ในช่วงฤดูร้อนตอนต้นปีที่ผ่านมา เรื่องราวและข่าวคราวของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวกลายเป็นประเด็นร้อนและเป็นกระแสในโลกโซเชียลมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน เมื่อฝนแรกตกลงมา อุณหภูมิที่ร้อนเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปีก็ทุเลาเบาบางลง และข่าวคราวของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวก็ถูกลืมเลือนและหายไปจากหน้าฟีดในโซเชียล
ไม่ใช่เพราะปะการังเลิกฟอกขาวหรืออุณหภูมิของโลกกลับมาเป็นปกติแล้ว เพียงแค่เพราะมันไม่เป็นกระแสแล้ว และการทำคอนเทนต์เรื่องปะการังฟอกขาวก็ไม่ได้ส่งผลให้ยอด Engagement ในโลกโซเชียลได้รับผลตอบรับที่เป็นไวรัลอีกต่อไป
ทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้นมาสักอย่าง คำถามแรกของสังคมที่ตระหนกตกใจกันเกินเหตุก็คือ เราจะทำอย่างไรกับโลกที่กำลังจะแตกนี้ ทำอย่างไรถึงจะช่วยให้ปะการังไม่ตายหลังจากปรากฏการณ์ฟอกขาว และเราจะช่วยกันออกไปทำอะไรให้โลกนี้ดีขึ้นได้ จะปลูกปะการังกันอย่างไร หรือจะเอาหลังคาไปคลุมกันความร้อนให้กับน้อนปะการังได้อย่างไร

ทุกวันนี้สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือกระแสรักษ์โลกกำลังมา เพราะเป็นค่านิยมของคนรุ่นใหม่ซึ่งจะใส่ใจเรื่องสภาพแวดล้อมและโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเฝ้าสังเกตมาหลายปีก็คือ อะไรก็ตามที่เป็นกระแส เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็จะลืมเลือนไปราวกับว่าสิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมา
ตลอดช่วงชีวิตของผมที่มีโอกาสเดินทางไปดำน้ำเกือบทั่วโลก พบเห็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวมาอย่างน้อย 3 ครั้งใหญ่ ๆ ในท้องทะเลไทยและอีกหลายครั้งในต่างประเทศ
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมบันทึกภาพเอาไว้ในปี 1998 ซึ่งเกิดเหตุปะการังฟอกขาวในทะเลอันดามัน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงมากนัก เมื่ออุณหภูมิน้ำลดลง ปะการังที่ฟอกขาวส่วนใหญ่ก็กลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ
สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนประการแรกก็คือ ปะการังฟอกขาวนั้นแค่ป่วยหรือว่าอ่อนแอลงเนื่องจากสาหร่ายซูแซนเทลลี (Zooxanthellae) ซึ่งอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อปะการัง ช่วยสร้างอาหารให้ปะการังแบบพึ่งพาอาศัยจากการสังเคราะห์ด้วยแสงถูกขับออกมา ทำให้ปะการังอ่อนแอลง แต่ถ้าอุณหภูมิของน้ำกลับมาเป็นปกติในระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไปนัก เช่น 1 – 2 เดือน สาหร่ายซูแซนเทลลีก็จะกลับมา และปะการังนั้นก็จะกลับมาเป็นปกติ

ตั้งแต่ปี 1998 ผมมักจะได้รับคำถามอยู่เสมอ ๆ ว่า เราจะทำยังไงให้ปะการังไม่ฟอกขาว สิ่งที่ผมตอบได้ก็คือ เราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ และไม่น่าจะมีมนุษย์คนไหนทำอะไรได้สักคน
ปะการังฟอกขาวเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่ง และอาจเป็นการคัดเลือกสายพันธุ์ทางธรรมชาติ ซึ่งต้องยอมรับความจริงก่อนว่าเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปกำหนดสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะใช้เงินหรืองบประมาณมหาศาลทุ่มลงไปเท่าไร ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ
แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาที่เรามีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ใช้ทรัพยากรอย่างล้างผลาญ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการบริโภคขึ้นทุกปี จากการผลิตสิ่งของป้อนเข้าระบบทุนนิยมที่ครองโลกอยู่ทุกวันนี้
ในขณะที่เราเปิดแอร์ นั่งเล่นอินเทอร์เน็ต ดู TikTok ช้อปของออนไลน์ กินบุฟเฟต์ปลาแซลมอน ซื้อรถ EV คันใหม่ ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยว ถ่ายภาพอวดความหรูหรากันทุกวันนี้ เราพร้อมใจที่จะใช้และบริโภคทรัพยากรของโลกไปตลอดเวลา แม้ว่าสินค้าและบริการเหล่านั้นจะแปะป้ายโฆษณาว่ารักษ์โลกสุดหัวใจแค่ไหนก็ตาม

ถ้าถามว่าเราจะช่วยให้ปะการังไม่ฟอกขาวได้อย่างไร ผมว่าสิ่งแรกอาจเริ่มที่ตัวเราก็คือลดการบริโภคลง ไม่ซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ ไม่ซื้อตุ๊กตาลาบูบู้ ไม่เปิดแอร์ ไม่เล่นอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกสิ่งต้องใช้พลังงาน Fossil Fuel แม้กระทั่งรถไฟฟ้า EV ก็ต้องใช้พลังงานจากไฟฟ้า จึงต้องมาจากการเผาผลาญ Fossil Fuel อยู่ดี หรือแม้กระทั่งการไปเดินห้างสรรพสินค้าที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำทั้งวัน ซึ่งใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใช้กันทั้งเดือน
พูดตามตรงว่าผมไม่เห็นทางแก้ไขในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมวลมนุษย์ชาติมาเนิ่นนานกว่า 30 ปี นับวันมนุษย์ยิ่งใช้และบริโภคทรัพยากรมากขึ้น ไม่เห็นมีแนวโน้มใด ๆ ท่ี่จะลดการใช้พลังงานลงเลย นอกเหนือไปจากการทำการตลาดว่ารักษ์โลกแบบผิวเผิน ซึ่งผมมองว่าเรื่องสำคัญไปกว่านั้นก็คือความเข้าใจของผู้คนในสังคม
ท่ามกลางข่าวร้าย ยังพอจะมีเรื่องดี ๆ ให้เป็นความหวังกันบ้าง หลังจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ทางฝั่งฟากทะเลอันดามันในปี 2010 หรือเมื่อ 14 ปีมาแล้ว ส่งผลให้แนวปะการังน้ำตื้นตายไปมากกว่า 60% ผมเองซึ่งในตอนนั้นคิดว่าจะไม่มีวันได้เห็นแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ในท้องทะเลอันดามันอีกแล้ว เพราะเราไม่รู้จริง ๆ ว่ากว่าธรรมชาติจะสร้างแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์แบบนี้ขึ้นมาต้องใช้เวลานานแค่ไหน และเราไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต

ช่วงเวลา 5 – 6 ปีแรกของการรอคอย ช่างเป็นช่วงเวลาที่เชื่องช้าและทรมาน เพราะเราแทบจะไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไม่มีแนวโน้มเลยว่าปะการังจะกลับมา แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นโชคอย่างหนึ่งคือในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในทะเลอันดามันบ้านเรานั้น แนวปะการังในหมู่เกาะของเมียนมาที่มีอุณหภูมิน้ำต่ำกว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก และกลายเป็นความหวังสุดท้ายของแนวปะการังในท้องทะเลอันดามันประเทศไทย
จนกระทั่งในระหว่างที่ไปทำงานสารคดี ผมมีโอกาสไปสัมภาษณ์ Dr.James True ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบนิเวศวิทยาของแนวปะการัง ท่านบอกไว้เมื่อหลายปีก่อนว่าปะการังเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์โดยการเคลื่อนที่ไปด้วยกระแสน้ำ และการเกิดใหม่ของแนวปะการังจะต้องใช้เวลา ขอเพียงให้มีแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์เหลืออยู่ กระแสน้ำก็จะค่อย ๆ พาเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังนั้นกลับมา
ไข่ของปะการังที่ได้รับการผสมแล้วจะยังมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกประมาณ 7 วัน กระแสน้ำนั้นจะพาไข่ปะการังไปเกาะในพื้นที่ใหม่ ซึ่งระยะทางระหว่างทะเลเมียนมากับหมู่เกาะสุรินทร์อยู่ห่างกันเพียงประมาณ 10 ไมล์เท่านั้น แนวปะการังจากทางตอนเหนือของหมู่เกาะสุรินทร์จะเริ่มกลับมาใหม่ และเมื่อแนวปะการังทางตอนเหนือเติบโตสมบูรณ์ดีแล้ว ก็จะเริ่มขยายเผ่าพันธุ์เชื่อมต่อเป็นสะพานลงมาเรื่อย ๆ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือระยะทางจากเกาะสุรินทร์มาเกาะตาชัยค่อนข้างห่างมาก การจะลงมาถึงหมู่เกาะสิมิลันก็ต้องรอเวลาที่แนวปะการังนั้นจะค่อย ๆ สร้างสะพานเชื่อมต่อลงมาเรื่อย ๆ

ในช่วงหลังจาก 10 ปีผ่านไป เราค่อย ๆ เริ่มเห็นผล แนวปะการังแข็งบางพื้นที่ในหมู่เกาะสุรินทร์เริ่มกลับมา ธรรมชาติใช้เวลาในการเยียวยาตนเอง ปะการังก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะต้องพัฒนาสายพันธุ์เพื่อปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การฟื้นตัวของแนวปะการังอาจไม่ได้ใช้เวลายาวนานเท่าที่คิด แต่ก็ไม่ได้รวดเร็วเหมือนการดีดนิ้วแล้วทุ่มเงินลงไปและหวังว่ามันจะกลับมา พวกมันต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายรุ่น ปะการังที่ตายลงไปก็กลายเป็นฐานให้กับปะการังตัวใหม่ที่มาเกาะลงบนซากของปะการังที่ตายไป
การแข่งขันแย่งชิงพื้นที่ระหว่างสายพันธุ์ของแนวปะการังนั้นก็น่าสนใจ หลายคนอาจคิดว่าแนวปะการังนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริงแล้วในแต่ละพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งจะไม่ให้สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งเข้ามายึดครองพื้นที่ไปเสียทั้งหมด
ชีวิตอันแสนสั้นของเราอาจเป็นแค่เสี้ยวเวลาเพียงไม่กี่พริบตาของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่อาจจะตัดสินอะไรได้จากสิ่งที่มองเห็นในช่วงเวลาที่แสนสั้นชีวิตมนุษย์

