ท่ามกลางกระแสที่สังคมหันมาตื่นตัวเรื่องทะเลอย่างฉับพลันเมื่อปลายเดือนก่อน ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่รับรู้และออกมาพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า แนวปะการังในท้องทะเลไทยนั้นเสียหายไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราเห็นภาพของทะเลไทยว่าคงจะแย่มาก ๆ เมื่อเทียบกับห้วงเวลาในอดีตที่ผ่านมา
ทั้งที่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในท้องทะเลนั้นมีทั้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของธรรมชาติ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากมนุษย์
แน่นอนที่สุดว่า ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ที่เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนั้น เกิดจากผลกระทบของการใช้และบริโภคพลังงานคาร์บอนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 100 กว่าปีที่ผ่านมา และไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งอาจใช้พลังงานในแต่ละวันมากกว่าตำบลเล็ก ๆ ในชนบทห่างไกล หรือแม้กระทั่งกระแสความทันสมัยจากการสร้างภาพตัวการ์ตูนด้วย AI ที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก อาจใช้พลังงานเท่ากับเมืองเล็ก ๆ ในประเทศห่างไกล เพียงเพื่อสนองความพึงพอใจเพียงชั่วครู่จากยอดไลก์ยอดแชร์บนโลกโซเชียล

เมื่ออุณหภูมิของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิของน้ำเริ่มสูงขึ้น ปะการังซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งก็พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
เราจึงพบเห็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวบ่อยขึ้น แน่นอนที่สุดว่าเมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ปะการังบางส่วนตายไป และใช้เวลาอีกนานมากกว่าแนวปะการังจะฟื้นตัวกลับมาใหม่จากเมล็ดพันธุ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่บางส่วน ถ้าจะเปรียบให้ฟังง่าย ๆ ก็อาจจะคล้ายกับที่มนุษย์เผชิญภาวะโรคระบาดครั้งใหญ่จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในที่สุด
ในช่วงหลายสิบปีที่ผมทำงานในท้องทะเล มีโอกาสพบเห็นแนวปะการังซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุดหายไปจากในหลายพื้นที่ในประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็เห็นภาพแนวปะการังค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาใหม่ในอีกหลายพื้นที่เช่นกัน
สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ “ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เราอาจจะต้องให้ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสิน” การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอาจจะใช้เวลายาวนานกว่าช่วงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งเป็นเพียงเศษเถ้าธุลีของจักรวาลนี้
แต่ในขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากมนุษย์โดยตรงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันทำความเข้าใจ ทั้งการใช้ทรัพยากรและกำหนดแนวทางใช้ให้ชัดเจน

ผมดำน้ำในบริเวณกองหินริเชลิว พื้นที่กองหินที่ปริ่มน้ำกองเล็ก ๆ เปรียบเสมือนโอเอซิสของสรรพชีวิต ตั้งอยู่กลางทะเลบริเวณระหว่างชายฝั่งอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ มานานเกือบ 30 ปี นานพอที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของกองหินแห่งนี้
การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2562 เพียง 4 ปีหลังจากประกาศใช้พระราชกำหนดการประมงใน พ.ศ. 2558 อย่างเร่งด่วน หลังเกิดกรณี IUU หรือ Illegal, Unreported and Unregulated Fishing โดยสหภาพยุโรป ซึ่งเน้นเรื่องความโปร่งใสและความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรทางทะเล จึงตรวจสอบที่มาและวิธีการทำประมง พร้อมทั้งประกาศให้ใบเหลืองสินค้าประมงจากประเทศไทย ส่งผลให้เรือประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวนหนึ่ง อาจจะเนื่องด้วยทะเบียนเรือซ้ำซ้อนกันหรือใช้แรงงานผิดกฎหมายและไม่เป็นธรรม ต้องจอดอยู่ที่ท่าเรือเป็นจำนวนมากนานหลายปี

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปลาในพื้นที่อนุรักษ์เล็ก ๆ อย่างกองหินริเชลิวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลและทวีคูณ สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาเราใช้ทรัพยากรมากเกินไปกว่าความสามารถในการฟื้นตัวของประชากรปลาในท้องทะเลมานานหลายสิบปี เมื่อเราหยุดการจับ ท้องทะเลได้พัก ความอุดมสมบูรณ์ของปลาก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมา
ปลาเป็นทรัพยากรที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ถ้ามีพื้นที่ที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้ปลาในทะเลได้ขยายเผ่าพันธุ์ และควบคุมการจับขึ้นมาใช้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
หลายคนอาจคิดว่าถ้าเราไม่กินปลาก็อาจจะดี จะได้มีปลาในท้องทะเลเยอะ ๆ ไว้เป็นเพื่อนเหมือนในการ์ตูน Disney ที่บอกว่า Fish are friends…
ฟังดูดี แต่อาจจะเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะถ้าเราไม่กินปลา แต่เราไปกินไก่ กินเป็ดทดแทน ก็จะเจอปัญหาการจับปลาขนาดเล็กจำนวนมากที่ไม่ได้ขนาดจากการทำประมงที่ไม่คัดเลือกสายพันธุ์ เพื่อนำปลาที่จับได้นั้นไปทำเป็นปลาป่น ปลาเป็ด ส่งไปป้อนโรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งอาจจะส่งผลร้ายกว่าการจับปลาที่ได้ขนาดมาเป็นอาหารด้วยวิธีจับที่เหมาะสมเสียอีก
ถ้าเราเลือกจะกินเนื้อวัวที่กินพืชเป็นหลัก ก็จะเจอกับปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่ามาเป็นไร่ข้าวโพดสำหรับนำมาเลี้ยงสัตว์ และต่อเนื่องมายังปัญหาหมอกควันจากการเผาไร่อีก
โอเค ถ้างั้นกินมังสวิรัติแล้วกัน ไร่ถั่วเหลืองก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการบุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ และก่อให้เกิดปัญหาหน้าดินเสื่อมโทรมทางตอนเหนือของประเทศไทยมายาวนาน

ผมบันทึกภาพของกองหินริเชลิวชุดนี้ไว้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ในขณะที่ฝูงปลาล่าเหยื่อหลากหลายสายพันธุ์รวมตัวกันออกล่าฝูงปลาประทัด Mottled Fusilier (Dipterygonotus balteatus) ตัวเล็ก ๆ นับล้านตัว ซึ่งว่ายเข้ามารวมฝูงกันในบริเวณกองหินริเชลิว และปกคลุมกองหินนี้ไว้ราวกับเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือกองหิน
ผมดำน้ำในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วโลก แต่ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้จากแหล่งดำน้ำอื่น ๆ ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้แทบทุกวัน ณ กองหินเล็ก ๆ กลางทะเลแห่งนี้ตลอด 6 – 7 ปีที่ผ่านมา

ไม่ใช่เพียงแค่บริเวณกองหินริเชลิว 2 ฝั่งฟากทะเลไทยมีปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ซึ่งผมไม่เคยพบเห็นมาก่อนตลอด 40 – 50 ปีที่ผ่านมา เช่น การพบเห็นฝูงปลา Longtail Tuna ขนาด 20 – 30 กิโลกรัม ได้บ่อยขึ้นในบริเวณอ่าวไทยใกล้ ๆ กรุงเทพฯ อย่างบริเวณบางเสร่และแสมสาร หรือที่ตกปลาอินทรีได้จากใกล้ชายฝั่งในหลาย ๆ พื้นที่ โดยไม่ต้องออกเรือไปไกล ๆ
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทะเลไทยอุดมสมบูรณ์ขึ้นจริง ๆ จากมาตรการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจังและเคร่งครัด

เรามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแล้ว และฟื้นฟูท้องทะเลไทยขึ้นมาใหม่ได้แล้ว อย่าให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เราควรจะรักษาการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นเอาไว้ เพื่อเป็นหลักประกันถึงความยั่งยืนเรื่องอาหารและความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นของทุกคนในประเทศไว้
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไม่แน่ใจก็คือหลังจากนี้ถ้าการแก้ไขพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 69 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณาร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการร่วมทั้ง 2 สภา ซึ่งจะเปิดช่องให้ใช้ ‘อวนตาถี่’ ที่ยาวนับกิโลเมตร ร่วมกับแสงไฟล่อในตอนกลางคืน ลูกปลาสารพัดชนิดจะเข้ามารวมตัวจับกินแพลงก์ตอน จากนั้นอวนตาถี่ก็จะล้อมจับลูกปลาขึ้นมาแบบไม่คัดแยกสายพันธุ์ จะส่งผลอย่างไรกับท้องทะเลไทย
หลายคนบอกว่าการอนุรักษ์ต้องใช้เงินในการฟื้นฟูธรรมชาติ หากในความเป็นจริงแล้วเราทำได้โดยแทบจะไม่ต้องใช้เงินสักบาท ผ่านสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายและการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด
ผมหวังว่ากระแสการอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นมาจะทำให้สังคมหันมาจับตามองการออกกฎหมายในครั้งนี้ว่ามันเกี่ยวข้องกับทุกคน และท้องทะเลไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ผมยังคงถ่ายภาพใต้น้ำต่อไป และยังรอดูว่าหลังจากที่กฎหมายนี้ประกาศใช้งาน ฝูงปลาที่กองหินริเชลิวซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ดีจุดหนึ่งในท้องทะเลอันดามันจะเป็นอย่างไรต่อไป

