23 สิงหาคม 2025
963

20 กว่าปีก่อน ตอนที่อยู่ภูเก็ต กิจวัตรของวันทำงานไกด์ดำน้ำเริ่มด้วยการจัดอุปกรณ์เช่าให้ลูกค้า พอลูกค้าลองของครบก็ช่วยกันขนกล่องอุปกรณ์ขึ้นหลังคารถกระบะสองแถว แล้วขับไปที่ท่าเรือฉลอง ยกกล่องอุปกรณ์ลงจากรถ ย้ายไปใส่เรือหางยาว นั่งเรือหางยาวไปเทียบเรือใหญ่ที่จะใช้ทั้งวัน ยกของขึ้นเรือ เช็กชื่อลูกค้า แบ่งกลุ่มนักดำน้ำ พาดำน้ำ 2 – 3 รอบ ขึ้นกับเส้นทางเรือของแต่ละวัน แพ็กของกลับ ทำทุกอย่างย้อนทางกับเมื่อเช้า จบวันกลับบ้านนอน

สมัยเป็นเด็กวัยรุ่นการทำงานใช้แรงงานหนัก ไม่เคยเป็นปัญหากับร่างกาย เหนื่อยก็นอน พรุ่งนี้เช้าก็เริ่มงานหนักใหม่ได้

เมื่อถึงวันหยุด ถ้าหากไม่มีธุระอะไรที่ต้องจัดการเป็นพิเศษ พวกเราก็มักจะขออนุญาตจากออฟฟิศเพื่อจะลงเรือไปดำน้ำเล่น เป็นการดำน้ำเพื่อพักผ่อนจากการดำน้ำ ซึ่งถ้าหากการเพิ่มเราเข้าไปไม่เป็นภาระเพิ่ม เช่น จำนวนคนไม่เกินจนต้องเพิ่มรถหรือเพิ่มอาหาร เราก็จะติดเรือไปด้วยได้ แต่ถ้าหากวันนั้นไปกับเรือไม่ได้ พวกเราก็จะเอาถังอากาศใส่ท้ายรถไปดำเล่นกันเองที่หน้าหาดกะตะ พอเป็นการพักผ่อนที่ไม่ต้องดูแลใคร 1 ไดฟ์ของเราก็ลากยาวไปจนกว่าอากาศใกล้จะหมด ครั้งหนึ่งพวกเราเคยอยู่ใต้น้ำกันยาวเกือบ 3 ชั่วโมง 

การดำน้ำลามเข้าไปในทุกอย่างของชีวิตของเรา เสื้อผ้าข้าวของเต็มไปด้วยรูปสัตว์ทะเล ว่างก็หยิบหนังสือปลามานั่งเปิดดู หลับตาก็มองเห็นเป็นภาพปลาที่อยากเจอ เงินเก็บที่พอจะมีก็สะสมไว้ซื้ออุปกรณ์ดำน้ำ และซื้อกล้องเพื่อเอามาถ่ายรูปใต้น้ำ วันหยุดพักร้อนก็วางแผนชวนกันไปดำน้ำ แม้กระทั่งการฉลองปีใหม่เราก็ทำกันที่ใต้น้ำ 

ดำน้ำจากหาดกับกลุ่มเพื่อนไกด์ดำน้ำ

ในตอนนั้นเราแยกคนเป็นแค่ 2 ประเภท คนดำน้ำกับคนไม่ดำน้ำ รอบตัวเราที่ภูเก็ตมีแต่คนชอบดำน้ำ มันเป็นความบ้าคลั่งที่ไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราเติบโตมาเป็นเราในทุกวันนี้ ภาพถ่ายใต้น้ำจากกล้องตัวแรกของเราก็มาจากช่วงเวลานี้ เราซื้อกล้องเพราะอยากถ่ายรูป เพื่อเอามาเล่าให้คนไม่ดำน้ำได้เห็นสิ่งที่เราเห็น

อยู่มาวันหนึ่งที่ออฟฟิศเอาสินค้าฝากขายชิ้นใหม่มาวางที่หน้าร้าน เป็นแผ่นเอกสารพรินต์สีประมาณ 30 หน้า เข้าเล่มห่วงพลาสติกด้านข้าง เนื้อหาเป็นแผนที่จุดดำน้ำแถว ๆ ภูเก็ต ขายในราคาเล่มละเกือบพันบาท

หลังจากอยู่ภูเก็ตมาครบปีพวกเราก็ได้ไปสอบเป็นครูสอนดำน้ำ พี่หน่อย เรา และพี่เอ้ ถ่ายภาพร่วมกับ โยเก้น ครูที่สอนให้เป็นครูหลังจากผ่านการสอบ

กลุ่มเพื่อนไกด์ดำน้ำคนไทยในภูเก็ตที่สนิทกันช่วงนั้นเป็นเด็กจบสถาปัตยฯ ถึง 5 คน พวกเรา 4 คนรู้จักกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย พี่อีกคนมาจากอีกที่ แต่มาเจอกันที่ภูเก็ตและทำงานอยู่ร้านเดียวกัน ถึงแม้จะเรียกว่าจบสถาปัตยฯ แต่ พี่หน่อย และเราจบภาคการออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งเรียนมาตรงทางการออกแบบกราฟิกและสิ่งพิมพ์ 

พวกเราทั้ง 5 นั่งมองหนังสือพรินต์สีเข้าห่วงพลาสติกเล่มนั้น แล้วคุยกันว่ามันดีได้กว่านี้ หนังสือที่จะใช้อ้างอิงจุดดำน้ำของไทยจะพิมพ์จากเครื่องอิงก์เจ็ตและเข้าห่วงพลาสติกแบบนี้ไม่ได้ พวกเราอยากให้เมืองไทยมีหนังสือจุดดำน้ำดี ๆ ที่ทุกคนใช้กันไปได้นาน ๆ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างหนังสือแผนที่ใต้น้ำ Pocket Divesite

“ใคร ๆ ก็ชอบแผนที่” บอสใหญ่ของร้านดำน้ำที่เราทำงานด้วยพูดขึ้นมาตอนตรวจแบบป้ายขายทริปในร้านที่เราทำ เนื่องจากเราเรียนจบมาทางกราฟิกดีไซน์ เลยเริ่มรับจ๊อบเป็นงานออกแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปพร้อมกันด้วย ทำนามบัตร ทำโบรชัวร์ ทำกราฟิกป้ายไฟ ฯลฯ เราใส่แผนที่คร่าว ๆ ของเกาะภูเก็ตและเส้นทางเดินเรือของทริปที่ร้านขายเข้าไปในป้ายด้วยเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจเส้นทางทริปได้ดีขึ้น ป้ายนี้กลายเป็นจุดหลักของร้านที่ลูกค้าทุกคนมาหยุดยืนดู

สมัยก่อนเวลาสั่งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ ใบสั่งซื้อจะมีช่องว่างให้เขียนแผนที่ เวลาเขียนแผนที่เรามักจะชอบลากเส้นถนนเส้นที่ใช้ประจำยาวกว่าที่เป็นจริง ใส่รายละเอียดข้างถนนเยอะเสียจนพื้นที่ว่างบนกระดาษไม่พอ เราเคยนั่งขำเพื่อนที่วาดหมาจร 3 ตัวใส่ไปในแผนที่บอกทางไปบ้าน

แผนที่ใต้น้ำก็เป็นประมาณนั้น เราเห็นอะไรเป็นจุดเด่นของพื้นที่ สิ่งนั้นก็โดนวาดให้ใหญ่ ใส่รายละเอียดชัดขึ้น ตรงไหนดูซ้ำ ๆ ก็ลงรายละเอียดน้อยลง ก้อนหินที่วาดใส่ลงไปก็ไม่ใช่จะครบทุกก้อนตามที่มีเป๊ะ ๆ แต่สิ่งที่ถูกต้องสุด คือทิศเหนือต้องอยู่ถูกทาง เพื่อจะได้ไม่หลงทิศเวลาใช้งาน

ทุกวันนี้ Google Maps ทำให้เราไม่ต้องวาดแผนที่บนบกอีกต่อไป แต่สำหรับใต้น้ำเกือบทั่วโลก เรายังต้องพึ่งแผนที่วาดมืออยู่ ก่อนลงน้ำทุกไดฟ์ จะมีการบรีฟให้ลูกค้าฟัง ชี้เส้นทางคร่าว ๆ เล่าว่าพื้นที่ที่กำลังจะลงไปเห็นนั้นเป็นแบบไหน มีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง นอกจากนี้ เวลาที่พวกไดฟ์ไกด์ส่งต่อหมายของสัตว์น้ำที่พบเจอใต้น้ำ การจิ้มอธิบายกันในแผนที่ก็ง่ายกว่าพยายามอธิบายด้วยปากเปล่า เพราะว่าคนเราสังเกตเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ก้อนหินหรือกัลปังหาที่คิดว่าใช้เป็นจุดหมายใต้น้ำได้แน่นอน บางคนอาจจะไม่เคยสังเกตว่ามันอยู่ตรงนั้นเสียด้วยซ้ำ

หนังสือที่พวกเราทำเป็นเล่มแรก มีจุดดำน้ำตามเส้นทางเรือ Liveaboard ที่วิ่งขึ้นเหนือ สิมิลัน เกาะบอน เกาะตาชัย และกองหินริเชลิว พวกเราเริ่มต้นจากแผนที่จุดดำน้ำที่ นุ วาด นุเป็นคนเดียวใน 5 คนที่ขึ้นเรือ Liveaboard เป็นประจำ และทำงานอยู่กันคนละบริษัท พวกเราเอาแผนที่ของนุมาช่วยกันเติมสิ่งแต่ละคนจำได้ บางคนเติมหินก้อน บางคนเติมปะการัง เราซื้อแผนที่เดินเรือทะเลมาวาดขอบเกาะให้ตรงตามทิศจริง ค่อย ๆ ปรับกัน ทำให้แผนที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ 

หนังสือ Pocket Divesite ทุก Edition ที่พิมพ์

หลังจากคิดกันอยู่นาน พวกเราตัดสินใจจะทำหนังสือแผนที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม เพราะคิดว่าตลาดนักดำน้ำในภูเก็ตนั้นเป็นตลาดอินเตอร์ ภาษาอังกฤษน่าจะเป็นภาษาสากลที่ดีที่สุด พอเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนเยอรมัน เกาหลี หรือญี่ปุ่น ก็อยากซื้อ หนังสือขายดีเกินกว่าที่เราคาดไว้ ไดฟ์ไกด์เกือบทุกคนที่ทำงานในภูเก็ตตอนนั้นมีติดตัวกันคนละเล่ม พอเห็นการตอบรับที่ดีพวกเราจึงเริ่มวางแผนทำอีกเล่มเป็นแผนที่จุดดำน้ำเส้นทางเรือที่วิ่งลงใต้ และจุดดำน้ำในเส้นทาง Daytrip ของภูเก็ต 

หนังสือของพวกเราได้รับการตอบรับที่ดีจนจุดความฝันให้โตขึ้น พวกเราคิดไปไกลถึงการทำหนังสือชุดหลายเล่ม แต่ละเล่มเป็นจุดดำน้ำของแต่ละประเทศทั่วโลก 

ด้านในหนังสือมีแผนที่จุดดำน้ำและคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ

ปี 2004 เรานั่งดูข่าวคลื่นสึนามิซัดเข้าใส่ภูเก็ตจากทางโทรทัศน์ด้วยความรู้สึกที่บรรยายออกมาได้ยาก เพื่อนหลายคนของเรายังอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต และเรายังติดต่อพวกเขาไม่ได้

เช้าวันนั้น ติ๊ก หนึ่งในทีมที่ทำหนังสือด้วยกันมีสอนดำน้ำที่หาดกะตะ แต่พอลงไปหนึ่งไดฟ์แล้วพบว่าน้ำแรงปั่นป่วนมาก จึงยกเลิกการสอน ให้เรือหางยาวพากลับเข้าฝั่ง เรือจอดห่างออกไปมากเพราะน้ำลงไปไกล ติ๊กต้องหอบอุปกรณ์ดำน้ำขึ้นหลังแล้วเดินไปที่ถนน ปรากฏว่าจู่ ๆ น้ำก็ขึ้นสูงตามมาเรื่อย ๆ จนยกตัวลอยเหยียบไม่ถึงพื้น อุปกรณ์ดำน้ำที่หอบมาใช้ช่วยพยุงให้ตัวลอยแล้วรีบว่ายเข้าไปเกาะต้นไม้รอจนน้ำลงก็ปีนต้นไม้ลงมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ติ๊กส่งข่าวมาบอกว่าโดนคลื่นซัดที่หน้าหาดเช้าวันนั้น แต่ว่าปลอดภัยดีไม่ได้บาดเจ็บใด ๆ นุโทรมาหาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ เล่าว่านั่งดูข่าวแล้วน้ำตาไหลไม่หยุด ภาพในข่าวคือสถานที่ที่พวกเราคุ้นเคย สถานที่ที่พวกเราเคยใช้ชีวิตเที่ยวเล่นกันอยู่ทุกวัน

ไม่กี่วันหลังสึนามิเข้า นักดำน้ำอาสาสมัครรวมตัวกันกับนักวิชาการเป็นโปรเจกต์สำรวจแนวปะการังของฝั่งอันดามัน พี่เอ้ ทีมหนังสืออีกคนตัดสินใจเก็บกระเป๋าลงไปกับเครื่องบินทหารเพื่อประสานงานโปรเจกต์ล่วงหน้า ทิ้งให้พี่หน่อยกับเราช่วยงานจัดการอาสาสมัครนักดำน้ำที่จะลงไปช่วยกันสำรวจ

พวกเราทั้ง 5 คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งบนเรือสำรวจแนวปะการัง แผนที่จากหนังสือของพวกเรากลายเป็นแผนที่หลักในการสำรวจ เราทำไฟล์แผนที่ของเราใหม่ ให้เหลือแต่เส้นขอบหิน เส้นความลึก เพื่อให้จดบันทึกทับลงไปได้ง่ายขึ้น แล้วแจกให้ทีมสำรวจใช้ นักดำน้ำหลายสัญชาติ หลายสิบคนมารวมตัวกัน แบ่งงานและพื้นที่สำรวจตามความชำนาญของแต่ละกลุ่ม ใครจำรายละเอียดไดฟ์ไซต์ไหนได้มากกว่าก็ไปลงที่จุดนั้น ผลการสำรวจออกมาว่า มีเพียงไม่กี่ไดฟ์ไซต์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และส่วนใหญ่เป็นจุดดำน้ำที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะสิมิลัน ซึ่งเป็นทิศที่คลื่นสึนามิพุ่งเข้ามา

กัลปังหาและปะการังจากจุดดำน้ำ West of Eden

ผลกระทบส่วนใหญ่ที่เจอคือพื้นทรายโดนขุดขึ้นมา บางจุดถูกขุดจนลึกขึ้นจากเดิมถึง 2 เมตร เปิดให้เห็นผิวหินเปลือยโผล่ขึ้นมา กัลปังหาขนาดใหญ่หลายต้นกิ่งหักล้มลงมานอนราบกับพื้น มีเพียงไดฟ์ไซต์เดียวที่โดนคลื่นกวาดทรายขึ้นมาทับปะการังจนเกลี้ยง

ทางตะวันตกของเกาะทั้ง 7 นั้นแทบไม่เคยมีใครลงดำน้ำมาก่อน แต่พวกเราพบว่ามีจุดที่สวยและควรเติมเข้าไปให้นักดำน้ำรู้จักเพื่อแบ่งเบาภาระจุดดำน้ำที่เหลืออยู่ให้ลดลง จึงเกิดจุดดำน้ำที่ชื่อว่า West of Eden ขึ้นมาใหม่ โดยตั้งชื่อล้อกับ East of Eden จุดดำน้ำที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเดียวกัน

หลังจากนั้น พอเรามีโอกาสได้พิมพ์หนังสือรอบที่ 2 เราจึงอัปเดตความลึกใหม่ ตัดจุดดำน้ำที่ชื่อ Snapper Alley ซึ่งโดนคลื่นกวาดหายไปเกลี้ยง และเติมจุดดำน้ำใหม่ที่ชื่อ West of Eden เข้าไปในเล่ม 

กัลปังหาและปะการังจากจุดดำน้ำ West of Eden

เมื่อถึงวันหนึ่งพวกเราทั้ง 5 คนเริ่มแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง เราย้ายกลับมากรุงเทพฯ บางคนอยู่ภูเก็ตต่อ บางคนย้ายไปทำงานกับเรือดำน้ำต่างประเทศ ความฝันของการทำหนังสือชุดทั่วโลกเริ่มจางหายไป เหลือแต่หนังสือ Pocket Divesite 2 เล่มที่ยังวางขายอยู่ เรือส่วนใหญ่ในภูเก็ตมักจะใช้แผนที่ของเราบรีฟลูกค้าก่อนลงดำน้ำ เรือบางลำก็ติดต่อขอซื้อไฟล์มาอย่างสุภาพ เรือบางลำสแกนแผนที่จากหนังสือแล้วเอาไปพรินต์สีเคลือบพลาสติกกันน้ำเรียบร้อย ให้ไดฟ์ไกด์ของพวกเขาหยิบใช้บนเรือได้สะดวกพร้อมใช้โดยที่ไม่เคยบอกพวกเราสักคำ 

การแอบใช้แผนที่ของพวกเราลุกลามไปจนถึงมีสำนักพิมพ์ของเยอรมนีและแมกาซีนดำน้ำของญี่ปุ่นเอาไปขึ้นแบบวาดเส้นทับ แล้วนำไปพิมพ์เป็นเล่ม ตามกฎหมายแล้วแผนที่ไม่มีลิขสิทธิ์ทางปัญญา แต่แผนที่ใต้น้ำของเรานั้นวาดจากการสังเกตเส้นทางใต้น้ำที่เราว่ายกัน มันไม่ได้มีความถูกต้องทางภูมิศาสตร์ตามจริง จะเรียกว่ามันเป็นผลงานศิลปะกราฟิกที่พวกเราสร้างขึ้นมาก็ไม่ผิด 2 เคสนั้นจบลงด้วยการชดเชยเงินเป็นค่าซื้อลิขสิทธิ์ขอใช้งานแผนที่ให้กับพวกเรา

แผนที่ของพวกเราถูกสแกนแล้วนำไปพรินต์สีเคลือบพลาสติก วางให้ไกด์ดำน้ำพร้อมหยิบใช้บนเรือดำน้ำของภูเก็ต

เวลาที่เห็นแผนที่ถูกขโมยไปใช้งาน ถ้าเป็นคนรู้จักกันก็แอบกระซิบบอกเบา ๆ ว่ามีแบบถูกลิขสิทธิ์ขาย แต่พอผ่านมาได้สักพักหนึ่ง เราก็เริ่มท้อใจกับการไล่ตามจับที่ไม่รู้จบ เราห่างออกจากศูนย์กลางของการดำน้ำ ห่างออกจากโลกใต้ทะเลที่เคยเป็นโลกใบเดียวของเรา หนังสือที่เคยขายดีก็เริ่มซาลง พอสต็อกที่มีอยู่ใกล้จะหมด พวกเราก็ตัดสินใจว่าไม่พิมพ์ซ้ำ มันหมดยุคของหนังสือพวกเราแล้ว

ปี 2019 ที่โควิด-19 เริ่มระบาดทั่วโลก การเดินทางข้ามประเทศหยุดชะงัก เรากลับมารับงานไกด์ดำน้ำเพิ่มขึ้น เพราะต้องการอัปเดตพื้นที่เพื่องานสารคดี ผ่านมาเกือบ 20 ปีหลังจากตีพิมพ์เล่มแรก บนเรือหลายลำที่เราไปก็ยังใช้แผนที่ Pocket Divesite ของพวกเราในการบรีฟก่อนดำน้ำอยู่ ถึงแม้ตัวหนังสือจะไม่ได้อัปเดตมาเกิน 10 ปีแล้วก็ตาม เรือบางลำยังมี Pocket Divesite ฉบับพิมพ์ครั้งแรกซุกอยู่เงียบ ๆ บนชั้นหนังสือ

นักดำน้ำหลายคนไม่เคยเห็นหนังสือของเรามาก่อนเพราะหนังสือขาดตลาดไปหลายปี แต่พวกเขาเคยเห็นแผนที่ที่ขึ้นจอเวลาบรีฟทุกไดฟ์ บางคนเมื่อรู้ว่าเราเป็นคนทำก็ไปตามหาหนังสืออย่างยากลำบากเพื่อมาให้เซ็น บางคนก็ชี้จุดที่วาดผิดที่อยากให้แก้ไขในการพิมพ์รอบหน้า บางคนทักว่าฉลามที่วาดใส่ไว้ไม่เคยเห็นมาเป็นสิบปีแล้ว บางคนก็บอกให้เพิ่มจุดดำน้ำใหม่ที่ทุกวันนี้ไปดำกันมากขึ้น

พอกลับมาดำน้ำประจำอีกครั้ง คำถามที่เราได้ยินบ่อยที่สุดคือ เมื่อก่อนทะเลไทยเป็นยังไง พอโดนถามคำถามนี้เข้ากับตัว ก็ทำให้รู้ว่าเรากลายเป็นคนรุ่นเก่าที่เห็นทะเลมานานกว่าคนตั้งคำถามไปเสียแล้ว

หลายสิ่งในทะเลเปลี่ยนไป จุดที่เคยเห็นแนวทรายที่ถูกขุดขึ้นมาเมื่อตอนสึนามิก็จางหายลงไปหมดแล้ว สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่เคลือบทับผิวหินจนกลืนกันไปหมด กัลปังหาต้นใหญ่ที่พวกเราซ่อมด้วยการจับตั้งขึ้นส่วนใหญ่ก็ตายลงไปหมดแล้ว แต่กลับมีกัลปังหาต้นเล็ก ๆ เกิดขึ้นใหม่มาแทนที่ 

ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน สิ่งที่เราทำได้คือบันทึกความเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้รับรู้

ช่วงปลายปีที่แล้ว เรามีโอกาสได้ลงเรือเดย์ทริปที่วิ่งออกจากภูเก็ต บนเรือลำนั้นมีแผนที่ Pocket Divesite พรินต์สีด้วยเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตเคลือบพลาสติกเจาะรูคล้องห่วงเข้าเล่มวางอยู่บนเรือหลายชุด น่าขำที่มันเหมือนกับเอกสารพรินต์สี ต้นตอที่ทำให้เราลุกขึ้นมาทำหนังสือกันในวันแรกไม่มีผิด

เราส่งรูปให้ทีมที่ทำหนังสือด้วยกันดู พี่เอ้พูดขึ้นมาว่า “เราทำได้ดีกว่านี้ พวกเรามาทำเล่มอัปเดตกันอีกครั้งเถอะ”

หนังสือ Pocket Divesite จะจัดพิมพ์ใหม่อีกครั้งพร้อมกับอัปเดตข้อมูลจุดดำน้ำให้แม่นยำมากขึ้น การจัดพิมพ์รอบนี้เป็นแบบระดมทุน จ่ายล่วงหน้า ภายในวันที่ 31 ตุลาคม ปี 2025 ถ้ามีผู้สนับสนุนถึง 350 ชุด จะเริ่มการทำงานจัดทำหนังสือ ถ้าหากมีไม่ถึงจะไม่มีการทำหนังสือและคืนเงินให้กับทุกคนเต็มจำนวน


ร่วมสนับสนุนในราคา 1,650 บาท / ชุด (2 เล่ม) ผู้สนับสนุนจะได้รับหนังสือ Pocket Divesite 2026 Edition ทั้ง 2 เล่ม 

เล่ม 1 – Pocket Divesite : North Andaman 

เล่ม 2 – Pocket Divesite : South Andaman

*หนังสือทั้ง 2 เล่มเป็นภาษาอังกฤษ

คาดว่าหนังสือจะแล้วเสร็จช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pocketdivesite.com

Writer & Photographer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay