7 พฤศจิกายน 2024
676

หลังการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นตลอด 6 ปี ในคณะสัตวแพทยศาสตร์จบสิ้นลง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหมอแล้ว แต่ก็ยังไร้ประสบการณ์ในการรักษา หมอจึงต้องไปฝึกวิชาในเมืองใหญ่ให้วิทยายุทธแก่กล้าเสียก่อน เวลาผ่านไป จากหมอจบใหม่หน้าใสกลายเป็นหมอใหญ่หน้าเข้มประจำสถานประกอบการ ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านเกิดเสียที

แต่หนทางการเปิดคลินิกใช่ว่าจะราบรื่น กิจการใหม่เงียบเป็นเป่าสาก ซ้ำยังมีความเข้าใจผิดถึงโครงการทำหมันที่หมอรณรงค์ให้ชาวบ้านมาทำกันว่า ‘การทำหมันเป็นการทำบาปสัตว์’ ด้วยความเชื่อที่ว่าสัตว์มันอยู่ดี ๆ ก็จะเอามีดไปผ่าท้องมัน

“สิเฮ็ดแนวใด๋ดีหลวงพ่อ” หมอปรึกษาเจ้าอาวาสวัดใกล้บ้าน

“อีสานเฮามีงานบุญทั้ง 12 เดือน หมอก็มาร่วมบุญกับชาวบ้านทุกเดือน ได้พูดได้คุย คนบ่ฮู้จักก็ให้มันรู้ไป” ภิกษุสูงวัยแนะ

หลังงานบุญเดือน 4 แผนการดูจะดำเนินไปได้ด้วยดี หมอผึ้ง กลายเป็นที่รู้จักของชาวชุมชน ถ้าถามทางไปคลินิก… (ชื่อที่ขึ้นป้ายไว้) คนบอกทางอาจจะงง ๆ แต่ถ้าบอกว่า “ไปร้านหมอผึ้ง” ล่ะก็ ถามใครก็ได้

คลินิกเล็ก ๆ เริ่มคึกคักขึ้นมาก ในแบบที่หมออดคิดไม่ได้ว่าบรรยากาศอย่างกับร้านเสริมสวยเลยนะนี่ เพราะแม้ว่าหลัก ๆ แล้วจะนำสัตว์เลี้ยงมารักษา แต่ลูกค้าที่เป็นคนชุมชนเดียวกันพอมาถึงเจอคนรู้จักก็เปิดวงเมาท์มอยกันต่อก็มี เรื่องซุบซิบต่าง ๆ ที่ร้านเสริมสวยรู้ คลินิกก็ไม่พลาด หรือบางคนก็แค่อยากจะคุยเรื่องหมา ๆ แมว ๆ กับหมอก็มี อย่างวันนี้…

“หมาของป้าขนสวยมาก ๆ เลยล่ะคุณหมอ ถึงจะเป็นพันธุ์บ้าน ๆ ก็มีคนมาขอไปเลี้ยงอยู่เรื่อย ๆ นะ” 

คุณป้าขี้เหงาคนหนึ่งเดินเข้ามาคุยในคลินิก พลางตบที่นั่งว่างข้างตัวปุ ๆ ท่าทางคงอยากให้ชาวคลินิกมานั่งฟังแกแบ่งปันเรื่องเล่า

“นี่นะ ถ้าพวกคุณหมออยากได้เคล็ดลับ ป้าก็จะสอนให้ เคล็ดลับของป้าอยู่ที่สบู่ยี่ห้อ… กลิ่นก็ฮ้อมหอมด้วย” คุณป้าเล่าต่ออย่างภูมิใจ 

โธ่! หมออุตส่าห์ฟังตั้งนาน ต้องขอบอก “จบข่าว” ตั้งแต่คุณป้าใช้สบู่สีเขียวกลิ่นพฤกษาคู่คนไทยมาอาบน้ำสุนัขแล้ว เพราะสภาพความเป็นกรด-เบส (pH) ที่ผิวหนังของเรากับสุนัขน่ะไม่เท่ากันหรอกนะคะ ของเราจะมีค่าความเป็นกรด-เบสที่ประมาณ 5.5 ส่วนของสุนัขเขาจะอยู่ที่ประมาณ 7.5 ค่ะ ดังนั้น จึงควรใช้แชมพูหรือสบู่ที่ผลิตมาสำหรับสุนัขจะเหมาะสมกว่า พอหมอจะขอจูนคลื่นความเข้าใจใหม่ให้ คุณป้านิรนามก็กลับฟึดฟัดออกจากร้านไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยไม่ต่างจากตอนที่เข้ามา

แหม! คุณป้าล่ะก็ หมอยังเล่าไม่จบเลย พอรู้สึกค้างคาใจก็พานจะนอนไม่หลับล่ะคราวนี้ ขอมาเล่าต่อใน ‘Tail-Tell’ คอลัมน์ใหม่ใน The Cloud ที่จะเป็นพื้นที่เล่าสารพัดเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงของเราแล้วกันนะคะ

ถ้าจะบอกว่าสุนัขสักตัวหนึ่งเป็นโรคผิวหนัง โอ้โห! มันเป็นคำจำกัดความที่กว้างมาก ๆ เพราะโรคผิวหนังไม่ได้มีแค่ขี้เรื้อนอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งเชื้อรา เชื้อยีสต์ ภูมิแพ้ ฮอร์โมน ฯลฯ จึงต้องตรวจให้รู้แน่ชัด เพื่อจ่ายยาอย่างเหมาะสมและจัดแชมพูไปเป็นออปชันเสริม

คราวนี้การเลือกใช้แชมพูให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เลยล่ะค่ะ เพราะเจ้าตูบหรือเหมียวตัวหนึ่งอาจไม่ได้มีแค่โรคโรคเดียวบนตัว จึงจำเป็นต้องใช้แชมพูต่างชนิดสลับกัน หรือบางโรคที่มีลักษณะคล้ายกัน เจ้าของสัตว์ต้องสังเกตการตอบสนองระหว่างการใช้แชมพูด้วย ในช่วงสัปดาห์แรกอาจต้องสระถี่หน่อย สักสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 10 – 15 นาที แล้วค่อยล้างฟองออก เมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงค่อยลดความถี่ลง

หมอเห็นภาพการอาบน้ำให้เจ้าตูบที่เผยแพร่ตามยูทูบ บางตัวนอนหงายพุงหลับตาพริ้มในกะละมังให้เจ้าของเกาแชมพูให้แล้วหมั่นไส้แกมอิจฉานิด ๆ ทำไมเจ้า 2 แสบที่คลินิกไม่นิ่งให้ทำแบบนี้บ้างนะ อาบน้ำกันทีไรไม่เคยง่าย ๆ อย่างใครเขา กว่าจะถูลู่ถูกังกันไปถึงห้องน้ำได้ก็เล่นเอาหมอแทบหมดแรง เพราะพี่เกรี๊ยนหุ่นถังแก๊สเล่นทำตัวอ่อนปวกเปียก ทิ้งน้ำหนักตัวเต็มที่ พอเข้าห้องน้ำได้ก็เดินไปเดินมารอบห้อง แล้วยังชอบมาแอบสะบัดขนที่อุ้มน้ำไว้เต็มเปี่ยมที่ด้านหลังอย่างพฤติกรรมหมาลอบกัด 

แต่บางคนเขาก็ชอบ เขาว่านี่แหละเป็นขั้นตอนที่สนุกที่สุดของการอาบน้ำสุนัข ยังดีที่เจ้าน้วดเป็นสุนัขตัวเล็ก บังคับอุ้มเข้าห้องน้ำง่ายหน่อย แต่เมื่อไหร่ที่สายน้ำพุ่งปรี๊ดออกมาจากฝักบัวเป็นได้โหยหวนตะกุยตะกายห้องน้ำระเบิดเหมือนกัน

แล้วเวลาที่คุณเจ้าของจะอาบน้ำให้เด็ก ๆ ที่บ้านเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ต้องสู้รบกันแบบนี้หรือเปล่า เวลาที่เราไปซื้อแชมพูอาบน้ำให้เจ้าหางพวง เราสังเกตเห็นแชมพูประเภทไหนบนชั้นวางกันบ้างคะ ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก 

เฉลย ส่วนใหญ่มักจะพบ 

1. แชมพูที่ขจัดแบคทีเรีย 

2. แชมพูขจัดเชื้อราและมาลาสซีเซีย 

3. แชมพูเพื่อลดอาการคัน 

4. แชมพูสำหรับขจัดรังแค 

5. แชมพูสำหรับผิวหนังเป็นมันเยิ้ม 

นอกจากนี้ยังมีแชมพูสำหรับลูกสุนัข แชมพูกำจัดเห็บ-หมัด แชมพูฟอกขนให้ขาว แชมพูกำจัดกลิ่น แชมพูแบบซักแห้งชนิดที่ไม่ต้องล้างน้ำออก และอีกมากมายหลายสูตรจนจาระไนไม่หมด แล้วจะเลือกใช้สูตรไหนกันดีล่ะ

แทบทุกครั้งเวลาที่คุณเจ้าของพาน้อง ๆ มาหาหมอด้วยอาการคัน ขนร่วง หรือแม้กระทั่งไม่มีอาการอะไรเลยก็ตาม พอหมอถามว่า ใช้แชมพูยี่ห้ออะไรเอ่ย ทุกคนต้องชะงัก นิ่งคิด หลายวินาทีผ่านไปจึงบอกว่า “จำไม่ได้” 

แหม! ไม่ใช่คำถามปราบเซียนในห้องสอบเสียหน่อย ไม่มีตอบผิด แล้วก็ไม่มีติดลบคะแนนค่ะ หมอแค่อยากได้ข้อมูลเพื่อประกอบการรักษาเท่านั้น อันที่จริงแล้วในสภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ เมื่อซื้อของมาแล้วก็ต้องคุ้มค่าอย่างที่สุด คือใช้แล้วดี รักษาได้ผล

เอาล่ะ! เราลองมาดูข้างขวดกันดีกว่าว่าสารออกฤทธิ์ที่ระบุอยู่ในฉลากนั้นมีผลอย่างไรบ้าง เวลาที่เราเลือกแชมพูจะได้ทราบว่า ตกลงแล้วทาสอย่างเราซื้อมาตรงกับความต้องการของนายท่านแล้วหรือยัง

  • เอทิล แลคเตท 10% (Ethyl Lactate 10%) โดดเด่นด้วยคุณสมบัติด้านการขจัดแบคทีเรีย ชะล้างไขมันและหลดการหลั่งจากต่อมไขมัน โดยไม่ระคายเคืองผิวหนัง เพราะไม่ทำให้ผิวหนังแห้งเกินไป จึงช่วยลดอาการคัน ทั้งยังปรับสภาพการสร้างเคราตินของผิวหนังให้ปกติ และทำให้สีของผิวหนังเป็นปกติ
  • เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) เหมาะกับสุนัขที่มีไขมันเคลือบผิวมากและรังแคน้อย เจ้าสี่ขาบางตัวอาจมีอาการระคายเคืองได้ ถ้าความเข้มข้นของสารนี้มากกว่า 5% 
  • ซาลิไซลิก (Salicylic) มีคุณสมบัติในการขจัดแบคทีเรียด้วยเช่นกัน และสารนี้ในแชมพูทำให้เคราตินชุ่มน้ำ จึงกำจัดออกได้ดี 
  • ซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ค่อนข้างครอบจักรวาลค่ะ เพราะทั้งขจัดและปรับการสร้างเคราตินของผิวหนังให้ปกติ ลดอาการคัน กำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตอย่างพวกไรบางชนิดหรือเหาก็ได้ แต่มีข้อเสียคือมีกลิ่นฉุนและกำจัดไขมันได้น้อย
  • ซีลีเนียมไดซัลไฟด์ (Selenium Disulfide) เป็นตัวเลือกสำหรับสุนัขที่เป็นรังแคแบบมันเยิ้มโดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในเด็ก ๆ สายพันธุ์คอกเกอร์ สแปเนียล แต่ข้อเสียคือทำให้ระคายบริเวณเยื่อบุหรือผิวหนังอ่อน ๆ อย่างถุงหุ้มอัณฑะได้ค่ะ
  • ทาร์ (Tar) ทั้งช่วยปรับการสร้างเคราตินของผิวหนังและขจัดไขมัน แต่สีน้ำตาลเข้มของแชมพูอาจทำให้สีขนของสุนัขเปลี่ยนไป ใครที่มีลูกขนขาว ๆ อาจต้องคิดหนักหน่อย และที่สำคัญ ห้ามใช้ในแมวค่ะ
  • อนุภาคนาโน (Nano) ที่เป็นแชมพูกำจัดเชื้อแบคทีเรียอีกแบบหนึ่ง โดยอาศัยความต่างศักย์ระหว่างประจุแร่เงินกับเยื่อหุ้มเซลล์ของจุลชีพ ทำให้เกิดเป็นรูจุลชีพจึงตายนั่นเอง

จบแล้วล่ะค่ะ ถึงกับถอนใจเฮือก ๆ กันใหญ่เลยเหรอคะ เรื่องราวในวันนี้อาจมีความเป็นวิชาการไปสักหน่อย แต่หมอเชื่อว่าการอ่านจะช่วยเปลี่ยน ‘โรค’ ได้นะ เพราะฉะนั้น มาอ่านฉลากข้างขวดกันเถอะค่ะ

คอลัมน์ Tail-Tell จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพของสัตว์เลี้ยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลินิก โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทั้งถือเป็นความรู้รอบตัวไปด้วย ขอให้เพลิดเพลินกับบทความในตอนต่อ ๆ ไปนะคะ

Writer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น