โดยปกติการแบ่งประเภทนกมีอยู่หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าการแบ่งนั้นยึดถืออะไรเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตามลักษณะขนหรือโครงสร้างกระดูก กับการดูนก หากแบ่งตามประเภทของนกตามถิ่นที่อยู่อาศัยก็เป็นวิธีที่ง่าย เมื่อแบ่งอย่างง่าย ๆ เราจึงมี ‘นกน้ำ’ และ ‘นกป่า’
นกป่า หมายถึงนกที่ใช้ชีวิตเกี่ยวข้องอยู่กับป่า
เช่นเดียวกับ นกน้ำ หมายถึงนกซึ่งมีชีวิตเกี่ยวข้องอยู่กับแหล่งน้ำต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยการหาอาหาร หรือสร้างรังวางไข่
นกน้ำแต่ละชนิดมีแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยตามหนองน้ำ ทะเลสาบ บึง แม่น้ำลำคลอง ไปจนถึงหาดทราย ชายทะเล ป่าชายเลน ป่าพรุ ทุ่งนา ทุ่งหญ้า รวมทั้งที่ที่มีน้ำขัง พื้นที่เหล่านี้เรียกว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’
ครั้งที่เริ่มต้น นกตัวแรกที่ผมเห็นกำลังเดินหากินอยู่ในทุ่งนาริมถนน เห็นง่าย ๆ ไม่ได้เดินเข้าป่าลึกหรือต้องปีนป่ายขึ้นยอดดอยสูง
นกตัวเล็ก ๆ สีม่วงตัวหนึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตบนโลกที่ผมอาศัยอยู่นี้มีความหมายเช่นไร
นกตัวนั้น มีชื่อว่า ‘นกอีโก้ง’

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเข้าใจว่านกไม่ได้มีปีกเพียงเพื่อบินไปบินมา สีสันสดใสของพวกมันไม่ใช่แค่เพื่อประดับโลกให้สวยงาม พวกมันกินแมลงไม่เพียงเพื่ออิ่มท้อง ไม่ได้กินผลไม้เพียงเพราะมีรสชาติหวานหอม
ไม่ผิดนักหากจะพูดว่าการกินอาหารของนกเป็นเพียงผลพลอยได้จากการทำงานของพวกมัน หนอน แมลง ถูกนกกำจัดไปวันละจำนวนไม่น้อย ส่วนผลไม้ก็แพร่กระจายออกไป
พวกนกกระทำหน้าที่เหล่านี้มาเนิ่นนานแล้ว

ระหว่างนกน้ำกับนกป่า นอกจากแหล่งอาศัยที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตก็แตกต่าง ช่วงเวลาสร้างรังวางไข่หรือเรียกให้เหมาะสมว่า ‘ช่วงเวลาแห่งความรัก’ ก็ต่างกัน
ฤดูกาลเป็นตัวกำหนดวิถี นกป่าสร้างรังวางไข่ในช่วงฤดูแล้งไปจนถึงกลางฤดูฝน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ในป่ามีแมลงและผลไม้มาก ลูกนกจึงจะออกจากไข่มาพบกับช่วงอุดมสมบูรณ์
ส่วนเหล่านกน้ำมักเริ่มวางไข่กลาง ๆ ฤดูฝน ซึ่งเป็นเวลาที่อาหารในบึงน้ำมีมาก อีกทั้งเวลากลางวันยาวนาน นกน้ำจึงได้ใช้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ช่วยในการฟักไข่ด้วย
ในขณะที่นกกระจิบหรือเหล่านกป่าตัวเล็ก ๆ มักจะถักทอรังสวยงาม รังของนกน้ำไม่มีอะไรมาก อย่างดีก็หาเศษหญ้ามาวางบนแพ จอกแหน ไข่อยู่ในที่โล่ง แต่ก็สังเกตเห็นไม่ง่าย เพราะส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลคล้ำ ๆ บางชนิดเป็นลายพราง
พวกมันนิยมวางไข่ในที่โล่ง ไข่ย่อมตกเป็นเป้าสายตา แต่พวกนักล่าก็เข้ามาจัดการไข่ไม่ง่าย สิ่งสำคัญคือความรักความห่วงใยของบรรดาพ่อแม่นกที่มีต่อลูก เช่น นกอีแจว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพ่อนกที่ยอมตายแทนลูกได้เสมอ
หากมีชีวิตอื่นเข้ามาใกล้ พ่อนกรับรู้ถึงการคุกคาม ละครจะเริ่มต้นขึ้น พ่อนกลุกขึ้นจากรัง ทำท่าแปลก ๆ เช่น เดินเซแซ่ด ๆ กระโดดขึ้นกระโดดลง ส่งเสียงร้องดัง ๆ ทำท่าทางอยู่อย่างนั้นพลางถอยห่างจากรังไปเรื่อย ๆ จุดประสงค์ของการแสดงคือล่อให้ผู้บุกรุกสนใจตัวเองแทนนั่นเอง

หากมองพวกมันแบบผ่านหัวใจ เราจะรู้สึกเห็นใจพ่อนกมาก เพราะนกอีแจวเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงดูลูกลำพัง แม่นกจากไปตั้งเต่วางไข่เสร็จ
แม้ว่าจะเห็นใจพ่อนกที่อกหัก แต่สำหรับแม่นก คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกที่ต้องทิ้งลูกไป หน้าที่อันต้องเร่งขยายเผ่าพันธุ์ทำให้แม่นกต้องทำเช่นนั้น
ผม ‘เห็น’ สิ่งที่พ่อนกอีแจวแสดง ในความรู้สึกของลูกชาย และผมก็เข้าใจพ่อมากขึ้น
นกเป็ดผีก็เช่นเดียวกัน แต่รังของนกเป็ดผีค่อนข้างมิดชิดกว่านกอีแจว เพราะพวกมันดำน้ำเก่ง ดำลงไปคาบหญ้าใต้น้ำขึ้นมากองสุม ๆ ใช้ปากเขี่ยตรงกลางให้เป็นแอ่ง
ครอบครัวนกเป็ดผีดูอบอุ่น พ่อแม่ผลัดกันกกไข่และเลี้ยงลูก ตัวหนึ่งกกไข่ อีกตัวจะว่ายน้ำหากินอยู่ใกล้ ๆ ถ้ามีผู้บุกรุกหรือเสียงแปลก ๆ เข้ามาใกล้ ตัวที่กกไข่อยู่จะรีบลุกขึ้น คาบหญ้ามาปิดไข่ไว้ทันที หลังจากนั้นก็กระโดดลงน้ำแล้วดำน้ำหายไปจากบริเวณนั้น
หากมีลูกนกออกจากไข่แล้ว พ่อแม่จะให้สัญญาณให้ลูกปีนขึ้นหลัง พากันว่ายน้ำห่างออกไป
วิธีการเลี้ยงลูกของนกน้ำต่างจากนกป่า นกน้ำไม่นำอาหารมาป้อนที่รัง แต่จะพาไปหากินด้วย และอาจป้อนอาหารให้บ้าง
เฝ้าดูนกน้ำ ได้เห็นความเป็นชีวิต เห็นความรักความห่วงใยที่พ่อแม่นกมีต่อลูก ไม่เพียงทำให้ผมเข้าใจมากยิ่งขึ้น ผมยังเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่านี่อาจเป็นบทเรียนอันแท้จริงที่ธรรมชาติพยายามสอน


เหล่านกน้ำแสดงความจริงให้เห็นอีกอย่างหนึ่ง สิ่งแรกคือหากินโดยไม่หยุด นั่นคือพวกมันทำงานทั้งวัน
พูดได้ว่า ถ้าบอกว่านกน้ำคือผู้บริโภคอันดับ 1 มันก็คือคนสำคัญในการควบคุมดูแลปริมาณพืชน้ำและสัตว์น้ำให้มีจำนวนพอเหมาะ
หากแหล่งน้ำใดมีแต่จอก แหน สาหร่าย ขึ้นเต็มแน่นท้องน้ำ แหล่งน้ำนั้นจะมีสภาพเช่นไร พืชคงแย่งออกซิเจนในน้ำหมด นั่นย่อมเป็นปัญหาของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ปลาลดจำนวนลง ผลนี้จะขยายไปเป็นทอด ๆ อย่างเลี่ยงไม่พ้น
ความหมายของเรื่องนี้ คือหากนกสักตัวสาบสูญ ย่อมส่งผลกระทบถึงคน
ในวันที่ผลกระทบต่าง ๆ เริ่มส่งมาถึงคน ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่เราต้องเร่งกอบกู้โลกที่เราทำลายมาเนิ่นนาน
สิ่งสำคัญคือเราไม่ได้ช่วยโลกอยู่เพียงลำพัง เรายังมีเหล่ามืออาชีพอันเป็นพันธมิตรที่ช่วยทำงานให้เราอยู่ตลอดมา แต่น่าเสียดายที่เรามักลืมความจริงนี้
บึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ
ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567
ผมนั่งอยู่บนเรือหางยาว ดูผู้ชายผิวคล้ำสวมเสื้อยืดแขนยาวกำลังปักไม้ไผ่ลงบนพื้นบึงน้ำ ที่ปลายไม้มีธงสีขาวเล็ก ๆ บนพื้นธงเขียนว่า ‘ระวังรังนก’
ติ๋ง พัดจันทึก อาศัยอยู่ริมบึงน้ำแห่งนี้มากว่า 30 ปี เขามีชีวิตเช่นเดียวกับนกน้ำ ชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับบึงน้ำ
“พวกเราไม่มีไร่ ไม่มีนา บึงน้ำนี่แหละครับ นาของพวกเรา”
วิถีชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับบึงน้ำ ทำให้พวกเขาเห็นชีวิตอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในบึงน้ำด้วย ชีวิตอื่น ๆ ที่เป็น ‘เพื่อน’
ในช่วงเวลาวางไข่ของปลา พวกเขาต้องละเว้นการจับปลา หนทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้คือการพาคนลงเรือไปดูเพื่อน ๆ ของเขา
บึงละหานเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่คนกับชีวิตในบึงอยู่ร่วมกันได้ ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์พอ ในช่วงฤดูอพยพ เหล่านกน้ำจากต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยเดินทางผ่านและแวะพักพิงบนเกาะกลางน้ำ ต้นไม้ใหญ่บนเกาะ เป็นที่ที่นกอ้ายงั่วยึดเป็นที่สร้างรังวางไข่
นกกับคนที่นี่ดำเนินวิถีชีวิตโดยพึ่งพามายาวนาน
วันนี้ติ๋งและเพื่อน ๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สำรวจพบรังนก 31 รัง ทั้งอีแจว เป็ดผี อีโก้ง และนกพริก พวกเขาร่วมกันปักธงใกล้รังนก เพื่อให้เรือที่แล่นผ่านไปมาสังเกตเห็น
รังนกปลอดภัยยิ่งขึ้น พวกมันจะมีโอกาสได้ออกมาทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น

ติ๋งปักธงห่างจากรังนกราว 1 เมตร ระยะทางจากรังนกถึงธงไม่กว้างหรอก แต่ก็ไม่ใกล้เกินกว่าจะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่นกต้องกังวล
ระยะทางจากรังนกถึงธง พื้นที่ไม่กว้างแต่คล้ายกับว่าพื้นที่ในใจคนจะขยายกว้างขึ้น เป็นพื้นที่ซึ่งยอมรับการมีอยู่และความสำคัญของเหล่า ‘พันธมิตร’
และนี่อาจเรียกได้ว่าคือความหวัง ….


