจเมื่อต้องสูญเสีย เรียนรู้ผ่านการศึกษาและเข้าใจตัวเอง
บทเรียนที่ 3 : การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า – แก่นสำคัญของรายวิชาที่อยากสอนให้ผู้เรียนวางแผนชีวิตที่เหลืออยู่อย่างใส่ใจ ตั้งแต่ใส่ใจดูแลสุขภาพกายและจิตใจ ทำสิ่งที่อยากทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่ รวมไปถึงซ้อมเผชิญหน้ากับความตาย เป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจคุณค่าและดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
“เราอยากให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ใช่เรียนแค่เนื้อหา เพราะจะทำให้ผู้เรียนเบื่อ เวลาเปิดสไลด์สอนจึงเป็นการสรุปประเด็นมากกว่า แค่ให้นิสิตเห็นคอนเซปต์และนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองมากกว่าท่องจำ”

นอกจากเนื้อหาวิชา อาจารย์เอมยังมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับเนื้อหาในแต่ละสัปดาห์
Death Note คือหนึ่งในกิจกรรมที่ทำเอาเราหูผึ่งหลังฟังอาจารย์เล่าจบ เป็นกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนมีพื้นที่ส่วนตัวในการสะท้อนความคิดและความรู้สึกของตัวเองผ่านการเขียนบันทึกประจำวัน คล้าย ๆ กับการเขียนไดอารี การจดบันทึกลง Death Note ไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถามกับตัวเอง สำรวจอารมณ์ ความคิด ความกลัว ความหวัง หรือแม้แต่ความเข้าใจต่อความตาย และความหมายของชีวิตในแบบของตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เรื่องความตาย อย่างการระบายสีและร้อยลูกปัด แม้จะฟังดูเรียบง่าย แต่กลับช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ใคร่ครวญเรื่องความตายระหว่างลงมือร้อยลูกปัดหรือระบายสีลงบนภาพต่าง ๆ
คาบสุดท้าย อาจารย์เอมจะให้นิสิตเขียนสิ่งที่ได้จากการเรียนวิชานี้ คล้ายกับการให้ตกตะกอนว่าเขาได้อะไรจากการเรียนวิชานี้
“จากที่เห็นฟีดแบ็กของนิสิต เราว่าเขานำความรู้ในห้องเรียนไปปรับใช้ในชีวิตได้ เขารู้จักใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เป็นสิ่งที่เราต้องการให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง นิสิตหลายคนชอบเขียนว่า เรียนไปแล้วทำให้กลัวตายน้อยลง พูดถึงความตายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่เมื่อก่อนโดนครอบครัวดุทุกครั้งที่พูดถึงเพราะเป็นเรื่องอวมงคล”
อาจารย์เอมแชร์ประสบการณ์ในห้องเรียนเพิ่มเติมอีกว่า มีนิสิตคนหนึ่งที่เมื่อก่อนใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง แต่พอได้มาเรียนวิชานี้ ทำให้เขาฉุกคิดและหันกลับมาใส่ใจตัวเองรวมไปถึงคนรอบข้าง เขาอยากกลับไปดูแลยายมากขึ้น และมีนิสิตคนหนึ่งที่บอกอาจารย์เอมว่า เรียนจบแล้วอยากใช้ชีวิตวัย 22 ให้มีความสุขที่สุด ซึ่งตรงกับเป้าหมายของอาจารย์ และเป็นความภูมิใจที่ได้รับจากการสอนให้นิสิต 40 ชีวิตในห้องเรียนเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่


สังคมไทยกับความตาย
“ความตายเกิดขึ้นทุกวันและเกิดขึ้นตลอดเวลาเหมือนกับการเกิด”
หลังจากสอนวิชาเรื่องความตายมาหลักสิบปี เมื่อมองออกมานอกห้องเรียน อาจารย์เอมรู้สึกว่าสังคมไทยเริ่มเปิดใจพูดถึงความตายมากขึ้น แต่ไม่ได้ใส่ใจหรือลงลึก หมายความว่าคนในสังคมส่วนใหญ่รู้ว่าทุกชีวิตต้องมีเกิดและดับ แต่ยังไม่เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและไม่ประมาท อาจารย์เอมมองว่าคนในสังคมจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องนี้ให้มากขึ้น
“บางทีไม่ให้เด็กไปงานศพเพราะกลัวภาพติดตาหรือกลัววิญญาณตามกลับมาบ้าง มันเป็นความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก”
ความเชื่อของคนไทยต่อความตายยังคงฝังแน่นและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อว่าต้องล้างหน้าหลังไปงานศพ อาจารย์เอมมองว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และอาจมีคุณค่าทางจิตใจในบริบทของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ความกลัวที่สืบทอดกันมาโดยไม่มีการอธิบาย อาจทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องอัปมงคลโดยไม่จำเป็น ความเข้าใจจึงควรเกิดขึ้นควบคู่กับการเคารพความเชื่อ
“ความตายในไทยไม่ได้เป็นแค่เรื่องของศาสนา แต่ยังเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ภูมิภาค และยุคสมัย พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายมีความหลากหลาย ทั้งการเดินเวียนซ้ายรอบเมรุ การเผา การฝัง หรือแม้แต่การออกแบบศาลาสวดศพที่เปลี่ยนไปให้เอื้อต่อความสะดวกสบายของผู้คนยุคใหม่”
ในสายตาของอาจารย์เอม ความตายไม่เคยเป็นเพียงแค่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่มันแวดล้อมไปด้วยโครงสร้างความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทย โดยเฉพาะศาสนาและพิธีกรรม พุทธศาสนาสอนให้เราระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และมองความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเชื่อท้องถิ่นและพิธีกรรมที่หลากหลายมาเสริมแต่ง ซึ่งล้วนมีเหตุผลและที่มาทางวัฒนธรรม แม้จะดูย้อนแย้งกันในบางมิติ
“ต่อให้สังคมเข้าใจมากแล้ว แต่ก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทให้ไม่ตายก่อนวัยอันควรหากสังคมเข้าใจเรื่องความตายว่าคือเรื่องธรรมชาติแล้ว แต่หัวใจสำคัญก็คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกขณะที่ยังมีลมหายใจ ยกตัวอย่างอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซค์ เราอาจไม่ตายแต่กลายเป็นเจ้าชายนิทราหรือผู้พิการตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความตายไม่ใช่จุดจบเดียวที่เราควรกลัว แต่การมีชีวิตโดยไม่รู้คุณค่าอาจน่าเศร้ายิ่งกว่าเสียอีก”
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเรื่องความตายจึงเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังในสังคมโดยเริ่มสอนได้ตั้งแต่วัยเด็กให้รับมือกับการสูญเสียคนที่รักและมีสติกับชีวิต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีความประมาท


ก่อนวันสุดท้ายมาถึง
ปัจจุบันวิชา Beautiful Death เปิดสอนภายใต้ศูนย์การศึกษาทั่วไป (GenEd Chula) สำหรับนิสิตจุฬาฯ พร้อมกับมีการเปิดสอนในรูปแบบวิดีโอผ่าน CHULA MOOC แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ที่ใครก็เข้าถึงการเรียนรู้เรื่องความตายได้ สะท้อนความตั้งใจของอาจารย์เอมที่อยากให้ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้สิ่งสำคัญก่อนตาย
“สิ่งที่เราอยากเห็นมากที่สุด คือคนมองความตายเป็นเรื่องธรรมดา และหันมาเห็นสิ่งที่สำคัญกว่าว่าอย่างทำอย่างไรให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้ามองความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เราจะทำใจยอมรับได้ และเริ่มมองเห็นว่าจะใช้ชีวิตก่อนถึงวันสุดท้ายอย่างไร”

อาจารย์เอมเชื่อว่า ความตายมีคุณค่าบางอย่างที่ฝากไว้ให้กับ ‘คนเป็น’ เสมอ แม้แต่ในช่วงเวลาของการนั่งสนทนาในวันนี้ก็อาจกลายเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ได้อ่านบทความนี้
“อาจารย์เชื่อว่าความตายให้อะไรกับเราอยู่แล้ว แค่เราต้องรู้จักมันให้ชัดเจน บางคนไม่เคยรู้สึกกลัวตาย แต่เมื่อถึงวันที่มีครอบครัว มีลูก ตอนนั้นเขาอาจจะรู้สึกว่า ยังไม่อยากตาย เพราะอยากอยู่ดูการเติบโตของลูก อยากอยู่กับคนรัก ความรักทำให้เราเกิดความผูกพันกับชีวิต
“ความตายจึงทำให้คนเป็นระลึกได้ว่า เราไม่รู้หรอกว่าเราจะตายวันไหน แต่เราออกแบบการใช้ชีวิตให้มีความสุขและมีคุณภาพได้ การตายอย่างมีคุณภาพของอาจารย์จึงเป็นการที่เราใช้ชีวิตมาอย่างดี และทิ้งอะไรบางอย่างให้คนรุ่นหลังระลึกถึงเรา” อาจารย์เอมทิ้งท้าย

