ด.ญ.กาแฟ ตื่นตกใจเสียงดังจากอะไรบางอย่าง แล้วกระโดดลงจากหลังรถกระบะวิ่งหายเข้าไปในวัดฝั่งตรงข้าม เจ้าของรีบจอดรถแล้วรีบตามเข้าไปแต่ก็ไม่เจอ ตามหาละแวกนั้นอยู่เป็นเดือนสองเดือนก็ไม่มีวี่แวว ขับรถผ่านจุดเกิดเหตุครั้งใดแล้วเห็นหมาโดนรถชน ถึงขั้นไปพลิกดูว่าใช่หมาของตัวเองที่หายหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้าของไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนที่หมู่บ้านจัดสรรในบริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ มีหมาตัวผอมสีน้ำตาลดำเดินออกจากพุ่มไม้มากระดิกหางให้ เจ้าของจึงลองเรียกชื่อ “กาแฟ ๆ”
ปรากฏว่าเจ้าหมาวิ่งเข้ามาคลอเคลีย ๆ ระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน จากหมาเด็กกลายเป็นหมาสาว แม้ดูผ่ายผอม แต่ยังมีเค้าเดิม ขอเพียงยังมีความพยายาม สักวันตัองได้เจอ…
แต่จะดีกว่าไหม หากน้อง ๆ ทุกตัวได้ติดไมโครชิป
เวลาที่เราไปต่างประเทศหรือเห็นภาพทิวทัศน์เขตเมืองจากสื่อต่าง ๆ สังเกตว่าทำไมบ้านเมืองของเขาถึงไม่มีสัตว์จรจัดเลยนะ ในขณะที่บ้านเราเดินออกจากบ้านยังไม่ทันถึงปากซอย อย่างน้อยต้องเจอน้อง ๆ 2 – 3 ตัว ส่ายหางป่อกแป่ก ยิ้มหวานให้แล้ว
นั่นเป็นเพราะหลายประเทศใช้ระบบเซต ซีโร่ (Set Zero) คือหากไม่มีใครมาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของ สัตว์ตัวนั้นจะต้องถูกกำจัด!
ฟังแล้วเป็นเรื่องที่รับได้ยากสำหรับเมืองพุทธและกลุ่มคนรักสัตว์
แล้วต้องทำอย่างไร
จัดหน่วยตระเวนให้อาหารหรือ ก็ไม่เหมาะ
หาบ้านให้ทุกตัวหรือ ก็นับว่าเป็นเรื่องในอุดมคติมาก เพราะเป็นภารกิจที่หลาย ๆ หน่วยพยายามทำอยู่ แต่ใช่ว่าทุกตัวจะได้มีบ้าน
เซต ซีโร่ แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้ทำ และไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนอยากทำแน่
แม้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และจัดสวัสดิภาพสัตว์ จะมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ปล่อยปละทิ้งขว้างสัตว์เลี้ยง แต่ก็ยังเห็นว่ามีการนำน้อง ๆ ไปทิ้งตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการเลี้ยงที่ขาดสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือจำนวนสัตว์ที่เลี้ยงนั้นเยอะเกินไป
ถ้าจะบอกว่าทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงต้องมีกฎระเบียบมาควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน
เริ่มต้นสร้างมาตรฐานด้วย ‘การฝังไมโครชิปเพื่อลงทะเบียนสัตว์เลี้ยง’

ไมโครชิปคืออะไร
ไมโครชิปสำหรับสัตว์เลี้ยงคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เท่ากับเมล็ดข้าวสารเท่านั้นเอง ทำหน้าที่เสมือนบัตรประจำตัวประชาหมาและประชาแมวอิเล็กทรอนิกส์ที่จะบันทึกหมายเลขประจำตัวที่ไม่ซ้ำกันเลย เมื่อใช้เครื่องสแกนก็จะอ่านหมายเลขได้ และเชื่อมโยงกับข้อมูลที่ติดต่อกับเจ้าของสัตว์ได้จากฐานข้อมูล
ด้วยคุณสมบัติที่ยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงได้อย่างถาวร เมื่อสัตว์เลี้ยงสูญหายหรือพลัดหลง ผู้ที่พบเจอพาน้อง ๆ ไปสแกนชิปที่สถานพยาบาลสัตว์เพื่อตรวจสอบข้อมูลติดต่อเจ้าของสัตว์ได้
ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรารู้รายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ข้อมูลประจำตัวก็เช่นกัน จำเป็นสำหรับการลงทะเบียนสัตว์เลี้ยง การประกวด และการเดินทางข้ามประเทศ
ช่วยป้องกันการสลับตัวสัตว์หรือการซื้อขายที่ผิดกฎหมาย
ชิปจะทำงานก็ต่อเมื่อเครื่องสแกนส่งพลังงานให้ชั่วขณะ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่ และอยู่ได้ตลอดอายุของสัตว์
เพื่อควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงและลดปัญหาสัตว์จรจัดในพื้นที่ กรุงเทพมหานครจึงประกาศกฎหมายใหม่ ‘ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องการควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567’ ลงในราชกิจจานุเบกษา โดยทางหน่วยงานกรุงเทพมหานครได้มีการเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาระบบการจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์ การหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อความเข้าใจแก่ประชาชน
ขั้นตอนการจดทะเบียนสุนัขและแมว
1. เจ้าของพาสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดฝังไมโครชิป
2. ยื่นคำขอจดทะเบียนสัตว์ (คลส.2)
3. รับบัตรประจำตัวสัตว์ (คลส.3)
โดยพาสุนัขและแมวไปฉีดฝังไมโครชิปโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่สถานพยาบาลสัตว์ของกรุงเทพมหานครทั้ง 8 แห่ง หรือหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรุงเทพมหานคร แต่หากไม่สะดวกก็ไปรับการฉีดฝังไมโครชิปที่สถานพยาบาลสัตว์ของรัฐและเอกชน (มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป) พร้อมรับใบรับรอง (คลส.1) เพื่อนำมายื่นคำขอจดทะเบียนสัตว์ต่อไป
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน
บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของสัตว์
ทะเบียนบ้านที่สัตว์อาศัยอยู่ (ในพื้นที่กรุงเทพฯ)
ใบรับรอง (คลส.1) และ
หนังสือยินยอมจากผู้ให้เช่า ในกรณีเป็นผู้เช่า
ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่คลินิกสัตวแพทย์ หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรุงเทพมหานคร หรือช่องทางเว็บไซต์ petregis.bangkok.go.th
เพื่อให้มนุษย์และสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย เป็นระเบียบ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ต้องฉีดฝังไมโครชิปเพื่อลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ในข้อบัญญัติยังมีการกำหนดจำนวนสัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาน้องแมวตามขนาดพื้นที่ด้วย เช่น
คอนโด ขนาด 20 – 80 ตารางเมตร เลี้ยงได้ 1 ตัว
คอนโด ขนาดมากกว่า 80 ตารางเมตร เลี้ยงได้ 2 ตัว
บ้านพร้อมที่ดิน พื้นที่ไม่เกิน 20 ตารางวา เลี้ยงได้ 2 ตัว
บ้านพร้อมที่ดิน พื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางวา เลี้ยงได้ 3 ตัว
บ้านพร้อมที่ดิน พื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางวา เลี้ยงได้ 4 ตัว
บ้านพร้อมที่ดิน พื้นที่มากกว่า 100 ตารางวา เลี้ยงได้ถึง 6 ตัว
สำหรับสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่น้องหมาน้องแมวล่ะ
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ (โค กระบือ ม้า กวาง) เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางเมตร
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก (แพะ แกะ สุกร ม้าแคระ) เลี้ยงได้ไม่เกิน 3 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางเมตร
สัตว์ปีก (ไก่ เป็ด ห่าน) เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 4 ตารางเมตร
นกขนาดใหญ่ (นกกระจอกเทศ) เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางเมตร
นกขนาดเล็ก เลี้ยงได้ไม่เกิน 5 ตัว ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
แล้วถ้าเรามีสัตว์เลี้ยงมากกว่าที่ข้อบัญญัติกำหนดล่ะ จะทำยังไงกับน้อง ๆ ดี
แม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์เน้นย้ำเรื่องการจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงก่อนกฎหมายบังคับใช้ แต่ก็ใช่ว่าจะกดดันคนรักสัตว์จนเกินไป
โดยสัตว์เลี้ยงเดิม (เลี้ยงก่อน 10 มกราคม พ.ศ. 2569) หากเกินจำนวนที่กำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เลี้ยงต่อไปจนสิ้นอายุขัยได้ แต่ต้องฉีดฝังไมโครชิปและจดทะเบียนให้เรียบร้อยภายใน 9 เมษายน พ.ศ. 2569
สำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ ขอให้แจ้งจำนวนที่เลี้ยง ก็เลี้ยงต่อไปจนสิ้นอายุขัยได้
สำหรับน้อง ๆ สี่ขาเจ้าถิ่นประจำวัด แม้ข้อบัญญัติจะยังไม่ครอบคลุม แต่ให้ดูแลตามแนวทางสัตว์จรจัดไปก่อน คือฉีดวัคซีนและทำหมัน แต่หากดุร้าย ให้ประสานหน่วยงานกรุงเทพมหานครให้นำออกจากวัด
เป็นธรรมดาที่ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะไมโครชิปนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนจีพีเอส (GPS) จึงระบุตำแหน่งของสัตว์เลี้ยงไม่ได้ทันที ต้องนำสัตว์เลี้ยงไปให้เครื่องสแกนอ่านข้อมูลในฐานข้อมูล และหากใช้เครื่องสแกนที่ไม่รองรับความถี่ที่ชิปนั้นปล่อยออกมาก็อาจอ่านค่าไม่ได้ จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์จากบริษัทที่ใช้ระบบเดียวกัน จึงจะอ่านข้อมูลจากชิปได้ ซึ่งสถานพยาบาลสัตว์แต่ละแห่งอาจจะใช้เครื่องอ่านต่างบริษัทกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อบัญญัติควบคุมสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปล่อยฉบับนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับสุขภาวะที่ดีระหว่างคน สัตว์ และเมือง ทั้งยังเป็นต้นแบบให้หน่วยงานเทศบาลในจังหวัดต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองได้อีกด้วย
