ผมยืนอยู่บนท้ายเรือลำหรูที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกราวกับโรงแรม 5 ดาว สำหรับทริปดำน้ำ 1 สัปดาห์ในท้องทะเลที่ได้ชื่อว่าเป็นสรวงสวรรค์ใจกลางมหาสมุทรอินเดีย เรือของเราล่องผ่านเกาะแก่งน้อยใหญ่ที่งดงามราวกับภาพวาดมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนเกือบพลบค่ำ ผมก็สะดุดตาเข้ากับกลุ่มควันและแสงไฟที่สว่างวาบขึ้นมาจากเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มควันที่ปกคลุมไปแทบทั้งเกาะ ทำให้ผมตั้งคำถามกับลูกเรือคนหนึ่งที่เดินผ่านมาในบริเวณนั้นพอดี
“เกาะแห่งนี้รวบรวมขยะจากทุกที่ในมัลดีฟส์มารวมกัน และทุกวันก็จะกำจัดขยะบางส่วนนี้ด้วยการเผาทำลาย” ลูกเรือชาวศรีลังกาตอบผมเป็นภาษาอังกฤษก่อนจะเดินจากไป
จริงสินะ ทุกที่บนโลกที่มีการบริโภคของมนุษย์ย่อมมีขยะ แม้แต่ในดินแดนที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์แห่งนี้…
ผมมองผ่านม่านควันนั้นออกไป เห็นผู้คนราว 4 – 5 คนกำลังตกปลาอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าและเกาะแห่งนั้น พร้อมคำถามอีกมากมายท่ี่ผุดขึ้นมาในหัว แต่ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบท่ี่แน่ชัดในใจ จนกระทั่งความมืดเข้ามาปกคลุม มองเห็นแสงไฟส่องสว่างมาจากห้องพักหรูกลางทะเล บนเกาะอีกแห่งที่เรือของเราแล่นผ่านไป

ผมรู้จัก ‘มัลดีฟส์’ ประเทศเล็ก ๆ ที่เป็นหมู่เกาะนี้ตั้งแต่สมัยเริ่มหัดดำน้ำเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เกาะนี้อยู่ห่างไกลใจกลางมหาสมุทรอินเดีย ไม่มีตึกที่สูงไปกว่ายอดมะพร้าว ผู้คนส่วนใหญ่จะเดินทางไปไหนโดยใช้เรือ เพราะบนเกาะแทบไม่มีถนนให้รถวิ่ง ศูนย์กลางของความเจริญตั้งอยู่บนเกาะมาเล เมืองหลวงของประเทศที่เดินได้ครบรอบในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
30 ปีต่อมา เกาะเล็ก ๆ ใจกลางมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง หลังจากการหลั่งไหลเข้ามาของทุนจากแผ่นดินใหญ่และอีกหลายที่ทั่วโลก เมื่อสะพานขนาดใหญ่กลางทะเลได้เชื่อมเกาะมาเล เมืองหลวงของประเทศเข้ากับเกาะฮูลูมาเล เกาะเล็ก ๆ ที่เคยเป็นพื้นที่แคบ ๆ ของรันเวย์ ใจกลางมหาสมุทร พอลงจากเครื่องบินก็ต้องมาต่อเรือที่จอดรอรับนักท่องเที่ยวไปยังเกาะต่าง ๆ

ทุกวันนี้พื้นที่ของเกาะฮูลูมาเลขยายออกไปใหญ่โตและกว้างขวางจากการถมทะเลเพื่อสร้างแผ่นดิน ตึกสูงใหญ่ที่ทันสมัยสร้างขึ้นมามากมาย พร้อมกับถนนหนทาง สัญญาณไฟจราจร มาพร้อมกับการเพิ่มจำนวนของรถยนต์และยานพาหนะอื่น ๆ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารที่ดูไม่ต่างไปจากเมืองใหญ่อย่างสิงคโปร์
ไม่เฉพาะเกาะมาเลที่เป็นเมืองหลวงเท่านั้น สนามบินขนาดใหญ่ได้เริ่มสร้างขึ้นบนเกาะใหญ่ ๆ อีกหลายเกาะ และในแทบทุก Atoll ของมัลดีฟส์ จำนวนที่พักและรีสอร์ตที่เดิมเคยจำกัดอยู่บนเกาะที่รัฐบาลให้สัญญาเช่าระยะยาวกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ แม้ว่าในสัญญาจะระบุว่าแต่ละเกาะมีโรงแรมเพียงแห่งเดียวที่สร้างสิ่งปลูกสร้างสูงไม่เกินยอดมะพร้าวได้ก็ตาม

ผ่านมาหลายสิบปี พื้นที่ว่างบนเกาะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมัลดีฟส์ไฟเขียวให้สัมปทานกับเอกชนถมทะเลเพื่อสร้างเกาะขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แม้กระทั่งตามเกาะ Local ที่เดิมไม่มีที่พักก็มีโผล่ผุดขึ้นมากมาย เช่น โรงแรมขนาดเล็กหรือเกสต์เฮาส์
ข้อดีอย่างหนึ่งของการไปท่องเที่ยวที่มัลดีฟส์ทุกวันนี้ คือค่าเดินทางและค่าที่พักมีหลายระดับราคาให้เลือก จากแต่ก่อนที่การไปมัลดีฟส์ต้องใช้เงินจำนวนมากพอสมควร และรายได้ที่เกิดขึ้นก็กระจายกลับไปสู่ชุมชนมากขึ้น ไม่กระจุกตัวแค่บนเกาะส่วนตัวที่ทุนใหญ่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล
แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็คือจำนวนของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยจำกัดด้วยจำนวนห้องพักและราคา ทำให้ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ไปเที่ยวมัลดีฟส์ได้
บางวันในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างบริเวณเกาะ Dhigurah ทางตอนใต้ของ Ari Atoll เป็นจุดที่ฉลามวาฬมักโผล่ขึ้นมาใกล้ผิวน้ำขนานไปกับชายฝั่ง เราอาจจะพบเรือหลายสิบลำที่พานักท่องเที่ยวนับร้อยแล่นวนเวียนสวนกันไปมาเพื่อตระเวณหาฉลามวาฬ หรือแม้กระทั่งในช่วงที่เคยเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว บริเวณอ่าวฮานิฟารู อ่าวเล็ก ๆ ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเก็บกักแพลงก์ตอนไว้ ทำให้ฝูงปลากระเบนราหูมารวมตัวกัน ก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แม้จะมีมาตรการจำกัดจำนวนคนที่บริหารโดย Baa Atoll Biosphere Reserve แล้วก็ตาม มัลดีฟส์ยังคงไม่หยุดยั้งในการพัฒนารวมถึงการสร้างเกาะและพื้นที่ต่าง ๆ คล้ายกับทิศทางพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ที่มุ่งหวังเพียงเพื่อสร้างรายได้และขยาย GDP ในแต่ละปีเพียงเท่านั้น

“ไปดำน้ำที่ไหนดีที่ได้เจอทุกอย่างในทริปเดียว แต่ไม่แพงมาก”
คำถามนี้พบได้บ่อยในกลุ่มโซเชียล และแทบทุกคำตอบต้องเป็นมัลดีฟส์ เพราะที่นี่มีทุกสิ่งครบถ้วน สมใจนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แบบสำเร็จรูป จ่ายแล้วจบ มีภาพสวย ๆ น่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้อวดชาวโลกได้ทันที เพราะบนเกาะมีเสาส่งสัญญาณกระจายอยู่ทั่วแทบทุก Atoll คนที่เคยดำน้ำในมัลดีฟส์เมื่อหลายสิบปีก่อนรู้กันดีว่าที่นี่โดดเด่นเสมอเรื่องโอกาสในการพบสัตว์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฉลามหลากหลายสายพันธุ์ ฝูง Grey Reef Shark หรือฝูงปลากระเบนนกที่บางครั้งอยู่รวมกันนับสิบตัว บริเวณปากทางที่น้ำไหลเข้าและออกจาก Atoll ในอดีตมัลดีฟส์เป็นที่แรก ๆ ในมหาสมุทรอินเดียที่มีการแสดงให้อาหารฉลามด้วยมือเปล่า โดย Herwarth Voigtmann นักดำน้ำและช่างภาพชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่บนเกาะ Bandos ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งในช่วงหลังเริ่มพลิกแพลงไปถึงขั้นใช้ปากคาบปลาแล้วป้อนให้ Grey Reef Shark และที่ฮือฮาไปกว่านั้น คือเขาถ่ายภาพลูกสาวในขณะยืนเปลือยเปล่าป้อนอาหารให้ฝูงฉลามที่ว่ายวนเวียนอยู่รอบตัว เพื่อลงประกอบบทความในหนังสือดำน้ำชื่อดังของเยอรมนีในยุคนั้น

ในยุคสมัยที่ผมมาดำน้ำที่มัลดีฟส์ครั้งแรกราวปี 1995 การให้อาหารฉลามทุกชนิดเป็นเรื่องผิดกฎหมาย นักดำน้ำจะมีโอกาสพบเห็นฉลามได้โดยการไปเกาะหรือลอยตัวบริเวณปากทางที่น้ำไหลเข้าและออกจาก Atoll แล้วเฝ้าดูฉลามและปลาใหญ่ที่ว่ายวนเวียนเข้ามาล่าเหยื่อตามธรรมชาติ แต่ตามรีสอร์ตส่วนใหญ่มักให้อาหารฉลามและปลากระเบนชนิดต่าง ๆ อยู่เสมอ จนเกิดจุดดำน้ำที่ผู้คนตามไปดูฝูงฉลามกันอย่างในบริเวณเกาะ Alimatha ที่มีชื่อเสียงสำหรับไปเฝ้าดูฝูงฉลาม Nurse Shark และกระเบนชนิดต่าง ๆ
หรือในบริเวณโรงงานแล่ปลาบนเกาะ Kanduoih-giri ที่เรียกกันว่า Fish Tank ใกล้กับเมืองหลวง ทุกวันโรงงานแล่ปลานี้จะนำเศษปลามาทิ้ง ฝูงปลากระเบนจำนวนมากจึงมารวมตัวกันในบริเวณนี้

จนมาถึงในราวปี 2017 ที่เกาะ Fuvahmulah อันห่างไกลทางตอนใต้ของมัลดีฟส์มีรายงานว่าพบฉลามเสือหลายตัวเข้ามาอาศัยในบริเวณปากทางเข้าออกของท่าเรือของเกาะ คนบนเกาะจะนำซากปลาที่เหลือจากการแล่ไปทิ้งเป็นประจำ ทำให้ฉลามเสือที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นวนเวียนเข้ามาหาเหยื่อกินอยู่เสมอ และเกิดจุดดำน้ำที่เรียกว่า Tiger Zoo ขึ้นมา กลายเป็นจุดดำน้ำที่เราพบเห็นฉลามเสือได้ง่าย ๆ ชนิดว่ากล้ารับประกัน
มาจนถึงยุคโควิดในปี 2019 มีนักดำน้ำท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งค้นพบว่าบริเวณปากอ่าวที่เรือเข้าออกท่าเรือใหญ่ของเมืองฮูลูมาเล ซึ่งชาวบ้านนำเศษปลาจากตลาดปลามาทิ้งไว้นั้น เป็นอีกที่ที่พบเห็นฉลามเสือ และฉลามชนิดอื่น ๆ รวมทั้งฉลามหัวค้อนยักษ์ที่หาดูยากในบริเวณนี้ได้แทบทุกวัน
จนนักดำน้ำหลายคนถึงกับบอกว่าออกเรือไปดำน้ำทั้งสัปดาห์ยังมีโอกาสพบเห็นฉลามอย่างใกล้ชิดไม่เท่ากับลงดำน้ำในบริเวณปากทางเข้าออกท่าเรือที่ติดกับสนามบิน เห็นเครื่องบินขึ้นลงบนรันเวย์ตลอดเวลาแห่งนี้เลย

เมื่อมีคนเยอะขึ้น และผู้คนต่างคาดหวังจะได้พบฉลามขนาดใหญ่อย่างฉลามเสือหรือฉลามหัวค้อนมากขึ้น ในแต่ละวันจึงมีเรือนับสิบลำและนักดำน้ำนับร้อยคนลงดำน้ำในบริเวณใกล้กับปากทางเข้าท่าเรือของฮูลูมาเลเพิ่มมากขึ้น Hulhumale Corner หรือ Shark Tank กลายเป็นจุดดำน้ำแบบฉ่ำ ๆ จุก ๆ ถูกใจนักดำน้ำชาวไทยที่ชอบกินบุฟเฟต์ เจอ จ่าย จบ ครบประสบการณ์ เหมือนไปเที่ยวสวนสัตว์
ไดฟ์ลีดเดอร์แต่ละคนต่างต้องแบกรับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่อยากเห็นฉลามมากขึ้นและใกล้ขึ้น พยายามหาเหยื่อมาล่อให้ฉลามเข้ามามากขึ้น จนล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง เกิดเหตุการณ์ที่น่าตื่นตระหนก เมื่อมีการโพสต์วิดีโอฉลามเสือขนาดใหญ่เข้ามาวนเวียนอยู่รอบตัวนักดำน้ำ ในมือเขากำลังถือหัวปลา Marlin ซึ่งเป็นของโปรดฉลาม ฉลามเสือตัวนั้นพยายามวนเวียนรอบ ๆ ตัวนักดำน้ำและงับเบา ๆ เข้าไปที่ต้นแขนนักดำน้ำ แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายจากการกัดแบบ Test Bite ของมัน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในการจัดการการดำน้ำ คือทิศทางและการจัดระเบียบที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับนักดำน้ำและนักท่องเที่ยว เมื่อทุกคนกระหายอยากได้ภาพฉลามใกล้ ๆ แต่ในบางครั้งอาจจะขาดความรู้และความเข้าใจในข้อควรปฏิบัติทั้งหลาย

ผมเริ่มต้นดำน้ำและถ่ายภาพใต้น้ำมาเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว แต่ถ้าจะย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน พ่อพาผมเข้าไปสัมผัสเรื่องราวโลกใต้ทะเลตั้งแต่ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก
ผมอาจจะโชคดีกว่าหลายคนในรุ่นเดียวกันที่มีโอกาสเห็นท้องทะเลในยุคสมัยที่อุดมสมบูรณ์กว่านี้ เกาะร้างห่างไกลสมัยเมื่อเกือบ 40 ปีก่อนหลายแห่งกลายมาเป็นเกาะที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและผู้คน แอ่งน้ำซับบนเกาะร้างห่างไกลที่เราเคยตักน้ำมาดื่มและอาบในช่วงนับสัปดาห์ที่เราอยู่กันเพียงไม่กี่คน ทุกวันนี้กลายเป็นบ่อขยะที่ใช้ฝังกลบขยะต่าง ๆ ที่ผู้คนนำมาทิ้งไว้บนเกาะแห่งนั้น
วันเวลาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง แม้กระทั่งเด็กน้อยในวันนั้นก็เติบโตผ่านวัยหนุ่มสาว จนก้าวเข้าสู่วัยชราอย่างทุกวันนี้
ช่วงชีวิตที่แสนสั้นของเราท่ี่ดูเหมือนยาวนานนั้น เป็นแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของธรรมชาติเพียงเท่านั้น ภาพถ่ายทั้งหลายที่ผมบันทึกมาตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมานี้ก็เช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ผู้คน ภาพถ่าย และความทรงจำอันผุพังของเราเอง

