23 ตุลาคม 2025
721

หลังจากใช้เวลาก่อนหน้านั้นหลายปีเพื่อตามหา ‘ควายป่า’ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ 1 ใน 21 ชนิดสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย 

บ่ายวันหนึ่ง ช่วงต้นฤดูฝนของ พ.ศ. 2540 หลังไฟป่าผ่านพ้นไปไม่นาน ในป่าทางตอนใต้ลำน้ำขาแข้ง ควายป่าจำนวน 12 ตัวเดินมาตามโค้งลำห้วย พวกมันเดินเลาะเล็มหญ้าเขียว ๆ ที่เริ่มขึ้นบนหาดทรายริมลำห้วย ซุ้มบังไพรที่ผมซ่อนตัวอยู่บนตลิ่งสูงจากลำห้วยราว 2 เมตร 

แม้ว่าสายฝนจะกลับมาแล้ว แต่หาดทรายยังขยายกว้าง กระแสน้ำไหลเอื่อย ๆ บริเวณหน้าซุ้มบังไพร น้ำขังเป็นแอ่ง ฝูงควายป่าหยุดเดิน ควายตัวโต ๆ ลงนอนแช่ในแอ่ง บางตัวยืนนิ่ง เจ้าตัวเล็กและ ควายรุ่น ๆ 2 – 3 ตัว วิ่งหยอกล้อน้ำกระจาย 

การมีอยู่ของพวกมันเป็นส่วนสำคัญอันทำให้ป่านี้ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

ควายป่านอนแช่น้ำ เคี้ยวเอื้อง โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็ก ดูมีความสุข จนกระทั่งฟ้ามืด ผมคลานออกจากซุ้มบังไพร เดินอ้อมมาทางด้านหลังเพื่อกลับแคมป์ เลาะมาตามห้วยได้ระยะหนึ่ง ผมหันกลับไปมองเงาตะคุ่ม ๆ ของฝูงควายป่า

ดวงอาทิตย์ลับสันเขาไปแล้ว แต่พวกมันรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้แสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์จะกลับมา สำหรับสัตว์ป่า พวกมันไม่เคยหมดสิ้นความหวัง

แม้จะรู้ดีว่าถูกรุกไล่กระทั่งมาจนมุมอยู่ที่นี่ ที่ซึ่งคล้ายจะเรียกได้ว่าเป็น ‘พรมแดนสุดท้าย’ 

อาจเป็นเรื่องน่าแปลกใจ หากจะพูดว่าควายป่าฝูงสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประเทศไทยต้องมาจนมุมอยู่ในพรมแดนสุดท้าย ด้วยสาเหตุหลัก ๆ คือพื้นที่ชุ่มน้ำอันเป็นแหล่งอาศัยบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาถูกทำลาย

พ.ศ. 2413 จอห์น บัคลีย์ (John Buckley) นักผจญภัยชาวอังกฤษ จัดคณะเดินทางจากพม่าเข้าสู่ประเทศไทย จุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย

เขาบันทึกการเดินทางไว้อย่างละเอียด เมื่อเข้าสู่ไทยและมาถึงบริเวณใกล้แม่น้ำสายใหญ่ เขาบรรยายไว้ว่า สภาพป่าริมแม่น้ำหนาทึบเพียงไร และไม่คิดว่าที่ใดในโลกจะมีป่าอันสมบูรณ์แบบนี้

2 มกราคม ป่าหนาทึบและพื้นที่บึง บังคับให้เราต้องเดินทางซิกแซ็ก บางครั้งมองไม่เห็นแม่น้ำ หลายครั้งที่ใกล้แม่น้ำ เราเห็นจระเข้หลายตัว เสือก็มีมาก หลายวันมานี้เราเห็นไม่น้อยกว่า 5 ตัว ในโคลนใกล้น้ำ เราเห็นรอยตีนควายนับไม่ถ้วน ร่องรอยพวกมันมานอนแช่ปลัก

ในตอนเย็น หลังจากตั้งเต็นท์แล้ว เราก็ยิงสัตว์แถวนี้มาเป็นอาหารตามปกติ

กลางคืนเราถูกรบกวนอย่างมาก โดยสัตว์ป่าที่มากินและเล่นน้ำที่แม่น้ำ แสงจันทร์เกือบเต็มดวง แสงส่องสว่างจนเราเห็นช้าง แรด ควาย และสัตว์อื่น ๆ หลายร้อยตัว

กลางคืน เราหลับไม่ได้ เพราะเสียงสู้กันของแรดและควายป่า

บันทึกของจอห์น การเดินผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำอันยากลำบาก มีสัตว์ป่ามากมาย กลางคืนแคมป์ถูก ห้อมล้อมด้วยหิ่งห้อยนับแสน ๆ ตัว

บันทึกของเขาทำให้สภาพของที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ภาพ’ ที่สาบสูญไปพร้อม ๆ ชีวิตมหาศาล เมื่อความเปลี่ยนแปลงในนามของพัฒนามาถึง 

หากควายป่า ต้องมาจนมุมอยู่ในพรมแดนสุดท้าย ดูจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจ และเป็นอดีต เป็นเรื่องของเมื่อวาน แต่เรื่องของนกแสกทุ่งหญ้าแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงรายนั้น เป็นปัจจุบัน นกซึ่งกำลังพบกับชะตากรรมและค่อย ๆ เลือนหายไป รวมทั้งสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่น ๆ เพราะ ‘การพัฒนา’ ซึ่ง ‘ไม่เห็น’ หรือไม่ยอมรับความจริงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งอาศัยของชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยถูกบีบให้เหลือเพียงเศษเสี้ยวของความอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ว่างเปล่าอันเป็นแหล่งอาศัยของชีวิตถูกตีค่าให้เป็นเพียงพื้นที่รกร้าง

เวียงหนองหล่ม หนองน้ำ และทุ่งชุ่มชื้น คือพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พำนักของนกนานาชนิด แต่วันนี้เสียงร้องของนกอื่น ๆ และนกแสกทุ่งหญ้ากลับบางเบา เราพัฒนาโดยไม่เคยถามว่า ‘ตรงนั้น’ เป็นบ้านของใคร เสียงของธรรมชาติถูกกลบด้วยเสียงเครื่องจักร

ดูเหมือนว่าจะไม่มีพื้นชุ่มน้ำที่ใดรอดพ้น แม้ว่าที่นั่นจะได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทะเลน้อย ซึ่งนักพัฒนาไม่เคยมองเห็นความเป็นลากูน ทะเลสาบสงขลาที่กลายเป็นอ่างกักขังโลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้าย หรือบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นน้ำที่กว้างนั้นมิใช่เพียงแหล่งน้ำ หากแต่เป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อน เป็นบ้านของปลา พืชน้ำ และนกนานาชนิด คนและนกหากินร่วมกันอย่างกลมกลืน การที่รัฐประกาศคุ้มครองจึงไม่ใช่แค่การ ‘ห้ามล่า’ แต่คือการยอมรับว่าพื้นที่นี้มีคุณค่ามาก

เช่นเดียวกับบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งผ่านการพัฒนามาหลายครั้ง หลายคนรู้จักในฐานะ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ที่นี่เป็นเพียงคลองน้ำสายใหญ่ รับน้ำจากเขตอำเภอท่าตะโกต่อเขตเพชรบูรณ์ ชาวบ้านเรียกว่าคลองบอระเพ็ด เป็นบริเวณที่มีป่ามากมาย มีหนองน้ำเป็นพัน ๆ หนอง ในคลองมีจระเข้ เป็นแหล่งอาศัยของควายป่ามากที่สุด รวมทั้งละมั่ง สภาพเป็นเช่นเดียวกับในบันทึกของ จอห์น บัคลีย์ ถึง พ.ศ. 2470 Dr.Hugh McCormick Smith ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันที่รัฐบาลจ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้านสัตว์น้ำของประเทศ แนะนำให้สร้างประตูระบายน้ำ สภาพที่ลุ่มจึงกลายเป็นบึงน้ำกว้าง

ในสายตาของนักพัฒนา พื้นที่ชุ่มน้ำถูกมองเห็นในมิติของการกักเก็บน้ำเพื่อเกษตรกรรมหรือเป็นแหล่งประมง กระนั้นก็เถอะ ถึงวันนี้บึงบอระเพ็ดคือหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป็นจุดแวะพักของนกอพยพนับหมื่นในฤดูกาลเดินทาง เป็นบ้านของพืชและนกพื้นถิ่นอีกมากมาย พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ถูกลดทอนให้เป็นเพียง ‘อ่างเก็บน้ำ’ หรือ ‘พื้นที่รองรับน้ำท่วม’ บทบาทเชิงนิเวศที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำไม่เคยถูกมองเห็นอย่างจริงจัง คล้ายเป็น ‘หัวใจ’ ที่มองไม่เห็น

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การพัฒนาของไทย โดยเฉพาะที่ราบลุ่มภาคกลาง ครั้งหนึ่งเคยเป็นระบบน้ำอันซับซ้อน พื้นที่น้ำท่วมหลากตามฤดูกาล ทุ่งรับน้ำและบึงใหญ่ทำหน้าที่เป็นหัวใจ เมื่อฝนมา น้ำหลากเข้าทุ่ง บึงรับไว้ สัตว์และพืชปรับตัวตามวงจรนี้อย่างลงตัว 

แต่เมื่อเราต้องการควบคุมธรรมชาติ เราจึงถมบึง ทำเขื่อน ขุดคลอง วางผังเมือง และสร้างถนนขวางทางน้ำ เราเปลี่ยนทุ่งรับน้ำให้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวตลอดปี เปลี่ยนบึงเป็นที่อยู่อาศัย เปลี่ยนทางน้ำให้เป็นท่อระบายน้ำ ตั้งแต่ยุคบุกเบิก เราเปลี่ยนทุ่งน้ำหลากเป็นผืนนาเป็นเมือง เราขัดขวางสิ่งที่ธรรมชาติออกแบบไว้อย่างชาญฉลาด 

ที่ราบลุ่มภาคกลางคือพื้นที่อันเคยเป็นระบบนิเวศที่เกิดจากการปรับตัวเข้ากับวงจรน้ำหลากตามฤดูกาล เมื่อน้ำมา ทุ่งนาจะเป็นทะเลสาบตื้น ๆ กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดี เป็นสายพานลำเลียงตะกอนดินที่สมบูรณ์ กระทั่งเราสร้างคันดิน คลองส่งน้ำ และถนน เพื่อควบคุมธรรมชาติ จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราได้ทำลายความสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้จนสิ้นสุด

สิ่งที่สูญเสียไปนั้นมากเกินกว่าจะนับ – สมัน แรดชวา และสัตว์ป่าหลายชนิด ต้องลาจากผืนดินนี้ไปตลอดกาล บางชนิดอย่างควายป่าที่เหลืออยู่ก็ต้องถอยหนีไปจนมุมอยู่ในป่าลึก 

วันนี้เมื่อฤดูน้ำหลากเวียนกลับมา คนในเมืองและในทุ่งก็เดือดร้อนจากน้ำท่วม เราโทษฝน โทษเขื่อน โทษคลองที่ตัน แต่เรามักไม่โทษการเดินสวนทางกับธรรมชาติของเราเอง 

พื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบึง หนอง คลอง ทุ่งน้ำ หรือป่าพรุ คือหัวใจที่เชื่อมโยงระบบนิเวศเข้าด้วยกัน

มันคือฟองน้ำธรรมชาติที่ซับน้ำในฤดูฝน และค่อย ๆ ปล่อยน้ำในฤดูแล้ง

มันคือแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของนก ปลา และสัตว์ป่า

มันคือพื้นที่กันชนที่ช่วยบรรเทาอุทกภัยโดยไม่ต้องใช้ปูนซีเมนต์แม้แต่น้อย

แต่เพราะพื้นที่เหล่านี้ไม่ส่งเสียง ไม่แสดงตนอย่างชัดเจน ไม่สร้างรายได้ทันตา มันจึงถูกละเลยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีคนออกมาพูดแทนพื้นที่เหล่านี้มากเพียงใด เสียงก็คล้ายจะดังไม่พอ

นี่ย่อมไม่ใช่การโหยหาเมื่อวาน เราไม่อาจย้อนเวลาให้บึงที่หายไปกลับมาได้ทั้งหมด เรานำสมันแรดชวา นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร หรือควายป่า กลับมายังถิ่นเดิมของมันไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนวิธีคิดในวันนี้ได้ เปลี่ยนเพื่อไม่ให้เสียงของพื้นที่ชุ่มน้ำที่เหลืออยู่เงียบลงไปอีก

ผมเชื่อว่าการพัฒนาไม่ใช่สิ่งผิด มนุษย์ต้องเดินหน้า เวลาที่เราต้องหยุดฟังจังหวะของธรรมชาติ ก่อนจะก้าวไปนั้นเลยมาแล้ว แต่ยังไม่สายเกินไป จำเป็นที่ต้องหยุดคิดว่า เรากำลังสร้างความเจริญหรือกำลังรื้อถอนกลไกธรรมชาติที่ช่วยเราอยู่เงียบ ๆ มาหลายชั่วอายุคน 

บึงละหาน บึงบอระเพ็ด เวียงหนองล่ม ทะเลนัอย พื้นที่รกร้าง ป่าบุ่งป่าทาม ป่าชายหาด และที่อื่น ๆ คือพื้นที่ที่เตือนเราว่า ธรรมชาติไม่ได้ต้องการมากมาย แค่ให้เรายอมรับว่ามันมีชีวิต มีระบบ และมีคุณค่า หากเราเข้าใจจังหวะนั้น การพัฒนาและธรรมชาติอาจไม่จำเป็นต้องยืนคนละฟากอีกต่อไป

ดูเหมือนว่าเราไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปอยู่ในโลกเก่าหรอก สิ่งที่ควรทำคือเพียงแค่ไม่ลืมว่า โลกเก่าออกแบบมาอย่างไร …

งานชิ้นนี้ ผมเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และผู้อ่านส่วนใหญ่เข้าใจดีอยู่แล้ว แต่ความตั้งใจคือให้เป็น ‘สาร’ ส่งไปถึงเหล่า ‘ตัวการ’ ผู้มีอำนาจ ซึ่งมุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นเพียงอ่างเก็บน้ำ การพัฒนาที่แท้จริงหมายถึงการเดินร่วมทางไปกับกฎของธรรมชาติ ไม่ใช่การฝืนต้านหรือเพื่อเอาชนะ รับรู้ถึงชะตากรรมของชีวิตที่สูญพันธุ์ไป เพื่อไม่ให้การพัฒนาพื้นที่กลายเป็น ‘สุสาน’ ของชีวิตอื่น ๆ มีคนมากมายพยายามมาเนิ่นนานเพื่อส่งสารเช่นนี้ แต่มันไม่เคยไปถึง 

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน