แม้ว่าบ้านเราจะมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์แล้ว แต่ก็ยังเห็นพฤติกรรมการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงให้ตกอยู่ในภาวะอิสระจำยอมอยู่เสมอ แล้วคราวนี้ในข้อกฎหมายนั้นมีระเบียบข้อย่อยที่ว่าห้ามให้อาหารสัตว์จรจัด เพราะยิ่งทำให้มีคนนำมาปล่อยมาขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่ดูแลอย่างทั่วถึง ครั้นจะปล่อยให้อดข้าวตายไปก็เป็นเรื่องที่คนรักสัตว์ทำใจเห็นได้ยาก สุดท้ายเรื่องจึงวนไปวนมาคล้ายวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น
นับตั้งแต่หมอเริ่มไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน มักจะเห็นคุณลุงผิวคล้ำร่างท้วม ปั่นจักรยานมาแจกอาหารเม็ดและเติมน้ำใส่ถังให้พวกหมาจรในสวนสาธารณะได้กินเป็นประจำ พวกหมาจรเหล่านี้หากจะว่าไป เรียกว่า ‘หมาประจำถิ่น’ ดีกว่า เพราะเจ้าพวกนี้มีกันหลายกลุ่มแก๊ง อยู่กันเป็นหลักแหล่ง เขตใครเขตมัน
ดังที่กฎหมายคุ้มครองสัตว์อาจจะตีความได้ว่า ‘ใครให้ข้าวคนนั้นคือเจ้าของ’ เมื่อหมอเดินลุยป่าหญ้าเข้าไปถามว่า ต้องการให้หมอช่วยฉีดวัคซีนให้พวกหมา ๆ หรือไม่ คุณลุงตอบรับโดยไม่ลังเล แต่หัวเด็ดตีนขาดผู้สูงวัยก็ไม่ยอมให้ฉีดแบบฟรี ๆ จึงพบกันครึ่งทางที่ราคาเท่าทุน หมอและ ลุงแอ๊ว จึงรู้จักกันในลักษณะนี้
เจ้าพวกหมาในสวนสาธารณะนี้ก็แปลกจากพวกหมาที่มีเจ้าของอยู่อย่างหนึ่ง แม้ว่าหมอจะเคยทำให้เจ็บตัวไม่ว่าจะจากการฉีดยาหรือหัตถการเพื่อการรักษาใด ๆ ก็ไม่เคยทำท่าโกรธเคืองหรือหวาดกลัวเวลาเจอหมอเลย มีแต่ควงหางเหมือนใบพัดวิ่งตูดบิดตูดเบี้ยวเข้ามาหาจนอดคิดไม่ได้ว่า เอาเจ้าพวกนี้ไปผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานหางหมาเสียดีไหม
ทุกตัวในสวนสาธารณะมีชื่อมีประวัติการรักษาโดยมีลุงแอ๊วเป็นเจ้าของไข้ทั้งสิ้น คนที่ไปใช้บริการสวนสาธารณะเป็นประจำจะคุ้นเคยกับภาพที่พวกหมา ๆ วิ่งตามลุงปั่นจักรยานเป็นพรวน และทราบดีว่าเด็ก ๆ เป็นสมุนของลุงแอ๊ว มีอยู่วันหนึ่งมีหญิงวัยกลางคนหน้าไม่คุ้นเข้ามาขอคำปรึกษาที่คลินิก
“คุณหมอคะ หมามันเกิดมาพิการมดลูกได้ไหมคะ”
“ห้ะ”
หมอเป็นงงจนต้องถามไปถึงต้นสายปลายเหตุของคำถาม จึงได้ทราบว่าคุณผู้หญิงท่านนี้ประสงค์พาหมาตัวเมียตัวหนึ่งในสวนสาธารณะไปทำหมัน ปรากฏว่าคุณหมอที่คุณผู้หญิงพาไปพบ เปิดผ่าออกมาแล้วหามดลูกไม่เจอ! เธอจึงตระเวนถามข้อมูลไปตามคลินิกต่าง ๆ เพื่อขอความรู้ว่า ‘หมาจะเกิดมาโดยไม่มีมดลูกได้หรือไม่’ จนกระทั่งมาถึงคลินิกของหมอ
ฟังแล้วก็เอะใจจึงต้องขอดูหน้าหมาสักหน่อย โชคดีที่โทรศัพท์สมัยนี้ถ่ายรูปได้ แค่เห็นหน้าเจ้าหมาในจอมือถือของคุณผู้หญิงเท่านั้นล่ะ
“เอ่อ เจ้าตัวนี้ชื่อสีนวล เคยมีคุณลุงพามาทำหมันแล้วค่ะ ทำที่คลินิกนี้นี่เอง” หมอตอบพร้อมรอยยิ้มแห้ง ๆ ส่วนผู้ใจบุญขาจรตกอกตกใจเสียยกใหญ่
เจ็บตัวฟรีเลยเจ้าหมา…
เห็นลุงแอ๊วมาดูแลพวกหมา ๆ ทุกวันไม่เคยขาดเช็กชื่อ จนหมอคิดว่าที่บ้านของลุงคงไม่ได้เลี้ยงหมา จนกระทั่งวันหนึ่ง…
“เห็บที่บ้านกำจัดเท่าไรก็ไม่หมดสักที ทำไงดีหมอ”
นั่นเอง หมอจึงได้ไปตรวจสุขภาพเด็ก ๆ 4 ขาที่บ้านลุงแอ๊วเป็นครั้งแรก
ที่บ้านของลุงเลี้ยงหมาไว้ 4 ตัว ตัวแรกเป็นสาวใหญ่ผู้คุมกฎของบ้านชื่อ พี่ส้ม ลำดับต่อมาจึงเป็นนักเลงโตชื่อ เจ้ายืด หนุ่มแบ๊วประจำบ้านชื่อ เจ้าแบ็ค และชายน้อยขาพิการชื่อ เจ้าสามขา
เจ้าสามขานี่ลุงไปเจอตอนให้อาหารเด็ก ๆ ในสวนสาธารณะ สงสารก็สงสารแต่ประชากรหมาก็เต็มโควตาแล้ว จึงเสี่ยงทายว่าหากเจ้าหมาพิการขึ้นบันไดมาได้ 3 ขั้น จะรับไปเลี้ยง ปรากฏว่าเจ้าสามขาขึ้นมาได้จริง ๆ ลุงเลยต้องพากลับมาตามสัญญา
พี่ส้มเป็นหมาโหลดเตี้ย หูตั้ง สีน้ำตาลดำ นิสัยเรียบร้อย ป้าทศ ภรรยาของลุงแอ๊วรักพี่ส้มมาก เรียก ‘หนูลูกพี่ส้ม’ ทุกคำ ปกติพี่ส้มทำอะไรก็กะล่อยกะหลิบ มีเพียงเวลาที่หมอไปหานี่เองถึงจะมีอาการหลุด เสียกิริยา วิ่งหนีรอบบ้าน พอจับได้ก็ถึงกับหงายท้องฉี่ราด พี่ส้มที่เป็นหมารักสะอาดจึงรู้สึกไม่ชอบใจเอามาก ๆ
พี่ส้มเป็นสาวใหญ่ประจำบ้านที่ไม่เคยเจ็บป่วยใด ๆ เลย หมอมีแต่ไปฉีดวัคซีน ป้องกันเห็บ-หมัด และพยาธิหนอนหัวใจตามรอบเท่านั้นเอง จนกระทั่งอายุล่วงเข้าปีที่ 18 พี่ส้มเริ่มมีอาการหลงลืม บางครั้งลืมว่าตัวเองกินข้าวแล้วก็มาเห่าขอกินอีก ตอนแรกเหมือนจะเป็นเรื่องขำ ๆ แต่หมอได้เตือนไว้ให้ลุงป้าเตรียมแผนการรับมือกับอาการอัลไซเมอร์ของพี่ส้มที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้
เมื่อวิทยาการทางสัตวแพทย์พัฒนาขึ้น พวกสัตว์มีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีโรคใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นโรคในสัตว์สูงวัยที่เหล่าสัตวแพทย์ต้องเตรียมรับมือ และตอนนี้ที่เหล่าหมอ ๆ ต้องไปลงคอร์สเรียนกันก็คือ ‘โรคอัลไซเมอร์ในสัตว์สูงวัย’
หลังจากนั้นไม่นานพี่ส้มเริ่มมีอาการเดินวน
“พี่ส้มจะหายไหมคะคุณหมอ” ป้าทศสีหน้ากังวล
“เรื่องเกี่ยวกับระบบประสาทนั้นบอกไม่ได้ว่าจะหายตอนไหน แต่เราต้องมีความหวัง” เป็นการตอบตามหลักวิชาการ และจากประสบการณ์ของหมอที่บางครั้งก็พบปาฏิหาริย์เกิดขึ้นให้เห็น
หลังจากที่พี่ส้มกินยาบำรุงระบบประสาท อาการก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนลุงและป้าดีใจ เพิ่มเติมคือกินเก่งขึ้น เพราะในตัวยาบำรุงระบบประสาทมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 และบี 12 ซึ่งช่วยกระตุ้นความอยากอาหารด้วย
พี่ส้มกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกราวปีกว่า แม้จะกินยาอยู่เป็นประจำทุกวัน แต่เมื่อถึงจุดเสื่อมถอยของร่างกาย ก็สุดกำลังที่ยาจะฟื้นฟูได้ พี่ส้มกลับมามีอาการเดินไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมาย เดินหน้าอย่างเดียวไม่มีเกียร์ถอยหลัง โชคดีที่เลี้ยงในบ้าน จึงไม่หลงหายไปไหน
มีอยู่วันหนึ่ง พี่ส้มเดินไปติดซอกคอมเพรสเซอร์แอร์ ออกไม่ได้ร้องโวยวาย ลุงแอ๊วและป้าทศจึงทำคอกจำกัดบริเวณให้พี่ส้มเดินอยู่ในนั้น แม้จะเดินทั้งวันทั้งคืน แต่ยังโชคดีที่รู้จักกินข้าวและพักเมื่อเหนื่อย พี่ส้มเดินทนอยู่ราวครึ่งปีจึงกลับดาวหมาไป
หลังจากที่พี่ส้มไม่อยู่แล้ว ก็ไม่มีใครเป็นกรรมการคอยแยกเจ้ายืดกับเจ้าแบ็คอีก เจ้ายืดเป็นหมาพิตบูลเทอร์เรีย ผสมกับพันธุ์อะไรต่อมิอะไรบ้างก็ไม่รู้ จึงมีลำตัวยาวแต่ขาสั้น เป็นหมาขนสั้น แต่ก็มีเส้นขนยาวแพลมออกมาด้วย เหมือนวัชพืชบนแปลงหญ้าญี่ปุ่น
ส่วนเจ้าแบ็ค เป็นพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ผสมกับพันธุ์พื้นบ้าน จึงได้ความสูงและนิสัยขี้เล่นมาด้วย ป้าทศเรียกเจ้าแบ็คด้วยความเอ็นดูว่า ‘กะบ็อกกะแบ็ก’
เจ้ายืดมักจะไปหาเรื่องเจ้าแบ็คอยู่เสมอ ทั้งข่มขู่ ข่มเหง จนวันหนึ่ง
“คุณหมอช่วยเจ้ายืดด้วย” น้ำเสียงของลุงแอ๊วที่ปลายสายฟังดูร้อนรน
เมื่อหมอไปถึง สภาพเจ้ายืดที่นอนแบ็บหลับตานิ่งหายใจรวยรินทำเอาหมอตกใจ ว่านี่เป็นฝีมือของเจ้าแบ็คจริงหรือนี่
“สงสัยคงถึงจุดที่ความอดทนของเจ้าแบ็คมันสิ้นสุดนะหมอ งับคอหอยเจ้ายืดไม่ยอมปล่อยเป็นชั่วโมงเลย” ลุงแอ๊วยืนมองหมอฉีดยากันช็อกผ่านทางสายน้ำเกลือให้นักเลงโต
ปกติแล้วลุงจะเป็นคนคอยระวังหลัง ป้องกันไม่ให้เจ้ายืดดอดมาฉกหมอจากทางด้านหลัง พอเห็นจ้าหมาเกเรนอนนิ่งไม่หือไม่อือ ทำเอาหมอใจไม่ดี

เคยได้ยินบางคนบอกว่าบ้านที่มีหมาทะเลาะกันบ่อย ๆ ห้ามทัพอย่างไรศึกก็ไม่ยุติ ก็ให้ปล่อยให้กัดกันจนรู้แพ้รู้ชนะเสียเลย พอได้จ่าฝูงตัวใหม่แล้วสถานการณ์จะสงบไปเอง ที่บ้านของลุงแอ๊วก็เช่นกัน รุ่งขึ้นหลังจากเจ้ายืดฟื้นสภาพก็ไม่มีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกันอีก น่าจะเป็นเพราะมีการจัดอันดับทางครอบครัวเรียบร้อยแล้ว
ในช่วงเวลาที่สงบสุขของบ้าน ได้เกิดสถานการณ์ ‘หมางอก’ ขึ้น เมื่อลุงกับป้าไปให้อาหารหมาในสวนสาธารณะเหมือนเคย วันนั้นลุงกับป้าพบเจ้าหมาดำตัวหนึ่งโดนรุมบาดแผลเต็มตัว นอนแบ็บเลือดกำเดาไหลอยู่กลางฝนที่ตกกระหน่ำ ผู้สูงวัยทั้งสองจึงเก็บมาพร้อมกับให้ชื่อว่า สายฝน
ปรากฏว่าหลังจากตรวจสอบแผลแล้ว พบว่าเลือดกำเดาที่ไหลของเจ้าสายฝนนั้นไม่ได้มาจากการโดนรุม หมอเห็นว่าเลือดกำเดาที่ไหลนั้นถึงจะให้ยาเสริมสร้างเกล็ดเลือดในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด ยังมีเลือดซึมออกมาอยู่เรื่อย ๆ รู้สึกเอะใจ จึงเก็บตัวอย่างภายในโพรงจมูกไปตรวจ แล้วก็
โป๊ะเชะ!
พบเซลล์เนื้องอกที่เรียกว่า ‘เนื้องอกดอกกะหล่ำ’ (Transmissible Venereal Tumor) หรือชื่อเล่นของมันเรียกง่าย ๆ ว่า ‘สติกเกอร์ทูเมอร์’ (Sticker Tumor) จัดเป็นโรคติดต่อทางระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ที่เรียกว่า ‘สติกเกอร์’ เป็นเพราะว่าติดต่อได้โดยการสัมผัส
ทั่วไปมักจะพบเลือดหรือก้อนเนื้อตะปุ่มตะป่ำแบบดอกกะหล่ำที่อวัยวะเพศ แต่บางครั้งก็พบที่อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายจากการดมหรือเลียตามประสาสัตว์ด้วย มีครั้งหนึ่งหมอพบเจ้าหมาพูเดิลที่น้ำตาไหลเป็นสายเลือด พอเก็บตัวอย่างเซลล์ไปตรวจ เหมือนได้พบเพื่อนเก่า เจ้าเซลล์เนื้องอกดอกกะหล่ำตัวปัญหานี่เอง
วิธีการรักษาคือใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์เนื้องอก และทำหมันเพื่อควบคุมความต้องการผสมพันธุ์อันเป็นการแพร่กระจายโรค ในบางกรณีที่ก้อนเนื้อนั้นใหญ่มาก อาจต้องพิจารณาการศัลยกรรมตัดออกร่วมด้วย
หลังจากให้เคมีบำบัดเข็มที่ 3 เจ้าสายฝนก็ไม่มีเลือดซึมออกมาจากจมูกอีก และร่าเริงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่…
หลังจากหายป่วยแล้วสายฝนก็ไม่ยอมให้จับตัวอีกเลย ในขณะที่แต่ละตัวในบ้านฉีดยากำจัดเห็บหมัด ป้องกันพยาธิหนอนหัวใจแล้วรับรางวัลกัน ส่วนเจ้าสายฝนที่ไม่มีผลงานแต่ก็มาขอรับรางวัลกับเขาด้วย
สายฝนอยู่บ้านลุงแอ๊วและป้าทศมา 3 ปี โดยที่ไม่ยอมให้เจ้าของบ้านจับตัวเลย เข้าทำนองเสียเป็นแสนแขนไม่ได้จับ
“แต่ก็มีบางทีนะที่เรานั่งอยู่ เจ้าสายฝนก็เอาจมูกมาดุนที่หลังเราเอง พอเราหันไปก็ถอยไม่ให้จับตัวเหมือนเดิม” ป้านินทาเจ้าหมาดำ
มีอยู่วันหนึ่งที่หมอไปดูแลพวกหมา ๆ ที่บ้านลุงแอ๊ว สายฝนเข้ามาขอรับรางวัลเปล่า ๆ เช่นเคย หมอจึงถือโอกาสใช้นิ้วป้ายจมูกเจ้าหมาดำไปทีหนึ่ง ภาพที่คิดในหัวคือพอเจ้าหมาดำดมมือสร้างความคุ้นเคย หมอจะให้ดมมือสร้างความคุ้นเคยก่อน แล้วจะค่อย ๆ ขยับมือไปเกาหูให้ เป็นท่าไม้ตายที่หมาไหน ๆ ก็ยอมสยบ
แต่ความจริงที่ได้ คือเจ้าหมาทำหน้าตื่นกระโดดถอยห่างไปอย่างกับโดนไฟลวก ไม่ยอมเข้าใกล้หมออีกเลย จากที่มากินขนมที่มือ คราวนี้ต้องวางไว้แล้วถอยไปสัก 3 เมตร จึงค่อย ๆ ย่องเข้ามากิน
นับจากวันนั้นเจ้าสายฝนก็รักษาระยะปลอดภัยกับทุกคนอย่างเคร่งครัด ทำให้มันไม่เคยฉีดวัคซีนเลย เรื่องนี้ทำให้หมอเป็นกังวลอยู่มากในเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคสัตว์สู่คนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โชคดีที่สายฝนมีอุปนิสัยเรียบร้อย ไม่เคยคิดที่จะออกนอกบ้านเลย หมอจึงคลายใจไปได้บ้าง
และแล้วในที่สุดก็มาถึงวันที่คนในบ้านลุงแอ๊วได้จับตัวสายฝนอีกครั้ง…
ในวันฝนฟ้าคะนอง ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างอย่างน่ากลัว ในขณะที่ตัวอื่นเขายอมให้ลุงกับป้าเก็บเข้าบ้านนอนกอดผ้าเป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงสายฝนเสียเป็นแสนแขนไม่ได้จับอยู่ตัวเดียวที่ตกใจเสียงฟ้าลง แตกตื่นวิ่งไปวิ่งมาในอาณาเขตบ้าน พอดีกับที่ พี่อ๊อด ลูกชายของลุงและป้าเลิกงานกลับมาพอดี จังหวะที่เปิดประตูรั้วเพื่อเอารถมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน พร้อม ๆ กับเสียงเปรี้ยงอย่างกับฟ้าระเบิด เจ้าสายฝนวิ่งเตลิดออกไปนอกบ้านท่ามกลางความตกใจของทั้ง 3 คน
พี่อ๊อดที่กำลังวังชาดีกว่าลุงและป้ารีบวิ่งฝ่าฝนตามเจ้าหมาสติแตกออกไป โชคดีที่เจ้าหมาไม่ได้เตลิดไปไกล แต่วิ่งเข้าไปซุกใต้ตั่งที่ร้านรับซื้อของเก่าข้างบ้านนี่เอง กลัวจนหน้ามืดตามัววิ่งผ่านฝูงหมาเจ้าถิ่นของร้านรับซื้อของเก่าไปได้อย่างไรไม่ทราบ
พี่อ๊อดมุดเข้าไปอุ้มเอาเจ้าหมาขี้กลัวออกมา สายฝนดิ้นขลุกขลักตะกุยตะกายอยู่ในอ้อมแขน ดีที่ไม่ถึงขั้นลืมตัวงับเจ้าของ ลุงป้าที่วิ่งตามมาทันช่วยกันปลอบประโลมเจ้าหมาไป 1 ยกใหญ่ ก่อนจะพากลับไปปลอบใจกันต่อที่บ้าน ป้าทศกอดเจ้าหมาที่ตัวสั่นดุก ๆ พร้อมพูดปลอบอย่างอ่อนโยน นั่นเป็นครั้งที่ 2 ที่ทุกคนได้จับตัวสายฝน
รุ่งเช้าหลังจากที่ฝนขาดเม็ดไปแล้ว แม้เจ้าสายฝนที่ได้รับความอบอุ่นจากทุกคนในบ้านอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็กลับไปรักษาระยะปลอดภัยเช่นเดิม เป็นอย่างนั้นไป จนทุกคนลงความเห็นกันว่า “งั้น ไม่เป็นไร ถ้ามันจะสบายใจแบบนี้ อยากเข้ามาหาเมื่อไรก็เข้ามาเองแล้วกัน”
ลุงแอ๊วกับป้าทศที่ตั้งใจว่าหมดรุ่นเจ้ายืดกับเจ้าแบ็คก็ ‘จะไม่เลี้ยงอะไรอีกแล้ว’ แต่คำประกาศนี้เหมือนเป็นอาถรรพ์ จากประสบการณ์ของหมอ บ้านไหนพอประกาศแล้ว เป็นต้องได้กลับมาเลี้ยงเสียแทบทุกราย และโรคหมางอกของลุงแอ๊วน่าจะไม่มีวันหายขาด ระหว่างที่ดูแลเจ้าสายฝน ลุงแอ๊วเกิดไปได้หมามาเพิ่มอีก 1 ตัว ให้ชื่อว่า ฮอตด็อก ตามลักษณะกายภาพของเจ้าหมาที่ขาสั้น ๆ ตัวยาว ๆ
เจ้าฮอตด็อกเคยมีบ้านอยู่เหมือนกัน แต่ถูกนำมาปล่อยที่สวนสาธารณะด้วยข้อหาซนเกินไป ภายใต้ภาพลักษณ์หมาเตี้ยน่ารักดุ๊กดิ๊ก จึงมีบ้านที่มารับฮอตด็อกไปเลี้ยงอยู่หลายบ้าน แต่ต่างก็เอากลับมาคืนที่เดิมในวันรุ่งขึ้นเสียทุกบ้านเพราะมันขุดดิน
ที่จริงสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงหมาสักตัว คือลักษณะนิสัยตามแต่ละสายพันธุ์ด้วย เวลาที่นักเพาะพันธุ์หมาเขาจะสร้างหมาสายพันธุ์หนึ่ง ๆ ขึ้นมา เขาไม่ได้คัดเลือกแค่รูปร่างลักษณะกายภาพเท่านั้น แต่ยังต้องคัดเลือกลักษณะนิสัยเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละประเภทด้วย ต้องผสมพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่าจนได้พันธุกรรมที่มีความนิ่ง เมื่อนั้นล่ะจึงประกาศเป็นสายพันธุ์ใหม่ออกมา
เจ้าฮอตด็อกมีลักษณะผสมของหมาดัชชุน ซึ่งหมาในสายพันธุ์นี้เพาะขึ้นมาเพื่อใช้ล่าหมาจิ้งจอก ขาสั้น ๆ นั้นเอาไว้ตะกุยดินขุดโพรงจิ้งจอกและมุดเข้าไปในโพรงสะดวก นิสัยชอบขุดดินของฮอตด็อกจึงเป็นนิสัยที่ติดตัวมาจากบรรพบุรุษดัชชุน
เจ้าฮอตด็อกอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลุงแอ๊วซึ่งเป็นผู้เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ตลอดสงสารเจ้าหมาเตี้ยจับใจ จึงตกลงใจจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายให้กับฮอตด็อก คิดแล้วก็หอบหิ้วเจ้าหมาขาสั้นขึ้นรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน
ลุงเอาเจ้าหมานั่งข้างหน้า ตั้งใจว่าให้มันเกาะแฮนด์รถ แต่ความที่เป็นหมาขาสั้น เกาะแฮนด์ไม่ถึง แล้ววันนี้ป้าก็ไม่ได้มากับลุงเสียด้วย ลุงจึงต้องกอดหมามือหนึ่ง บังคับรถมือหนึ่ง ทุลักทุเลไม่น้อย
ในขณะที่แต่ละบ้านที่เอาฮอตด็อกกลับมาคืนที่เดิมต่างบอกว่าเพราะซนบ้างล่ะ เพราะขุดดินบ้านล่ะ แต่หมอกลับไม่เคยได้ยินลุงและป้าบ่นเลย ส่วนเรื่องมอบความรักความเมตตาให้กับเจ้าหมาคงไม่ต้องบอก เพราะประกายความสุขที่ฉายชัดในแววตาเป็นหลักฐานชั้นดีอยู่แล้ว
มีอยู่วันหนึ่งป้าแบ่งไข่ต้มให้เจ้าหมาเตี้ยลองชิม
“ป้าพลาดแล้ว” หมอคิด
เพราะหลังจากนั้นป้าต้องให้ไข่ต้มเจ้าหมาวันละ 2 ฟองทุกวัน จึงจะปิดครัวได้
อย่างที่เล่าไปข้างต้นว่าหมอมีสัญญาต้องไปดูแลสุขภาพให้เด็ก ๆ ที่บ้านลุงแอ๊วเดือนละ 1 ครั้ง แต่ละเดือนที่ไปรู้สึกว่าฮอตด็อกอ้วนขึ้นทุกครั้งที่พบกัน จากหุ่นเหมือนหมอนข้าง กลายเป็นหมูเหมยซาน และล่าสุดกลายเป็นแมวน้ำดำแห่งลุ่มน้ำชีไปในที่สุด
ระยะแรกป้าทศลองลดน้ำหนักให้ฮอตด็อกด้วยตัวเองโดยใช้อกไก่ต้ม แต่กลายเป็นว่าฮอตด็อกยิ่งกินยิ่งบานออก ๆ เอ๊ะ! มันยังไงกันนะเจ้าอกไก่ต้มนี่ เพราะหมอเห็นลูกค้าที่เลี้ยงแมวอีกบ้านก็ลดน้ำหนักให้เจ้าเหมียวด้วยอกไก่ต้มเหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้แก้มของเจ้าเหมียวอวบอูมเบียดบังเปลือกตาจนหยีไปแล้ว หมออดคิดไม่ได้ว่า “เจ้าอกไก่ต้มนี่ท่าจะเหมาะแค่เฉพาะกับมนุษย์ละมั้งนี่”
“ลดน้ำหนักยังไงดีหมอ” ป้าทศถาม
ปั๊ดโธ่! ถ้าหมอทำได้หมอก็ผอมไปนานแล้ว… หมอนึกในใจ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เสียหน้า จึงตอบป้าทศไปตามหลักวิชาการที่เรียนมา อย่างปรับสูตรอาหาร ลดปริมาณและจำนวนมื้อลงให้เหมาะสมกับวัย แน่นอนว่าต้องใจแข็งงดทั้งไข่ต้มและอกไก่ พร้อมทั้งเดินออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง
ปรากฏว่ายิ่งลด คอกลับยิ่งหาย จากที่เวลาหมอไปหาที่บ้านฮอตด็อกยังวิ่งตุ่บตั่บ ๆ มาหาได้ กลายเป็นนอนกระดิกหางให้กำลังใจอย่างเดียว จนหมอเข้าไปใกล้ ๆ จึงค่อยคลานกระดุ๊บกระดิ๊บเข้ามาหา
มันต้องผิดพลาดตรงไหนสักที่แน่ ๆ
ถามไปถามมา ป้าทศจึงยอมเล่าว่า
เอาอาหารเม็ดสูตรควบคุมน้ำหนักตามที่หมอแนะนำผสมกับอาหารเดิมให้กิน ตามวิธีเปลี่ยนอาหารว่าให้ค่อย ๆ ลดอาหารเดิมจนเหลือแต่อาหารใหม่ แต่เจ้าฮอตด็อกก็เหมือนติดเรดาร์ที่จมูก เขี่ยอาหารลดน้ำหนักทิ้งแล้วกินแต่อาหารเดิม ซ้ำยังเรียกร้องไข่ต้มมากขึ้น เพราะหมอบอกว่าฮอตด็อกอายุ 1 ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้สารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตแบบหมาเด็กอีก ให้ลดมื้ออาหารลงเหลือวันละ 1 มื้อ เป็นการกินเพื่ออยู่ เป็นผลให้เจ้าหมาเตี้ยหิวโหยขนาดหนัก ซ้ำป้ายังใจอ่อน ลดมื้ออาหารแต่เพิ่มเมนูพิเศษ ทำให้น้ำหนักไม่เพียงไม่ลดแต่ยังเพิ่มขึ้นด้วย
ไม่ได้การ ต้องเคร่งครัดยิ่งกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นโรคภัยต่าง ๆ ต้องมาเคาะประตูรังนอนของฮอตด็อกแน่ ลุงกับป้าพยักหน้าหงึกหงักฟังหมอบ่น
1 เดือนต่อมา หมอกลับไปปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง ป้ารายงานด้วยเสียงร่าเริงว่า “ฮอตด็อกลดน้ำหนักได้แล้ว เอ่อ 5 ขีด”
ปั๊ดโธ่! นี่ป้าชั่งน้ำหนักก่อนฉี่กับหลังฉี่หรือเปล่านี่ แต่ก็เอาเถิด ถึงจะน้อยแต่ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี
เวลาล่วงผ่านไปอีกราว 5 เดือน คราวนี้คอที่หายไปก็เริ่มปรากฏร่องรอยให้เห็น ตัวที่เคยเต่งตึงเหมือนลูกโป่งสูบลมจนเต็มเริ่มมีความย้วยขึ้นมาบ้าง ค่อยเป็นค่อยไปแบบช้า ๆ ดีกว่าไม่ได้เริ่มเลย
เดิมทีหมอนึกว่าลุงแอ๊วจะเป็นเฉพาะทาสหมาเสียอีก แต่หลังจากเจ้ายืดและเจ้าแบ็คกลับดาวไปแล้ว มีนางแมวจรมาออกลูกที่บ้าน 2 ตัว พี่อ๊อดให้ชื่อว่า น้องคอยน์ และ น้องเงินล้าน
ความซุกซนแจ่มใสทำให้ทั้งลุงและป้าเอ็นดูเจ้าแมวน้อยลายวัวทั้ง 2 เอามาก ๆ แต่แม้จะทำหมันแล้วแต่ยังติดนิสัยรักอิสระเสรีมาจากแม่แมวอยู่ คือชอบไปเที่ยวตอนกลางคืน พอถึงเวลาเข้านอน ป้าใช้วิธีส่องไฟฉายขึ้นบนฟ้า เหมือนส่งสัญญาณแบทแมน พวกเด็ก ๆ พอเห็นแสงไฟก็จะวิ่งกลับบ้านกัน
ความที่เจ้าแมวลายวัวทั้ง 2 ยังมีจิตวิญญาณแมวป่าอยู่มาก จึงมักออกไปล่าสัตว์เล็ก ๆ กินอยู่เสมอ บางครั้งกินเยอะเกินไปก็จะสำรอกซากสัตว์นั้น ๆ เป็นเลือดเนื้อเลอะเลือนออกมาให้ป้ากรี๊ดกร๊าดเล่น
วันหนึ่งป้าทศทำความสะอาดกระบะทราย แล้วพบชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ยืดได้ หดได้ ป้ารู้โดยสัญชาตญาณว่า มันคือ ‘พยาธิตัวตืด’
“ไม่ใช่แบบที่เหมือนเมล็ดแตงกวาใช่ไหมคะ” หมอถามถึงพยาธิตัวตืดอีกชนิดที่มีตัวหมัดเป็นพาหะ
“ไม่ ๆ คุณหมอ เป็นแบบสี่เหลี่ยมนี่ละ” ป้าทศยืนยัน
โอเค เช่นนั้นก็จัดไป ยาถ่ายพยาธิชนิดกินสำหรับทั้งหมาและแมว เพราะอยู่ด้วยกันมีโอกาสติดกันได้ แม้ว่าฮอตด็อกจะฉีดยาป้องกันเห็บ-หมัดและพยาธิหนอนหัวใจอยู่เป็นประจำก็ตาม ตัวยาฉีดนั้นมีฤทธิ์กำจัดพยาธิตัวกลม แต่กำจัดพยาธิตัวตืดไม่ได้ จึงต้องคอยถ่ายพยาธิตัวตืดอยู่เป็นระยะ ๆ
เจ้าพวกพยาธิตัวตืดนี่ก็ร้ายนัก กำจัดไม่ได้ง่าย ๆ ถึงแม้ตัวมันจะขาดก็ไม่ตาย ชิ้นส่วนที่ขาดยังกลายเป็นตัวใหม่ได้อีก ไหนจะไข่เต็มท้องทุกปล้องและดำรงชีพอยู่ในสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายได้ยาวนานอีกด้วย ดังนั้น กำจัดครั้งเดียวไม่หมดแน่นอน ต้องกำจัดอย่างต่อเนื่อง ถ้าถามว่าใช้เวลานานแค่ไหน ก็จนกว่าจะตรวจไม่พบไข่พยาธิ จากนั้นจึงป้องกันด้วยการกินยาถ่ายพยาธิตัวตืดทุก 2 – 3 เดือน
มีอยู่วันหนึ่งลุงแอ๊วไข้ขึ้นสูงมากจนต้องพาส่งโรงพยาบาล จึงตรวจพบว่าลุงแอ๊วเป็นโรคไตในระยะที่ 3 ต้องได้รับการฟอกไตทุก ๆ 2 – 3 วัน และต้องอยู่ในที่ปลอดเชื้อ กิจกรรมไปให้อาหารพวกหมา ๆ ที่สวนสาธารณะในตอนเช้าจึงต้องยกเลิกไปโดยปริยาย แต่กระนั้นลุงแอ๊วก็ยังเป็นห่วงพวกเด็ก ๆ ในสวนสาธารณะอยู่มาก
บรรดาหมาประจำถิ่นในสวนสาธารณะสังกัดของลุงแอ๊วมีหลายกลุ่มก้อน โชคดีที่พอขาประจำสวนสาธารณะหลาย ๆ คนทราบข่าวอาการเจ็บป่วยของลุงต่างมีน้ำใจช่วยดูแลกลุ่มแก๊งตามจุดที่ตนออกกำลังกายเป็นประจำให้
อย่างแก๊งสนามตะกร้อที่มีสมาชิกอยู่ 7 ตัว ก็ได้คุณลุงโค้ชตะกร้อที่มาฝึกซ้อมเป็นประจำช่วยดูแล และพากลับบ้านบางตัว เจ้าจังโก้ ลาบราดอร์ถูกทิ้งก็ได้ ตาแดง ผู้ดูแลศาลเจ้าใกล้ ๆ สวนสาธารณะช่วยเป็นธุระให้
คุณยายมอม และ เจ้าหนูแดง ได้ ลุงศรีพล ผู้ดูแลสวนพากลับบ้านและพามาทำงานด้วยทุกเช้า ส่วนกลุ่มของ พี่ดำ ดัชชี่ อังกอร์ เจ้าด่าง และ หูกิ้น ได้คุณบรรณารักษ์ห้องสมุดเด็กภายในสวนสาธารณะช่วยดูแล และ เจ้าแดงตาเดียว กับ เจ้าขาวหางกุ้น ได้ชาวรถเข็นขายอาหารบริเวณนั้นช่วยกันดูแล โดยหมอแวะไปเติมน้ำสะอาดใส่ถังน้ำหมาจรที่ลุงแอ๊วทำไว้สำหรับพวกหมา ๆ วันเว้นวัน
สุดท้ายกลุ่มที่ลุงเป็นห่วงมากที่สุด คือ คุณยายสีนวล เจ้าดำหมายเลข 1 และ เจ้าดำหมายเลข 2 ที่โดนแก๊งป้าด่างรุกไล่ที่เหมือนประเทศมหาอำนาจล่าอาณานิคมจนต้องไปอยู่ริมถนนนอกสวนสาธารณะ
โชคดีที่บุญเก่าคงยังมี คุณป้าเจ้าของธุรกิจห้องเช่าบริเวณสวนสาธารณะเห็นเจ้า 3 ตัววิ่งตามกันต้อย ๆ บังเกิดจิตเมตตาสงสาร ข้ามถนนเอาอาหารมาให้ ผ่านไป 1 สัปดาห์ เจ้า 3 หมาเห็นคุณป้านำอาหารมาให้ต่อเนื่อง จึงอำนวยความสะดวกด้วยการข้ามมารอที่หน้าบ้านเสียเลย
ด้วยความประจ๋อประแจ๋ของเจ้า 3 หมาที่คอยคาบใบไม้ไปให้เหมือนจ่ายส่วยค่าคุ้มครอง ทำให้ชามข้าว 3 ใบที่วางหน้ารั้วบ้านขยับเข้ามาภายในบริเวณบ้าน และใช้เวลาไม่ถึง 3 เดือน พวกมันก็ได้เข้าไปนอนกระดิกหางทำหน้าแป้นแล้นในตัวบ้านเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนหมา ลุงแอ๊วจึงเบาใจไปมาก
ลุงแอ๊วขยันไปฟอกเลือดโดยมีป้าทศคอยควบคุมเรื่องอาหารและการดูแลตามที่คุณหมอสั่งอย่างเคร่งครัดตามประสาคุณครูเก่า
เหมือนปาฏิหาริย์มีจริง ลุงอดทนฟอกเลือดอยู่ราว 3 ปี ในที่สุดสุขภาพก็ฟื้นฟูจนไม่ต้องฟอกเลือดแล้ว ทั้งยังแว้นมอเตอร์ไซค์ไปร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยเองได้ด้วย ขอให้คุณลุงสุขภาพแข็งแรง พวกหมา ๆ และพวกเราชาวนักวิ่งจะรอเดินออกกำลังเป็นเพื่อนคุณลุงอยู่ที่สวนสาธารณะค่ะ
