6 มีนาคม 2025
1 K

ช่วงที่หมอเรียนต่อระดับปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์ สังกัดภาควิชาอายุรศาสตร์ เป็นระยะที่ไฟกำลังคุโชน จึงทั้งเรียนไปด้วยและดูแลคลินิกไปด้วย 

เพราะยังทำงานอยู่จึงต้องต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ ทำให้อาจารย์สายงานวิจัยมักจะชักชวนให้ร่วมโครงการด้วย ตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยว่า ผู้ช่วยวิจัยจะต้องมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ จึงทำให้มีค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปพร้อม ๆ กับการเพิ่มพูนประสบการณ์ทางงานวิจัยไปด้วย

งานที่หมอจะรับนั้นต้องเป็นงานที่ช่วงเวลาในการปฏิบัติงานต้องไม่ขัดกับงานประจำ และต้องไม่มีการเมตตาฆาตเมื่อปิดโครงการ จึงเป็นงานที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูและให้ความรักความเมตตาแก่เด็ก ๆ ในหน่วยทดลอง หลังปิดโครงการก็ดำเนินการหาบ้านให้

งานแรกที่หมอร่วมโครงการวิจัยนั้นเป็นการดูแลมวลแมวละแวกลุ่มน้ำชี เพื่อตรวจหาพยาธิใบไม้ในตับและรอยโรคที่เกิดจากการถูกพยาธิชอนไช หลังตรวจเสร็จก็จัดการถ่ายพยาธิ ดูแลรักษา มอบความเมตตาเอ็นดูจนกระทั่งได้บ้านครบทุกตัว เพราะเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ จึงไม่จำเป็นต้องสร้างสภาวะระดับปลอดเชื้อ ระหว่างนั้นจึงมีเหล่าทาสแมวภายในคณะมาขอฮีลใจในถ้ำแมวของหมอกันอยู่เนือง ๆ 

หลังจากงานแรกจบไป เหลือแต่ห้องเลี้ยงแมวโล่ง ๆ ในใจก็รู้สึกโหวงเหวงอยู่เหมือนกัน แต่ว่างอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุการณ์ให้ตื่นเต้นกันไปทั้งโรงพยาบาลสัตว์

ในยุคสมัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว สัตว์ที่มารักษาส่วนมากยังคงเป็นหมาแมว แต่ในวันนั้นสัตว์ที่มาไม่ใช่หมาแมว ยิ่งไม่ใช่สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษที่นาน ๆ มาที แต่เป็น ‘นกแก๊ก’

นกแก๊ก หรือ นกแกง เป็นนกเงือกขนาดเล็ก แต่ถึงจะตัวเล็กแต่ก็ยังมีขนาดใหญ่กว่านกอื่น ๆ อยู่ดี ถือว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

ตอนนั้นเจ้านกแก๊กมาด้วยอาการจะงอยปากบนหักไปครึ่งหนึ่งและมีบาดแผลตามลำตัว เจ้าของไข้แจ้งว่าโดนหมารุม ไม่รู้สู้กันอีท่าไหนให้ปากหัก ไม่ตายก็เหมือนตาย เพราะปากเป็นอวัยวะที่ใช้ในการหากิน

พวกสัตว์ไม่ว่าจะสัตว์บ้านหรือสัตว์ป่า บนร่างกายจะมีบริเวณที่หวงมาก ซึ่งหากไม่สนิทแล้วไปจับไปลูบเข้าล่ะก็ อาจจะถูกกัดบาดเจ็บหรือตายได้ 

จุดแรกคือ ‘ปาก’ เพราะอย่างที่บอกไปว่าเป็นอวัยวะที่ใช้ในการหากิน ต่อมาคือ ‘ท้อง’ เพราะเป็นที่อยู่ของอวัยวะภายในที่สำคัญ และสุดท้ายคือ ‘อวัยวะเพศ’ เพราะใช้ในการสืบพันธุ์ ดังนั้น ถ้าเห็นเด็ก ๆ บ้านไหนยอมหงายท้องให้จกพุงหรือจับหาง จับไข่เล่นได้ แสดงว่าไว้วางใจเราอย่างมาก

กลับเข้าเรื่องกันต่อ…

เจ้าของไข้ได้มอบเจ้านกแก๊กให้หน่วยอายุรกรรมสัตว์ป่าได้รักษาและทำการวิจัยต่อ พวกเราจึงตั้งชื่อเฉพาะกิจให้เจ้านกว่า ‘ไอ้เงือก’

ไอ้เงือกอาศัยอยู่ภายในห้องแล็บของภาควิชา และเช่นเคย เนื่องจากหมอมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อาจารย์จึงชักชวนให้มาเป็นผู้ดูแลไอ้เงือก บาดแผลภายนอกนั้นไม่เท่าไร แต่จะงอยปากที่หักไปนี่สิ จะกินอาหารอย่างไร

เดิมทีหมอเป็นเด็กหน่วยม้าที่ไปทำคลินิกสัตว์เล็ก เพราะฉะนั้น งานที่ถนัดจึงเป็นสัตว์ที่วนอยู่ใน 3 ชนิดนี้ ม้า หมา แมว พอมาเป็นนก แถมเป็นนกป่าเสียด้วย จึงต้องเปิดตำราไปด้วยเลี้ยงไปด้วย คราวนี้ตามตำราเขาก็ว่า พวกตระกูลนกเงือกนี่ชอบกินลูกไทรกัน พอดีว่าสวนสาธารณะฝั่งตรงข้ามคลินิกนั้นมีต้นไทรอยู่ 3 – 4 ต้น

หมอจึงไปเก็บลูกที่สุก ๆ มาเสียถุงใหญ่ ถึงไม่ได้ชิมเองแต่ก็น่าจะหวานล่ะ เพราะนกกาเกาะเต็มต้นเสียขนาดนั้น แต่ปรากฏว่าพอเทลูกไทรลงบนถาดอาหาร ไอ้เงือกไม่แม้แต่จะชายตาแลเลย แถมยังกระโดดหนีอีกต่างหาก

“ไม่กินไม่ได้นะไอ้เงือกเอ๊ย อกแฟ่บหมดแล้ว” หมอมองดูบริเวณอกของเจ้านกซึ่งข้างใต้เป็นกระเพาะพักที่ว่างเปล่า กระดูกอกหุ้มหนังแหลมเปี๊ยบจนน่าเป็นห่วง 

หมอเอาลูกไทรวางบนจะงอยปากล่างที่เหลืออยู่ กลับกลายเป็นทำให้ไอ้เงือกตกใจสะบัดลูกไทรกระเด็น ตีปีกพั่บ ๆๆ กระถดหนีเข้าไปอยู่ด้านในสุดของกรง ท่าทางอารมณ์เสีย หมอเองอยู่กับสัตว์เลี้ยงมานานก็ลืมไปว่าไอ้เงือกเป็นสัตว์ป่า มันย่อมระแวงมนุษย์อยู่แล้ว 

โดยทั่วไปพวกสัตว์มักจะมีระยะปลอดภัยของมัน ลองสังเกตดูว่าเวลาเราเดินเข้าหานกกระจอกแถวบ้าน ค่อย ๆ ขยับเข้าไปเข้าไปใกล้เข้า แล้วระยะไหนที่มันบินหนี นั่นล่ะคือระยะปลอดภัย

กลายเป็นความไม่ประทับใจตั้งแต่แรกเจอของไอ้เงือก

เมื่อนึกถึงระยะปลอดภัยได้เช่นนั้น หมอจึงเทลูกไทรไว้ที่ถาด แล้วมาแอบดูอีกครั้งตอนเย็น เจ้านกแก๊กก็ยังไม่ยอมแตะ

รุ่งขึ้นหมอเปลี่ยนแผนการ จากลูกไทรเป็นตะขบจากสวนสาธารณะหน้าคลินิกเช่นเคย พวกนกคงไปกินมาจากที่อื่นแล้วถ่ายมูลที่มีเมล็ดปนมาตอนบินผ่านสวน เกิดเป็นต้นตะขบขึ้นมา ซึ่งคนสวนก็อุตส่าห์ไม่ตัดทิ้ง เพียงแต่ตัดแต่งให้เข้ารูปเข้าทรง ผ่านไปหลายปีต้นตะขบเหล่านี้เติบโตขึ้นมาหลายต้นทีเดียว หมอไปแหงนหน้าเก็บแย่งกับกระรอกมาได้ 2 ฟายมือ

เมื่อเปิดประตูห้องแล็บเข้าไป ไอ้เงือกหันมามอง ไม่รู้ว่าหมออุปทานไปเองหรือเปล่าว่าเหมือนเห็นไอ้เงือกชักสีหน้าว่า “ยายคนนี้มาอีกแล้ว” แต่ทันทีที่มันเห็นลูกไม้สีแดงสุกปลั่งในมือ มันก็เต้นเข้ามาหาที่หน้ากรงอย่างดีใจ อากัปกิริยาผิดกับเมื่อสักครู่ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า

โดยไม่ต้องยั่วหรืออ้อนวอนขอร้องให้กินแบบเมื่อวานเลย เพียงวางลูกตะขบลงบนถาด เจ้านกแก๊กก็ตะแคงหน้าช้อนเอาลูกตะขบเข้าไปในจะงอยปากล่างและกลืนลงคอได้สำเร็จ แม้จะดูทุลักทุเล แต่มันก็ช่วยเหลือตนเองจนได้ ไม่แน่ใจว่าเพราะหิวหรือชอบกินตะขบมาแต่เดิมกันแน่

รุ่งเช้าหมอทดลองเก็บทั้งตะขบและลูกไทรไปให้ไอ้เงือกเลือกบุฟเฟต์ตามอัธยาศัย ก็ปรากฏว่ามันกินแต่ตะขบ ไม่สนใจลูกไทรเลยแม้แต่น้อย จนหมออดคิดไม่ได้ว่า ตำราที่บอกว่านกเงือกกินลูกไทรนี่น่าจะเก็บลงกล่องไปได้เลย

เจ้านกแก๊กนกแกงกินตะขบทุกวันกินได้กินดีอย่างกับต่อมเบื่อไม่ทำงาน กระทั่งลูกตะขบหาได้น้อยลง ๆ จนถึงวันที่หมอแย่งพวกกระรอกไม่ทัน พร้อมกับฤดูตะขบที่หมดไป 

ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญของทั้งคนและสัตว์ ตะขบหมดแล้วกินอะไรดีล่ะไอ้เงือกเอ๋ย 

นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองเคยไปฝึกงานที่สวนสัตว์สงขลานี่นา ก็แหม พออายุเยอะขึ้น เรื่องที่ผ่านไปนานก็มีลืม ๆ ไปบ้าง ในตอนนั้นมีเวรที่ได้ไปดูแลนกในกรงต่าง ๆ ด้วย มีเจ้านกแก๊กอยู่ตัวหนึ่งติดหมอมากเป็นพิเศษ เพราะไว้ผมหางม้าดูคล้ายกับคนเลี้ยงเก่าของมัน นึก ๆ ไป ตอนนั้นคนเลี้ยงประจำกรงนกใช้มะละกอสุกและอาหารเม็ดสำหรับสุนัขเสริมให้ เพราะอาหารเม็ดมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนใกล้เคียงกับความต้องการของร่างกายนก

ไอ้เงือกแข็งแรงขึ้นมากหลังจากใช้สูตรมะละกอและอาหารเม็ดสุนัข บาดแผลภายนอกหายสนิท ขนปีกที่ใช้ในการร่อนลมที่ถูกหมาทึ้งหลุดไปเริ่มงอกขึ้นมาใหม่ มีเพียงจะงอยปากบนที่หักไป ถ้าหากมีอวัยวะที่สมบูรณ์ มันคงเป็นนกที่รูปหล่อกำยำมากทีเดียว

นับตั้งแต่เตรียมอาหารรสชาติถูกปากมาให้เจ้านกเงือกเล็กก็ดูจะใจดีกับหมอขึ้นมาก นักจิตวิทยาสัตว์กล่าวว่า พวกนกมักเห็นคนเลี้ยงเป็น ‘เมีย’ ของมัน ทำให้หมอได้แต่คิดระแวงในใจว่า อย่านะเว้ยไอ้เงือก

อยู่ในกรงเฉย ๆ มานาน เจ้านกเถื่อนคงเบื่อและคิดถึงบ้านป่าของมันมาก รุ่งเช้าที่หมอแวะมาหาจึงพบแต่กรงเปล่า ๆ และประตูที่เปิดอ้าซ่าอยู่ ทำเอาหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม หน้าถอดสี รู้สึกหวิว ๆ เหมือนจะเป็นลม เพราะถือว่าได้บกพร่องต่อหน้าที่ที่ทำให้สัตว์ในหน่วยทดลองหายไป 

แต่อาจารย์ที่มาเช้ากว่าหมอเสียอีกโผล่เข้ามาในห้องพร้อมกับบอกว่า ไม่ต้องตกใจ ท่านได้เช็กกล้องวงจรปิดแล้ว พบว่ามีเด็กขึ้นมาเล่นบนตึกแล้วคงรู้สึกสงสารไอ้เงือก จึงได้เปิดประตูกรงปล่อยมันบินออกไปทางหน้าต่าง

ลูกเต้าเหล่าใครเนี่ย ป่วนจริง น่าจับพ่อแม่มาตีมือเรียงตัวนัก โทษฐานไม่ดูแลลูก – หมอบ่น

ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าไอ้เงือกมันเป็นนก พอได้รับอิสระแล้วจะบินไปไหนก็ได้ แต่ใจก็ยังอดดื้อรั้นปล่อยว่างไม่ได้อยู่ดี 2 ศิษย์อาจารย์และน้อง ๆ นักศึกษาที่ว่างเว้นจากการเรียนจึงไปช่วยกันเดินหาไอ้เงือกอีกแรง แต่ก็ไม่เจอ ก็มันเป็นนกนี่นะ

แต่แล้วเหมือนมีปาฏิหาริย์ เมื่ออาจารย์ต่างคณะโทรศัพท์มาแจ้งทางโรงพยาบาลสัตว์ว่ามีนกเงือกปากหักมาอาศัยที่ระเบียงห้องพักแฟลตของท่าน

ต้องเป็นไอ้เงือกแน่ ๆ 

หมอและอาจารย์จึงรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปพร้อมกับสวิงแบบมีด้ามและกระเป๋าใส่สัตว์เลี้ยง ในที่สุดไอ้เงือกก็ถูกจับได้โดยละม่อม และกลับเข้าสู่หน่วยทดลองอีกครั้ง เจ้านกทำหน้าเซ็งจนมนุษย์รู้สึกได้

หลังจากเหตุการณ์ไอ้เงือกหลุดเพราะมีเด็กมาเปิดกรง ทำให้ทางคณะเข้มงวดกับระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้น โดยนักศึกษาทุกระดับชั้นและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีบัตรสำหรับสแกนเข้า-ออกตึกและห้องวิจัย ซึ่งผลพลอยได้ก็ทำให้เจ้าหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ประจำตึกสบายใจขึ้นด้วย เพราะเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ราคาสูงก็ปลอดภัยไปด้วย

หมอใช้เวลา 2 ปี ก็เรียนจบไปก่อนที่โครงการวิจัยของไอ้เงือกจะแล้วเสร็จ แต่หมอก็ยังไปเยี่ยมเจ้านกป่าอยู่เสมอ เพราะยังรับจ๊อบเกี่ยวกับงานผ่าตัดในการวิจัยให้กับนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ

3 ปีผ่านไป

ไอ้เงือกกลายสภาพจากนกป่าเป็นนกแล็บเต็มตัว ตอนนี้เทคโนโลยีในการทำอวัยวะเทียมก้าวหน้าขึ้นมาก และมีวัสดุที่มีความคงทนอย่าง ‘ไฟเบอร์กลาส’ ขึ้นมา

ไฟเบอร์กลาสเป็นเส้นใยแก้วที่หลอมจากทรายและนำวัสดุอื่น ๆ มาผสม เช่น หินปูนและหินฟันม้า วัสดุชนิดนี้จึงมีความแข็งแรง ไม่เปราะหรือแตกหักง่าย คงรูปได้ดี ที่สำคัญคือน้ำหนักเบา

ทางทีมวิจัยได้นำวัสดุไฟเบอร์กลาสนี้มาขึ้นรูปเป็นจะงอยปากบนเชื่อมต่อกับตอที่เหลือ ปรับปรุงอยู่หลายอันจนกระทั่งลงตัว ไอ้เงือกปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับปากใหม่ได้เป็นอย่างดี ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือทดลองให้หากินในพื้นที่จริง

ในภาคสนามเป็นป่าจริง ๆ เพียงแต่มีตาข่ายคลุมเป็นบริเวณกว้าง ทันทีที่ไอ้เงือกได้กลิ่นป่าหน้าตาของมันแช่มชื่นอย่างเห็นได้ชัด ทักษะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในป่าแม้จะถูกจำกัดในห้องแล็บอยู่นานหลายปี แต่ไม่ได้ทำให้ไอ้เงือกลืมวิถีชีวิตนี้เลย มันร่อนจากกิ่งต้นไม้โน้นไปต้นไม้นี้อย่างมีความสุข

พวกเราทีมวิจัยได้ปรับปรุงจะงอยปากบนให้กับมันอีกครั้ง เพื่อให้คงทนและใช้งานได้ยาวนานขึ้น เพราะจะงอยปากนี้ไม่เพียงแต่ต้องใช้หาอาหาร แต่ยังต่อต้องสู้ด้วยในบางโอกาส ปากไฟเบอร์กลาสนี้จึงต้องคล่องตัวด้วย 

หลายเดือนต่อมา ตอนนี้ไอ้เงือกพร้อมที่จะใช้ชีวิตในป่าจริง ๆ แล้ว

เมื่อถึงเวลาปล่อย ไอ้เงือกไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองพวกเราอีก ชีวิตนี้ของมันไม่มีอะไรในป่าคอนกรีตให้อาลัยทั้งสิ้น มันสยายปีกร่อนไปบนท้องฟ้าด้วยท่าทางอิสระ เสียง ‘แก๊ก’ ดังลั่นของมันคล้ายกับจะประกาศให้ป่าได้รู้ว่า มันคืนถิ่นแล้ว

หมอเคยอ่านงานวิจัยว่าสัตว์ทดลองที่มีวัสดุแปลกปลอมติดอยู่บนตัวไม่ว่าจะเป็น GPS วิทยุ หรือกล้องดักถ่ายใด ๆ มักไม่ถูกเลือกให้เป็นคู่ผัวตัวเมียในเผ่าพันธุ์ของมัน ในใจจึงได้แต่หวังว่าจะมีนกแก๊กสาวสักตัวที่มีรสนิยมวิไลเลือกไอ้เงือกไปเป็นคู่ และเล่าตำนานประสบการณ์การเป็นนกแล็บของมันสืบลูกสืบหลานต่อไป

Writer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น