17 ตุลาคม 2025
1 K

40% ของเด็กไทยมีปัญหาภูมิแพ้อากาศ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมเพียงพอ อาจพัฒนาไปสู่โรคหืด

15% ของเด็กไทยเป็นโรคหืด

ในขณะที่ผู้ใหญ่ 20% เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ 5% ป่วยด้วยโรคหืด

และในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหืดมากถึง 7,000 คน

นี่คือตัวเลขของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งจากปัญหามลภาวะทางอากาศ 

จำนวนผู้ป่วยเมื่อก่อนก็ไม่ใช่น้อย แต่ที่น้อยคือจำนวนแพทย์เฉพาะทาง ทำให้ หมอแอน-ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล ผู้มีอาชีพในฝันตั้งแต่เด็กเพียงหนึ่งเดียวว่าอยากเป็นหมอ เลือกมาเรียนเจาะลึกด้านโรคระบบหายใจ

การเป็นหมอนั้นได้ช่วยคน แต่การเป็นอาจารย์หมอสร้างหมออีกหลายคนเพื่อไปช่วยคน หมอแอนจึงมาสมัครเป็นอาจารย์หมอ ซึ่งต้องทั้งรักษาโรค สอนนักศึกษา และทำวิจัย ทำให้คุณหมอได้เห็นปัญหาต่าง ๆ ของคนไข้ในมิติที่ลึกและหลากหลายมากขึ้น

“และเราเป็นคนไม่ยอมแพ้ เจอปัญหาก็จะแก้”

ด้วยเหตุนี้ หมอแอน-ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล หรือที่คนในแวดวงโรคหืดรู้จักในชื่อ แอน Asthma นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย แพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ โรคหืด และโรคระบบทางเดินหายใจ ประจำโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาล BNH จึงได้หันมาทุ่มเทพัฒนานวัตกรรมที่มาจากโจทย์เล็ก ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ไม่พัฒนาไปเป็นผู้ป่วยโรคหืด และผู้ป่วยโรคหืดได้ใช้ชีวิตต่ออย่างมีคุณภาพที่สุด

และนี่คือส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้เพราะคุณหมอไม่มองข้ามปัญหา และไม่ยอมแพ้ให้กับปัญหาของคนไข้

พ่นยาให้ได้ยาด้วย Thai Kit Spacer

คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก Spacer แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหืดในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุแล้ว นี่คืออุปกรณ์พ่นยาสำคัญ ช่วยให้ร่างกายได้รับตัวยามากขึ้นถึง 30%

แล้วทำไมถึงเจาะจงที่ผู้ป่วยเด็กและผู้สูงอายุเท่านั้น

“ในคนไข้ผู้ใหญ่อาจไม่ได้จําเป็นมาก เพราะเขาพ่นยาด้วยวิธีปกติที่ต้องพ่นยาพร้อมจังหวะหายใจเข้าแล้วกลั้นหายใจได้ แต่เด็กกับผู้สูงอายุจะทําไม่เป็น หรือไม่มีแรงพอ Spacer จะช่วยให้เขาพ่นยาได้ง่าย โดยไม่ต้องกดยาพร้อมจังหวะหายใจเข้า ซึ่งถ้าเขาไม่ใช้เครื่องช่วยพ่นยา เขาก็พ่นยาเข้าได้น้อย”

หมอแอนอธิบายถึงความสำคัญของ Spacer ในการส่งตัวยาไปสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องบนหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการหอบ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อราว 20 ปีที่แล้วก็มีคนไข้ในกลุ่มที่ต้องใช้ Spacer เพียง 10% ที่เข้าถึงเครื่องมือ เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า สินค้าที่มีคุณภาพก็ราคาสูงหลักพัน และไม่ได้อยู่ในรายการที่เบิกได้จากสิทธิประกันสังคม บัตรทอง หรือบัตรข้าราชการ

“เราเป็นหมอ เห็นอุปสรรคแล้วก็อยากช่วย แต่เราไม่มีความรู้เรื่องเครื่องมือ เราไม่ใช่วิศวกร ก็เลยคุยกับพ่อของน้องปอย คนไข้เด็กโรคหืดคนหนึ่ง ชวนว่ามาสร้างอะไรที่มันยิ่งใหญ่ให้เป็นความภาคภูมิใจของลูกกันไหม แต่เราไม่มีเงิน เลยเน้นนวัตกรรมที่ทําได้เองราคาถูก แล้วอยู่ที่ไหนก็ทําได้”

นี่จึงเป็นที่มาของ DIY Spacer ที่ทำจากขวดน้ำใช้แล้ว ประกอบด้วยที่เก็บยา ไซริง ไซฟอนปั๊มน้ำ และหน้ากากแนบหน้าที่หมอแอนพัฒนาร่วมกับ ปริญญา จันทร์หุณีย์ วิศวกรจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นงานทำมือมาก ๆ แถมทำจากขวดน้ำใช้แล้ว ทำให้ผู้ใช้งานชาวไทยตั้งคำถามถึงคุณภาพและสุขอนามัย 

“ตอนนั้นทำออกมาแล้วก็โดนว่าเยอะนะเรื่องสกปรก แต่ก่อนจะเอาขวดไปใช้กับหน้า เราอบแก๊สก่อนอยู่แล้ว และที่จริงลมหายใจปกติมันก็ไม่ได้สะอาดนะ มันก็อากาศปกติ แต่พอไปยุโรป คนกลับชื่นชมมาก เขาไม่สนใจเรื่องสะอาดสกปรกกัน”

เพื่อพิสูจน์ว่างาน DIY Spacer ใช้งานได้จริง หมอแอนจึงทำงานวิจัยออกมารองรับ และพาสิ่งประดิษฐ์นี้ไปร่วมประกวดนวัตกรรม Seoul International Invention Fair ที่ประเทศเกาหลีใต้ ได้เหรียญเงินกลับมา พร้อมคำติชมที่คุณหมอเก็บมาปรับปรุงพัฒนาเป็นผลงานเวอร์ชัน 2 และชวน พัชรา บุญญอนุชิต พยาบาลในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ร่วมด้วย ดร.พสุ สิริสาลี และ ดร.ดนุ พรหมมินทร์ นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ มาร่วมพัฒนาต่อยอดไปด้วยกัน โดยตั้งเป้าหมายใหม่ที่เวทีประกวดนวัตกรรมอันดับ 1 ของโลกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

แต่ก่อนประกวด คุณหมอก็ได้ทำคลิปสอนขั้นตอนการทำลงยูทูบ และสอนคนทำอุปกรณ์ DIY นี้ ทั้งสอนคนไข้ และจัดกิจกรรม CSR กับหลายองค์กร ชวนคนมาทำอุปกรณนี้แจกผู้ป่วย

“ตอนนั้นหมออยากได้พลาสติก แต่ไม่รู้จักใครเลย เลยเขียนไปทุกองค์กรที่ทำพลาสติก เขียนไปเป็นร้อยฉบับ ทาง SCG อ่านแล้วสนใจ เขาเลยมาทำโครงการ CSR เรื่องนี้ ทําเสร็จแล้วก็แจกไปใช้ทั่วประเทศ”

พอมีฐานผู้ใช้มากขึ้น ได้พิสูจน์แล้วว่างานทำมือแบบบ้าน ๆ ก็มีประสิทธิภาพใช้งานได้จริง สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ก็ได้เข้าไปอยู่ในกองประกวด International Exhibition of Inventions Geneva และได้เหรียญทองกลับมา

“คนก็ตกใจว่าชนะได้ยังไง คู่แข่งเป็น High-tech หมดเลย แต่เราเป็นของ Low-tech เน้นการนําไปใช้ได้จริง”

พอได้รางวัลนี้กลับมา DIY Spacer ก็ได้ไปออกรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ และไปเข้าตาสถาบันพลาสติกแห่งชาติที่สนใจเข้ามาสนับสนุนค่าขึ้นโมลด์ เพื่อพัฒนาต่อให้เป็นสินค้าที่ผลิตได้ในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งจะใช้งานได้นานและทนทานกว่า กลายเป็น Thai Kit Spacer ที่หากหน่วยงานไหนสนใจก็ติดต่อเข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อผลิตแจกให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศได้ 

นอกจากนี้สินค้ายังมีการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ผู้สนใจโดยบริษัท MaxxLife และนำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การให้ออกซิเจนขณะพ่นยาที่เป็นฝอยละอองมีส่วนให้เกิดการแพร่เชื้อ จึงทำไม่ได้ในโรงพยาบาล หมอแอนลงมือพัฒนา Spacer รุ่นต้านโควิดที่ให้ออกซิเจนขณะพ่นยาได้ หลังจากนั้นก็ได้พัฒนาต่อเป็นเวอร์ชันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ

ด้วยปัญหาคุณภาพอากาศในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจจึงไม่ได้จำกัดแค่มนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงที่มีอาการหอบหรือมีปัญหาโรคภูมิแพ้ก็มีจำนวนมาก หมอแอนจึงประดิษฐ์ DIY Spacer ขนาดเล็ก สำหรับใช้กับสุนัขและแมวที่ป่วยด้วย

“มีคนอินบ็อกซ์มาถามหมอว่า สัตวแพทย์ให้พ่นยา แต่พ่นให้หมาแมว มันพ่นไม่ได้อยู่แล้ว ข้อดีของ DIY Spacer คือทำหน้ากากให้แนบกับหน้าหมาแมวได้ หมอเลยทําส่งไปให้เขาด้วย หลังจากนั้นก็สอนให้เขาทําเอง”

การหาบริษัทมาสนับสนุนหรือทำ CSR ร่วมกันนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่เฉย ๆ แล้วเขาจะมาหาเอง ในช่วงแรก คนอินโทรเวิร์ตอย่างหมอแอนต้องแลกด้วยการพาตัวเองไปออกตามงานอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อให้คนรู้จัก ต้องเดินสายสอนวิธีการทำ เพราะทุกคนก็ต้องการพบเจ้าของผลงาน

“มีบริษัทที่ทําพลาสติกเยอะ ส่วนใหญ่บริษัทที่มาบริจาคผลิต Spacer เขาก็จะมาทำเหมือนเดิมทุกปี แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการ”

ยาแก้แพ้สูตรไพล ความภูมิใจของสมุนไพรพื้นบ้าน

การเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหืด ทำให้หมอแอนทราบว่า ยารักษาอาการหอบทั้งหมดเป็นยาในกลุ่มสเตียรอยด์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ ในขณะที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมการรักษาโรคด้วยสมุนไพรไทย แต่ยังไม่มีงานวิจัยมารองรับการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการหอบ หมอแอนเลยสนใจมาทำวิจัยด้านนี้ โดยตั้งต้นจากข้อมูลเก่าที่เคยมีผู้ศึกษาสูตรยาแผนโบราณไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้วว่า ‘ไพล’ มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาการอักเสบของหลอดลม

“มันเป็นข้อมูลเก่ามาก แล้วเขาไม่ได้ทําต่อ หมอก็คิดว่าต้องมีเหตุผลอะไรที่ทําให้เขาไม่ทําต่อ แต่เราอยากทำยาแผนปัจจุบัน มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ แล้วถ้าอยากให้ยาไปอยู่ในระดับโลก เราก็ต้องคิดในสเกลมาตรฐานโลก”

แต่หมอแอนเป็นหมอ การสกัดสมุนไพรไม่ใช่ความถนัดของเธอ คุณหมอเลยทำเหมือนที่เคย คือหาผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทีม เธอเสิร์ช Google หารายชื่อคนที่มีประสบการณ์สกัดสมุนไพร และพบ เภสัชกรหญิงทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ศึกษาสารสกัดตัวยาจากสมุนไพรไทย

“ยาไพลเป็นยาไทย เป็นสมบัติของแผ่นดิน แต่มันจะต้องตกอยู่ในมือคนดี”

อาจารย์ทวีผลกล่าวกับหมอแอนเมื่อโทรไปขอให้ช่วยเหลือ จากคนที่ไม่รู้จัก ในที่สุดก็เชื่อใจมาสร้างทีมพัฒนายาเม็ดจากไพลร่วมกับหมอแอน

กระบวนการพัฒนายานั้นต้องใช้เวลานานมากในการปรับสูตรแล้วปรับสูตรอีก ทดสอบแล้วทดสอบอีก ทุนที่ใช้ในการวิจัยก็สูงตามไปด้วย หมอแอนตระเวนขอทุนพัฒนายาจากหลายหน่วยงาน งบก้อนใหญ่สุดมาจากกรมแพทย์แผนไทยและองค์การเภสัชกรรม ราวหน่วยงานละ 10 ล้านบาท ใช้เวลาพัฒนาราว 15 ปี จนได้ผลการวิจัยว่ารักษาอาการภูมิแพ้ได้ พอยาออกมาสำเร็จก็มีบริษัทสนใจซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิตจำหน่ายเยอะมาก แต่ทางทีมคุณหมอก็เลือกขายลิขสิทธิ์ให้องค์การเภสัชกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ในราคาย่อมเยา

“มันเป็นมหากาพย์ที่เสียน้ำตาไปเยอะมาก คิดจะเทหลายครั้งมาก เพราะมันยาก หมอไปมูมาเยอะมากด้วย แต่หมอก็คิดว่าปัญหามีมาเรื่อย ๆ ทำมาได้ถึงขนาดนี้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวก็คงแก้ได้ สําคัญคือต้องไม่ยอมแพ้ไปก่อน”

ตอนนี้ตัวยาอยู่ในขั้นตอนรอทางองค์การเภสัชกรรมผลิตจำหน่าย และคุณหมอยังต้องวิจัยข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคหืดเพิ่มเติม เพื่อให้ตัวยาไพลมีหลักฐานรองรับการนำมาใช้รักษาโรคระบบทางเดินหายใจอย่างครอบคลุม

“ไม่น่าเชื่อว่าหมออดทนทำได้ขนาดนี้ ประทับใจว่ามันเสร็จ ระหว่างทางก็โชคดีมีอาจารย์ผู้ใหญ่มาช่วยเยอะ บางท่านก็เสียชีวิตไปแล้วด้วย หมอคิดว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรุ่นก่อนมีเยอะมาก แต่ถ้าเราไม่รับไม้ต่อ องค์ความรู้ดี ๆ มันจะหายไป แต่โชคดีที่พวกท่านเอ็นดูหมอมาก ให้หมอหมดเลย ทุกคนฝากความหวังไว้ที่หมอว่าต้องทําให้สําเร็จ”

ปอดดีแค่ไหน ให้เครื่องมือช่วยบอก

“คนไข้โรคหืดส่วนใหญ่จะเสียชีวิตที่บ้าน ยิ่งถ้ามีอาการหอบมานาน เขาจะชินกับความรู้สึกเมื่อหอบกําเริบ ที่เขาไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะเขาชิน เขาเลยไม่รู้ตัวว่าหอบเยอะ การวัดเป็นตัวเลขจึงแม่นยํากว่าความรู้สึก คนไข้หลายคนตรวจที่โรงพยาบาลปกติ แต่กลับไปบ้านก็แย่ เพราะโรคนี้มันแกว่งขึ้นแกว่งลง”

ราว 10 ปีที่แล้ว มีคนไข้ของหมอแอนรายหนึ่งเสียชีวิต เขามีอาการหอบกำเริบจึงพ่นยาเอง แม้อาการจะไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ยอมมาโรงพยาบาล และเขาก็เสียชีวิตที่บ้านในอีก 2 วันต่อมา

โดยปกติคนไข้จะต้องมี Asthma Action Plan เป็นแผ่นพับคู่มือการดูแลตัวเองเมื่ออาการกำเริบ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่คนไข้ไม่ได้เก็บคู่มือไว้กับตัว หมอแอนจึงคิดพัฒนา Asthma Care แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ สำหรับผู้ป่วยใช้ประเมินอาการและดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันเหตุการณ์อันคาดไม่ถึง

“แอปฯ นั้นทํา 1 เดือนเสร็จ ทําอย่างเร่งด่วนเพราะคนไข้เสียชีวิต ไปขอทุนสนับสนุนจากเอกชนเหมือนกัน แล้วตั้งทีมช่วยกันคิดปุบปับ ตอนนั้นแอปฯ แบบนี้ ของไทยยังไม่มีคนทํา”

บนแอปพลิเคชันประกอบด้วยคำแนะนำการปฏิบัติตนของผู้ป่วยในภาวะที่เกิดโรคหืดกำเริบ บันทึกอาการและสมรรถภาพปอดในแต่ละวัน ระบบการแจ้งเตือนเวลาพ่นยาและพบแพทย์ และผลค่าระดับการควบคุมโรค ซึ่งนอกจากสะดวกต่อการดูแลตัวเองแล้ว ยังช่วยให้แพทย์เห็นการดำเนินโรค และปรับแผนการดูแลผู้ป่วยได้เหมาะสมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าแอปพลิเคชันนี้ต้องใช้ร่วมกับเครื่องทดสอบสมรรถภาพปอด (Spirometer) แต่เครื่องมือที่ว่าก็ราคาสูงเกินกำลังที่ผู้ป่วยหลายคนจะซื้อเก็บไว้ใช้ได้ ส่วนเครื่องมือที่โรงพยาบาลก็ให้ผลเป็นกราฟ ซึ่งมีเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นที่เข้าใจ 

หมอแอนเลยเห็นว่า หากเครื่องแปลงผลเป็นตัวเลขแล้วชี้ไปได้เลยว่า ตอนนี้ปอดมีสมรรถภาพดีหรือไม่ นอกจากคนไข้จะรู้ทันทีว่าควรดูแลตัวเองอย่างไร ยังเก็บข้อมูลในระดับประเทศได้ ซึ่งอาจนำไปสู่นโยบายเสริมสร้างความตระหนักรู้ของผู้คนเกี่ยวกับปัญหามลภาวะทางอากาศ 

เธอจึงเริ่มโปรเจกต์พัฒนาเครื่องเช็กสมรรถภาพปอดดิจิทัล โดยชวนวิศวกรจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และสถาบันพลาสติก มาช่วยพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ แบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส เฟสแรกคือเครื่องมือที่เปลี่ยนหัวได้สำหรับใช้กับคนไข้หลายคนในโรงพยาบาล ซึ่งได้ทุนพัฒนาสินค้าต้นแบบมาจาก Dow Chemical ถึงตอนนี้คุณหมอมีงานวิจัยตีพิมพ์ออกมาสนับสนุนแล้ว หากขึ้นรูปเสร็จ เธอตั้งใจนำไปแจกจ่ายตามโรงพยาบาล และเฟสต่อมาคือเครื่องมือสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน ซึ่งยังไม่มีผู้สนับสนุนทุนพัฒนา

“เงินที่ได้ก้อนแรกทำได้แค่สินค้าต้นแบบ หลังจากนั้นถ้าจะทําเยอะระดับประเทศ ยังไงก็ต้องใช้ภาคเอกชนอื่นเข้ามาช่วย หมอไม่ได้คิดจะทําไปขายนะ ทําเหมือน Thai Kit Spacer ทําแจกไปก่อน พอคนใช้ระดับหนึ่ง รู้จักว่ามันจําเป็น มีประโยชน์ พอจะขายก็อีกเรื่องหนึ่ง ไปทีละขั้น ถ้าคิดหลายอย่างแล้วเวียนหัว”

หากมาไม่ได้ แพทย์จะไปหา

“เดิมทีหมออยากเป็นแพทย์ชนบท อยากไปอยู่ต่างจังหวัด ตั้งแต่มาเริ่มเป็นอาจารย์แพทย์เมื่อ 25 ปีที่แล้วก็ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เลย เพราะอยากทําอยู่แล้ว แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ”

เนื่องจากปัญหามลภาวะทางอากาศในบางพื้นที่อยู่ในระดับรุนแรง ส่งผลต่อสุขภาพของคนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เข้าถึงการรักษาพยาบาลและผู้ที่เข้าไม่ถึง ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่เข้าไม่ถึงคือพระภิกษุที่จำพรรษาในวัดห่างไกล หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่หมอแอนดูแลจึงมุ่งเน้นปัญหาสุขภาพของกลุ่มพระสงฆ์ตามขุนเขาและดอยสูงโดยเฉพาะ แล้วก็มีชาวบ้านในพื้นที่เข้ามารับบริการด้วย

“เวลาไปก็จะเอา Thai Kit Spacer ไปแจก ไปให้ชาวเขาในภาคเหนือ เคยนั่งเครื่องบินทหารไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขอสปอนเซอร์แอร์เอเชียบ้าง ขอเครื่องบินของกองทัพอากาศบ้าง เมื่อ 2 เดือนที่แล้วก็เพิ่งไปวังน้ำเขียว พระสงฆ์เป็นโรคทางเดินหายใจเยอะมาก ไปเช็กสมรรถภาพปอด เอายาไปถวาย”

หากมีคนในพื้นที่ติดต่อขอหน่วยแพทย์มาลงพื้นที่ หมอแอนก็จะรวบรวมทีมงานแพทย์อาสาจากพรรคพวกที่รู้จักกัน แค่ส่งข้อความในกลุ่ม LINE ก็ชวนแพทย์หลายสาขาที่มีจิตสาธารณะมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในทีมแพทย์อาสาจึงมักมีแพทย์หลายสาขาไปช่วยกันดูแลผู้ป่วย

“เราทํากันแบบอิสระ ไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน จะได้ไม่ต้องเครียดเกิน”

งบประมาณในการลงพื้นที่ก็มาจากการระดมทุนกันเอง เงินทั้งหมดต้องผ่านบัญชีโรงพยาบาลเท่านั้น และงบอีกส่วนหนึ่งมาจากเงินสมทบทุนจากการจัดจำหน่าย Thai Kit Space 

“เราระดมทุนจากคนรู้จักกัน หมอค่อนข้างระมัดระวังเรื่องเงินบริจาค ไม่อยากเป็นประเด็นดราม่า หมอจะไม่รับเงินทางบัญชีหมอเลย”

ทำงานการกุศลให้อยู่รอดและยืนยาว

หมอแอนคือแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้และโรคหืด เธอรู้ว่าเธอถนัดและไม่ถนัดอะไร แต่ในการผลิตนวัตกรรมหรือแม้แต่ออกหน่วยแพทย์ ความถนัดของเธอเพียงคนเดียวไม่มีทางพอ จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าคุณหมอมักหาพันธมิตรที่เห็นเป้าหมายเดียวกันมาเติมเต็มในสิ่งที่เธอไม่ถนัดและร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

“คนไทยเป็นคนใจดี ชอบช่วยคน แต่บางทีเขาไม่รู้จะช่วยจุดไหน หมอโชคดีที่มีคนมาช่วยทุกเรื่อง ทุกอย่างที่ทําได้คือหมอไม่ได้ทําคนเดียว แต่บางจังหวะก็อาจไม่ได้เจอคนที่ไปด้วยกันได้เสมอไป”

โปรเจกต์ที่เริ่มจากแนวคิดเพื่อการกุศลไม่หวังผลกำไรนั้นเป็นหนทางที่มีความสุขสำหรับหมอแอน แต่คนอื่นที่มีภาระความจำเป็นอื่นในชีวิตก็อาจเดินตามแนวทางนี้ไปกับคุณหมอไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเลย

“ที่จริง หมอเสียเพื่อนไปเลยกับโปรเจกต์เครื่องเช็กสมรรถภาพปอดดิจิทัล แต่หมอผิดเองที่สื่อสารไม่ดี ทั้งที่เขาช่วยทำซอฟต์แวร์เยอะมาก แล้วงานมันก็ยากมาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเขาก็ไม่อยากทํางานกับเราอีกแล้ว”

รายได้จากการพัฒนานวัตกรรมจะมาจากค่าลิขสิทธิ์ เมื่อสินค้าสำเร็จและมีผู้สนใจซื้อลิขสิทธิ์ หรือส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่าย โดยระหว่างทางอาจมีผู้สนับสนุน อย่างที่ Dow Chemical สนับสนุนทุนวิจัยผ่านทางสถาบันพลาสติก เพื่อใช้พัฒนาเครื่องเช็กสมรรถภาพปอดดิจิทัลสำหรับใช้ในโรงพยาบาล แต่สำหรับเครื่องเช็กสมรรถภาพปอดดิจิทัลสำหรับใช้ส่วนตัวนั้นยังไม่มีผู้สนับสนุน ซึ่งหมอแอนก็พยายามไปหาเอกชนมาสนับสนุน 

แต่พอสินค้านวัตกรรมยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดี การจะหาผู้สนับสนุนที่เข้าใจตรงกันก็ยาก ระหว่างเส้นทางที่ผลิตภัณฑ์ก็ยังไม่เสร็จ ทุนพัฒนาก็ยังไม่มี คนทำงานอาจรู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า และนำไปสู่ความคิดเห็นที่ไม่ลงตัวกัน

สิ่งที่คุณหมอถนัดนั้น ไม่รวมถึงทักษะทางธุรกิจ ดังนั้น ไม่ว่านวัตกรรมอะไรที่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เธอมักให้ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้เข้ามาดูแลการบริหารต่อ ดังที่สมาคมพลาสติกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ Thai Kit Spacer และองค์การเภสัชกรรมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ยาแก้แพ้จากไพล

“ถ้าเราทําทุกอย่างเอง มันไม่น่าจะสําเร็จ เลยต้องตัดเรื่องออกจากตัวบ้าง ไม่งั้นจะได้เป็นแค่งานวิจัย แต่ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ไม่ได้ เราเลยตัดสินใจขายลิขสิทธิ์ไปเลย”

จะเห็นว่าทุนพัฒนานั้นก็เป็นอีกอุปสรรค คุณหมอเองอาจเริ่มต้นจากใจที่อยากทำเพราะอยากช่วยก่อน แต่พอถึงจุดที่โครงการต้องดำเนินสู่ขั้นถัดไป ค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทำให้หมอแอนต้องวิ่งขอทุนจากหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน บางครั้งเธอก็เขียนเอกสารไปเป็นร้อยหน้า แต่โดนปัดตกทันทีหากประเด็นนั้นไม่ตรงกับความสนใจของแหล่งทุน หรือบางทีก็ต้องรอหลายปีกว่าจะได้ทุนมาใช้พัฒนาโครงการต่อ

“เวลาหมอไปเลกเชอร์นวัตกรรม มักมีคนบอกว่าเวลาพูดทําไมดูง่ายจังเลย ไม่เห็นมีปัญหา ที่จริงปัญหามีหมด แต่บางทีแก้ได้แล้ว หมอเป็นคนขี้ลืมปัญหาด้วย คิดว่านี่เป็นจุดหนึ่งที่ทําให้ผ่านมันมาได้ มีคนบอกว่าทําไมไม่พูดถึงปัญหา แต่ถ้าเราพูดปัญหากับอุปสรรคก่อนทํา มันก็ไม่สนุก มันจะเครียดแล้วก็ขาดแรงจูงใจในการทําให้เสร็จ”

ตั้งแต่เริ่มโครงการการกุศลครั้งแรกเมื่อ 25 ปีที่แล้ว กับการออกหน่วยแพทย์อาสา และหันมาพัฒนานวัตกรรมเพื่อการกุศลอีกมากมาย ผู้เขียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหมอแอนเอาพลังที่ไหนมาทำงานการกุศลให้ได้นานขนาดนี้ รายได้ที่ได้ตอบแทนกลับมา ก็ดูไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเลย

“หมอว่าการจะอยู่รอดหรือไม่รอด ขึ้นอยู่กับว่าเราทําเพื่ออะไร มันต้องชัดเจนในตัวเอง แล้วก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนที่จะเริ่ม ถ้าทำเอารวยก็ไม่น่าจะได้ตั้งแต่แรกแล้ว บางทีเราหลงทาง ก็ต้องกลับมามองจุดเริ่มต้นว่าทําเพื่ออะไร 

“จุดเริ่มต้นของหมอคือแค่ได้ช่วยคน หมอโอเคแล้ว”

กว่าจะมาถึงจุดนี้ หมอแอนเองก็เคยหลงทาง เคยคิดไปตั้งบริษัท แต่สุดท้ายพอได้กลับมาคุยกับตัวเอง วิเคราะห์ตัวเอง เส้นทางนั้นมันก็ไม่ใช่ทางของคุณหมอ

“ทางเลือกอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น ไม่มีใครเลือกให้นอกจากตัวเรา ถ้าเราจะไปต่อ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าเราคิดแล้วว่าไม่ไหวก็หยุด แค่นั้นเอง หมอว่าทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะทําเสร็จหรือไม่เสร็จ มันได้เรียนรู้ บางอย่างต้องเสียเวลา เสียเงิน แล้วทำไม่สำเร็จ แต่เราเก่งขึ้นแน่ ๆ คิดแค่นี้ก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จแล้วใช่มั้ย”

สนใจสนับสนุน Thai Kit Spacer สำหรับแจกจ่ายเพื่อการกุศล หรือสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ ติดต่อได้ทาง Facebook : Asthma Talks by Dr.Ann

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล