18 มิถุนายน 2025
664

ช่วงเดือนที่ผ่านมาโทรทัศน์ทุกช่องต่างนำเสนอข่าวการพบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ทำเอาชาวสัตวแพทย์ลุ้นระทึกกันไม่น้อย โชคดีที่ คุณหมอนนชยา ใจตรง แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลดอนตาล วินิจฉัยแยกโรคได้เร็วและแม่นยำ จึงควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างทันท่วงที

เพราะเหตุใดทั้งหมอคนและหมอสัตว์ต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้…

นั่นเพราะมันเป็นโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) ความรุนแรงระดับอาวุธชีวภาพเลยเชียว ซึ่งประมาณ พ.ศ. 2544 มีซองจดหมายปริศนาบรรจุผงแป้งที่คาดว่าจะเป็นสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ส่งไปยังสำนักข่าวหลายสำนัก และสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐพรรคเดโมแครต 2 ท่าน จนเป็นเหตุให้แตกตื่นทั้งสหรัฐอเมริกามาแล้ว

แต่ความจริงโรคจากสัตว์สู่คนที่ซุ่มเงียบรอจังหวะโจมตีร่างกายเราทีเผลอนั้นมีมากกว่า 50 ชนิดทีเดียว

หมอเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องโรคสัตว์สู่คนมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี เมื่อสบโอกาสได้ไปเรียนต่อจึงต้องมาคิดว่าทำวิจัยเกี่ยวกับโรคอะไรดีนะ คิด ๆ ดูแล้วทำเรื่องเกี่ยวกับโรคที่ใกล้ตัวเราแต่คนทั่วไปรู้จักไม่มากนักดีกว่า ดังนั้น ‘โรคบาร์โทเนลโลซิส’ ฉันเลือกนาย

โรคนี้สำคัญอย่างไร ร้ายกาจอย่างไร ใจเย็น ๆ กำลังจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้แล้ว…

โรคบาร์โทเนลโลซิสสมัยโบราณเรียกว่า ‘โรคแมวข่วน’ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า ‘บาร์โทเนลลา’ เจ้าแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแดงโดยไม่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก จะเรียกว่าเป็น ‘ปรสิตในเม็ดเลือด’ ชนิดหนึ่งก็ว่าได้

เชื้อบาร์โทเนลลาในโลกใบนี้พบได้อย่างน้อย ๆ 50 สกุล และมีอย่างน้อย 17 สกุลที่ก่อโรคในมนุษย์ได้ ย่อยลงมาให้ใกล้ตัวเรามากขึ้นคือสกุลที่ก่อโรคในมนุษย์โดยมีสุนัขและแมวเป็นสัตว์กักโรค มี 7 สกุล คือ B. henselae, B. clarridgeiae, B. koehlerae, B. washoensis, B. elizabethae, B. quintana และ B. vinsonii subsp. berkhoffii หมอให้รายชื่อไว้เผื่อใครอยากจะไปค้นต่อเล่น ๆ

แน่นอนว่าในเมื่อสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวเราเป็นสัตว์กักโรค ดังนั้นพาหะนำโรคจึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากแมลงดูดเลือดอย่างเห็บ หมัด เหา และไร

อย่างที่เล่าไปเมื่อตอนต้นว่าเมื่อก่อนความผิดปกติที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้เรียกว่า ‘โรคแมวข่วน (Cat Scratch Disease)’ แต่ภายหลังเมื่อพบว่ามีสัตว์หลายชนิดที่เป็นตัวกักเชื้อบาร์โทเนลลาได้อย่างวัว-ควาย ตรวจพบเชื้อก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ก็พบได้ในงู ผึ้ง แมงมุม เต่าทะเล ไปจนถึงโลมาด้วย หมอเองก็ยังงงว่าไปถึงทะเลได้อย่างไร

พอเจอแบบนี้จะให้เรียกโรคแมวข่วนต่อไปก็ดูจะไม่ยุติธรรมกับเจ้าเหมียวสักเท่าไร ปัจจุบันจึงเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น ‘โรคติดเชื้อบาร์โทเนลโลซิส’ แทน

มนุษย์ติดโรคจากการรับเชื้อผ่านบาดแผลที่ถูกสัตว์กัด ข่วน ถูกแมลงพาหะกัด หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนมูลของหมัด อาการที่พบมีตั้งแต่มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม มีหูด เกิดเนื้องอกหลอดเลือด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เส้นประสาทอักเสบ จอตาและเส้นประสาทตาอักเสบ

แต่…

อย่าเพิ่งตกใจ อาการที่ฟังดูรุนแรงที่หมอเล่าไปนั้นมักพบในเด็ก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ที่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันอยู่เป็นประจำ ส่วนผู้ที่มีสุขภาพปกติอาจจะพบเพียงอาการไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ หรือมีต่อมน้ำเหลืองบวม

เมื่อ พ.ศ. 2553 มีรายงานอาการป่วยทางระบบประสาทของสัตวแพทย์และลูกสาวที่รับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนมูลของหมัด หลังจากตรวจเลือดและน้ำไขสันหลังจึงพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียบาร์โทเนลลา จากรายงานการเกิดโรคฉบับนี้จึงกลายเป็นแนวทางงานวิจัยของหมอในหัวข้อ ‘การสำรวจการติดเชื้อบาร์โทเนลลาจากบุคลากรทางสัตวแพทย์ไทย’

บุคลากรทางสัตวแพทย์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงนั้นไม่ได้หมายถึงสัตวแพทย์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ช่วย นักศึกษาสัตวแพทย์และช่างอาบน้ำตัดขนด้วย โดยใช้วิธีตรวจหาแบบ 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นแรก ตรวจว่าขณะนี้ในร่างกายของตัวอย่างมีการติดเชื้อหรือไม่ โดยใช้เทคนิคอณูวินิจฉัย ชื่อภาษาไทยอาจจะฟังแล้วงง ชื่อภาษาอังกฤษของเทคนิคนี้คือ ‘โพลีเมอร์เรส เชน รีแอคชัน (Polymerase Chain Reaction)’ มีชื่อเล่นเรียกง่าย ๆ ที่เราคุ้นหูหน่อย คือ ‘พีซีอาร์ (PCR)’ เป็นการตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อในร่างกายเรา

และขั้นที่ 2 คือตรวจทางซีรั่ม (Serum) เพื่อเช็กระบบภูมิคุ้มกันว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ เพราะบางคนที่ร่างกายแข็งแรงเป็นเองแล้วหายเองแบบเงียบ ๆ ได้เหมือนกัน แต่ร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยติดเชื้อมาก่อนคือการพบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อต้านเชื้อนั้น ๆ

คราวนี้เมื่อได้หัวข้อวิจัย เซตกระบวนการทดลองแล้ว ลำดับต่อไปก็ต้องขอทุนการวิจัย แต่ในยุคสมัยนั้นมีเหตุการณ์ระดับประเทศเกิดขึ้น คือน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 ทั่วประเทศจึงมีหลายสิ่งที่ต้องซ่อมบำรุง งบประมาณเกี่ยวกับงานวิจัยที่ไม่ใช่กรณีเร่งด่วนจึงถูกตัดไปกว่าครึ่ง

ครั้งนั้นหมอเขียนโครงการขอทุนสนับสนุนไป 50,000 บาท แต่ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ได้รับอนุมัติมา 15,000 บาท นึกภาพถ้าตัวเองเป็นตัวการ์ตูนอนิเมะคงมีเหงื่อเม็ดเท่าลูกฟุตบอลแปะอยู่บนหน้าผากตอนเห็นยอดเงิน แผนการที่คิดไว้ว่าจะมีค่าขนมกรุบกริบให้อาสาสมัครที่มาเป็นตัวอย่างงานวิจัยจึงเป็นอันต้องพับเก็บเข้าลิ้นชักไป

เมื่อไม่มีเงินมาขับเคลื่อนก็ต้องขอความอนุเคราะห์เจาะเลือดจากคนใกล้ตัวนี่ล่ะ อันดับแรกก็จากตัวเอง และลำดับต่อมาอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ไม่ละเว้นแม้กระทั่งอาจารย์หมอที่จีบไว้ให้ช่วยเป็นกรรมการคุมสอบก็หนีไม่พ้น เมื่อเจาะเลือดคนใกล้ตัวจนครบแล้ว คราวนี้ใครจะเป็นรายต่อไปดี

สมัยก่อนในมหาวิทยาลัยระบบโซตัส (SOTUS) ค่อนข้างเข้มข้นเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่พอมีเรื่องต้องเจ็บตัวฟรี ๆ ขึ้นมาความเป็นยูนิตี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เป็นเรื่องของน้ำใจล้วน ๆ

เพื่อนสมัยเรียนที่ค่อนข้างสนิทกันเปิดคลินิกที่จังหวัดไม่ไกลกันนักบ่น “ไม่ได้เจอตั้งนาน พอมาก็จะให้เจ็บตัว” ก่อนจะตัดสายโทรศัพท์ไป

ในขณะที่เพื่อนห่าง ๆ ไปเป็นหมอลูกจ้างที่โรงพยาบาลสัตว์ในจังหวัดชายแดนภาคเหนือ พอรู้ข่าวก็ช่วยส่งหลอดเก็บตัวอย่างเลือดจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลสัตว์ 10 กว่าหลอด แพ็กใส่ลังน้ำแข็งส่งขึ้นรถทัวร์มาให้โดยไม่ต้องร้องขอ

ทำให้หมอเข้าใจอาชีพขายตรงขึ้นมาบ้าง

เลือด 100 ตัวอย่าง มันช่างยากเย็น ในจังหวะที่การตามล่าหาตัวอย่างเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ได้มีการติดต่อขอความร่วมมือจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (The United States Centers for Disease Control and Prevention, U.S. ; CDC) มายังคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่าจะส่งนักวิจัย 2 ท่าน คือ คุณซาร่า บี. (Sara B.) และ คุณไมเคิล เค. (Michael K.) เข้ามาเก็บตัวอย่างเชื้อบาร์โทเนลลาในภาคอีสานของไทย

อย่างที่หมอเล่าไปข้างต้นว่าเจ้าเชื้อบาร์โทเนลลามันจะรอจังหวะก่อโรคเงียบ ๆ ทำตัวเหมือนไม่สำคัญ แต่ระเบิดตูมขึ้นมาเมื่อไรล่ะก็… พังทั้งร่าง!

เรื่องมันมีอยู่ว่า

เคสผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจอักเสบ (Vegetative Vulvular) หลังจากผ่าตัดนำลิ้นหัวใจที่มีปัญหาออกไปเพาะเชื้อ เพื่อดูว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดใดที่เป็นสาเหตุให้ลิ้นหัวใจอักเสบจนเป็นปุ่มป่ำดอกกะหล่ำแบบนี้ ปรากฏว่าผู้ป่วยบางรายผ่านไป 40 วันแล้วเชื้อก็ยังไม่ขึ้น กลายเป็นแฟ้มปริศนา (X-file) ไป

ซึ่งเจ้าเชื้อบาร์โทเนลลานี่มันเป็นเชื้อที่เพาะขึ้นได้ยากในอาหารเลี้ยงเชื้อทั่วไป ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อที่ผสมเลือดแกะจึงจะขึ้น แต่ขึ้นในที่นี้คือขึ้นแค่ 3 – 4 จุด เท่านั้นเอง ไม่เป็นที่น่าพอใจ ภายหลังจึงมีนักวิจัยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า มันเป็นแบคทีเรียที่ต้องอาศัยแมลงพาหะนี่นา จึงนำเซลล์แมลงผสมลงในอาหารเลี้ยงเชื้อด้วย ปรากฏว่าได้ผลดีทีเดียว

กลับมาเข้าเรื่องของเรากันต่อ

กรอบวิธีเก็บตัวอย่างของนักวิจัยฝรั่งทั้ง 2 คือเก็บตัวอย่างเลือดจากสัตว์เลี้ยงและแมลงพาหะจากบ้านของผู้ป่วยที่เพาะเชื้อจากลิ้นหัวใจไม่ขึ้นไปตรวจหาเชื้อบาร์โทเนลลา ซึ่งการเจาะเลือดสัตว์จำเป็นต้องใช้สัตวแพทย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือสื่อสารภาษาถิ่นดีได้ดี ไม่รู้ว่าธรรมะจัดสรรหรือบุญบาป ผู้ช่วยของนักวิจัยทั้ง 2 จึงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหมอเอง!

ถึงวันเดินทางนักวิจัยฝรั่งดูจะตื่นเต้นกับชนบทภาคอีสานมาก เห็นศาลพระภูมิก็สนอกสนใจว่าทำไมถึงมีบ้านตุ๊กตากันทุกบ้านเลย แม้แต่ใบมะขามก็ยังชื่นชมว่าโซคิวต์ ชาวบ้านใจดีแทบจะตัดให้ไปเป็นที่ระลึกทั้งกิ่ง หมอต้องสกัดดาวรุ่งไว้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นทั้งรถคงเต็มไปด้วยใบมะขาม

หมู่บ้านชนบทอย่าว่าแต่ไม่มีชื่อถนนเลย ขนาดทางเข้าหมู่บ้านหมู่บ้านยังเป็นดินลูกรัง เวลาที่รถแล่นสวนมาเร็ว ๆ ฝุ่นดินจะฟุ้งขึ้นมาอย่างกับม่านหมอกสีแดงอย่างไรอย่างนั้น โชคดีที่ไม่ใช่ฤดูฝนไม่อย่างนั้นสภาพคงดูไม่จืด

มีแต่บ้านเลขที่กับหมู่บ้าน ไม่มีชื่อถนน ไม่มีชื่อซอย แล้วจะหาบ้านเป้าหมายเจอได้อย่างไร คนที่จะไขปริศนานี้ได้เห็นจะมีแค่คนคนนี้แล้ว ‘ผู้ใหญ่บ้าน’

“มันเป็นจังได๋คุณหมอ ไอ้โรคเนล ๆ ล่า ๆ นี่แหม”

“เรื่องมันเป็นจังซี่ค่ะพ่อผู้ใหญ่…”

หลังฟังหมออธิบายจบ ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อชาวบ้าน จึงขอให้หมอช่วยเล่าให้ชาวบ้านฟังด้วย ว่าแล้วก็ประกาศเสียงตามสายให้ลูกบ้านมารวมตัวกันที่ลานกลางบ้าน

“…ซั่นกะขอให้ซุผู้ซุคนรักษาความสะอาดบริเวณบ้านและสัตว์เลี้ยงของเจ้าของกะอย่าปล่อยให้มีเห็บ หมัด เหา ไร เด้อ”

หมอแปลงร่างเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตที่กรอเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมาในแต่ละหมู่บ้านที่ไปถึง แต่หมอไม่เคยที่จะเบื่อหน่ายเลยเป็นไปด้วยความยินดี ที่ได้บอกเล่าให้ทุกคนได้รู้จักโรคร้ายที่เป็นเหมือนภัยเงียบนี้

3 วันต่อมา ภารกิจเรียบร้อย นักวิจัยฝรั่งกลับบ้านกลับเมืองไปด้วยความแฮปปี้ หมอจึงได้กลับเข้าสู่ภาวะตามล่าหาตัวอย่างเลือดอีกครั้ง บังเอิญมีน้องนักศึกษาไปเดินป่าแล้วของฝากเป็นเห็บเกาะที่ด้านหลังใบหูมาตัวหนึ่ง หลังจากนั้นรู้สึกว่ามักจะมีไข้ในช่วงเย็น จึงอาสาสมัครมาขอรับการตรวจเลือด

ผลตรวจปรากฏว่าน้องติดเชื้อสครับไทฟัส (Scrub Typhus) ไม่ใช่เชื้อบาร์โทเนลา แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ตัวอย่างวิจัยเพิ่ม แต่หมอก็ดีใจที่น้องได้นำผลตรวจไปขอรับยากับคุณหมอคนได้ทันท่วงที

หลังจากทะเลาะกับเครื่องปั่นเหวี่ยง และหมดค่าพวงมาลัยไหว้แม่ย่านางเครื่องขยายจำนวนดีเอ็นเอ (PCR Thermal Cyclers) ไปนับพัน ในที่สุดหมอก็พร้อมสอบสอบป้องกันวิทยานิพนธ์แล้ว โดยอาจารย์กรรมการจากภายนอกคือ รศ.นพ.ชาญวิทย์ ตรีพุทธรัตน์ ภาควิชาจุลชีววิทยา สาขาจุลชีววิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาช่วยเป็นผู้ประเมิน

หมอยืนเช็ดเหงื่อที่แตกพลั่ก ๆ อยู่หน้าห้องสอบราว 3 ชั่วโมง ที่สุดจึงผ่านพ้นไปด้วยดี อาจารย์ชาญวิทย์ได้ให้โอวาทก่อนจากว่า

“ขอให้นำความรู้ที่ได้รับไปเป็นกำลังให้กับประเทศชาติต่อไปนะ”

แม้จะเรียนจบมาหลายปีแล้ว แต่หมอยังจำคำสอนของอาจารย์ได้ขึ้นใจ

หลังเรียนจบหมอยังไม่เคยพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้แบบจริง ๆ จัง ๆ สักที อาจจะเป็นเพราะบุคลากรทางสัตวแพทย์ส่วนมากรักษาสุขอนามัยได้ดีมีสุขภาพแข็งแรง จะมีก็แต่เรื่องขอร้องให้ช่วยตรวจสอบเอกสารการฟ้องร้องสัตวแพทย์กรณีเกี่ยวกับโรคหัวใจในสุนัข ซึ่งคุณทนายฝ่ายโจทก์ก็เก่งมาก มีการลงรายการสาเหตุที่เป็นไปได้ว่ามีเชื้อบาร์โทเนลลาด้วย ทั้งที่หมอคนและหมอสัตว์น้อยคนมาที่จะรู้จักหรือสนใจมัน

หมอมาเจอเจ้าโรคนี้แบบเป๊ะ ๆ ปัง ๆ เอาเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อคุณหมอรุ่นน้องโทรศัพท์มาปรึกษาพร้อมส่งภาพประกอบมาทางกล่องข้อความว่า เธอถูกแมวที่มารักษาข่วนหลังจากนั้นราว 1สัปดาห์ มีอาการต่อมน้ำเหลืองใกล้ตำแหน่งที่ถูกข่วนบวม ไม่ใช่แค่เฉพาะเธอ แต่ผู้ช่วยที่ดูแลเจ้าเหมียวล้วนมีอาการไม่ต่างกัน

จากประวัติและอาการมันใช่แล้วล่ะ ที่จริงยาปฏิชีวนะที่เป็นตัวเลือกลำดับแรกของโรคนี้ (Drug of Choice) ไม่ใช่ยาพิสดารที่หายาก กินต่อเนื่องสัก 1 เดือนก็เรียบร้อย แต่เคสนี้ปัญหาอยู่ที่รุ่นน้องของหมอกำลังตั้งครรภ์และให้นมลูกน้อยไปพร้อมกัน งานนี้จึงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอสูตินรีเวชไปด้วย ปรากฏว่ายาตัวเลือกหมายเลข 1 ใช้ไม่ได้ จำเป็นต้องใช้ยาในลำดับรองลงมา

ยาที่เป็นตัวเลือกแรกหมายถึงยาที่กำจัดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อต้องใช้ยาที่ประสิทธิภาพเป็นลำดับรองลงมาก็ทำเอาอดเป็นห่วงรุ่นน้องไม่ได้ ไม่มีความรู้สึกยินดีที่ได้เจอโรคแม้แต่นิดเดียว แม้จะใช้เวลาสักหน่อย แต่ในที่สุดรุ่นน้องของหมอก็แข็งแรงปลอดภัย ส่วนเจ้าแมวก็ต้องกินยาปฏิชีวนะและกำจัดตัวหมัดไปพร้อมกัน

เรื่องที่เล่ามานี้ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนแตกตื่นแล้วเอาน้องหมาน้องแมวไปปล่อยหรือทอดทิ้ง แต่เพื่อให้ตระหนักว่า ควรดูแลสุขภาพ รักษาความสะอาด และกำจัดเห็บ-หมัดเป็นประจำ เพื่อให้ทั้งเราและน้อง ๆ สี่ขาสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ

Writer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น