บ้านห้องแถวแออัดในซอยแคบที่เป็นส่วนหนึ่งของย่านชุมชนคนไทย แต่หากเดินหลงเข้าไปจะรู้สึกเหมือนอยู่ย่างกุ้ง เพราะทั้งซอยถูกจับจองโดยแรงงานข้ามชาติ โดยรอบมีแต่คนพม่า ภาษาพม่า อาหารพม่า ร้านค้าพม่า บ้านแต่ละหลังมีจานดาวเทียมติดตั้งเพื่อรับสื่อจากประเทศพม่า เป็นดินแดนที่ตัดขาดจากชุมชนคนไทยรอบนอกทั้งที่ห่างกันเพียงซอยถัดไป
นี่คือส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมในชุมชนหนองโพ จังหวัดราชบุรี ที่ ‘Baan Noorg Collaborative Arts & Culture’ นำศิลปะเข้ามาเป็นเครื่องมือแก้ไข โดยได้รับความร่วมมือจากศิลปินในพำนักจากนานาชาติมาคลุกคลี รู้จัก และถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชุมชนให้ทั้งคนภายนอกและคนภายในพื้นที่ได้รู้จักและเปิดใจ โดยมี 2 ศิลปินคู่ บอย-จิระเดช และ ยิ่น-พรพิไล มีมาลัย เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดองค์กรความร่วมมือทางศิลปะนี้ขึ้นเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชน
เรื่องราวของพวกเขาจะทำให้เข้าใจว่าศิลปะไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่มีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น และอาจทำให้คุณเห็นศิลปะในมุมที่ต่างออกไป

ศิลปินบ้านนอก
ในซอยไม่ไกลจากถนนเพชรเกษม มีอาคารก่ออิฐผนังปูนเปลือย 2 ชั้นขนาดย่อมตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ มีประติมากรรมหลายรูปแบบหลากสีสันขนาดพอดีตัวคนตั้งกระจายอยู่ประปราย กลุ่มผู้พักอาศัยนั่งทำงานหน้าแล็ปท็อปอยู่ในห้องนอนรวมบ้าง อยู่ในสตูดิโอบ้าง หรือนอนเอกเขนกคิดอะไรบางอย่างอยู่ในสวน แต่ก็มีหลายคนไม่ได้ปลีกวิเวกอยู่ใน Artist Residency แห่งนี้ แต่ทำตัวกลมกลืนไปกับชาวบ้านอยู่ในชุมชน

‘Baan Noorg’ หรือ ‘บ้านนอก’ คือคำที่คนในพื้นที่เรียกชุมชนที่อยู่ติดถนนใหญ่ ถ้าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างถนนเข้าไปจะเรียก ‘บ้านใน’ ทั้งหมดอยู่ในตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
‘หนองโพ’ ชื่อนี้คงทำให้ใครหลายคนนึกถึงผลิตภัณฑ์นม แต่พื้นที่นี้ก่อนหน้าคือชุมชนเกษตรกรรมที่มีการทำนาเป็นหลัก กลุ่มผู้อาศัยดั้งเดิมคือชาวไทยวนที่ถูกกวาดต้อนจากภัยสงครามมาจากเชียงแสนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1


“ครอบครัวผมเป็นชาวไทยวน รุ่นพ่อรุ่นแม่ยังพูดภาษาไทยวนได้”
บอยเล่าถึงประวัติของชุมชนชาวไทยวนในพื้นที่ ซึ่งเมื่อก่อนทำเกษตรกรรมเป็นหลัก ชาวบ้านจะมารวมกลุ่มกันเพื่อช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวในฤดูเก็บเกี่ยว ต่อมาช่วง พ.ศ. 2505 รัฐหันมาส่งเสริมการทำปศุสัตว์ อาชีพใหม่อย่างการเลี้ยงวัวที่ทำได้โดยลำพังและเป็นงานที่ต้องทำโดยไม่มีวันหยุด ทำให้โอกาสที่คนในชุมชนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กันลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็เบาบางลง
ศิลปินอย่างบอยและยิ่นเติบโตมาโดยเป็นประจักษ์พยานถึงการเปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ค่อย ๆ สูญหายไปเรื่อย ๆ พวกเขาจึงมีความคิดที่จะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชน

กลุ่มศิลปินพัฒนาท้องถิ่นด้วยศิลปะ
เมื่อเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยิ่นที่จบจากสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ Royal College of Art สหราชอาณาจักร แล้วกลับมาเป็นอาจารย์ในภาควิชาเครื่องประดับอยู่ 6 ปี ส่วนบอยซึ่งจบจากสาขาออกแบบตกแต่งภายใน เรียนต่อปริญญาโทด้านประติมากรรมต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้ง 2 คนเป็นศิลปินเดี่ยวที่ทำงานโดยลำพังมาตลอด จนถึง พ.ศ. 2545 ที่เริ่มมาสร้างสรรค์งานศิลปะคู่กัน ในนาม ‘JIANDYIN’ ซึ่งคนวงการศิลป์จะเรียกศิลปินที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปว่า Artist Collective
งานของ JIANDYIN เน้นการถ่ายทอดวัฒนธรรมพื้นถิ่นและนำเสนอปัญหาสังคมในรูปของศิลปะ โดยใช้เทคนิคและสื่อที่หลากหลาย มีการค้นคว้าข้อมูลประกอบการสร้างสรรค์ผลงาน เนื้อหาที่แฝงอยู่ในงานศิลป์จึงมีหลักฐานและที่มาที่ไปที่จับต้องได้
พ.ศ. 2553 เป็น 1 ปีที่ยิ่นและบอยได้รับทุนให้ไปเป็นศิลปินในพำนักที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พวกเขาจึงได้รู้จักกับเพื่อนศิลปินจากทั่วโลก และเห็นความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้เกิด Artist Residency เพื่อขับเคลื่อนวงการศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย

“ในช่วงเวลานั้นถือว่าเมืองไทยยังไม่มีการทํางานที่เป็นกลุ่มศิลปินชัดเจน ในขณะเดียวกันเราได้เห็นศักยภาพของกลุ่มศิลปินที่เดินทางมาเจอกันที่สหรัฐอเมริกา หลายคนทํางานเชื่อมโยงกัน และการทำงานเป็นกลุ่มยังสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่า ทำอะไรกับชุมชนได้มากกว่า ทําให้เรามองเห็นว่าการทํางานแบบกลุ่มน่าจะมีประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคมโดยใช้ตัวศิลปะเป็นเครื่องมือ มากกว่าการทํางานแบบศิลปินเดี่ยว”
บอยยังมีมุมมองว่า จำนวนแกลเลอรีในไทยนั้นไม่เพียงพอกับการรองรับจำนวนศิลปินเดี่ยวหน้าใหม่ จึงไม่ใช่ทุกคนที่มีจะโอกาสได้แสดงผลงาน การสร้างกลุ่มศิลปิน สร้างแพลตฟอร์มในการนำเสนอผลงานขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องรอพื้นที่ในแกลเลอรีหรือการช่วยเหลือจากภาครัฐ และมีทรัพยากรของตัวเองที่จะแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายศิลปินจากทั่วโลก จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ง่ายกว่า และที่สำคัญคือง่ายกว่าในการหาทุนมาพัฒนาโครงการ
ใน พ.ศ. 2554 Baan Noorg Collaborative Arts & Culture องค์กรความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ไม่แสวงผลกำไรจึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างศิลปินในการสร้างงานศิลปะที่เชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นเข้ากับชุมชนอื่นได้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ของการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาท้องถิ่น


“เรามองเห็นว่าชุมชนหนองโพเคยมีความเป็นมายังไงในอดีต แล้วเราพยายามสร้างกลไกและแพลตฟอร์มให้คนในชุมชนได้แสดงบทบาทของตัวเองในฐานะชาติพันธุ์ผ่านโครงการศิลปะต่าง ๆ รวมถึงการที่เรามี Artist Residency ศิลปินต่างชาติจะมาฝังตัวอยู่ที่นี่ ทํางานกับชุมชนในลักษณะ Community-based Art Project ใช้พื้นที่ชุมชนในการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลงาน และต้องมี Open Studio เปิดแสดงผลงานในชุมชนก่อนเดินทางกลับประเทศ” บอยกล่าว
ยิ่นเสริมว่า Artist Residency ของ Baan Noorg ไม่มีห้องสตูดิโอใหญ่ ๆ ให้ทำงาน ศิลปินที่มาเพียงแค่พกแล็ปท็อปมาเครื่องเดียว แล้วลงพื้นที่ หาข้อมูล สัมภาษณ์ผู้คน ก็ทำงานได้แล้ว ดังนั้น ผู้ที่ถูกเรียกว่าศิลปินในที่นี้จึงไม่ได้จำกัดเพียงกลุ่มคนทำงานศิลปะ แต่อาจเป็นนักเขียน วิศวกร โปรแกรมเมอร์ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดที่ต้องการทำความเข้าใจและถ่ายทอดบริบทในพื้นที่ชุมชนหนองโพในรูปของศิลปะ โดยใช้เทคนิคหรือประเด็นใดก็ได้ตามความสนใจ
“ศิลปินที่มามีความหลากหลายมาก อย่างคนที่เป็นวิศวกรมาทํางานเรื่อง PM 2.5 ร่วมกับโปรแกรมเมอร์ที่มาเขียนโปรแกรม ให้คนในชุมชนใช้โทรศัพท์มือถือติดตามตําแหน่งต่าง ๆ ที่เขาเดินทางแต่ละวันในจังหวัดราชบุรีว่ามีค่า PM 2.5 เท่าไหร่” ยิ่นเล่า
ศิลปะเชื่อมชุมชน สะท้อนวัฒนธรรม
ด้วยยุทธศาสตร์ของการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาท้องถิ่น ในผลงานจาก Baan Noorg แต่ละชิ้น จึงจะเห็นความเชื่อมโยงกับพื้นที่ตำบลหนองโพ และเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ในพื้นที่
365 Days : LIFE MUSE
“ในตำบลหนองโพมีคนงานพม่าที่ทํางานในโรงงานอุตสาหกรรมแถวนั้น จากการวิจัยพบว่าพวกเขาจะอยู่เกาะกลุ่มกันเป็นเซฟโซน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนไทย อยู่เป็นลักษณะชุมชนซ้อนชุมชนอยู่ประมาณ 8 ชุมชน”
โครงการ 365 Days : LIFE MUSE ที่ Bann Noorg ชวนศิลปินนานาชาติ 22 คนมาเป็นศิลปินในพำนัก คลุกคลีกับชุมชน เพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมที่คน 2 ชาติขาดปฏิสัมพันธ์กันแม้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน บอยและยิ่นเสนอให้แรงงานพม่าที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาพักอาศัยในห้องแถวในย่านคนไทยฟรี 1 ปี โดยมีข้อแม้ว่าต้องให้ความร่วมมือถ่ายทอดวัฒนธรรม ความคิด และวิถีชีวิตของพวกเขาให้แก่ศิลปินทั้ง 22 คน
เหล่าศิลปินจะนำข้อมูลที่ได้จากการคลุกคลีกับพวกเขามาสร้างงานศิลปะ ซึ่งหลายอย่างก็พาเขาทั้งสองออกไปรู้จักคนไทยมากขึ้น เช่น แบ่งปันอาหารพม่าให้คนไทยในละแวกบ้าน ซึ่งชาวพม่า 2 คนไม่เคยทำมาก่อน ทำให้พวกเขาเกิดการทักทายพูดคุยกันเป็นครั้งแรก และความสัมพันธ์นี้ไม่ได้จบอยู่แค่ระหว่างดำเนินโครงการ พอจบโครงการ ช่องว่างระหว่างคน 2 ชาติก็ลดลง ชาวพม่ามีความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคมไทยมากขึ้น
ผลงานศิลปะจากโครงการนี้จัดแสดงที่ Baan Noorg CommuLab และที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นผู้มอบทุนหลัก และจากนั้นนำไปจัดแสดงที่หอศิลปะแห่งมหาวิทยาลัยกวางโจและ Central เมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร
Churning Milk: the Rituals of Things (2022)
“หนองโพโดดเด่นเรื่องวัว ซึ่งเป็นวัวที่ผสมจากน้ำเชื้อจากดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีในสมัยนี้”
วัวจึงเป็นจุดร่วมระหว่างราชบุรีกับเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่จัดงาน documenta fifteen นิทรรศการอันเป็นมาตรวัดความเจริญของวงการศิลปะร่วมสมัยทั่วโลก จัดทุก 5 ปี ในเมือง Kassel เมื่อ พ.ศ. 2565 ทาง Baan Noorg ได้รับเชิญไปสร้างสรรค์งานศิลปะจัดแสดงในงานนี้ พวกเขาออกแบบ Churning Milk: the Rituals of Things (2022) โดยเลือกเอาหนังใหญ่วัดขนอนจากราชบุรีที่โด่งดัง มาถ่ายทอดเรื่องราว รามายณะ แบบผสมผสานกับ นิทานกริมม์ จากท้องถิ่นเยอรมนี มีแรมป์สเกตบอร์ดในพื้นที่แสดงงานเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะ ใครถือสเกตบอร์ดมาก็เข้าใช้พื้นที่ได้ฟรี มีศิลปะจัดวางทรงเขาพระสุเมรุเพื่อสร้างการเชื่อมโยง ตลอด 100 วันของงาน มีผู้คนหมุนเวียนกันมาใช้พื้นที่นี้ตลอด ตามคอนเซปต์ของงานที่ว่า ‘Make Friends not Art’
งานศิลปะจัดแสดงนี้ นอกจากถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เป็นจุดเชื่อมโยง 2 ประเทศ ยังเป็นสัญญะของการสลายอำนาจในเชิงโครงสร้างที่เห็นได้จากการเอา รามายณะ มาตีความใหม่ หรือการให้คนเล่นสเกตซึ่งนับว่าเป็นคนชายขอบของที่นั่นเข้ามาใช้พื้นที่ได้ฟรี และงานศิลปะจัดแสดงนี้ยังทำให้ Baan Noorg เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
Methodology for a Tai Yuan Return (2023 – 2024)
“ทุกวันนี้คนไทยวนในชุมชนเอง ถ้าเป็นคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี เขาไม่รู้แล้วว่าปู่ย่าตายายอพยพมาจากไหน”
เมืองเชียงแสนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน เคยเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาวไทยวน แต่ต่อมาถูกกวาดต้อนลงใต้ เมื่อครั้งกองทัพสยามมาปลดแอกเชียงแสนจากกองทัพพม่าเมื่อกว่า 200 ปีก่อน จนปัจจุบันไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์นี้หลงเหลืออยู่ในเชียงแสนแล้ว กลุ่มผู้อพยพส่วนหนึ่งมาตั้งรกรากอยู่ในตำบลหนองโพ
จากจุดเชื่อมโยงนี้ พวกเขาออกแบบศิลปะจัดแสดงเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของคนพลัดถิ่นบนพื้นที่ที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยอยู่ในเมืองเชียงแสน ณ บริเวณโบราณสถานหมายเลข 16 เป็นเจดีย์เป่าลมสีดำที่ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง จะเอียง 75 องศา เป็นเวลา 8 นาที เสนอเรื่องราวและลมหายใจของชาวไทยวน ซึ่งเปรียบเสมือนความปรารถนาของการหวนคืนที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากเป็นเพียงผู้มาเยือนเท่านั้น และอีกนัยหนึ่ง ยังแสดงให้เห็นองศาที่เจดีย์ล้มอันเกิดจากการขุดสมบัติที่ฐานเจดีย์ ซึ่งเมื่อขุดจนเจดีย์เอียงเท่านี้ ก็จะรู้กันว่าต้องหยุด เพราะหากขุดต่อเจดีย์จะถล่มลงมาปิดทางออก
ชิ้นงาน Tai Yuan Return: on Transmission and Inheritrance (2023 – 2024) จัดแสดงใน Thailand Biennale Chiang Rai ซึ่งทาง Baan Noorg ได้รับเชิญไปเป็นส่วนหนึ่ง เพราะบอยเป็นศิลปินเชื้อสายไทยวน
เปลี่ยนด้วยศิลปะ
ชุมชนหนองโพคุ้นเคยกับการมีศิลปะและศิลปินที่หมุนเวียนกันเข้ามาในพื้นที่มากว่า 12 ปี คนในชุมชนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเข้าใจศิลปะหรือทำงานศิลปะเป็นหรือไม่ แต่พวกเขากล้าที่จะมามีปฏิสัมพันธ์กับศิลปิน กล้าที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างงาน หรือแม้แต่แสดงความคิดเห็นต่อผลงานที่เขาเห็นในพื้นที่ชุมชนของพวกเขา


“เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในชุมชนหนองโพซึ่งเราเองก็แปลกใจที่พื้นที่ทางสังคมขยับเข้ามาใกล้กับพื้นที่ทางศิลปะมากขึ้นจนแทบจะทับซ้อนกัน มันไม่มีอะไรที่จะแยกกันว่านี่คือศิลปะ นี่คือพื้นที่ทางวัฒนธรรม บางทีศิลปินไหว้วานคุณป้าทำงานศิลปะแล้วเขาไม่เข้าใจ แต่พอบอกให้ช่วยทำงานเย็บปักถักร้อย เขาก็ทำได้ พอศิลปินเอาผ้านั้นไปทำเป็นงานศิลปะติดตั้งที่ศาลเจ้า ชาวบ้านก็ไม่ได้มองว่าเป็นศิลปะหรอก แต่เขารู้สึกภูมิใจ ศิลปินเองก็มีความสุขที่ได้ทํางานกับชุมชน”
เมื่อศิลปะมาจากบทสนทนาระหว่างศิลปินกับชุมชน และได้ส่งต่อเรื่องราวที่มากกว่าความงดงามในสิ่งที่ตาเห็น ผู้เสพงานก็ได้รู้ในสิ่งที่ผู้สร้างงานได้รับจากชุมชน กระบวนการเหล่านี้คือ Community-based Art ศิลปะชุมชน ซึ่งบอยอธิบายเสริมว่า ศิลปินที่ทํางานกับชุมชนจะต้องลงไปในรายละเอียดทั้งด้านแนวระนาบและแนวดิ่งให้มาก และหากทำให้ดี จะดึงเอาจิตวิญญาณในพื้นที่นั้นออกมาได้เลย
“การทํางานของเราเป็นการนำเรื่องราวไปสู่ประชาคมโลก เรามองในแง่ของระบบนิเวศศิลปะด้วยว่า ศิลปินทุกคนที่ผ่านเข้ามาร่วมงานกันจะนําบางสิ่งบางอย่างที่ได้รับไปพัฒนาต่อได้ เพื่อความก้าวหน้าของชุมชนเขา ในนิเวศของเขา” ยิ่นเสริม
ผลจากการทำงานพัฒนาชุมชนผ่านศิลปะของ Baan Noorg จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชุมชนในพื้นที่ ศิลปิน ชุมชนของศิลปิน ไปจนถึงผู้ชมงานที่ได้ตั้งคำถามกับเรื่องราวที่อยู่ในงานศิลปะชุมชนนั้น ๆ

ทุนที่สานงานศิลป์
“Baan Noorg เป็นองค์กรที่ศิลปินเป็นผู้ขับเคลื่อน ดิ้นรนหาแหล่งทุนด้วยตัวเอง ฉะนั้น ขอบข่ายการทํางานของเราจึงเล็ก ไม่ต้องอยู่ในกรอบจํากัด เราต้องการเน้นผลลัพธ์ และการทำให้ไปสู่ผลลัพธ์นั้น”
บอยเล่าต่อถึงอีกความท้าทายที่ตามมา คือการรักษามาตรฐานให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพราะทุนที่น้อย จึงต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างเครือข่ายศิลปินในพื้นที่อื่น เพื่อให้โครงการศิลปะดำเนินต่อไปได้
“เราโฮสต์เขาวันนี้ อีก 2 เดือนเราเดินทางไปประเทศเขา เขาก็โฮสต์เรา มีมาตรฐานของงานศิลปินกลุ่มที่จะคอยดูแลกันอยู่”
กลุ่มศิลปินในต่างประเทศที่บอยและยิ่นรู้จัก มักได้รับเงินทุนสนับสนุนระยะยาว 1 – 3 ปี แต่เงินทุนสนับสนุนที่ Baan Noorg ได้รับมักเป็นรายโปรเจกต์ หมายความว่าองค์กรนี้ไม่ได้มีท่อน้ำเลี้ยงแบบต่อเนื่อง และต้องทำงานศิลปะเพื่อวิสาหกิจชุมชนส่วนหนึ่ง เพื่อหาเงินมาอุดช่องว่างในวันที่ไม่มีเงินสนับสนุน
ที่ผ่านมามีทั้งสถาบันศิลปะ NGOs และหน่วยงานที่ทำงานพัฒนาสังคมมาร่วมงานกับ Baan Noorg เพื่อใช้ศิลปะถ่ายทอดประเด็นปัญหาบางอย่าง ซึ่งบอยและยิ่นเปิดรับผู้สนับสนุนทุกรูปแบบ
“เราเปิดกว้างอยู่แล้ว โดยไม่จําเป็นว่าเขาจะต้องทํางานศิลปะหรือเข้าใจศิลปะ เพราะ Baan Noorg เป็นแพลตฟอร์มที่นำคนที่มีความรู้หลากหลายศาสตร์มารวมกัน แล้วสร้างให้เกิดแรงกระเพื่อมทางสังคมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง”
ศิลปินที่มาแลกเปลี่ยนในชุมชนหนองโพส่วนใหญ่คือเครือข่ายศิลปินที่รู้จักบอยและยิ่นเมื่อครั้งเดินทางไปเป็นศิลปินในที่พำนักทั่วโลก ผลงานที่พวกเขาเคยจัดแสดงในหลายพื้นที่ การแนะนำต่อกัน และบางส่วนมาจากการค้นพบข้อมูลออนไลน์ ศิลปินบางส่วนหาทุนในการมาทำโปรเจกต์ด้วยตัวเอง บางส่วนได้ทุนทำโปรเจกต์ร่วมกับ Baan Noorg และด้วยชื่อเสียงขององค์กรนี้ในวงการศิลปะร่วมสมัยระดับโลก ร่วมกับความตั้งใจของตัวศิลปินเอง ทำให้การขับเคลื่อนวงการศิลปะโดยปราศจากเงินทุนระยะยาวยังดำเนินอยู่ได้








