จากตอนที่แล้ว เราคุยกันเรื่องการจัดการเส้นทางเดินป่าอย่างไรให้ยั่งยืน ให้คนไปเที่ยวป่าอย่างมีความสุข ป่าไม่แตก และยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบ ๆ ป่า ในตอนนี้เราจะมาคุยกันว่า ทำอย่างไรจึงจะเกิดแรงขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งนี้ได้
สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การจัดการกิจกรรมและเส้นทางเดินป่าประสบความสำเร็จได้ คือการที่เราต้องมองเห็นประโยชน์และความสำคัญของการเดินป่าเสียก่อน
‘เรา’ ในที่นี้ไม่ได้ฝากทุกเรื่องไว้กับหน่วยราชการ แต่ผมหมายถึงทุกคนในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับการเดินป่าครับ
ถ้าเราเห็นว่าการเดินป่าคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นโอกาสทั้งในเรื่องสุขภาพ การพักผ่อน การสร้างความเข้าใจและจิตสำนึกให้รักธรรมชาติ ไปจนถึงเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เข้าไปสร้างรายได้ให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เราก็จะมีแรงผลักดันให้เกิดการวางแผนและดำเนินการที่ดี
ซึ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศทั่วโลก


ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ให้ความสำคัญกับการเดินป่าและการใช้ชีวิตกลางแจ้งมาก พวกเขาใช้คำว่า Friluftsliv ซึ่งแปลว่าการใช้ชีวิตในอากาศอิสระ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและชีวิต
จากภูมิอากาศที่มีฤดูหนาวหนาวจัด มืดมิด และยาวนาน คนสแกนดิเนเวียนเชื่อว่าการออกไปอยู่กลางแจ้ง ออกมาเดินเล่น เล่นสกี เดินป่า หรือแม้กระทั่งว่ายน้ำที่เย็นจัด เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเขามีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดีได้ โดยไม่เจ็บป่วย
คนสวีเดนมีอัตราการป่วยเป็นซึมเศร้าสูงมาก จากฤดูหนาวที่ยาวนาน บ่อยครั้งที่คำแนะนำแรกของแพทย์สวีเดนกับคนไข้ที่เริ่มมีอาการซึมเศร้าคือ ‘คุณต้องออกไปเดินป่า’
รัฐบาลสแกนดิเนเวียทุกประเทศให้ความสำคัญในการออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งและเดินป่าของคนในประเทศมาก ทุกประเทศมีเส้นทางเดินป่ามากมายให้คนไปเดินได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เช่น ในสวีเดนตอนเหนือมีเส้นทาง King’s Trail ยาวถึง 450 กิโลเมตร ใครก็เข้าไปเดินและตั้งแคมป์ได้อย่างอิสระ

ทุกประเทศให้ความสำคัญกับการเดินป่าถึงขนาดมีกฎหมายที่เรียกว่า Allemannsretten ซึ่งแปลว่า ‘สิทธิของทุกคน’ ให้สิทธิประชาชนทุกคนเดินไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นป่า ภูเขา ชายฝั่งทะเล แม้ว่าพื้นที่ตรงนั้นจะมีเจ้าของ ตราบใดที่เว้นระยะห่างที่เหมาะสม ไม่รบกวนผู้คน พืชผล หรือธรรมชาติ และให้เกียรติเจ้าของพื้นที่
อีกมุมหนึ่งของโลก ที่สหรัฐอเมริกา การเดินป่าและการเข้าสู่ธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน การเดินป่า แคมปิ้ง เป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

นอกจากอุทยานแห่งชาติที่มีกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่และทุกแห่งมีเส้นทางเดินป่ามากมายแล้ว สหรัฐอเมริกายังมีพื้นที่สาธารณะ (Public Land) ที่เปิดให้คนอเมริกันเข้าไปใช้เดินป่า แคมปิ้ง ยิงนกตกปลาได้ และทุกเมืองไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กเมืองใหญ่ ก็มีเส้นทางเดินป่าใกล้ ๆ เมืองให้เข้าถึงได้ง่าย ๆ ตั้งแต่เส้นสั้น ๆ เอาไว้ให้ไปเดินได้หลังเลิกงาน หรือเส้นยาวที่เดินต่อ ๆ กันไประหว่างเมืองจนข้ามประเทศจากใต้สุดเหนือที่ต้องใช้เวลาเดินถึง 5 เดือน
แนวความคิดที่น่าสนใจมากของการอนุรักษ์พื้นที่ในสหรัฐอเมริกา คือเขามีการกำหนดพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหรือป่าสงวน (National Forest) ให้เป็นพื้นที่พิเศษ เรียกว่า Wilderness Area หรือพื้นที่ธรรมชาติพิศุทธิ์
Wilderness Area จะสงวนไว้ให้เป็นสภาพธรรมชาติที่สุด ห้ามสร้างถนนหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ห้ามใช้ยานพาหนะที่เป็นเครื่องยนต์กลไก แต่สงวนไว้เพื่อให้คนอเมริกันและผู้มาเยี่ยมเยือนได้เข้าไปสู่สภาพธรรมชาติสมบูรณ์อย่างที่มันควรจะเป็น ด้วยการเดินป่า ขี่ม้า หรือพายเรือเข้าไปเท่านั้น


Outdoor Recreation หรือการพักผ่อนกลางแจ้งในสหรัฐอเมริกาเป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาล สร้างงานถึง 5 ล้านตำแหน่ง และเป็นส่วนแบ่ง 2.3% ของ GDP สร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ ที่พัก การเดินทาง และการบริการในทุกท้องถิ่นที่มีธรรมชาติ
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนอเมริกันและรัฐบาลของเขาเกี่ยวกับการเดินป่าไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเม็ดเงิน แต่หากเป็นความเชื่อที่ว่าเขาจะต้องให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้สัมผัสธรรมชาติ เพื่อจะได้เข้าใจและรักธรรมชาติอย่างที่มันเป็น จะได้ส่งต่อธรรมชาติที่ช่วยกันรักษาไว้ให้คนรุ่นต่อไปดูแลได้
ชาวญี่ปุ่นไม่ได้มีมรดกวัฒนธรรมเรื่องการเดินป่าเหมือนในยุโรปหรืออเมริกา แต่พวกเขาคือยอดนักวางแผนและจอมจัดการ

ชาวญี่ปุ่นและรัฐบาลของเขาเล็งเห็นประโยชน์ของการเดินป่าในมุมของการสร้างและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยว พวกเขาร่วมกันสร้างและพัฒนาเส้นทางเดินป่าทั้งระยะสั้นและระยะไกลขึ้นมามากมาย และทำให้การเดินป่าง่ายต่อการเข้าถึงของทุกคน รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ
หนึ่งในเส้นทางที่น่าสนใจมากคือเส้นทางเดินแสวงบุญ Kumano Kodo เส้นทางเดินป่าของญี่ปุ่นที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ตั้งแต่ปี 2004 และเพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ยั่งยืน
ในปี 2015 มีการลงนามข้อตกลงระหว่างเมือง Tanabe ซึ่งเป็นเมืองหลักในการดูแลเส้นทาง Kumano Kodo และเมือง Santiago de Compostela เพื่อสร้างโครงการ Dual Pilgrim ระหว่าง Kumano Kodo ของญี่ปุ่นและเส้นทาง Camino de Santiago (Way of St. James) ของสเปน ซึ่งถึงแม้จะอยู่คนละฟากของซีกโลก มีรากฐานมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน ลักษณะภูมิประเทศบนเส้นทางก็แตกต่างกัน

แต่ผู้คนจาก 2 เมืองต่างสนับสนุนโครงการนี้เป็นอย่างดี มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน มอบใบประกาศและจัดพิธีแสดงความยินดีให้กับนักเดินทางที่เดินครบทั้ง 2 เส้นทาง
สำหรับการจัดการเส้นทาง Kumano Kodo ค่อย ๆ จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบด้วยความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งรายละเอียดข้อมูลของเส้นทาง ที่พัก อาหารการกิน บริการขนส่งกระเป๋าสัมภาระไปบนเส้นทาง และบริการอื่น ๆ อีกมากมาย มีการให้ความรู้ จัดการอบรมให้แก่บรรดาผู้ประกอบการในท้องที่ จัดตั้งศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยว จัดระบบขนส่งสาธารณะไปตามเส้นทางของเทรล มีการปรับปรุงบ้านเก่าให้เป็นที่พักแรม จัดทำระบบจองที่พักออนไลน์
ก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งผู้คนในท้องที่และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ตอนนี้ทั้ง Kumano Kodo และ Camino de Santiago จะกลายเป็นเส้นทางเดินระยะยาวที่น่าสนใจ เพราะนอกจากได้เข้าไปอยู่กับธรรมชาติ เรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่างของผู้คนบนเส้นทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังเสมือนได้ออกเดินทางไปตามเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
“เมืองไทยไม่มีเส้นทางให้เราไปเดินป่าได้เลย” นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวต่างชาติ 2 คนบอกผม เมื่อผมเจอเขาที่สนามบิน และถามว่าพวกเขาแบกเป้ไปเที่ยวป่าที่ไหนกัน
“เส้นทางเดินป่าที่นี่เข้าถึงยากมาก ทุกที่ห้ามเข้า ต้องขออนุญาต วิธีเดียวที่นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราจะเข้าไปเดินป่าได้ คือต้องซื้อทัวร์ ซึ่งแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้วก็พาไปดูแต่ธรรมชาติปลอม ๆ ไปขี่ช้าง ไปล่องแพ เราแค่อยากไปเที่ยวเดินป่าสงบ ๆ
“เราเลยเลือกประเทศอื่น ไม่เที่ยวเมืองไทยแล้ว” เขาพูดต่อก่อนลากันด้วยประโยคนี้
ผมได้แต่นิ่งเงียบ เถียงแทนประเทศอันเป็นที่รักของผมไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องจริง
ไม่นานมานี่เพื่อนรักชาวนอร์เวย์ของผมขอให้ผมช่วยหาเส้นทางเดินป่าที่เขาไปเดินเองได้กับสาวที่มาด้วยกัน
ผมใช้เวลาค้นหาและสอบถามอยู่ 2 วัน ก่อนจะบอกเขาว่า “ไม่มี”
ในขณะที่คนไทยจำนวนมากมายไปเดิน Trekking ที่ญี่ปุ่น ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกากันได้อย่างง่ายดาย มีเส้นทางหลากหลายให้เลือก มีข้อมูลครบถ้วน มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นให้เข้าถึงได้ง่าย ๆ แต่พวกเขากลับแทบไม่มีเส้นทางให้ไปเดินได้อย่างมีความสุขในเมืองไทย
เรากำลังสูญเสียโอกาสที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติจะได้เข้าถึงธรรมชาติที่เรามี และสร้างรายได้จากมัน
ผมไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นปัญหาครับ แต่มันคือโอกาสที่เราจะทำให้ดีขึ้นได้ จากการจัดการเส้นทางเดินป่าที่มีอยู่ให้ดีกว่านี้ สร้างวัฒนธรรมเดินป่าที่ดีให้แพร่หลาย และเปิดเส้นทางเดินป่าใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยการจัดการที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น
ทำได้ครับ ไม่ยาก
แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทุกคนมองเห็นประโยชน์และความสำคัญของการเดินป่าเสียก่อน
ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งการเดินป่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย และเราจะไปเดินป่าที่ไหนก็ได้ในประเทศนี้
